• PluralGuy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : big_alchemist@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 281065
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
PluralWorld
เรื่อยเปื่อยกับภาพยนตร์และเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld
วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน 2553
Posted by PluralGuy , ผู้อ่าน : 2032 , 23:55:35 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

Director : Judd Apatow

Writer : Judd Apatow

Actors : Adam Sandler, Seth Rogen, Leslie Mann, Jason Schwatzman, Jonah Hill, Eric Bana

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสดูหนังดราม่าคอมเมดี้เรื่อง Knocked Up กำกับโดยผู้กำกับ/นักสร้างหนังคอมเมดี้มาแรงแห่งยุคที่ไม่ได้มีดีแค่ตลกชื่อ Judd Apatow บอกตามตรงว่าตอนที่ดูหนังเรื่อง Knocked Up จบ ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้ดี ที่ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงดีก็เพราะหนังเกี่ยวกับการท้องโดยไม่ตั้งใจที่นำแสดงโดย Seth Rogen กับ Katherine Heigl เรื่องนั้นออกจะขาดๆ เกินๆ ในความรู้สึกของผมอยู่พอสมควร ช่วงที่ควรจะตลกได้สุดๆ ผู้กำกับ Judd ก็กลับตัดฉับไม่ยอมให้ตลกกันมากนัก ช่วงที่ดูน่าจะดราม่าซึ้งได้ ผู้กำกับคนเดิมก็เลือกที่จะหยุดมันไว้ให้ค้างๆ คาๆ บทที่ไหลลื่นจนดูเกือบเรื่อยเปื่อยบวกกับการแสดงที่สบายมากจนแทบจะสบายเกินไปของนักแสดงรวมกันทำให้งานของผู้กำกับ Judd ดำเนินเรื่องไปอย่างไร้ทิศทางพอสมควร แต่ทว่าหนังเรื่อง Knocked Up ที่ควรจะกลายเป็นหนังที่ผมเฉยๆ และไม่นานก็จะลืมมันไปกลับมีองค์ประกอบสำคัญ 2 อย่างที่ทำเอาผมต้องรักมันอย่างช่วยไม่ได้

 

Funny People ผลงานเรื่องใหม่ของ Apatow ว่าด้วยเรื่องของดาราตลกจอร์จ ซิมมอนส์ (แสดงโดย Adam Sandler) ที่มีชีวิตมีความสุขระดับสุดยอด โด่งดังทะลุฟ้า ร่ำรวยแบบใช้ชาตินี้ไม่หมด มีสาวๆ ตลอด แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงในทันทีเมื่อเขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดและเขาจะต้องจบชีวิตอันรุ่งโรจน์ในอีกไม่นานนี้ หนำซ้ำ พร้อมๆ กับการพบชะตากรรมของตัวเอง เขาก็ได้พบว่าท่ามกลางความอู้ฟู้ทั้งหมดนั้นแท้จริงแล้วเขาเปลี่ยวเหงาเพียงใดอีกด้วย ตั้งแต่นั้นทุกอย่างในชีวิตของเขาเหมือนถูกเคลือบด้วยเงาแห่งความตายและความเหงาสีเทาไปเสียทั้งหมด นั่นรวมถึงความตลกของเขาด้วย เมื่อมุกตลกที่เอาไว้ใช้แสดง Stand Up Comedy เริ่มหมดและเขาไม่สามารถคิดใหม่ได้ ด้วยความหมดอาลัยตายอยาก ดาราดังอย่างจอร์จจึงลดตัวไปจ้างไอร่า ไร้ท์ (Seth Rogen) พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตสุดจืดชืดแต่ดันมีฝันที่ตรงข้ามกับบุคลิกตัวเองสุดๆ ด้วยการอยากเป็นดาวตลกมาเป็นคนคิดมุกและเป็นเลขาส่วนตัวให้แก้ขัดจนกว่าจะถึงวันตาย ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันระหว่างดาราตลกหมดมุกและกำลังจะหมดชีวิตกับชายสุดจืดที่ไม่มีมุกตลกและเหมือนไม่มีชีวิตอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร ความตายอยู่แค่เอื้อม แถมยังต้องมีเรื่องวุ่นๆ จากทั้งความรักที่ตัดใจไม่ลงในอดีต (Leslie Mann) ชายหนุ่มคนปัจจุบันของความรักในอดีต (Eric Bana) และเพื่อนไอร่าผู้มีชีวิตห่วยๆ ไม่ต่างกันอีก 2 คน (Jason Schwatzman, Jonah Hill)

 

ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในหนัง Knocked Up เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โครงเรื่องหลวมจนทิศทางของหนังดูสะเปะสะปะ ไปทางโน้นทีทางนี้ที จนเมื่อหนังจบลง บอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้เลยว่าผู้กำกับ Apatow ต้องการจะบอกอะไรผม นาทีหนึ่ง Funny People คือเรื่องราวการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า นาทีต่อมาก็เหมือนจะบอกว่าชีวิตมันห่วยแตกสิ้นดี นาทีหนึ่งหนังเรื่องนี้บอกว่าให้พยายามทำตามสิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ อีกนาทีก็บอกว่านั่นอาจจะไม่ดี ตกลงตัวละครได้เรียนรู้อะไรในตอนจบ? และคนดูอย่างผมได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวนี้? บอกตรงๆ ว่าในแง่ Message แล้ว ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แต่ในแง่ความรู้สึกกลับอิ่มหมีพลีมันจนเหลือล้นเลยทีเดียว นั่นก็เพราะองค์ประกอบ 2 อย่างที่กล่าวข้างต้นที่ยกทั้ง Knocked Up และ Funny People ขึ้นไปจากระดับหนังที่น่าลืมไปสู่ระดับหนังคลาสสิค

