*/
  • Piwfreedom
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : piw_ongchanita@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-10-18
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 372958
  • จำนวนผู้โหวต : 131
  • ส่ง msg :
  • โหวต 131 คน
วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2556
Posted by Piwfreedom , ผู้อ่าน : 2674 , 18:53:09 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Piwfreedom โหวตเรื่องนี้

                                เพลงเพื่อชีวิตแบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัยที่สำคัญๆ ดังนี้นะครับ                                                    

                 1. ยุคเพลงชีวิต 

                 2. ยุคเพลงเพื่อชีวิต 

                 3. ยุคเพลงปฏิวัติ 

                 4. ยุคธุรกิจเพลงเพื่อชีวิต 

 1. ยุคเพลงชีวิต

   ครูไพบูลย์ บุตรขัน และ ครูคำรณ สัมบุณณานนท์

   เพลงเพื่อชีวิต จริงๆ แล้วไม่ใช่ชื่อของแนวเพลงนะครับ (ไม่เหมือนกับเพลงร็อค แร็บ หรือป๊อบ) แต่เป็นการจัดประเภทของเพลงไทยตามลักษณะของเนื้อหา จริงๆ แล้ว คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” มีที่มาจากหนังสือของ จิตร ภูมิศักดิ์ ชื่อ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” (นักคิดนักเขียนฝ่ายก้าวหน้า ที่มีอิทธิพลต่อนิสิตนักศึกษาในยุคสมัยนั้น) จิตรเสนอว่า ศิลปะควรทำหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชน มากกว่านำเสนอเรื่องราวประโลมโลกย์    จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ศิลปินจำนวนหนึ่งเลือกที่จะนำเสนอบทเพลงที่มีเนื้อหาจริงจัง ต่างจากเพลงรักที่พบหาได้กราดเกลื่อนในทุกยุคทุกสมัย ศิลปินไทยในอดีตที่นำเสนอบทเพลงในลักษณะนี้ คือ แสงนภา บุญราศรี, เสน่ห์ โกมารชุน, ไพบูลย์ บุตรขัน และคำรณ สัมบุณณานนท์ (ช่วงประมาณปี 2480-2500) ซึ่งในขณะนั้นเรียกเพลงที่สะท้อนความยากลำบากของผู้คน และความไม่เป็นธรรมทางสังคมต่างๆ ว่า “เพลงชีวิต” เพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงเวลานี้ ได้แก่ คนปาดตาล (แสงนภา บุญราศรี), ผู้แทนควายและสามล้อแค้น (เสน่ห์ โกมารชุน), กลิ่นโคลนสาบควายและค่าน้ำนม (ไพบูลย์ บุตรขัน), รอยไถและมนต์การเมือง (คำรณ สัมบุณณานนท์) เป็นต้น

 2. ยุคเพลงเพื่อชีวิต

   วงคาราวาน

    ยุคสมัยเฟื่องฟูของเพลงเพื่อชีวิตอย่างสูงสุด คือยุคที่มีจิตร ภูมิศักดิ์เป็นต้นทางของเพลงชนิดนี้อย่างแท้จริง ในขณะนั้นจิตรถูกคุมขังอยู่ในคุก ด้วยการยัดเยียดคดีกระทำการเป็นคอมมิวนิสต์ (มาตรา 17) จิตรนำเสนอแนวคิดการทำงานศิลปะเพื่อชีวิตที่มีเนื้อหาปลุกเร้าให้เกิดการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน งานเขียน บทกวี และบทเพลง จำนวนมากมายได้รับแรงบันดาลใจจากจิตร ก่อให้เกิดความคิดที่ก้าวหน้าในกลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชน จนกระทั่งการเกิดเหตุการณ์การเรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ในที่สุดด้วย บทเพลงที่มีชื่อเสียงที่นำบทกวีของจิตรไปใส่ทำนองได้แก่ แสงดาวแห่งศรัทธา และ เปิบข้าวเป็นต้น   

  ในยุคหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นยุคสมัยที่เพลงเพื่อชีวิตเฟื่องฟูอย่างสุดขีด เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถโค่นล้มเผด็จการอย่างจอมพลถนอมลงไปได้ และดูเหมือนกับว่าประเทศไทยจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพลงเพื่อชีวิตในยุคนี้จึงมีลักษณะเป็นเพลงที่ปลุกเร้าสร้างขวัญกำลังใจให้กับมวลชนให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า อาทิเช่น เพลงสู้ไม่ถอย (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล)   ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2517-2519 มีวงดนตรีเพื่อชีวิตหลายวงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ทางด้านเนื้อหานั้นเริ่มมีการสอดแทรกอุดมการณ์แบบลัทธิสังคมนิยมอยู่ในบางส่วน แต่หลักๆ แล้วยังพูดถึงชีวิตที่ยากลำบากของชาวนาและกรรมกร ในแต่ละวงจะมีสไตล์ดนตรีและเครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน พวกแรกเป็นพวกที่มีท่วงทำนองลีลาผสมผสานกับตะวันตก (ตามสไตล์ของ Bob Dylan ศิลปินอเมริกันที่โด่งดังอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน) ใช้เครื่องดนตรีอคูสติค เช่น กีตาร์ ฮาโมนิก้า และเครื่องดนตรีเคาะจังหวะอื่นๆ ได้แก่ วงคาราวาน, คุรุชน, กงล้อ, รวมฆ้อน, โคมฉาย ส่วนอีกพวกหนึ่งจะใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า เพื่อปลุกเร้าให้เกิดความคึกคัก เช่น วงกรรมาชน, วงรุ่งอรุณ และวงไดอะเล็คติค และอีกพวกหนึ่งจะมีท่วงทำนองเพลงไทยเดิมและพื้นบ้าน เครื่องดนตรีที่ใช้จะเป็นเครื่องดนตรีไทย ได้แก่ วงต้นกล้า (มีเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เป็นสมาชิกรุ่นหนึ่ง) และวงลูกทุ่งสัจธรรม เป็นต้น  

   ในยุคที่สองของเพลงเพื่อชีวิตนี้ต้องถือว่าเป็นยุคทองของเพลงเพื่อชีวิตทีเดียวครับ ภายใต้อุดมการณ์แบบของจิตร ภูมิศักดิ์ ทำให้มีนักคิดนักเขียนที่เป็นปัญญาชนคนสำคัญนำเสนอผลงาน ผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ และบทเพลง อย่างครึกครื้นคึกคัก บทเพลงเพื่อชีวิตเองก็ได้มีบทบาทที่สำคัญในการเพาะบ่มความคิดความอ่าน เกี่ยวกับตนเองและสังคมส่วนรวมให้แก่คนหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น ให้มีการถามหาคุณค่าและความหมายของการดำรงชีวิตมากขึ้น รวมถึงการตื่นตัวกับปํญหาของชาติบ้านเมืองมากกว่ายุคสมัยใดๆ จนกระทั่งมาถึงการเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่เป็นเสมือนกับฝันร้ายแห่งยุคสมัย มีการปราบปรามนิสิตนักศึกษาครั้งใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ นิสิตนักศึกษาบางส่วนหลบหนีเข้าป่าเพื่อร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในรูปแบบผลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งก็นำไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่งของเพลงเพื่อชีวิต นั่นคือยุคสมัยที่ชื่อว่า “ยุคเพลงปฏิวัติ” (อ่านต่อเสาร์หน้านะครับ) 

3. ยุคเพลงปฏิวัติ

ภายหลังการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 บรรยากาศของประชาธิปไตยก็สิ้นสุดลง สังคมไทยเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมเผด็จการทหารอีกครั้ง กิจกรรมนักศึกษาทุกชนิดถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง มีการประกาศรายชื่อหนังสือต้องห้าม การอภิปรายทางการเมือง การแสดงดนตรี และการละครทุกชนิดถูกควบคุมโดยรัฐบาล และการใช้สื่อสารมวลชนปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังในลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามความเป็นชาติไทยและโลกในขณะนั้น

