• Plin
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rethinker@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-19
  • จำนวนเรื่อง : 165
  • จำนวนผู้ชม : 233826
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
ด้านที่สามของเหรียญ
พื้นที่ในจินตนาการสำหรับสหายทางความคิด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/plin
วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557
Posted by Plin , ผู้อ่าน : 1311 , 11:24:40 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ลำชานบ้านบู , BlueHill และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

พอดีว่าผมไป comment เกี่ยวกับ Her (2013) และ Lost in Translation (2003) ที่ status facebook ของคุณโตมร ศุขปรีชา แล้วเผลอพิมพ์ยาวไปหน่อย เลยขอยกมาเก็บไว้ที่นี่ด้วยครับ (พร้อมปรับปรุงและแก้คำผิดนิดหน่อยด้วย)
 
ผมขอให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า Her เป็นหนังปี 2013 (แต่ฉายบ้านเรา 2014) กำกับและเขียนบทโดย Spike Jonze ส่วน Lost in Translation เป็นหนังปี 2003 กำกับและเขียนบทโดย Sofia Coppola
 
Spike Jonze กับ Sofia Coppola เคยเป็นคู่ สามี - ภรรยา กัน เมื่อ ค.ศ. 1999 - 2003(หย่าขาดกันแล้วเรียบร้อย)
 
Smiley
 
 
Smiley
 
 
ต่อไปนี้คือ comment ของผมครับ
 

ผมว่าผู้เขียนบทหนังทั้งสองเรื่องอาจไม่ได้ตั้งใจจะสื่อ "สาร" ตามที่เราเข้าใจว่าจะได้รับ "สาร" เช่นนั้นก็ได้ครับ แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะเข้าใจ "สาร" ที่ผู้เขียนบทเหล่านั้นเค้าตั้งใจจะสื่อหรือเปล่า แต่ก็คิดว่า ถ้ายังไง ผมจะขออนุญาตเห็นแย้งนิดหน่อยนะครับ (แหะ ๆ)

 
Smiley
 
ในเรื่อง Lost In Translation นั้น มีหลายฉากที่นางเอก (แสดงโดย Scarlett Johansson) ได้ออกเดินทางไปสังเกตุความเป็นไปของคนอื่น ๆ อยู่ด้วยเหมือนกัน หากแต่เป็นการสังเกตุอย่างห่าง ๆ ตามแบบนักท่องเที่ยว ไม่ได้ไปสัมผัสลงรายละเอียดอย่างลึกซึ้งอะไร ซึ่งอาจเป็นเพราะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง เนื่องจากไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น (ตามชื่อเรื่อง Lost in Translation) เช่น การไปเดินเล่นที่เมืองเกียวโต การไปสังเกตุคู่บ่าวสาวที่กำลังแต่งงาน การไปเดินเล่นที่วัด การไปดูพระสวดมนต์ (แต่ไม่ได้ไปสวดด้วย สังเกตุเฉย ๆ) การไปเรียนการจัดดอกไม้ (แม้ว่าไปแบบไม่ตั้งใจ) 
 
เป็นไปได้ว่า นางเอกอาจจะอยากไปมากกว่านี้ แต่ไม่มีใครพาไป เพราะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง 
 
ส่วนเพื่อนคนญีปุ่นที่นางเอกพอจะสนทนาภาษาอังกฤษด้วยกันได้นั้น ก็กลับชอบแสงสีและชีวิตยามราตรี บางทีคนญี่ปุ่นเหล่านั้น อาจจะไม่ได้หลงไหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่นของตัวเองก็ได้ เลยไม่ได้พานางเอกออกไปเที่ยวดูวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่น่าไหลหลงในตอนกลางวัน 
 
พอคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แถมสามีก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน (เริ่มมีปัญหาชีวิตสมรส) สุดท้ายก็เลยมาสนิทกับพระเอกที่เป็นฝรั่งพูดภาษาเดียวกัน (และกำลังมีปัญหาชีวิตสมรสเหมือนกัน)... แม้เพิ่งจะพบเจอไม่นาน แต่ก็เป็นความรู้สึกชั่ววูบสั้น ๆ ที่ประทับใจกันและกัน
 
Sofia Coppola อาจอยากแค่จะสื่อ ถึง moment สั้น ๆ นี้ เพียงเท่านั้น
 
Smiley
 
ผมเห็นด้วยกับคุณโตมร ในเรื่อง Her ครับว่า ถ้า "สินค้า" ที่ซื้อขาย สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองตามในฉันได้แบบนี้ ผมก็คงต้องต่อว่าบริษัทนี้แน่  "สินค้า" ตัวนี้ ไม่เพียงเปลี่ยนตัวเอง แถมยังสอดรู้มากอีกด้วย แอบดูความลับของเรา ซึ่งผมเองก็ไม่ชอบตรงนี้เหมือนกันครับ 
 
เรื่องอาชีพของพระเอกผมก็ไม่ชอบ นึกอยากเปลี่ยนให้ พระเอกเป็น โปรแกรมเมอร์ ที่เป็นคนเขียน OS1 Samantha ขึ้นมาเอง จะได้เป็นพระเอกที่ nerd ๆ ที่จมอยู่กับตัวเองตั้งแต่ต้น แล้วหนังเรื่องนี้ จะได้เป็นหนังความรักของคน nerd ไป 
 