 

หนึ่งนั่นก็คือความไร้ทิศทางของตัวหนังเอง จะว่าไปไอ้คำๆ นี้มีความหมายในแง่ลบครับ ยิ่งตอนที่ผมดูน่ะ ผมกำลังอยากดูหนังแอ็คชั่นยิงกันมันส์ๆ (โดยเฉพาะอินทรีแดง) ฉะนั้นผมไม่มีทางหยิบหนังตลกมาดูแน่ๆ แต่ที่ได้ดู Funny People ก็เพราะ HBO เอามาฉายและไม่มีอะไรอื่นจะทำ แต่พอคำว่าไร้ทิศทางมาอยู่ในหนังของตา Judd ไม่รู้เป็นยังไง มันกลับทำให้ผมไม่สามารถละความสนใจออกไปจากตัวหนังได้เลย เมื่อผมหลวมตัวนั่งดูไปแล้ว ผมก็ไม่อาจจะเปลี่ยนช่องไปไหนได้อีก เหมือนที่ Knocked Up เคยทำกับผมเป๊ะ กับหนังเรื่องแรกผมยังสรุปไม่ได้ว่าทำไมผมถึงดูมันจนจบ มาสรุปได้ก็ใน Funny People นี่ว่าไอ้ความไร้ทิศทางของหนังมันไม่ได้มาจากความไร้ทิศทาง แต่มาจากความตั้งใจและรสนิยมที่แปลกแต่เยี่ยมยอดของ Apatow เพียวๆ เลยทีเดียว จะมีผู้กำกับสักกี่คนที่ปล่อยให้หนังเดินไปตามทางของมันเรื่อยๆ เอื่อยๆ ขนาดนี้แล้วไม่น่าเบื่อได้? หนำซ้ำยังแปลความสะเปะสะปะมาทำให้หนังน่าติดตามได้ขนาดนี้ บอกตรงๆ เหตุผลหนึ่งที่ผมดูหนังเรื่องนี้จนจบก็เพราะอยากรู้ว่าไอ้หนังบ้าที่จะดราม่าก็ไม่จะตลกก็ฝืดนี่จะพาผมไปไหนนั่นเอง การปล่อยมันไปอย่างนี้ (ไม่ตลกก็ช่าง ไม่ดราม่าก็เชิญ) ยังทำให้หนังดูเป็นธรรมชาติมากซะจนผมคิดอยู่ว่าเขาได้กำกับหรือเปล่าเนี่ย และความเป็นธรรมชาิตนี่ก็ช่างใกล้เคียงกับชีวิตจริงด้วย ฉากบางฉากไม่คิดว่าเขาคนนั้นจะมาก็มาซะอย่างนั้น บางฉากไม่คิดว่าจะจบเร็วขนาดนั้นมันก็จบ บางฉากอยากให้มันจบๆ ไปซะทีมันก็ดันอยู่ให้เราดูซะนาน เหมือนบางฉากชีวิตของตัวเองดีเหลือเกิน ตั้งแต่ต้นจนจบ ผมแทบไม่มีทางรู้เลยว่าหนังจะพาผมไปไหน ไม่รู้จริงๆ และผลลัพธ์จากการปล่อยใจตามหนังเรื่องนี้ไปก็คือได้อิ่มในความรู้สึกอย่างที่ว่านั่นเอง

 

สิ่งที่สองที่สุดยอดในหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือการแสดงของตัวเอก กับ Knocked Up คือ Seth Rogen กับ Funny People คือ Adam Sandler ตอนแรกๆ ดูไม่ออกเลยครับว่าสองคนนี้แสดงดีตรงไหน แต่พอเรื่องดำเนินไป การแสดงของทั้งสองคนนี้กลับดูดีและใช่ในความรู้สึกขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าพวกเขาคือตัวละครตัวนั้นจริงๆ โดยเฉพาะ Adam Sandler ที่เคยโชว์แทบจะโซโล่เดี่ยวมาแล้วใน Punch-Drunk Love หนังปี 2002 ของสุดยอดผู้กำกับ Paul Thomas Anderson (Boogie Nights, Magnolia, There Will Be Blood) มาในหนังเรื่องนี้ผมว่าเขาก้าวไปอีกขั้น ไม่รู้จะพูดยังไง เอาเป็นว่าหากเพื่อนๆ ได้ดูก็อย่าพลาดฉากที่จอร์จบ่นเรื่องทีวีก็แล้วกัน แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ให้ออสก้าร์แล้วครับ (ขนาดนั้น 555)

 

สรุปว่าถ้ามีเวลาก็หาดูกันนะครับสำหรับหนังคอมเมดี้ดราม่าที่เหมือนจะไม่ดีและไร้ทิศทางแต่หากเราตามมันไปมันกลับชัดและอิ่มในความรู้สึก และเป็นธรรมชาติ กลมกล่อมละมุนความรู้สึกเหลือเกินเรื่องนี้ แค่ดู Adam Sandler ก็คุ้มสุดๆ แล้ว ใครที่ชอบหนัง Knocked Up ล่ะก็ Funny People เจ๋งขึ้นไปอีกระดับแล้วครับ





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]