• PluralGuy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : big_alchemist@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 280982
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
PluralWorld
เรื่อยเปื่อยกับภาพยนตร์และเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld
วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน 2555
Posted by PluralGuy , ผู้อ่าน : 2931 , 18:16:56 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้


Genre: Sci-Fi/Horror/Action

Director: Ridley Scott

Actors: Noomi Rapace, Michael Fassbender, Logan Marshall-Green, Chalize Theron, Guy Pearce, Idris Elba


อย่างที่ผมบอกไว้ในโพสต์ หนังน่าดู : June 2012 ว่าหลังจากตัวละครสัตว์ต่างดาว Alien ถูกจับไปปู้ยี้ปู้ยำในหนังฟรันไชส์ Alien vs. Predator อยู่พักใหญ่ ผมก็หมดศรัทธากับมันไปจนแทบไม่เหลือหลอ จนมาในปีนี้มันก็กลับมาอีกครั้ง และแม้ว่าครั้งนี้หมอผู้ทำคลอด Alien มากับมืออย่าง Ridley Scott ผู้กำกับหนัง Alien ภาคแรกเมื่อปี 1979 โน่นจะเป็นผู้พากลับมาเอง ผมก็ยังไม่ค่อยอยากดูนัก ยิ่งเมื่อรู้ว่าภาคใหม่นี้ผู้กำกับ Scott จะพาเรากลับไปดูจุดกำเนิดตั้งต้นด้วย ยิ่งไม่อยากดูเข้าไปใหญ่ “Prequel อีกละ”, ก็แค่ได้เวลาเอาชื่อ Alien มาหากินอีกครั้งนั่นคือ 2 สิ่งที่ผมคิดในตอนแรก

แต่แล้วผมก็เริ่มเอะใจเมื่อรู้ว่าชื่อหนังไม่มีคำว่า Alien เลย แต่ใช้ชื่อของเทพเจ้าองค์หนึ่งแทน นั่นคือ Prometheus(โพรมีธีอุส) หากใครเข้าไปค้นในกูเกิ้ลหรือได้ดูวีดิโอ Viral ของหนังอย่าง ปาฐกถาของปีเตอร์ เวย์แลนด์ ที่ตัวละครปีเตอร์ เวย์แลนด์(แสดงโดย Pearce) ปาฐกถาเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ของบริษัท Weyland Company ของเขาที่มีการพูดถึงเทพโพรมีธีอุสก็คงพอจะรู้แล้วว่าโพรมีธีอุสคือ เทพองค์หนึ่งในเทพปกรณัมกรีก ผู้ขโมยไฟจากเทพซุสมาให้มนุษย์ ซึ่งนั่นทำให้มนุษย์รู้จักไฟเป็นครั้งแรก เป็นเหตุให้เทพซุส มหาเทพของเทพทั้งปวงโกรธ จึงจับโพรมีธีอุสล่ามไว้กับก้อนหิน แล้วสั่งให้อีกาบินลงมาเจาะท้องกินตับของเขาจนตาย เมื่อตายแล้วตับของโพรมีธีอุสก็จะงอกขึ้นมาใหม่ เขาจะคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในวันถัดไป แล้วอีกาก็จะบินลงเจาะท้องแล้วกินตับอีก ตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วตายอย่างทรมาน วนไปอย่างนี้ตลอดกาล แค่ธีมของหนังที่แอบอิงกับเทพองค์นี้ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้สักแต่ว่าขายความเป็น Alien ก็ได้




ยิ่งเมื่อได้ดูวีดิโอ Viral อื่นๆ เพิ่มอย่าง วันเกิดของเดวิดที่แนะนำตัวละครหุ่นยนต์ที่แสดงโดย Fassbender, ฟุตเทจแนะนำตัวละครของนูมิ ราเพซ และ Teaser และ Trailer ตัวแล้วตัวเล่าก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้น ยิ่งมีนักแสดงดาวรุ่งฝีมือดีมาแสดงหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Noomi Rapace(ลิสเบธ ซาแลนเดอร์ แห่ง The Girl with The Dragon Tattoo เวอร์ชั่นนอร์เวย์), Michael Fassbender, Guy Pearce, Charlize Theron อย่างนี้ ความอยากดูหนังเรื่องนี้ของผมที่ในตอนแรกแทบไม่มีก็ค่อยๆ พุ่งสูงขึ้นจนในที่สุดก็เทียบเท่าความอยากดู The Dark Knight Rises ไปเลย