บทเพลงเพื่อชีวิตยุคนี้จึงเป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นในเขตปฏิบัติงานของ พคท. โดยมีเป้าหมายเพื่อปลุกขวัญให้กำลังใจ เป็นอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล และเผยแพร่อุดมการณ์ของลัทธิสังคมนิยม หรือเรียกบทเพลงชนิดนี้ว่า “บทเพลงปฏิวัติ” (Rebellion Song) ในขณะนั้นวงคาราวาน (ที่มี พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มแล้ว) และวงเพื่อชีวิตอีกหลายวง อาทิ โคมฉาย กงล้อ คุรุชน รวมฆ้อน กรรมาชน ฯลฯ ก็ได้เข้าร่วมปฏิบัติงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย

4. ยุคธุรกิจเพลงเพื่อชีวิต

วงคาราวานเป็นเพียงวงเดียวที่ยังอยู่ยั้งยืนยง ตั้งแต่ยุคเพลงเพื่อชีวิต ยุคเพลงปฏิวัติ จนกระทั่งถึงยุคธุรกิจเพลงเพื่อชีวิต ภายหลังออกจากป่าคาราวานได้ทำสัญญากับบริษัทเพลง และบันทึกเสียงเพื่อออกอัลบั้มเพลงอีกครั้ง โดยเพลงที่อยู่ในอัลบั้มก็เป็นเพลงที่เกิดขึ้นในยุคเพลงเพื่อชีวิต และยุคเพลงปฏิวัติบ้าง มีการจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ มีเครื่องเสียงและเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพมากขึ้น คอนเสิร์ต “ฟอร์ยูนิเซฟ” (2525) ที่จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเสมือนกับการเปิดตำนานบทใหม่ให้กับวงคาราวานในยุคธุรกิจเพลงเพื่อชีวิต เพลงในยุคธุรกิจเพลงนี้แตกต่างไปจากยุคก่อนหน้า ตรงที่การแต่งเพลงและบันทึกเสียงมีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อการออกอัลบั้มเพลงขายในเชิงธุรกิจ ต่างจากยุคก่อนหน้าที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง ศิลปินเพลงในช่วงเวลานี้จึงมีองค์ประกอบที่เป็นไปในทางธุรกิจมากขึ้น วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนี้คือ “วงคาราบาว” จากความสำเร็จของวงคาราบาวสร้างฐานคนฟังเพลงเพื่อชีวิตให้กว้างขึ้น ศิลปินเพลงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ต่างได้รับอิทธิพลจากวงคาราบาว และวงคาราวานมากบ้างน้อยบ้าง เพลงเพื่อชีวิตในยุคธุรกิจเพลงเพื่อชีวิตจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงไปอีกระดับหนึ่ง จากบทเพลงแห่งอุดมการณ์ กลายมาเป็นเพลง “สะท้อนสังคม”

ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บทเพลงเพื่อชีวิตก็ยังคงเป็นกลุ่มเพลงกลุ่มที่มีบทบาทในเชิงเนื้อหาสาระในสังคมไทยอยู่เสมอ เพลงเพื่อชีวิตสามารถแสดงบทบาทของการบันทึกเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของสังคมการเมืองไทยในอดีตได้ รวมถึงการทำหน้าที่เป็นบทเพลงที่สะท้อนความคิดความรู้สึกของคนในช่วงเหตุการณ์สำคัญๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุดเพลงเพื่อชีวิตเป็นเพลงในแนวทางเดียวที่ยังปักหลักพูดถึงเรื่องที่มีสาระมากที่สุดเมื่อเทียบกับเพลงในกลุ่มอื่นๆ ที่ยังคงมีเนื้อหาวนเวียนอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ตัดขาดคนหนุ่มคนสาวจากในการใช้ชีวิตในแง่ที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน