• PluralGuy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : big_alchemist@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 280888
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
PluralWorld
เรื่อยเปื่อยกับภาพยนตร์และเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld
วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม 2555
Posted by PluralGuy , ผู้อ่าน : 3501 , 22:47:02 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้


The Dark Knight Rises: It All Ends (สกู้ปพิเศษ 1) 

จากนิตยสาร EMPIRE ฉบับ July 2012

แปลและเรียบเรียงโดยข้าพเจ้าเอง และเนื่องจากเป็นสกู้ปที่ยาวมาก จึงขอแบ่งออกเป็น 2-3 ส่วนนะครับ

 

มันเริ่มต้นด้วยตอนจบ :

ปี 2008 หนังเรื่อง The Dark Knight เป็นอะไรที่สุดยอดเกินกว่าทุกความคาดหวัง มันไม่ได้แค่กลายเป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีนั้นเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลยทีเดียว และก็เป็นในปีนั้นเองที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน และผู้เขียนบทร่วม เดวิด เอส โกเยอร์ ซึ่งเคยเขียนบทร่วมกันครั้งแรกในหนัง Batman Begins ได้นั่งลงพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการสร้างภาค 3 ซึ่งโนแลนคิดไว้แล้วว่าจะให้เป็นภาคสุดท้าย แม้ในตอนนั้นพวกเขายังคิดกันไม่ออกว่าจะทำให้ออกมาดีกว่าภาคล่าสุดของพวกเขานี้ได้ยังไง ก็มีหนังที่เป็นภาค 3 กี่เรื่องกันล่ะที่ทำออกมาได้ดี นับได้ไม่เกิน 3 เรื่อง แต่โกเยอร์ก็ย้อนความหลังให้ฟัง (พร้อมคำเตือนว่า “คริสอาจจะจำไม่ได้แล้ว”) ว่าในวันที่พวกเขานั่งพูดคุยกันนั้นได้มีไอเดียบางอย่างเกิดขึ้น ไอเดียที่ว่านั้นไม่ใช่ไอเดียว่าภาค 3 ควรจะเริ่มเรื่องยังไง ไม่ใช่พล็อต ไม่ใช่ว่าควรใช้ผู้ร้ายตัวไหนหรือมีผู้ร้ายกี่ตัวดี แต่เป็นไอเดียเกี่ยวกับฉากจบของหนัง เป็นไอเดียเกี่ยวกับภาพสุดท้ายของไตรภาคอันยิ่งใหญ่นี้ หลังจากโกเยอร์บอกโนแลนว่าภาพตอนจบของหนังที่เขาอยากเห็นเป็นยังไงแล้ว โนแลนก็ยิ้ม

“ฉากสุดท้ายของหนัง The Dark Knight Rises เป็นภาพเดียวกับในหัวเราตอนนั้นเป๊ะ” โกเยอร์บอกกับนิตยสาร Empire ณ ตอนนี้ หลังจากผ่านมาแล้ว 4 ปี “เราไม่ได้เปลี่ยนมันแม้แต่นิด เราสองคนรู้เต็มอกว่าหลังจากนั่งดูเรื่องราวตั้งแต่ต้น เรื่อยมาจนมันเริ่มขมวดเกลียวแน่น แล้วก็ได้เห็นฉากนี้เป็นฉากสุดท้ายในตอนจบจะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ตอนที่ผมได้ดูนะ ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างขึ้นมาจุกที่คอหอยเลย”

แต่เดี๋ยวก่อนสิ ที่ฮอลลีวู้ดเขาไม่ทำกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ อยู่ดีๆ เอาหนังฟรันไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ดังระเบิดมาทำให้มันจบลงแบบนี้เนี่ยน่ะ เอากันง่ายๆ อย่างงี้เลยเหรอ มันไม่ควรจะมีภาคใหม่ไปเรื่อยๆ หรือไง อย่างน้อยก็จนกว่ามันจะออกมาห่วยน่ะ อย่างนี้เท่ากับว่าโนแลนไม่ให้เกียรติระบบการตลาดชัดๆ

“ถูก” โกเยอร์เห็นด้วย “หนังมันถึงออกมาโคตรดีไง”



 

เสียงฝูงชนดังกระหึ่ม :

6 สิงหาคม 2011 นิตยสาร Empire ได้เดินทางไปเยี่ยมกองถ่าย The Dark Knight Rises ที่สนามอเมริกันฟุตบอล Heinz Field ของทีม Pittsburgh Steelers ซึ่งกำลังถ่ายทำฉากสำคัญฉากหนึ่งอยู่

ด้านหนึ่งของที่นั่งคนดู นักแสดงประกอบ 11,000 คนยกป้ายเชียร์ขึ้นและโห่ร้องตามคำสั่งของผู้ช่วยผู้กำกับ ไนโล โอเทลโล สักพักก็มีรถวิ่งเข้ามาในสนาม 3 คัน เป็นยานยนต์หุ้มเกราะที่ผสมระหว่างลัมโบกินีกับฮัมเมอร์ของแบทแมนนั่นเอง เพียงแต่มันไม่ได้สีดำ แต่เป็นลางพราง เมื่อคันสุดท้ายที่เข้ามาเริ่มยิงปืนใหญ่ ฝูงชนก็เริ่มโกลาหล หลังจากนั้นก็เริ่มร้องระงมและวิ่งหาทางออกกันวุ่นวาย บางอย่างอันสุดเลวร้ายได้เริ่มต้นขึ้น

แล้วความ “เลวร้าย” ก็ตามมา นักอเมริกันฟุตบอลที่วิ่งอยู่ในสนามเริ่มล้มลงทีละคนสองคน ตูม ตูม ตูม ตูม ระเบิดเกิดขึ้น 7 ครั้ง หมอกสีดำจากการระเบิดลอยกรุ่น หลังจากนั้นเหล่าทหารรับจ้างพร้อมอาวุธก็เดินขบวนเข้าสู่สนามกีฬา ตอนนี้เองที่ชายสวมหน้ากากและสวมเสื้อโค้ทตัวหนามาถึง เขาคือวายร้ายประจำภาคนี้ Bane แสดงโดยทอม ฮาร์ดี้ “ฉากนี้เบนจะประกาศแผนการของเขาให้รู้” โปรดิวเซอร์เอ็มมา ธอมัส ภรรยาของโนแลนบอก “แผนการใหญ่”

นิตยสาร Empire ไม่เคยเห็นการถ่ายทำในสถานที่จริงในสเกลที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน มันใหญ่จนต้องอ้าปากค้าง และบอกตามตรงว่าเราจะหาการถ่ายทำในสถานที่จริงในสเกลใหญ่แบบนี้แทบไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ส่วนใหญ่การถ่ายอะไรแบบนี้มักจะทำกันในสตูดิโอที่มีฉากหลังเป็นสีเขียว แล้วก็ใช้ CG โคลนคนให้ออกมาเยอะๆ ซะมากกว่า ยุคนี้ไม่มีใครเขาถ่ายกันแบบนี้อีกแล้ว อย่างน้อยก็นอกจากผู้กำกับคนนี้

“ฉากนี้เป็นฉากใหญ่ที่สุดที่ผมเคยถ่ายมา” ผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์, ผู้เขียนบทร่วม คริสโตเฟอร์ โนแลนบอกเรา “ในทางเทคนิคการถ่ายทำแล้ว น่าจะเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีคนทำมาย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคหนังเงียบเลย” เขาไม่ได้โอ้อวดเลย เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ “ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ด้วย” หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX มากกว่าหนึ่งในสามของเรื่อง นั่นหมายถึงเราจะได้เห็นภาพอันใหญ่โตตระการตามากกว่าหนึ่งชั่วโมงทีเดียว “ผมคิดว่าไม่เคยมีใครใช้ตัวประกอบมากถึงหมื่นคนในสถานที่จริงนะครับ มันเป็นการก้าวไปอีกขั้นน่ะ เราก็อยากจะทำอะไรให้มันใหญ่กว่าที่เคยทำกับหนังเรื่องก่อนกันทั้งนั้น ถ้าเรื่องราวมันส่งให้ทำอย่างนั้นได้น่ะนะ”



 

กระดิ่งประตูดัง :

เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งในอดีต ไมเคิล เคนที่กำลังพักผ่อนสบายๆ อยู่ในบ้านพักมีอันต้องเดินมาเปิดประตู เขาเห็นชายอายุสามสิบกว่า แต่งตัวสุภาพยืนอยู่หน้าประตู มีห่ออะไรบางอย่างหนีบอยู่ใต้รักแร้

“สวัสดีครับ” ชายคนนั้นกล่าว “ผมชื่อคริสโตเฟอร์ โนแลน”

เคนจำชายคนนี้ได้ เขาเคยดูหนังของชายคนนี้สองเรื่อง Memento และ Insomnia และเขาก็ชอบมันมาก เขารู้ได้เลยว่าห่อของที่ตอนนี้เลื่อนมาอยู่ในมือโนแลนคือบทหนัง และโนแลนคงกำลังจะเสนอบทหม่นมืดน่าตื่นเต้นเล็กๆ สักบทให้เขาพิจารณา

“ผมอยากให้คุณลองอ่านมันดู แล้วรบกวนบอกผมว่าคุณสนใจจะมาเล่นให้ผมหรือเปล่าน่ะครับ”

“เอามาให้ผมได้เลย ผมจะอ่านมันแล้วโทรหาคุณพรุ่งนี้” เคนตอบด้วยความดีใจ

“ไม่ได้ครับ ผมอยากให้คุณอ่านตอนนี้เลย ผมจะไม่ทิ้งบทของผมไว้”

หลังจากนั้นเคนก็เล่าความหลังให้ฟังต่อ “เขาก็เลยไปนั่งดื่มชากับเมียผมในห้องรับแขก ส่วนผมก็เข้าห้องทำงานไปอ่านบท ก็อย่างที่ผมบอก ผมหวังว่าจะได้เห็นบทหนังระทึกขวัญแบบ Memento หรือ Insomnia แต่สิ่งที่เขาให้ผมอ่านกลับเป็นบท Batman Begins ซึ่งเหนือความคาดหมายของผม ตอนนั้นผมคิดเลยนะว่าวอร์เนอร์กำลังเสี่ยงอย่างมากเลยที่เอาหนังใหญ่ทุนสูงระดับนี้มาให้คนที่เคยกำกับแค่หนังเล็กๆ 2 เรื่องทำ ซึ่งผลก็อย่างที่เห็น ผมไม่ควรห่วงเลย...”

ตอนที่เดวิด เอส โกเยอร์ ได้ยินจากเอเย่นต์ของเขาว่า คริสโตเฟอร์ โนแลนกำลังคิดจะสร้างหนังแบทแมนอีกครั้งหลังเรื่องสุดท้ายเมื่อปี 1997 โกเยอร์แค่ยักไหล่ เพราะเขาเคยได้ยินอะไรอย่างนี้มาก่อนหลายครั้งแล้ว “ผมเป็นเพื่อนโบอาส ยาคิน เขาเคยคิดจะทำ Batman Beyond แอนดรู เควิน วอล์คเกอร์ (ผู้เขียนบท Seven) ก็เคยคิดจะทำ Batman vs. Superman มีคนคิดจะทำหนังแบทแมนทุกปีแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ผมเลยคิดว่าโนแลนก็คงเหมือนกัน”

แต่แล้วโนแลนก็โทรหาโกเยอร์ด้วยตัวเอง “ตอนนั้นโนแลนบอกผมแค่ว่าเขาจะทำเกี่ยวกับจุดกำเนิดของแบทแมนแค่นั้นเอง” ที่โนแลนต้องโทรหาโกเยอร์ก็เพราะโกเยอร์เป็นแฟนตัวยงของแบทแมน และในฐานะนักเขียนบท โกเยอร์ก็ได้เคยฝากผลงานดัดแปลงการ์ตูนเป็นหนังได้อย่างยอดเยี่ยมมาแล้วกับฟรันไชส์ Blade (แม้โกเยอร์จะไม่ชอบภาคสามที่เขากำกับเองนัก) โนแลนจึงอยากให้โกเยอร์มาร่วมงานด้วย แม้โกเยอร์จะอยากร่วมงานด้วยใจจะขาด แต่ตอนแรกเขาก็ยุ่งเกินกว่าจะมาร่วมงานได้ ทำได้ก็เพียงให้คำแนะนำต่างๆ เท่านั้น “แต่หลังจากนั้นสักสองอาทิตย์ โนแลนก็โทรมาอีกครั้ง เขาบอกแค่ว่า ‘คุณต้องทำมันแล้วล่ะ’ ทุกอย่างเริ่มจากตรงนั้นเอง”




ไอเดียของหนัง Batman Begins เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับจุดจบของแบทแมนในหนัง The Dark Knight Rises ตอนทำหนังภาคแรกนั้น โกเยอร์กับโนแลนพบช่องว่างใหญ่โตในเรื่องราวของแบทแมน เราเห็นแค่ตอนเขาเป็นเด็กเดินออกมาจากโรงละครโอเปร่า แล้วเขาก็ต้องเห็นพ่อกับแม่ของเขาถูกฆ่าตายโดยโจรต๊อกต๋อยชื่อ โจ ชิล หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นผู้ใหญ่ศึกษาเกี่ยวกับค้างคาว และจากนั้นเขาก็ไปอยู่ในชุดแบทแมนเรียบร้อยแล้ว “ชีวิตเขาเดินทางจากจุด A ไปจุด B ได้ไงวะ?” โกเยอร์ตั้งคำถามในตอนนั้น ซีรี่ย์เดียวที่พอจะถมช่องว่างนี้ได้บ้างก็คือ Batman: Year One ที่เขียนโดยแฟรงค์ มิลเลอร์ “แต่ซีรี่ย์นี้ก็เริ่มต้นหลังจากบรู๊ซ เวย์นกลับมาก็อตแธมหลังหายตัวไปห้าหกปีแล้ว ตอนนั้นเขามีแผนการในหัวแล้ว” ยังคงมีช่องว่างในเรื่องราวของแบทแมนที่ไม่เคยมีใครไปแตะต้องอยู่ดี

ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ “หนังแบทแมนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องราวของแบทแมนตอนที่อยู่ในชุดแบทแมนทั้งนั้น เราก็เลยคิดกันว่า ‘ถ้าเราสามารถทำให้คนดูสนใจในตัวบรู๊ซ เวย์นมากจนไม่สนใจว่าเขาจะใส่ชุดแบทแมนหรือไม่ นั่นแหละจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ถูกต้องของฟรันไชส์นี้”

ซึ่งพวกเขาก็ทำมันได้สำเร็จ ผู้กำกับที่เคยแต่กำกับหนังเล็กๆ อย่าง Following, Memento และ Insomnia พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถกำกับหนังแอ็คชั่นใหญ่โตได้ด้วยกองถ่ายเพียงกองเดียว (“เขาบอกกับสตูดิโอว่า ‘ผมจะมากำกับหนังแอ็คชั่นทำไม ถ้าผมต้องให้คนอื่นมาช่วยกำกับฉากแอ็คชั่นให้?’ ผู้กำกับภาพ วอลลี่ ฟิซเตอร์เล่าให้ฟัง “อาจฟังดูบ้าๆ แต่มันก็จริงของเขาแหละนะ”) Batman Begins ทำรายได้ทั่วโลกไปทั้งหมด 373 ล้านเหรียญ มากที่สุดรองจากหนังแบทแมนเรื่องแรกที่กำกับโดยทิม เบอร์ตันในปี 1989

“สิ่งที่ดึงดูดให้ผมมาทำหนังแบทแมนก็คือเรื่องราวของบรู๊ซ เวย์น” โนแลนบอก “เพราะเรื่องราวของเขาเริ่มต้นตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้วค่อยๆ พัฒนาไป ไม่เหมือนตัวละครที่พัฒนาเต็มที่แล้วอย่าง เจมส์ บอนด์ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือติดตามดูการเติบโตของเด็กคนนี้ ตั้งแต่ได้พบเจอประสบการณ์อันเลวร้ายจนกลายมาเป็นคนที่พิเศษมากๆ และสำหรับผมแล้ว สามารถแบ่งชีวิตของชายคนนี้ออกได้เป็นสามส่วน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนที่สามก็ต้องเป็นจุดจบ”

คำว่าจุดจบอีกแล้ว โนแลนยืนยันว่า The Dark Knight Rises จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมาเยี่ยมเยียนเมืองก็อตแธมแห่งนี้ ไม่ว่าตัวหนังจะประสบความสำเร็จขนาดไหนก็ตาม

“มันเป็นการจบที่สวยงามที่สุดแล้วนะ ระเบิดมันให้เป็นจุลเนี่ยโจนาธาน โนแลน ผู้เขียนบทร่วมในหนัง The Dark Knight และภาคสุดท้ายนี้ รวมถึงเป็นน้องชายของคริสโตเฟอร์ โนแลนด้วยกล่าว “ในฐานะนักเขียน เราก็ต้องอยากเขียนเรื่องของเราตั้งแต่ต้นจนจบทั้งนั้นแหละครับ มีจุดเริ่มต้น มีกลางเรื่อง และมีตอนจบ”




Batman Begins โดยเนื้อแท้แล้วคือเรื่องราวของชายที่ชื่อบรู๊ซ เวย์น และก็เป็นเช่นกัน The Dark Knight Rises คือการสรุปเรื่องราวของชายคนนี้นั่นเอง “บรู๊ซมีผู้ช่วยคอยเยียวยาจิตใจอยู่คนหนึ่ง นั่นคือ อัลเฟรด” คริสเตียน เบล กล่าว “ตอนหนึ่งอัลเฟรดถามบรู๊ซว่า ‘เรื่องเหล่านี้จะจบลงเมื่อไหร่กัน? เราคงไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ไปตลอดใช่มั้ย?’ สำหรับผมแล้ว คำถามนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้ตัวบรู๊ซ เวย์นน่าสนใจมาก และมันก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรที่จะบอกว่าใน The Dark Knight Rises เราจะกลับมาสู่ไอเดียตั้งต้นนั้นกันอีกครั้ง ไอเดียที่ว่าเกิดอะไรขึ้นในนี้” เบลใช้นิ้วเคาะที่หัวของเขา “มันจะวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น”

แล้วไอเดียที่จะทำหนังแบทแมนให้เป็น “ไตรภาคอัศวินรัตติกาล” ล่ะ มีมาตั้งแต่ต้นเลยหรือเปล่า เพราะจะว่าไป Batman Begins กับ The Dark Knight ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันขนาดนั้น “ตอบยากครับ” โนแลนยอมรับ “และคุณจะได้รับคำตอบที่แตกต่างกันไป”

จริงทีเดียว

“ไม่เคยคิดเลยโปรดิวเซอร์ ชาร์ลส์ โรเวนบอก “ไม่เคยคิดจะให้มันเป็นไตรภาคเลย เราคิดว่ามันจะเป็นหนังภาคเดียวมาตลอด แม้ว่าจะมีหนังแบทแมนหลายภาคมาก่อน แต่เราก็ไม่ได้คิดเลย”

“ไม่มีตั้งแต่ต้นเลยแหละ ไมเคิล เคนยืนยันอีกคน “ไม่เคยมีใครพูดคำว่าไตรภาคมาก่อนเลย”

“ผมเข้าใจว่าไม่เคยมีใครคิดว่าจะแบ่งหนังออกเป็นสามภาค” โจนาห์ (ชื่อเล่นของโจนาธานโนแลน) กล่าว “หลักการอย่างเดียวของเราก็คือ ‘พยายามทำหนังเรื่องที่ทำอยู่ให้ออกมาดีที่สุด ถ้ามีไอเดียอะไรเจ๋งๆ ก็ใส่ลงไปเลย ไม่มีกั๊กไว้สำหรับภาคต่อๆ ไป’ แต่คริสเขามักจะมีแผนการอะไรของเขาที่ไม่ได้บอกคนอื่นอยู่เสมอแหละ”

“เราค่อนข้างชัดเจนในเรื่องราวของบรู๊ซ เวย์นมาตั้งแต่ต้นนะ” โนแลนยืนยัน “โครงหลักที่เป็นกระดูกสันหลังของเรื่องราวของบรู๊ซ เวย์นนั้นถูกปูไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่คิดเรื่องแล้ว แต่เรื่องราวรองๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ กระดูกสันหลังนั้นถูกพัฒนาขึ้นระหว่างทาง” จากนั้นเขาพยายามหาเรื่องอื่นมาเปรียบเทียบ “The Lord Of The Ring เป็นหนังไตรภาค แต่ตอนที่โทลเคียนเขียน เขาต้องวางเรื่องไว้ตั้งแต่ต้นจนจบก่อน เมื่อคุณเขียนเรื่อง คุณก็ต้องวางแผนแบบนั้นอยู่แล้ว เวลาผมทำหนัง ผมก็วางแผนของผมเหมือนกัน จากนั้นคุณก็ใส่อะไรๆ ลงไปในช่องว่างระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดจบ แต่ข้อแตกต่างของหนังก็คือ แม้คุณจะยังใส่อะไรๆ ลงไปได้ไม่ถึงจุดจบ แต่ถ้าเรื่องราวที่ได้สามารถทำออกมาเป็นหนังแล้ว คุณก็สามารถทำมันออกมาให้คนดูได้เลย ดังนั้นสิ่งที่ผู้ชมได้ดูบนจอก็คือสิ่งที่ได้รับการพัฒนามาเป็นปีๆ ของเรื่องราวนั่นเอง และกับเรื่องนี้ก็เช่นกัน คือ มันกลายเป็นไตรภาคของมันไปเองน่ะ คุณจะว่าแบบนั้นก็ได้”



 

ทันใดนั้นโรงหนังก็เงียบกริบ:

ซัมเมอร์ 2008 โจนาธาน โนแลนนั่งอยู่ในที่นั่งพิเศษที่ทางวอร์เนอร์จัดให้เพื่อชม The Dark Knight รอบปฐมทัศน์กับผู้ชมที่ใกล้ชิดอย่างเพื่อนและครอบครัวอีกประมาณ 300 คน บนจอกำลังถึงฉากสำคัญ ฮีธ เลดเจอร์ ที่กำลังเหงื่อแตก โดนทุบ โดนกระทืบในบท Joker กำลังโยนโจทย์ยากที่ซูเปอร์ฮีโร่ทุกตัวที่เคยทำออกมาเป็นหนังต้องเจอ ซูเปอร์แมนเคยเจอ สไปเดอร์แมนก็เคยเจอ การตัดสินใจที่เป็นไปไม่ได้อันสุดเชย “เลือกเอาว่าจะช่วยคนรักหรือประชาชนผู้บริสุทธ์มากมาย” ซึ่งในหนัง The Dark Knight มาในรูปแบบของ : ช่วยตัวความหวังของก็อตแธม อัยการ Harvey Dent (อารอน เอ็คฮาร์ท) หรือคนรัก Rachel Dawes  (แม็กกี้ จิลเลนฮาล)

ในหนังทั่วๆ ไป ซูเปอร์ฮีโร่จะพบทางออกจรากสถานการณ์นี้ได้และสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทั้งคู่ ไชโย แต่ใน The Dark Knight แบทแมนตัดสินใจเลือก และอีกคนหนึ่งตาย “ทั้งโรงเงียบกริบเลยแหละ” โจนาธานบอก “คนดูคุ้นชินกับกฎที่ว่าซูเปอร์ฮีโร่ต้องพบทางออกเสมอ สามารถช่วยทุกคนได้หมด มันเป็นกฎที่น่าแหกที่สุดแล้ว...”

หนัง Batman Begins กับ The Dark Knight นั้นค่อนข้างมีสไตล์ที่ต่างกัน และมันก็ต่างกันชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง ภาพจากกล้อง IMAX ในภาคสองที่แสดงให้เห็นภาพตึกในเมืองชิคาโกที่สมมติให้เป็นก็อตแธม กระจกสีดำที่แตกออก แอ็คชั่นตอนกลางวันที่มากขึ้น ถ่ายทำในสถานที่จริงมากกว่าในสตูดิโอ ก็อตแธมจึงดูเป็นเมืองที่มีอยู่จริงๆ ผู้กำกับโนแลนได้ดึงจักรวาลของบรู๊ซ เวย์น ให้มาใกล้จักรวาลของคนดูมากขึ้นอีกระดับ

“เรื่องราวของ Batman Begins นั้นค่อนข้างโรแมนติก มันนำเสนอประวัติศาสตร์ที่มาของตัวละคร” โนแลนกล่าว “ส่วนเรื่องราวของ The Dark Knight จะเป็นปัจจุบันมากกว่า” นอกจากเหตุนี้แล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังแบทแมนของเขากลายร่างจากการเป็นหนังแฟนตาซีฮีโร่ในภากแรกมาสู่หนังอาชญากรรมที่สมจริงสุดๆ ในภาคสอง นั่นคือประสบการณ์ที่เขาได้รับจากการทำหนังเล็กๆ คั่นระหว่าง Batman Begins กับ The Dark Knight นั่นก็คือหนัง ไซไฟ-มายากล-ลึกลับ เรื่อง The Prestige

“เราถ่ายทำหนังยุควิคตอเรียนอังกฤษเรื่องนี้กันบนถนนในลอสแองเจลิสเลย” และโนแลนก็เห็นว่ามันเป็นผลดีต่อนักแสดงและทีมงานของเขา “ดังนั้นตอนถ่าย The Dark Knight เราก็เลยถ่ายกับสถานที่จริง”

แล้วถ้าหนัง The Prestige มีอิทธิพลกับ The Dark Knight แล้วหนังอาชญากรรมสุดซับซ้อนอย่าง Inception หนังเรื่องล่าสุดของเขาล่ะ ส่งผลอะไรกับ The Dark Knight Rises หรือเปล่า “กับการถ่ายแบทแมนภาคใหม่เนี่ย ผมไม่กังวลเลยว่าจะมีตัวละครเยอะไปมั้ย หรือเรื่องมันจะซับซ้อนเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าคนดูผ่าน Inception มาได้ เขาก็พร้อมที่จะเดินทางไปกับแบทแมนภาคนี้แล้วแหละ”




ผู้กำกับโนแลนเคยกล่าวไว้เองว่าหนัง The Dark Knight นั้นคล้ายกับหนังอาชญากรรมที่มีอาชญากรใส่หน้ากากวิ่งยิงปืนกลางเมืองอย่างเรื่อง Heat ของผู้กำกับไมเคิล มานน์ ถ้างั้น The Dark Knight Rises ล่ะ เหมือนหนังเรื่องไหน

“ในทางคอนเซปท์แล้ว มันเป็นหนังประวัติศาสตร์ครับ มันเป็นหนังสงคราม เป็นเรื่องราวของการปฏิวัติ เหมือนหันกลับไปสู่หนังใหญ่ในอดีต และสำหรับผม มันไปไกลถึงยุคหนังเงียบเลย ผมดูหนังเงียบกับลูกๆ ผมมาเยอะนะ เราถ่ายด้วยกล้อง IMAX หลายฉากมาก และการจะถ่ายด้วยกล้องชนิดนี้ได้ภาพที่จะถ่ายก็ต้องยิ่งใหญ่เทียบกัน มันคือความพยายามของผมที่จะสร้างหนังให้ได้แบบที่ฟริตซ์ แลงก์ทำ หรืออย่างเรื่อง Doctor Zhivago และ A Tale Of Two Cities ซึ่งเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ผมพยายามจะนำเสนอภาพและเรื่องราวแบบนี้ให้ยิ่งใหญ่และน่ากลัวมากจนสามารถที่จะเขย่าไอเดียความเป็นเมืองแบบอเมริกันให้หวาดหวั่นได้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ตอนนี้มีการปฏิวัติสังคมเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันเกิดขึ้นที่อเมริกาบ้าง”

หนังเริ่มเรื่องขึ้น 8 ปีหลังจาก The Dark Knight เปิดเรื่องด้วยการหายสาบสูญของแบทแมน และบรู๊ซ เวย์นก็ยังคงเจ็บปวดและอยู่อย่างสันโดษ ในขณะที่เมืองก็อตแธมอยู่อย่างสงบสุขและรุ่งเรือง แต่ก็อย่างที่ประโยคหนึ่งในหนังตัวอย่างบอกไว้ พายุกำลังจะโหมกระหน่ำในรูปแบบของผู้ก่อการร้ายที่ชื่อ Bane (ณ ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ความต้องการที่แท้จริงของเขา) และพายุลูกนี้จะทำลายทุกอณูของก็อตแธมให้ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง

หนังแบทแมนสองภาคแรกของโนแลนเป็นผลผลิตของยุคต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งในส่วนของความไม่น่าไว้วางใจของสถานการณ์และความน่ากลัวของผลจากการแก้ปัญหาแบบแบทแมน ซึ่งนี่เองที่ทำให้หนังแบทแมนมีน้ำหนักและเชื่อมโยงกับผู้คนมากกว่าหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ แม้จะไม่ได้ตั้งใจจะให้สอดคล้องกับเรื่องการเมือง แต่บทหนังแบทแมนก็ออกมาจากโกเยอร์และสองพี่น้องโนแลนที่ยืนยันจะเขียนเรื่องราวออกมาจากสถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่พวกเขาสนใจอย่างซื่อตรงที่สุด อย่างใน The Dark Knight Rises การก่อการร้ายในหนังก็ได้รับอิทธิพลมาจากการที่ประชาชนบุกยึดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อไม่นานมานี้ “คุณไม่สามารถเล่าเรื่องราวของบรู๊ซ เวย์นได้โดยไม่แตะต้องความร่ำรวยของเขา” โนแลนกล่าว “เราก็เลยต้องเล่าเรื่องนี้ออกมาด้วย เมื่อคุณทำหนังแนวแอ็คชั่นที่มีตัวละครที่ยิ่งใหญ่เกินธรรมดาขนาดนี้ คุณก็ต้องหาวิธีเชื่อมโยงให้คนดูรู้สึกกับมันไปด้วยได้ และก็ต้องหาสถานการณ์ที่ยิ่งใหญ่เกินธรรมดามาให้ทัดเทียมกับตัวละครเช่นกัน ดังนั้นสถานการณ์ที่ว่าก็จะต้องน่ากลัวอย่างแท้จริงเท่านั้น”

“ผมจำฉากรถบรรทุกไหม้ไฟกลางเมืองใน The Dark Knight ได้ติดตาเลย” ผู้กำกับภาพฟิซเตอร์ (ซึ่งจะทำหน้าที่ผู้กำกับภาพเป็นครั้งสุดท้ายใน The Dark Knight Rises เพราะกำลังผันตัวไปเป็นผู้กำกับ) กล่าว “หลังเหตุการณ์ 9/11 หกปี แล้วคริสกับโจนาห์ก็ใส่ฉากนี้เข้าไปในหนัง พวกเขารู้ว่าต้องทำยังไงคนดูจึงจะขนลุก...คริสเก่งในการนำเอาสัญลักษณ์ความเป็นอเมริกันมาทำลายเพื่อเขย่าขวัญคนดู และกับภาคใหม่ ฉากสนามฟุตบอลถล่มก็ทำได้อย่างนั้นจริงๆ”

และเพื่อเป็นการตอบโต้ผู้ก่อการร้ายเบนที่มาถล่มก็อตแธม แบทแมนหยิบของเล่นชิ้นใหม่ออกมาจากกล่องของเล่นของลูเซียส ฟ็อกซ์ และของเล่นชิ้นนี้บินได้

“มันชื่อเดอะแบทครับ” โนแลนบอก “ผมใช้เวลาคิดชื่อมันนานมากเลยนะ อยากให้มันดูฉลาดๆ หน่อย แบทจุดจุดจุดโน่น แบทจุดจุดจุดนี่ แล้วก็มาคิดขึ้นได้ว่า มันก็บินได้เหมือนค้างคาวตัวนึงนี่นา ต้นแบบของมันมาจากเฮลิคอปเตอร์ของทหารครับ”




เหมือนที่หนังไตรภาคนี้ได้ยกระดับตัวละครแบทแมนขึ้นไปอีกขั้น มันก็ได้ยกระดับผู้กำกับโนแลนขึ้นไปอีกขั้นเหมือนกัน มีนักสร้างหนังไม่กี่คนในโลกนี้ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ขนาดนี้ อย่าว่าแต่เขายังอายุไม่ถึง 40 ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับสปิลเบิร์ก, เจมส์ คาเมรอน และปีเตอร์ แจ็คสันเรียบร้อยแล้ว “ผมเล่นหนังให้คริสมาห้าเรื่องแล้ว และมั่นใจเลยว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่เก่งที่สุดในโลก” ไมเคิล เคน กล่าว “ผมรู้จักผู้กำกับเดวิด ลีน ดีมาก และเชื่อผมสิ เขาอยู่ระดับเดียวกับเดวิด ลีน”

และแม้เขาจะไม่ได้อยากเป็น แต่โนแลนก็กลายเป็นผู้กำกับจอมแหกกฎไปเรียบร้อยแล้ว เขาปฏิเสธ CG มากเท่าที่จะทำได้ เขาไม่ใช้กองถ่ายที่สอง เขาไม่ถ่ายหนังด้วยกล้องดิจิตอล ยิ่งปฏิเสธใหญ่กับกล้องสามมิติ และเขายังคงตัดฟิล์มด้วยตัวเอง “เขาเป็นเอนไซโคพีเดียแห่งภาพยนตร์” โจนาธาน โนแลน กล่าว “เขารู้ดีว่าการสร้างหนังทำกันยังไงและเขาก็เคารพมัน แต่เขารู้วิธีที่จะบิดมัน กลับมัน แหกมัน ทำลายมัน และผมว่านี่คือเหตุผลที่คนดูรู้สึกกับหนังของเขา”

แต่ไม่ว่ายังไง คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ยังคงเป็นคนที่สุภาพที่สุดในโลก “ผมไม่เคยได้ยินเขาขึ้นเสียงเลยสักครั้งเดียว” แกรี โอลด์แมนกล่าว ไม่ว่าใครก็นึกภาพออกว่าเวลาทำหนังอย่าง The Dark Knight Rises, The Dark Knight หรือ Inception จะต้องมีความเครียดอย่างมหาศาลแน่ แต่โนแลนยังคงใจเย็นอยู่แบบนั้นได้อย่างไร

“ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมรัก ผมรู้ว่าผมต้องการอะไร และรู้ว่าผมได้มันหรือยัง” โนแลนยักไหล่ “ทั้งหมดที่ผมทำก็คือทำตัวเป็นคนดูคนหนึ่ง คิดว่านะ และพยายามปะติดปะต่อฉากต่างๆ ในแบบที่ผมในฐานะคนดูอยากเห็น ผมรักภาพยนตร์มาทั้งชีวิตและก็ดีใจมากที่ได้ทำมัน แน่นอนมันมีความกดดันมากมาย ผมรับรู้มันได้เป็นอย่างดีและบางครั้งก็ถึงกับกลัวเลยแหละ แต่คุณต้องไม่แสดงมันออกมาให้ทีมงานเห็น ทีมงานต้องการให้คุณรู้ว่าคุณต้องการอะไรแล้วบอกพวกเขา บางวันผมก็ต้องแกล้งทำเป็นรู้นะ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของงานที่คุณต้องรู้และมีคำตอบให้ทีมงานทุกคน แต่ตอนกำกับหนังก็ยังไม่น่ากลัวเท่าตอนหนังออกฉายแล้วหรอกนะครับ ตอนหนังเสร็จออกมาแล้วเครียดกว่าเยอะ เพราะคุณแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

ยังไม่จบครับ ยังมีต่ออีก ติดตามอ่านได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยครับ

http://www.oknation.net/blog/pluralworld/2012/07/16/entry-1





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Hiriotappa วันที่ : 13/07/2012 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

รู้สึกเนื้อหาเริ่มให้เด็กดูยากขึ้นทุกทีครับ มันหม่นๆชอบกล แต่ผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ทีเดียวเลยเชียวว่า มีเทพารักษ์กับคนตัดไม้ในโลกนี้จริงๆ เทพารักษ์งมขวานให้คนตัดไม้เลือก คนซื่อกับคนเสื่อมเลือกต่างกัน คนเสื่อมเห็นจะได้ท่าตัดหน้าเลือกเอาขวานเงินขวานทองก่อน เหมือนคนเราหากอยากได้เวลาของคนอื่นเขามักจะเลือกตอนนั้นช่วงนั้น แต่หารู้ไม่ว่าไอ้ที่ยาวนานกว่านั้นมันครอบคลุมกว่า

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
bon09 วันที่ : 13/07/2012 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ขอบคุณข้อมูลค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 13/07/2012 เวลา : 15.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ชอบทุกตอนครับสำหรับแบตแมน
ทำได้นุ่มและลึกกว่าหนังมนุษย์แปลงอื่น ๆ หลายเรื่องครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ต้นตะวัน วันที่ : 13/07/2012 เวลา : 13.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tontawan
http://www.thailandblogawards.com/blogs/show/2243

ผมเคยได้ยินคุณตันพูดว่า นี่แหละ มันคือ "นวัตกรรม"
Batman The End?! มันเป็นเช่นนั้นแล

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Joseph วันที่ : 13/07/2012 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Joseph
God Bless You, Michael Joseph


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เฟื่อง วันที่ : 13/07/2012 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

แฟนแบทแมนตลอดไป
ขอบคุณที่แปลให้อ่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]