Prometheus ย้อนกลับไปเดินเรื่องราวก่อนภาคแรกของมันเอง ด้วยการพาเราไปพบนักธรณีวิทยาสาว ดร.เอลิซาเบธ ชอว์(Rapace) และแฟนหนุ่มของเธอ ดร.ชาร์ลี ฮอลโลเวย์(Marshall-Green) ที่พบภาพวาดของอารยธรรมโบราณบ่งบอกเบาะแสของดาวกลุ่มหนึ่งในจักรวาลที่อาจเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษยชาติ เมื่อ Weyland Company ของนักธุรกิจผู้ทะเยอทะยานปีเตอร์ เวย์แลนด์(Pearce) รู้ เขาจึงทุ่มเงินสนับสนุนด้วยการสร้างยานอวกาศชื่อเดียวกับเทพเจ้า Prometheus ให้ ดร.ชอว์ และ ดร.ฮอลโลเวย์ เดินทางไปสำรวจ โดยมีเพื่อนร่วมทางไปอีกกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง, นักบินอวกาศ, หุ่นแอนดรอยด์ชื่อเดวิด และเมเรดิธ วิกเกอร์ส(Theron) สาวลึกลับผู้เป็นตัวแทนจากบริษัท Weyland Company เมื่อพวกเขาไปถึงดาวดวงหนึ่งในกลุ่มดาวนั้น การค้นหาเบาะแสการกำเนิดของมนุษยชาติก็เริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาพบจะเป็นคำตอบต่อคำถามเชิงปรัชญาที่ถามกันมาตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดเกิดขึ้น หรือพวกเขาจะพบอะไรที่มากกว่านั้น น่ากลัวกว่านั้น สยดสยองกว่านั้น หรือถึงขั้นนำไปสู่จุดจบของมนุษยชาติแทนซะอย่างนั้นหรือเปล่า

ไม่ผิดหวังเลยที่หนังตัวอย่างหรือวิดีโอ Viral อะไรต่อมิอะไรทำให้ผมหวังไว้สูง เพราะ Prometheus คือหนัง Sci-Fi/Horror ที่ดีเรื่องหนึ่ง แม้จะยังไม่ใช่ระดับเดียวกับภาคแรกของมัน หรือน่ากลัวเท่าหนัง Sci-Fi/Horror คลาสสิคตลอดกาลอย่าง Event Horizon แต่โดยรวมแล้วหนังทำออกมาได้ระดับและสนุกมากในแนวทางของตัวเอง ฉากตื่นเต้นและฉากแอ็คชั่นต่างๆ คงไม่ต้องพูดถึง มาตรฐานของผู้กำกับ Scott นั้นสูงอยู่แล้ว ฉากสยองขวัญก็น่ากลัวจนทำเอาอยากจะปิดตาเหมือนกัน




ในส่วนของการแสดงก็ได้มาตรฐานกันทุกคน Michael Fassbender เล่นเป็นแอนดรอยด์ได้ราวกับภายในตัวของเขาเป็นเครื่องจักรจริงๆ, Noomi Rapace กับผมทรงนี้ดูน่ารักราวกับเด็กสาวคิขุญี่ปุ่น, Chalize Theron เล่นในเรื่องนี้แบบนิ่งๆ แต่ยังน่าดูกว่าไปเล่นเยอะๆ กับหนัง Snow White เสียอีก ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรแย่ๆ ให้ติดใจ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ Guy Pearce ที่แม้บทจะไม่เยอะ แต่ก็เปลี่ยนลุคไปได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนภาพวิช่วลของภูมิประเทศบนดาวต่างๆ สวยงามตื่นตาตื่นใจในระดับอ้าปากค้าง งานกราฟฟิกซีจีของห้วงอวกาศและงานดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นยานหรือเครื่องแต่งกายของมนุษย์ล้วนได้มาตรฐาน ส่วนสัตว์ต่างดาวชนิดต่างๆ และยานของพวกมันก็สุดยอดด้วยดีไซน์ที่ให้อารมณ์หม่นมืด น่าหวาดหวั่นจากอิทธิพลของยอดนักออกแบบ HR Giger ผู้ออกแบบตัวเอเลี่ยน

