• piti31
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : piti31@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 52513
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
หลังจากเรียนจบปริญญาเอกจาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ด้วยทุนรัฐบาลไทย เมื่อกลับมาเมืองไทยเพื่อรับใช้ชาติในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ดร.ปิติ ได้มีโอกาสบวชเรียนกับท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/piti31
วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม 2551
Posted by piti31 , ผู้อ่าน : 1261 , 09:21:03 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ส.ส.สหรัฐอเมริกาก็ได้ร่วมลงมติช็อคโลกเศรษฐกิจโดยการไม่ผ่านร่างกฎหมายแผนฟื้นฟูวิกฤตการเงินในสหรัฐที่ถูกเสนอโดยรัฐบาลจอร์จ บุชในวงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 24 ล้านล้านบาท ในสหรัฐอเมริกานั้น เมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาใช้ โดยเฉพาะในครั้งนี้ที่จะนำไปใช้อุ้มธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะการไปซื้อหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน รัฐบาลจำเป็นต้องร่างแผนฟื้นฟูออกมาเป็นกฎหมาย เพื่อผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน

คะแนนเสียงคัดค้าน ต่อร่างกฎหมายนี้เมื่อเทียบกับคะแนนเสียงสนับสนุนอยู่ที่ 228 ต่อ 205 แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือในคะแนนเสียงที่ไม่เห็นด้วยนั้น ส.ส.จากพรรครัฐบาล (รีพับลิกัน) ถึง 133 เสียงลงมติสวนกับสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากพรรคเดียวกันเป็นคนนำเสนอ ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลไม่ควรนำเอาเงินภาษีของประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาใช้อุ้มความผิดพลาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้

เป็นอันว่าข้อเสนอของรัฐบาลเป็นอันต้องล้มพับไป และต้องมีการกลับไปทบทวน ทำแผนการใช้เงินงบประมาณให้รัดกุม มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนอเมริกันโดยรวมมากขึ้น แล้วค่อยมานำเสนอและลงมติใหม่ในภายหลัง (น่าจะเป็นวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคมนี้)

เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ส.ส.ไทยไม่เคยลงมติสวนพรรค ไม่เคยมีความคิดเป็นของตนเอง ไม่เคยรับฟัง และนึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีที่เป็นคนเลือกพวกเขาเข้ามา จะมีบ้างที่ทำอะไรสวนมติพรรคก็ล้วนเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มของตนเองเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น กรณี ส.ส. 12 งูเห่าของพรรคประชากรไทยในอดีต หรือการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อตีรวนให้ขาดองค์ประชุมเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับกลุ่มของตนเอง

จะเห็นได้ว่า ส.ส. ของสหรัฐมีเสรีภาพ (Freedom) ในทางความคิด ตัดสินใจ และในการลงมติ ซึ่งแตกต่างจากผู้แทนของไทยอย่างสิ้นเชิง ที่ท่ามีการลงมติเรื่องที่ต้องมีการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเป็นการมานั่งเกี้ยเซี้ยแบ่งสันปันส่วนกันว่าแต่ละกลุ่ม แต่ละคนจะได้ส่วนแบ่ง ได้ผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อส่วนตัวมากน้อยแค่ไหนจากงบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการยกมือสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลเป็นฝักถั่วเท่านั้น

ซึ่งเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นแบบนี้ในรัฐสภาของไทยคือสิ่งที่เราไม่ต้องการอย่างยิ่งในระบบการเมืองใหม่ เราต้องการเสรีภาพทางความคิดของผู้ที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพื่อที่จะเข้ามาคานอำนาจของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นกลุ่มเดียวกัน ที่จะเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นในปัจจุบันนี้

และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องการเสรีภาพที่มากกว่าที่เป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นในปัจจุบันนี้ ส.ส.สหรัฐอาจจะมีเสรีภาพในความคิด ในการลงมติ แต่พวกเขารวมทั้งคนอเมริกันไม่ได้มีเสรีภาพจากระบบที่ล้มเหลว นั่นคือพวกเขายังคงตกเป็นทาสในระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกัน เพราะในที่สุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลสหรัฐก็ยังคงจะต้องผ่านร่างกฎหมายเพื่อนำเงินจำนวนมหาศาลออกมาอุ้มภาวะวิกฤตเศรษฐกิจให้ระบบยังคงตัวอยู่ได้ ชะลอการเกิดวิกฤตออกไป หล่อเลี้ยงให้ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และฟองสบู่ในระบบเครดิตยังคงตัวอยู่ได้ เพราะระบบเศรษฐกิจของสหรัฐจะคงอยู่ไม่ได้ถ้าสิ่งเหล่านี้ต้องแตกสลายไป แผนฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้เข้าไปแก้ที่จุดที่เป็นต้นตอของปัญหา นั่นคือ ความต้องการการบริโภคที่ไม่มีความรู้เท่าทัน (Unskilled Consumerism) ความต้องการการบริโภคที่ยึดติดอยู่เพียงแต่กับวัตถุ (Materialism) หรือการบริโภคที่ขาดการพิจารณาโดยใช้ปัญญา (Wisdom)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แสดงธรรมบรรยายที่เตรียมไว้ใช้ในการประชุมวิชาการ The 2nd International conference of the Buddhist Economics Research Platform ในหัวข้อ “Buddhist Economics” ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยผมสามารถสรุปใจความบางส่วนได้ว่า เศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยมกระแสหลักมองว่าปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจคือ ความต้องการการบริโภคมีไม่จำกัด แต่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดและขาดแคลน ดังนั้นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีต้องเข้ามาจัดสรรและกระจายทรัพยากรที่ขาดแคลนนี้เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ซึ่งจากประสบการณ์ตลอด 200 – 300 ปีที่ผ่านมาระบบทุนนิยมเสรีก็ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ประชากรบางส่วนยังคงอดอยาก วิกฤตเศรษฐกิจก็ยังคงเกิดขึ้น