เรื่อง Her ผมก็ไม่แน่ใจว่า Spike Jonze ต้องการสื่ออะไรและเน้นที่อะไร แต่ผมว่า Spike Jonze เค้าไม่ได้ต้องการเน้นที่ระบบปฏิบัติการ (OS; Operating System) ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI; Artificial Intelligence) แน่ หรือ ไม่ได้ยึดติดกับความเป็นไปได้อย่างสมจริงทางเทคโนโลยี ว่า OS ในอนาคต จะต้องเป็นยังไง หรือ AI ควรต้องเป็นยังไง แต่อาจจะเน้นเรื่องการที่ได้สนทนากับใครสักคนเพื่อที่จะได้เข้าใจเงื่อนปมในจิตใจของตัวเองมากกว่า 
 
Smiley
 
พอดีพระเอกมีบุคลิกเก็บตัว nerd (ความเหงาที่สื่อออกมานั้น พระเอกอาจจะไม่ได้เสพติด แต่มันเป็นบุคลิกเฉพาะของคนแบบนั้นก็ได้) ภรรยาคนแรก ก็น่าจะ nerd ในระดับนึงเช่นกัน (เพราะก็ทำ PhD เกี่ยวกับ technology อะไรสักอย่าง ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือไม่) อย่างไรก็ตาม การเป็น nerd กับ nerd ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเข้าใจกัน แม้ว่าภรรยาจะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กก็ตามที 
 
แต่ถ้ามีใครสักคนที่ "สภาพจิตใจปกติ" แล้วเขาอยากหรือเต็มใจจะคุยด้วยกับคนที่บุคลิกเก็บตัว ก็อาจจะทำให้คนที่เก็บตัวนั้น เปิดใจแล้ว ก็อาจจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นได้ว่า ตัวเองนั้น เคยพลาด หรือ มีปัญหาอะไร ถึงได้มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนอื่น
 
Spike Jonze ที่เขียนบท น่าจะเขียนแบบไม่ได้ยึดติดกับเทคโนโลยีหรือความรู้อะไร และอาจจะไม่ได้มีความรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ขนาดการกลับหลังหัน (ฉาก Samantha พาไปซื้อของ แล้วบอกให้กลับหลังหัน) ยังบอกว่า 360 องศาเลย แทนที่จะเป็น 180 องศา
 
ผมว่า OS1 Samantha (พากษ์เสียงโดย Scarlett Johansson) น่าจะเป็นตัวแทนของ คนที่ "สภาพจิตใจปกติ" คนนั้น ซึ่งเป็นคนที่เปิดเผย ใจกว้าง พูดคุยอะไรด้วยก็ได้ เป็นคนที่พยายามปรับตัวเพื่อให้คุยกับคนอื่นได้ ปรับให้เข้ากับพระเอกได้
 
ส่วนประเด็นเรื่อง OS1 เปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ จนวันนึงก็ตัดสินใจหายตัวไปนี่เฉย ๆ เลยเนี่ย  ผมว่า Spike Jonze คงอยากให้ OS1 เป็นเหมือนคนอีกคนหนึ่ง ที่ผ่านมาในชีวิตของเราเป็นช่วงสั้น ๆ... ทำให้เราเกิดความประทับใจ และแล้วก็จากไป ไม่หวนกลับมาอีก... 
 
แต่ในช่วงที่มีปฏิสัมพันธ์นั้น ก็ได้ทำให้ตัวเราเองเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นบ้างเหมือนกัน สังเกตุจาก ฉากเขียนจดหมายขอโทษภรรยา ซึ่งดูว่าเหมือนว่า พระเอกคงจะสำนึกและเข้าใจอะไรบ้างอย่างได้ หลังจากที่ได้พูดคุยกับ OS1 Samantha
 
Spike Jonze อาจอยากแค่จะสื่อ ถึง moment สั้น ๆ นี้ เพียงเท่านั้น
 
Smiley
 
โทษทีครับ พิมพ์ยาวไปหน่อย

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลำชานบ้านบู วันที่ : 19/04/2014 เวลา : 12.30 น.

สวัสดีครับ
Lost In Translation ตอนจบพระเอกกระซิบบอกอะไรกับนางเอกครับ.

ผมชอบตอนที่จู่ๆ พระเอก ไปเข้าฟิตเนสออกกำลังกายครับ.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ยามครับ from mobile วันที่ : 15/02/2014 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

นึกออกล่ะ พระเอกกับหมา คือ as good as it get

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยามครับ from mobile วันที่ : 15/02/2014 เวลา : 20.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

lost in translation ผมดู แต่ไม่ได้ติด หรือชอบประเด็น

หนังแบบี้ ผมชอบ up in the air กับอีกเรื่องที่ริชาร์ด เกียร์เล่น ที่เป็นแสดงในญี่ปุ่น

และอีกเรื่อง ที่พระเอกมีหมาตัวหนึ่งแล้วก็ทำกับหมา เหมือนทำกับคน ทั้งที่แกเพี้ยน ๆ น่าจะแสดงโดย แอนโธนี่ฮอบกิ้น

her ผมดูตัวอย่างแล้ว ยังไม่ใช่แนว

บางทีคนสร้าง อยากจะพูดถึงบางแง่มุมของจิตใจมนุษญย์ ซึ่งอยู่เหนือความสนใจร่วมของผม แม้ว่าผมจะพยายามเข้าใจก็ตาม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

วิธีเล่น ลูกข่างพื้นเมืองของชาวเหนือ

มีคนนำลูกข่างนี้มาให้ข้าพเจ้าเมื่อคราวที่ยังทำงานที่เชียงใหม่ เนื่องจากว่าแปลกดี จึงบันทึกวิธีเล่นไว้

View All
<< กุมภาพันธ์ 2014 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28  



[ Add to my favorite ] [ X ]