• PluralGuy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : big_alchemist@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 281063
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
PluralWorld
เรื่อยเปื่อยกับภาพยนตร์และเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld
วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by PluralGuy , ผู้อ่าน : 3496 , 00:37:30 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน joblovenuk โหวตเรื่องนี้

Director : David Fincher

Actors : Jesse Einsenberg, Andrew Garfield, Justin Timberlake, Armie Hammer

 

มาถึงตอนนี้เพื่อนๆ ก็คงรู้แล้วว่าหนัง The Social Network เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพื่อนสองคนที่ร่วมกันก่อตั้งเวปที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกอย่าง facebook หนังเรื่องนี้นอกจากจะน่าสนใจเพราะชื่อมาร์ก ซักเกอร์เบิร์กที่กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลกแล้ว หนังยิ่งดังมากขึ้นเมื่อไปสร้างความยิ่งใหญ่ในเวทีประกวดภาพยนตร์ Golden Globes ด้วยการกวาดรางวัลไปทั้งหมด 4 สาขาใหญ่ นั่นคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม อีกทั้งยังจะเป็นตัวเต็งในสาขาเหล่านี้ต่อไปอีกในการประกวดหลายเวทีต่อจากนี้ รวมถึงเวทีใหญ่สุดอย่าง Oscars ด้วย

เมื่อได้ดูตัวหนังแล้ว ก็ต้องบอกว่าการได้รางวัลเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งเว่อร์เกินหรือไร้เหตุผล เพราะหนังลงตัวไปซะทุกอย่าง น้ำหนักกำลังดีในทุกแง่มุม ตื่นเต้นตลอดเรื่องทั้งที่เป็นหนังนั่งคุยกัน ดูเพลินตั้งแต่ต้น อิ่มกำลังดีเมื่อหนังจบ และโดดเด่นในเรื่องการแสดงอย่างมากจนผมออกจะรู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่หนังไม่ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการแสดงไปด้วยเลย โดยเฉพาะสามนักแสดงหลักของเรื่องอย่าง Jesse Einsenberg, Andrew Garfield, Justin Timberlake หรือแม้แต่ Armie Hammer ที่เหมาเล่นเป็นแฝดสกุลวิงเกอร์วอซทั้งสองคนแล้วใช้ CG ตัดต่อเอา(ซึ่งทำได้เนียนสุดๆ) ดูแล้วต้องยอมรับว่าแต่ละคนปล่อยตัวเองไปกับบทอย่างหมดใจที่สุด โดยเฉพาะกับหนังนิ่งๆ ที่เสี่ยงต่อการหลับแบบนี้ หากการแสดงไม่ดีจริงหนังก็มีสิทธิ์จบเห่ได้ไม่ยาก แต่ทีมนักแสดง The Social Network ทำให้ผมตื่นเต้นไปกับมันได้ทั้งเรื่อง ฉากที่ผมประทับใจมากก็คือฉากที่ตัวละครมาร์ก, เอดูอาร์โด้ และฌอน ปาร์เกอร์ ปะทะกันทั้ง 2 ฉากใหญ่ คือฉากที่บ้านและฉากไคลแม็กซ์ที่ออฟฟิศ มันสุดยอดมากจนอยากกลับไปดูอีกสักหลายๆ รอบ แต่โดยรวมก็พอจะทำใจได้ที่หนังไม่ได้รางวัลเกี่ยวกับการแสดง เมื่อดูว่านักแสดงในหนังเป็นรุ่นใหม่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมการแสดงของเหล่าวัยรุ่นทั้งหมดนี้เข้ากับการกำกับที่คุมธรรมชาติของนักแสดงแต่ละคนได้อยู่หมัด ผมจะไม่แปลกใจถ้านักแสดงสักคนในเรื่องนี้จะได้รางวัลในเวทีต่อๆ ไปสักรางวัลสองรางวัล โดยเฉพาะ Justin Timberlake ที่กับเรื่องนี้เขาแสดงได้ใจผมสุดๆ แค่ฉากที่เขาหันตัวมาแล้วพูดว่า “Drop the ‘the’. Just ‘facebook’, It’s cleaner” ผมก็ขอเชียร์สุดใจเลย(แต่คงไม่ได้แม้แต่เข้าชิงหรอก 555)