แต่ถ้าเรามองแบบเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หรือตามแนวพระราชดำริห์เศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะในทางพุทธการบริโภคต้องจำแนกเป็น 2 ประเภท คือ การบริโภคแบบมัวเมา (Unskilled-Consumerism) กับการบริโภคแบบรู้เท่าทัน (Skillful Consumerism) การบริโภคแบบมัวเมาคือการบริโภคที่ยึดติดกับวัตถุ (Materialism) เกิดความไม่รู้จะพอ (Unlimited Need) และขาดความมีอิสรภาพ เพราะผู้คนที่มัวเมากับการบริโภคแบบนี้จะตกเป็นทาสของวัตถุ เกิดความยึดติดในวัตถุ เมื่อขาดสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้อย่างเป็นทุกข์ เกิดการบริโภคด้วยความละโมบ อยากมีอยากได้ มีแล้วก็อยากจะมีเพิ่ม ขาดปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ และเมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพยากรเท่าใดก็มีไม่เพียงพอ ระบบที่คงอยู่บนรากฐานความคิดเช่นนี้จะคงอยู่ไม่ได้ในระยะยาว

ในขณะที่เศรษฐศาสตร์แนวพุทธเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ (Human Development) เพื่อให้เกิดเป็นการบริโภคแบบที่ 2 คือ การบริโภคแบบรู้เท่าทัน (Unskilled Consumerism) ความต้องการแบบนี้เป็นความพอเพียง ความรู้จักพอ (Limited and Sufficiency Need) บริโภคโดยไม่เบียดเบียน เกิดความมีอิสรภาพเพราะไม่ต้องไปผูกติดยึดติดอยู่กับวัตถุ ใช้ของเท่าที่มี พอใจเท่าที่ได้ แล้วพัฒนาต่อให้มีมากขึ้น พอใจมากขึ้นด้วยความไม่ประมาทและรู้เท่าทัน เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมายคือ การอยู่ร่วมกันของคน, สังคม และสิ่งแสดล้อมในสภาพที่สุขสมบูรณ์ ในสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยกระบวนการพัฒนาปัญญา ดังนั้นในระบบเศรษฐกิจพอเพียง มนุษย์ไม่ได้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการทางวัตถุให้มากที่สุด มนุษย์ไม่ได้บริโภคเพียงเพื่อจะมีชีวิตอยู่ แต่มนุษย์บริโภคอย่างรู้เท่าทัน อย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาตนเองให้เกิดปัญญา (ความฉลาดรู้เท่าทัน พร้อมกับมีศีลธรรมดีงาม)

ทุนนิยมสหรัฐสอนให้ทุกคนผลิตให้มากที่สุด บริโภคให้มากที่สุด เพื่อความพอใจสูงสุด สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ผ่านทางการกู้เงิน การเป็นหนี้ และการสร้างฟองสบู่ในตลาดเดครดิต ความละโมบทำให้ความฉลาดที่จะสร้างตลาดอนุพันธ์ (Derivative market) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการกระจายและลดความเสี่ยง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งกลับเพิ่มความเสี่ยง และนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการเงินเช่นในปัจจุบัน (เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมเรื่องสาเหตุของวิกฤตการเงินสหรัฐ ดู http://mblog.manager.co.th/piti31) ในกรณีของประเทศไทย เพราะกว่า 80% ของ GDP (ผลผลิตที่เราผลิตได้) เราผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้นเมื่อสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่มีปัญหาเราส่งออกไม่ได้ เราก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะเราขาดอิสรภาพ แต่ถ้าเราทำตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เราควรผลิตเพื่อใช้ในประเทศให้เพียงพอเสียก่อน เหลือจึงส่งออก สิ่งใดที่ต้องนำเข้าก็พยายามสร้างเองในประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ในประเทศ เกิดการสร้างเทคโนโลยี และเป็นการลดภาวะพึ่งพิง ถ้าทำได้อย่างที่พ่อหลวงทรงแนะนำ วิกฤตต่างประเทศจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ต้องกลัวผลกระทบ

ดังนั้น เมื่อเราจะมีระบบการเมืองใหม่แล้ว ภายใต้ภาวะที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันกำลังล่มสลาย ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ยึดตามแนวเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ และเศรษฐกิจพอเพียง สร้างอิสรภาพทางการบริโภคโดยใช้ปัญญาเพื่อป้องกันวิกฤตจึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
indexthai วันที่ : 02/10/2008 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ครับ..

"ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ยึดตามแนวเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ"

ทั้งคอมมูนิสต์รัสเซียและทุนนิยมอเมริกา ล่มสลายด้วยกัน
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/09/30/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]