• PluralGuy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : big_alchemist@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 281040
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
PluralWorld
เรื่อยเปื่อยกับภาพยนตร์และเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld
วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2552
Posted by PluralGuy , ผู้อ่าน : 8805 , 22:42:16 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Genre : Tarantino’s

Director : Quentin Tarantino

Actors : Christoph Waltz, Brad Pitt, Melanie Laurent, Daniel Bruhl, Diane Kruger, Eli Roth

ใช่ครับ “เควนตินมันบ้า!!” คือประโยคแรกที่ผมรู้สึกหลังได้ดูหนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องนี้จบ

แม้หนังอย่าง Reservior Dogs, Pulp Fiction, Jackie Brown, Kill Bill จนถึง Death Proof จะพิสูจน์ให้โลกเห็นกันแล้วว่า Quentin Tarantino คืออัจฉริยะในการเล่าเรื่อง (เขียนบทและกำกับ) ในโลกภาพยนตร์ได้อย่างไม่มีใครกังขาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าแค่นั้นจะยังไม่สาแก่ใจหรือประโลมอีโก้ของตัวเองได้มากพอ กลับมาคราวนี้เขาจึงขอลองอะไรที่มันท้าทายกว่าหนังที่ว่าทั้งหมดไปอีกขั้นกับหนังใหม่ที่ตั้งใจเขียนชื่อหนังให้ผิดอย่าง Inglourious Basterds (ที่ถูกต้องเขียน Inglorious Bastards)

Inglourious Basterds พาเราย้อนกลับไปในฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นถูกนาซีเยอรมันเข้ายึดไว้ได้แล้ว โดยแบ่งหนังออกเป็น 5 บท (ตามสไตล์เควนตินแก) มี 2 เส้นเรื่อง เส้นแรกคือเรื่องราวของหน่วยเฉพาะกิจทหารอเมริกันเชื้อสายยิว 8 นายที่มีหน้าที่ลอบสังหารทหารนาซีในฝรั่งเศสโดยเฉพาะ สร้างปัญหาให้พวกนาซีอย่างมากจนต้องตั้งสมญานามให้ว่า “พวก Inglourious Basterds” นำทีมฆ่าโดยร้อยโทอัลโด เรน (Brad Pitt ในมาดสบายๆ เป็นเอกลักษณ์) ที่มีสมญานามว่า “ดิ อาปาเช่” หน่วย Basterds เข้าร่วมภารกิจลอบสังหารฮิตเลอร์และนายทหารระดับสูงของนาซีอีกหลายคนครั้งใหญ่ โดยมีดาราสาวเยอรมันผู้เป็นสายลับสองหน้าบริดเจตต์ วอน แฮมเมอร์สมักซ์ (Diane Kruger) เป็นตัวเชื่อม เส้นเรื่องอีกเส้นหนึ่งเป็นเรื่องราวของสาวยิวแสนสวยชื่อโชชานนา (Melanie Laurent) ที่ก็มีแผนสังหารนาซีเป็นของตัวเองเช่นกัน โดยมีผู้พันนาซีสุดฉลาดและสุดโหดสมญานาม “นักล่ายิว” ฮานส์ ลันดา (Christoph Waltz ที่โหดได้หน้าตายและน่าตายมากๆ ผมให้ Oscar ไปเลยละกัน) เป็นตัวแปรสำคัญ แถมยังมีเรื่องรักระหว่างรบเล็กๆ ระหว่างโชชานนากับพลแม่นปืนนาซี เฟรเดอริกซ์ โซลเลอร์ (Daniel Bruhl) มาเกี่ยวข้องด้วย เรื่องราวยุ่งเหยิงทั้งหมดนี้จะไปสรุปอย่างสุดบ้า-มันส์-เหวอ-เพี้ยนกันภายในโรงหนังแห่งหนึ่งในตอนจบ

มาแบบอัดแน่นไปด้วยมาตรฐาน “สไตล์เควนติน” ในทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาที่มากมายก่ายกองและดูไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตัวละครกำลังจะทำเลยแม้แต่น้อย (จริงๆ มี) แต่ฟังเพลินชนิดไม่อยากให้หยุดคุย, ภาพและเพลงประกอบย้อนยุคสุดเท่ห์ และจังหวะการเล่าเรื่องหนักแน่นที่สร้างอารมณ์ที่ทั้งเร่าร้อน น่ากลัว ตื่นเต้นเร้าใจ (เพิ่มโรแมนติกสุดๆ ในฉากหนึ่ง เควนตินจับ Score อันแสนไพเราะให้เข้ากับภาพที่รุนแรงได้อย่างเหลือเชื่อ จนผมนึกว่าที่ดูอยู่คือฉากการเต้นรำครั้งสุดท้ายของคู่รักที่มิอาจสมหวังอันแสนเศร้า ใครดูแล้วคงจะนึกออกได้ทันที นี่คือฉากโรแมนติกแห่งปีสำหรับผม) และจุดจบของหนังที่คาดคะเนไม่ได้ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ผมว่า Inglourious Basterds เรื่องนี้คือหนังที่เจ๋งที่สุดของเควนติน (ณ ตอนนี้) และทำให้เขาเหนือมนุษย์ไปอีกขั้น

กับหนังเรื่องก่อนๆ ของเควนตินนั้น ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขาสามารถที่จะเล่าให้แปลกใหม่และหักมุมอย่างไรก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เขาแต่งขึ้นมาเองทั้งหมด แต่กับหนังที่ต้องอิงประวัติศาสตร์ที่มีความถูกต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นนี้ แถมยังเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญซะด้วย ผมยังสงสัยอยู่ว่าเควนตินจะเล่าออกมายังไงให้คงเอกลักษณ์ของเขาได้ โดยเฉพาะความเป็นหนังที่เดาตอนจบไม่ได้ของเขา เพราะพวกเราคนดูก็รู้อยู่ว่าประวัติศาสตร์จริงมันเป็นอย่างไร ไม่แน่หนังเรื่องนี้อาจทำให้เควนตินเสียชื่อก็ได้ แต่เควนตินทำได้!!

ส่วนแกจะหักมุมอย่างไร ผมอยากจะเล่าใจจะขาด แต่ต้องห้ามใจไว้ เพื่อนๆ คงต้องไปดูให้โดนหักกันเอง จะได้สาแก่ใจเองด้วย แต่สำหรับผม แม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแค่หนังก็เถอะ แต่การหักมุมชนิดเอาล่อเอาเถิดหนักขนาดนี้ หะแรกที่ผมรู้สึกก็ตามจั่วหัวครับ “เควนตินมันบ้า !!” แต่ความรู้สึกที่สองที่ไล่มาติดๆ ก็คือ “แต่เก่งโคตร !!”

*** หลังจากนี้อาจมี Spoil ครับ ***

การที่เควนตินตั้งใจสะกดชื่อหนังให้ผิด ซึ่งเป็นการเตือนแต่แรกว่า Inglourious Basterds คือหนัง ไม่ใช่สารคดีประวัติศาสตร์...บวกกับ Symbolics ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคุยกันเรื่องหนังของตัวละคร, การที่ตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องมีสมญานามที่อาจจะไม่เป็นความจริงตามนั้นเลย, การเล่นทายชื่อในบาร์ใต้ดิน, เรื่องจริงของการใช้หนังเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายนาซี, การแสดงที่ดูเวอร์นิดๆ  และตบด้วยการจบชนิดหน้ามือประวัติศาสตร์เป็นหลังเท้าเควนติน ดูจะย้ำให้เราระลึกอยู่เสมอว่าที่ดูอยู่นี่คือ “หนัง”

ทำไมเควนตินต้องย้ำคนดูว่านี่คือ “หนัง” ด้วย ?

ผมว่ามันเป็นโจทย์ที่ “บ้า” เหลือกินของเควนตินมาตั้งแต่แรกแหละครับ ผมว่าเขาคงอยากจะพิสูจน์ว่าในฐานะนักเล่าเรื่องแล้วเขาเก่งพอที่จะทำ “หนัง” เกี่ยวกับอะไรก็ได้ทั้งนั้น จับเรื่องอะไรมาเล่าก็ได้ (แม้แต่ประวัติศาสตร์) เล่ายังไงคนดูก็เชื่อได้ (แม้จะบอกว่านี่คือหนังทุกๆ นาทีแบบในเรื่องนี้) ทำให้คนดูรู้สึกอย่างไรก็ได้ ที่สำคัญ จบมันอย่างไรก็ได้ (แม้แต่จะผิดประวัติศาสตร์ก็ยังได้) ได้หรือไม่? และผลลัพธ์ที่ออกมากับ Inglourious Basterds ก็น่าหมั่นไส้เหลือเกิน เพราะมันเป็นหลักฐานว่าเขาเก่งพอครับ ลองคิดดูว่าหาก Saving Private Ryan หรือ Valkyrie จบแบบหน้ามือหลังเท้าแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น? ผมว่ามันคงเป็นหนังห่วยแตกแห่งยุคแน่ๆ แต่กับ Inglourious Basterds การจบแบบนี้กลับทำให้มันกลายเป็นหนังคลาสสิคไปเฉยเลย !!

“ช่างกล้า” ผมขอสรุปไปเลยครับว่าหนังสงครามที่โคตรแสบมาตั้งแต่ Concept เรื่องนี้คือสัญลักษณ์ที่ไม่มีใครจะลบล้างได้ (เหมือนการสัก “สวัสดิกะ” บนหน้าผากนาซีในหนัง) ที่ประกาศว่าเควนตินคืออัจฉริยะในการเล่าเรื่องแห่งยุคนี้

ไอ้เควนตินนี่แหละครับ Bastard ตัวจริง 555

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
tutu วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 16.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

เห็นด้วยอย่างดิบดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]