กลับมาถึงเนื้อหาของหนัง The Social Network ดัดแปลงจากหนังสือ The Accidental Billionaires เขียนโดย Ben Mezrich ซึ่งข้อเท็จจริงส่วนใหญ่นั้นนักเขียน Mezrich ได้มาจากปากคำการบอกเล่าข้างเดียวของเอดูอาร์โด้ เซเวอริน ผู้ร่วมก่อตั้งและเพื่อนสนิทของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ที่ตอนหลังต้องมาหักกันเองเท่านั้น เพราะมาร์กปฏิเสธที่จะให้ข้อเท็จจริงใดๆ ตอนที่ผู้เขียนกำลังเก็บข้อมูล ทำให้ผมไม่แน่ใจนักว่าเรื่องราวที่เห็นในหนังจะจริงเท็จหรือเอนเอียงประการใด แค่ไหน ดังนั้นผมจึงต้องตัดเรื่องความจริงออกไปก่อนแล้วพุ่งความสนใจไปที่เรื่องราวเกี่ยวกับคำว่า “เพื่อน” ที่ผู้กำกับ Fincher พยายามเล่าให้ฟังเท่านั้น

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ผับแห่งหนึ่ง เมื่อมาร์กถูกเอริกา แฟนสาวบอกเลิกเขาจึงใช้เวลาคืนที่ถูกทิ้งนั้นร่วมมือกับเพื่อนรัก เอดูอาร์โด้ ซาเวอรินและเพื่อนๆ อีก 2 คนสร้างเวปขึ้นมาเวปหนึ่งแล้วเอารูปนักศึกษาสาวทั้งหมดที่อยู่ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดมาสร้างเกมส์เปรียบเทียบความสวยให้นักศึกษาหนุ่มเล่น และจำนวนหนุ่มๆ ที่เข้ามาเล่นอย่างมหาศาลทำให้เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งนี้ถึงกับล่ม ชื่อเสียงความเป็นโปรแกรมเมอร์ระดับเซียนของมาร์กจึงโด่งดังไปเข้าหูนักศึกษาฝาแฝดตระกูลไฮโซวิงเกอร์วอซและเพื่อนอีกคนหนึ่ง ฝาแฝดและเพื่อนจึงชวนมาร์กให้มาทำเวปเกี่ยวกับการสร้างเพื่อนร่วมกัน ซึ่งมาร์กก็ตอบตกลง แต่เมื่อกลับมา แทนที่จะเขียนเวปให้ฝาแฝดวิงเกอร์วอซ มาร์กกลับเอาไอเดียของฝาแฝดมาต่อยอดร่วมกับเอดูอาร์โด้ จนกลายเป็น facebook ในที่สุด และเมื่อ facebook โด่งดังข้ามรัฐไปเข้าหู ฌอน ปาร์เกอร์ ผู้ก่อตั้งเวปโหลดเพลงฟรีแนปสเตอร์ มาร์กจึงตัดสินใจพักการเรียนแล้วให้ฌอนมาทำงานร่วมกับเขา เมื่อแนวคิดการทำงานของมาร์กกับฌอนไม่ตรงกันกับเอดูอาร์โด้ ทำให้มาร์กต้องผิดใจกันกับเพื่อนรักของเขา และเมื่อถึงคราวที่มาร์กต้องเลือกระหว่างผู้เข้ามาใหม่แต่ใจตรงกันอย่างฌอนหรือเพื่อนรักแต่เห็นต่างอย่างเอดูอาร์โด้ เขาก็เลือกฌอนอย่างไม่ลังเล และนั่นคือที่มาของการฟ้องร้องใน 2 คดี หนึ่งคือคดีฝาแฝดวิงเกอร์วอซและเพื่อนฟ้องมาร์กว่าขโมยไอเดียเวปของพวกเขาไปทำ facebook และคดีที่สองคือคดีที่เอดูอาร์โด้ เพื่อนรักของเขาเองฟ้องยึดกิจการ facebook คืนจากมาร์ก

ส่วนตัวผมที่เป็นคนหนึ่งที่เล่น facebook อยู่ทุกวัน ขอบอกตรงๆ ว่าเมื่อดู The Social Network เรื่องนี้จบ ก็มีบางขณะที่ผมไม่อยากจะเล่น facebook อีกต่อไป เพราะผมรู้สึกว่าคนสร้างมันขึ้นมาอย่างมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์กคนนี้นั้นไม่เข้าใจคำว่าเพื่อนเอาซะเลย ไม่ใช่เพราะเขาเลือกเงินมากว่าเพื่อน หรือเลือกชื่อเสียงมากกว่าความสัมพันธ์ แต่เป็นเพราะเขาไม่เข้าใจคำว่าเพื่อนหรือความสัมพันธ์ใดๆ มาตั้งแต่ต้น และอาจจะไม่เข้าใจแม้กระทั่งตัวเองจนถึงขั้นน่าสงสาร ตรงตามที่ตัวละครเอริก้า(แสดงโดย Rooney Mara ที่แม้จะออกมาเพียง 3 ฉากเล็กๆ แต่ตรึงใจสุดยอด) ด่ามาร์กไว้ตั้งแต่ฉากแรก ซึ่งฉากนี้ถือว่าเป็นฉากที่สรุปหนังทั้งเรื่องไว้แล้วตั้งแต่ต้นเลย