เมื่อหนังจบลง ผมสรุปว่าสิ่งที่เจ๋งอีกอย่างนอกจากทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือ ประเด็นล้ำลึกของผู้กำกับ Scott โดยใช้ยาน Prometheus ลำโตเป็นตัวแทนของคำถามคำโตที่สุดที่มนุษย์ถามกันมาตลอดอายุขัย นั่นคือคำถามที่ว่า เราเกิดมาทำไมและผลพวงของการถามคำถามนี้

ที่มีผลพวงของมันต่อท้ายด้วย ก็เพราะนอกจากคำถาม เราเกิดมาทำไม นี้จะถูกถามกันมาตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ด้วยความที่ว่าเสน่ห์และความยากของคำถามนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า ไม่เคยมีใครตอบได้ หากแต่เป็น มีคนตอบแตกต่างกันมานับไม่ถ้วนจนเราไม่รู้จะเชื่อคำตอบไหนดี ต่างหาก มันจึงทำหน้าที่เหมือนเป็นแม่ของคำถาม-คำตอบทั้งหลายที่ตามมา เป็นคำถามตั้งต้นที่นำไปสู่คำถามและคำตอบอื่นๆ แทบจะทั้งหมดในทางปรัชญา ศาสนา และวิทยาศาสตร์อีกมากมาย เช่น เราถูกสร้างขึ้นหรือไง แล้วใครสร้างเราขึ้นมา พระเจ้าสร้างเราหรือ พระเจ้ามีอยู่จริงหรือเปล่า” “หรือเราเกิดขึ้นเพราะการรวมตัวกันของโมเลกุล เรามีดีเอ็นเอนี่นา” “แล้วเราควรจะอยู่กันอย่างไร สังคมคืออะไร ระบบการปกครองแบบไหนดี ฯลฯ และคำถาม-คำตอบทั้งหลายที่สืบต่อจากแม่สู่ลูกมารุ่นแล้วรุ่นเล่านี่เองที่ก่อให้เกิดวัฎจักรแห่งการหมุนวิวัฒน์ของมนุษยชาติทั้งทางชีวิตจิตใจและเทคโนโลยีมาจนถึงปัจจุบัน

วัฎจักรทั้งหมดล้วนเกิดจากคำถามตั้งต้นสั้นๆ ที่ว่า เราเกิดมาทำไม ทั้งสิ้น




เหมือนจะดี แต่เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ และด้านที่น่ากลัวของการตั้งคำถามของมนุษย์ก็เริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มได้เงื่อนงำคำตอบบางอย่างแล้วประกาศว่าคำตอบของตนถูกต้องกว่าคำตอบของคนอื่น การยึดติดกับคำตอบที่คิดว่าถูกต้องของตนทำให้มนุษย์กล่าวหาคำตอบอื่นๆ ว่าเป็นสิ่งผิด ไม่จริง หรือถึงขั้นประณามว่าคำตอบที่แตกต่างเหล่านั้นน่ากลัว เป็นคำลวงของผีห่าซาตานที่ต้องกำจัด แล้วการมุ่งประหัตประหารทำลาย คำตอบ ของกันและกันก็เริ่มต้นขึ้น จนถึงปัจจุบัน การทำลาย คำตอบ ระหว่างมนุษย์เกิดขึ้นแทบจะในทุกแง่มุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ศาสนา การเมือง การตลาด รวมไปถึงวัฒนธรรม และทั้งหมดนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

กลายเป็นว่าจุดเริ่มต้นที่เป็นเจตนาบริสุทธิ์ของมนุษย์ในการพยายามหาความหมายของชีวิตกลับกำลังนำพวกเราทั้งหมดไปสู่จุดจบที่มีหายนะรออยู่ซะอย่างนั้น คำถามแม่ที่สวยงามกลับคลอดคำตอบลูกที่เป็นมฤตยูออกมา เหมือนการกำเนิดขึ้นของตัว Alien และคำโปรยของหนัง “The Search for Our Beginning could Lead to Our End” ก็จริงทีเดียว

ลำพังการแปรผันของเจตจำนงค์ตั้งต้นอย่างกลับตาลปัตรก็ว่าน่าเศร้าใจแล้ว แต่มันจะยิ่งดูไม่จืดขึ้นไปอีก หากในท้ายที่สุดมนุษย์มาพบว่า คำตอบที่ทำให้เราต้องมาฆ่ากันเองนั้นล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดไปเองและไม่ได้มีค่าควรให้ทำร้ายกันเลย ซึ่งหนัง Prometheus ก็นำเสนอคำตอบที่ถีบใครก็ตามที่กำลังหาความหมายที่สูงส่งของชีวิตให้หน้าหงายเลยทีเดียว




หากใครได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็คงจะจำฉากหนึ่งได้ ที่เจ้าแอนดรอยด์เดวิดถาม ดร.ฮอลโลเวย์ว่า พวกคุณสร้างผมขึ้นมาทำไม ดร.ฮอลโลเวย์ตอบว่า ก็แค่เพราะเราสามารถสร้างได้”…หากมนุษย์ฆ่ากันเพียงเพื่อจะพบกับคำตอบที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินว่า มนุษย์ก็แค่สิ่งที่เกิดขึ้นมาเพราะมันเกิดขึ้นได้ ไม่ได้ดีเด่หรือมีความหมายสูงส่งอะไร ทั้งยังไม่ได้ต่างอะไรจากแอนดรอยด์ หรือหมา หรือไส้เดือนดินล่ะ? การฆ่ากัน ทำลายกัน ยังจะเป็นไปในนามของความดีงามอีกหรือเปล่า? หรือเป็นเพียงความไร้สาระประหนึ่งไส้เดือนกัดกัน?

Prometheus ทำให้ผมนึกถึงวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ Frankenstein ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นหนังหลายครั้งแล้ว แต่เวอร์ชั่นที่ผมเคยดูคือ Mary Shelly’s Frankenstein ของผู้กำกับ Kenneth Branagh เมื่อปี 1994 ที่นึกถึง Frankenstein ก็เพราะมันมีประเด็นคล้ายกับหนังเรื่อง Prometheus นั่นคือ ต่างก็ว่ากันถึงการที่ ผู้ถูกสร้าง ถามความหมายของตัวเองต่อ ผู้สร้าง”

ในหนัง Frankenstein นั้น ผู้ถูกสร้างคือตัว The Creature และผู้สร้างคือด็อกเตอร์แฟรงเกนสไตน์ ส่วนใน Prometheus นั้นคู่ “ผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง” อยู่ในลำดับที่สูงขึ้นอีกหนึ่งระดับชั้น นั่นคือ ตัวมนุษย์ในฐานะผู้ถูกสร้างถามคำถามต่อพระเจ้า และคำตอบจากผู้สร้างในทั้งสองเรื่องก็สุดจะห่อเหี่ยวพอๆ กัน นั่นคือ ก็เพราะสามารถสร้างได้ ก็เลยสร้างๆ ไปอย่างนั้น อย่างที่ ดร.ฮอลโลเวย์ตอบนั่นแหละ




แต่ส่วนสำคัญที่สุดที่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันก็คือ เส้นทางในการตามหาคำตอบที่คิดว่าล้ำค่าของผู้ถูกสร้างนั้นเต็มไปด้วยความหายนะและฉิบหายทั้งคู่ The Creature กับด็อกเตอร์แฟรงเกนสไตน์ ตามล่าตามล้างกันไปไกลถึงขั้วโลกโดยที่ตลอดทางที่ทั้งสองผ่านมีแต่ความเศร้า การสูญเสีย และก็จบลงด้วยความตายอย่างทรมานในท้ายที่สุด ส่วนคู่มนุษย์-พระเจ้าใน Prometheus ก็ทุลักทุเลไม่ต่างกัน ผู้ถูกสร้างอุตส่าห์ดั้นด้นนั่งยานมหึมาตะกายไปถามสิ่งที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าจนถึงสุดขอบจักรวาล เพียงเพื่อจะพบกับความสูญเสียและความตาย

ดูหนังแล้วเครียด หันมาดูโลกในความเป็นจริงของเราดีกว่า แต่แทนที่จะสบายใจขึ้น รอบตัวเรากลับยิ่งวายป่วงหนักกว่าหนังสองเรื่องนี้รวมกันเสียอีก

มนุษย์คิดว่าตัวเองฉลาดที่สามารถตอบคำถามยากๆ เกี่ยวกับความหมายของชีวิตได้มากขึ้นและสามารถสร้างและพัฒนาสิ่งต่างๆ ได้มากมาย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกกลับเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราคิดว่าคือความสันติกลับก่อให้เกิดความขัดแย้งทั่วโลก การต่อต้านการก่อการร้ายทำให้มีการก่อการร้ายเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เราคิดว่าดีที่สุดก็เริ่มดิ่งเหว แถมยังทำให้สรรพสิ่งแล้วทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอจนแทบไม่เหลืออีกด้วย สงครามในนามของความดีงามปะทุถี่ขึ้น แม้แต่ศาสนาที่น่าจะสร้างสันติในเรือนใจกลับก็ต้องมาขัดแย้งกันเองอีก สุดท้าย เงินทอง ชื่อเสียง อำนาจที่มนุษย์คิดว่าจะนำความสุขมาให้กลับทำให้มนุษย์มีความสุขน้อยลง

ทำไมเป็นอย่างนั้น? เกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่? ที่โลกเราหายนะเป็นเพราะเราตอบคำถามได้มากหรือ? เพราะเราฉลาดมากเกินไปหรือ?




ดร.แฟรงเกนสไตน์ต้องโดนไล่ล่าจาก The Creature สูญเสียเมียสุดที่รัก ครอบครัว และในที่สุดก็ตายอย่างทรมานด้วยความฉลาดมากจนสร้าง The Creature ขึ้นมาสำเร็จ

ผู้โดยสารยาน Prometheus ต้องตายมันเกือบยกลำ เพราะมนุษย์ฉลาดล้ำพอจะสร้างยานให้ตะกายมาถึงขอบจักรวาลได้

เทพโพรมีธีอุสก็ถูกจับมัดกับก้อนหิน โดนอีกากินตับไปชั่วกัปกัลป์ก็เพราะความฉลาด รู้ว่าไฟจะแก้ปัญหาให้มนุษย์ได้ จึงให้ไป

ใช่เลย ทั้งหมดฉิบหายเพราะความฉลาดของตัวเอง ฉลาดมากจนสร้างมฤตยูขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน แล้วก็รับมือกับมฤตยูแห่งความฉลาดของตัวเองไม่ได้ ถามว่าแล้วเราจะแก้มันได้ไหม? เราจะรับมือกับความฉลาดของตัวเองได้ไหม? หากดูจากคำตอบของหนัง Prometheus แล้ว คำตอบนั้นสุดเศร้า...ไม่ได้

สิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่งเสมอ และแทบทั้งหมดจะหมุนวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เป็น วงล้อ หรือ วัฎจักร

ตราบใดที่มนุษย์ยังสามารถที่จะ คิด อยู่ต่อไป เราก็จะถาม เมื่อถาม เราก็จะเจอคำตอบ และเมื่อเจอคำตอบ เราก็จะถามต่อ แล้ววัฎจักรของการ ถาม-ตอบ สร้างได้-ก็สร้าง ได้สร้าง-ก็ทำลาย โดนทำลาย-แล้วสร้างใหม่ ก็เริ่มขึ้นและจะหมุนไปอย่างไม่มีวันจบ วัฎจักรแห่ง ความสร้างสรรค์-ความชิบหาย จะยังคงหมุนวนไป

เหมือนเทพโพรมีธีอุสที่เมื่อจุดไฟดวงแรกขึ้นมาแล้ว เขาก็ถูกผลักให้เข้าไปสู่วงล้อแห่งการ เกิด-ตาย ไม่รู้จบ

เหมือนฉากสุดท้ายที่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งเป็นยานรูปทรง วงล้อ กลิ้งหลุนๆ มาฆ่าตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง ก็เป็นการบอกกล่าวกันตรงๆ ว่าวงล้อแห่งการ เกิด-ดับ จะยังคงหมุนวนต่อไปตราบที่คนยัง คิด นั่นเอง

เมื่อเขียนถึงตรงนี้ผมก็นึกขึ้นได้ว่า แม้หนัง Sci-Fi/Horror เรื่องเยี่ยม Prometheus นี้จะให้คำตอบว่า เราไม่สามารถหยุดวงจรการโดนความฉลาดของตัวเองทำลายได้ก็ตาม แต่ยังมีชายคนหนึ่งที่บอกว่าเราสามารถหยุดวัฎจักรนี้ได้ด้วยการตัดวงจรตั้งแต่แรกเริ่มเลย นั่นคือ หยุดคิดเขาพบคำตอบนี้และก็สามารถหลุดออกจากวัฎจักรประดามีนั่นได้มาตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีก่อนแล้ว เขาก็คือเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง









อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 20/06/2012 เวลา : 14.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

น่าชมครับ
แต่ยังไม่กล้าวิจารณ์
ขอชมก่อนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
PluralGuy วันที่ : 20/06/2012 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld

จริงครับ บางฉากบางตอนก็ดูง่ายไปหน่อยหรือออกจะโง่ไปนิดด้วยซ้ำ แต่ก็ยอมๆ ไปครับ เพราะยังไงมันก็ส่งให้เมสเสจลอยออกมาเด่นเลย ^^

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
hayyana วันที่ : 20/06/2012 เวลา : 10.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ฉากเหลือกิน special effect เยี่ยม
และทิ้งคำถามไว้ให้คนดูไปคิดตามนั้นเลยครับ
ผมเคยเขียนบอกเพื่อนๆไว้ว่าดูแล้วทำให้คิดได้ว่า "จะค้นหาไปหาพระแสงอะไรทำไม"
แต่ผมว่าบทอ่อนไปนิดเนื่องจากหนังไปเน้นเอฟเฟ็คเสียส่วนใหญ่
ดูแล้วบางทีตรรกะการตัดสินใจหรือความสำพันธ์ของตัวแสดงมันไม่แน่นหรือแปลกๆ คงเพราะเอาเวลาไปใช้กับอย่างอื่นเยอะไป
แล้วก็มีการขาย scene โหดๆ ผ่า แหวะ ตามสไตล์หนัง Hollywood

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ต้นตะวัน วันที่ : 20/06/2012 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tontawan
http://www.thailandblogawards.com/blogs/show/2243

ผมชอบตรงนี้ครับ
"...การยึดติดกับคำตอบที่คิดว่าถูกต้องของตนทำให้มนุษย์กล่าวหาคำตอบอื่นๆ ว่าเป็นสิ่งผิด ไม่จริง หรือถึงขั้นประณามว่าคำตอบที่แตกต่างเหล่านั้นน่ากลัว เป็นคำลวงของผีห่าซาตานที่ต้องกำจัด แล้วการมุ่งประหัตประหารทำลาย “คำตอบ” ของกันและกันก็เริ่มต้นขึ้น.."

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]