แน่นอน facebook มีข้อดีมหาศาล มันทำให้เราติดต่อกันได้ทุกขณะจิตที่อยู่หน้าจอคอมฯ ซึ่งเราก็อยู่หน้าจอคอมฯ กันแทบจะทั้งวันอยู่แล้ว ในบ้านเรามี Desktop ในร้านกาแฟเรามี Notebook ในส้วมเรามี iPhone, iPad และ BB นั่นทำให้เราสามารถคุยเล่นกันได้ทีละหลายๆ คนในส้วม เรียกเสียงฮากันได้เป็นหมู่คณะ ที่สำคัญที่สุดยังแสดงความเท่ห์ได้ด้วยการโพสท์ว่าเรากำลังคิดหรือรู้สึกอะไรด้วยการกรอกความคิดและความรู้สึกลงในช่อง ‘What’s on your mind?’ แถมยังได้รู้จักและคบกับเพื่อนใหม่ๆ อย่างไม่จำกัดจำนวน(ผมเห็นบางคนมีเพื่อนอยู่ในลิสท์มากเป็นหมื่นๆ คนเลยทีเดียว) สิ่งเหล่านั้นทำให้เราใกล้กันมากขึ้นเหลือเกิน มีเพื่อนแวดล้อม(ในจอ) เต็มไปหมด คิดจะคุยกับใครในลิสท์ก็ได้ตลอดเวลา เหล่านี้ก็คือเหตุผลหลายๆ อย่างที่ทำให้ facebook ดังระเบิดจนมีคนใช้ร่วมห้าร้อยล้านคน

อีกเหตุผลที่ทำให้ facebook ดังนั้นเป็นเหตุผลที่ง่ายกว่านั้นอีก นั่นคือ facebook ทำให้เราสามารถเป็นเพื่อนกับคนอื่นได้อย่างง่ายแสนง่าย เป็นเพื่อนกันเพียงแค่ปลายนิ้วกระดิก “คลิ้ก” เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนที่แท้จริงออกไป เราสามารถเป็นใครก็ได้ แสดงออกไปแต่ส่วนที่ดีหรือส่วนที่อยากให้คนอื่นรับรู้หรือส่วนที่อยากให้คนอื่นนับถือเท่านั้นก็ได้ เก็บส่วนไม่ดีของเราไว้ยังไงก็ได้ตราบเท่าที่ไม่พิมพ์ลงไป ทำให้เราเป็นที่ยอมรับของสังคมออนไลน์ มีเพื่อนได้มากมายก่ายกอง ง่ายกว่าการสร้างเพื่อนในโลกจริงมากเหลือเกิน หากเป็นในโลกจริง นิสัยจริงๆ อย่างเราอาจจะไม่มีใครคบก็ได้

ทั้งหมดนั้นเหมือนจะเป็นข้อดี แต่มันก็เป็นข้อเสียไปในตัวด้วย เพราะการแสดงออกไปแต่ส่วนที่ดี ส่วนที่ปรุงแล้วนั้น อาจจะเท่ากับว่าเรากำลังหลอกคนอื่นและตัวเองไปวันๆ หรือเปล่าว่าเราเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้? และหากคำว่า “ความสัมพันธ์” และคำว่า “เพื่อน” คือการเติมเต็มความรู้สึกผ่านการสัมผัส ผ่านไออุ่น หรือความรู้สึกใดๆ ที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูดไม่ได้แล้ว การหัวเราะกับคอมเม้นท์ การคุยกันด้วยการโพสท์ข้อความ การบอกความในใจผ่าน Status เหล่านั้นก็เป็นอะไรที่ฉาบฉวยที่สุด แห้งแล้งอย่างยิ่ง จนใครจะกล้าบอกได้ว่าความสัมพันธ์ผ่านหน้าจอแบบนี้สามารถทำให้เราอบอุ่นและหายเหงาได้อย่างแท้จริง? เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่เราสัมผัสไม่ใช่มือคนที่อ่อนนุ่ม แต่มันคือเม้าส์อันแข็งกระด้าง สิ่งที่เราจ้องไม่ใช่สายตาอันอ่อนโยน แต่มันคือจอคอมฯ อันเย็นเยียบ ไออุ่นที่เราได้รับไม่ใช่ไออุ่นจากกายคน แต่มันคือไอร้อนจากเครื่องคอมฯ เท่านั้น

ภาพแรกของหนังที่มาร์กต้องเลิกกับแฟนกับภาพสุดท้ายที่มาร์กพยายาม add friend กับแฟนเก่าตัวเองคือบทสรุปที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างของหนังและตั้งคำถามที่จำเป็นต้องตอบให้สังคมของเราในยุค Social Network นี้ว่าระหว่าง “ความสัมพันธ์มักง่ายและฉาบฉวยที่เราสามารถจะซ่อน ปลอมแปลง หรือใส่หน้ากากให้ตัวตนเสมือนของตนอย่างไรก็ได้แบบไร้กาลเวลาหน้าจอคอมฯ ใน facebook หรือความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง อย่างการพบหน้าพบตา ทำความรู้จักผ่านพื้นที่และกาลเวลาอย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะต้องมีความไม่เข้าใจและความยากลำบากในการสานสัมพันธ์” คุณจะเลือกอะไร?

สำหรับผม มันจะน่าเศร้ามากหากเราเลือกเสียเวลาไปกับการเลือกรูปที่หล่อที่สุด สวยที่สุด เท่ห์ที่สุด หรือแนวที่สุดมาเป็นภาพโปรไฟล์ใน facebook ของตัวเองและพยายาม add friend ที่สวย หล่อ เท่ห์ หรือแนวในระดับเดียวกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพียงเพื่อให้คนที่คลิ้กเข้ามาดูรู้สึกทึ่งในความเท่ห์ของเรา แทนที่จะใช้เวลาเหล่านั้นยกโทรศัพท์โทรนัดเพื่อนที่สนิทที่สุดหรือคนที่อยากเป็นเพื่อนด้วยจริงๆ สักคนออกไปกินข้าว ดูหนัง เล่นกีฬา หรือใช้เวลาอยู่ด้วยกันและพยายามเรียนรู้ความต่างของกันและกันเพื่อจะได้ยอมรับความเป็นกันและกันอย่างแท้จริง

ในยามที่เราไม่มีใคร ในยามที่เราเหงาหรือเปล่าเปลี่ยว ถ้าให้เลือกระหว่างมีเพื่อนหนึ่งล้านคนใน facebook กับการมีไออุ่นและความเข้าใจจากเพื่อนเพียงคนเดียวที่นั่งปลอบประโลมอยู่ข้างๆ คุณจะเลือกอะไร? คุณไปถามใครก็ได้ แต่อย่าไปถามมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์กในฉากสุดท้ายของหนังนะครับ เพราะเขาอาจจะเลือกเพื่อนหนึ่งล้านคนใน facebook ก็ได้ เพราะอย่างที่เอริก้าด่าเขาไว้ในฉากแรกนั่นแหละว่า “ถ้าไม่มีใครคบกับนายล่ะก็ ขอให้รู้ไว้ว่าไม่ใช่เพราะนายมันพวกเนิร์ดหรือเป็นคนเข้าใจยาก แต่มันเป็นเพราะว่านายมันเป็นไอ้คนน่ารังเกียจต่างหาก” ...ตัวจริงมาร์กอาจไม่เป็นอย่างนั้น แต่ในหนังเขาว่าไว้ครับ 555





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
joblovenuk วันที่ : 04/02/2011 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/joblovenuk
พูดคุยกันเพิ่มเติม พบกับมิตรภาพดีๆได้ที่เวปบ้านแพนด้านะครับhttp://www.pandagroup.pantown.com/

โหวตให้ตั้งแต่หัวบล็อค จริงๆผมว่าจัสตินก็เล่นได้โดนจริงๆแหละ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
PluralGuy วันที่ : 02/02/2011 เวลา : 14.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld

ผมชอบ Fincher มาตั้งแต่เรื่อง Seven ครับ และก็ชอบเขาในฐานะผู้กำกับหนังทริลเลอร์มากๆ มาตลอด ไม่เคยผิดหวังกับเรื่องไหนเลย จนเขาทำหนังดราม่าเรื่อง Benjamin Button ซึ่งในความรู้สึกผมมันไม่ดีเลยจริงๆ จนคิดว่า Fincher คงไม่เหมาะกับหนังดราม่าแน่ แต่พอได้มาดู Social Network ผมต้องเปลี่ยนความคิดเลย เพราะมันสุดยอดมาก ผมว่าเขาคงพบทางดราม่าของตัวเองแล้ว เป็นโชคดีสำหรับคนดูอย่างผมจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 02/02/2011 เวลา : 14.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 02/02/2011 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าสนใจจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
arexy13 วันที่ : 02/02/2011 เวลา : 00.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/myarexy13

ผมเชื่อใจในฝีมือของ ลุงDavid Fincher มาตั้งแต่ fightclubแล้ว แต่ช่วงหลังมักจะแป๊กๆไปนิดส์ แต่ว่าเรื่องนี้น่าจะคืนฟอร์มได้แล้ว....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          



[ Add to my favorite ] [ X ]