• PluralGuy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : big_alchemist@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 280844
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
PluralWorld
เรื่อยเปื่อยกับภาพยนตร์และเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pluralworld
วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม 2555
Posted by PluralGuy , ผู้อ่าน : 4349 , 21:51:25 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


The Dark Knight Rises: It All Ends (สกู้ปพิเศษ 2) 

จากนิตยสาร EMPIRE ฉบับ July 2012

มาต่อส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนท้ายกันครับ แปลและเรียบเรียงโดยข้าพเจ้าเอง

 

แล้วประตูก็ปิดลง :

เพราะหนังไม่ได้ตั้งใจจะเป็นไตรภาคมาตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้มีการวางวายร้ายประจำแต่ละภาคไว้ล่วงหน้า ดังนั้นที่ภาคแรกมีวายร้ายประจำภาคอย่าง Ra’s al Ghul และ Scarecrow นั้น สาเหตุหลักก็เพราะจำเป็นจะต้องเป็น 2 วายร้ายคนนี้เท่านั้น ที่ต้องมี Ra’s (แสดงโดยเลียม นีสัน) นั้น เดวิด เอส โกเยอร์ อธิบายให้ฟังว่าเพื่อสร้างตัวแทนสำหรับสิ่งที่บรู๊ซ เวย์นขาดตั้งแต่ต้นเรื่อง นั่นคือ “พ่อ” ในขณะที่ Scarecrow (แสดงโดยซิลเลียน เมอร์ฟี) นั้นเป็นตัวแทนของ “โรคกลัว” ที่เหมาะเจาะที่สุด

โกเยอร์อธิบายต่อว่า “ตอนทำไตรภาคนี้ รวมถึงหนังอย่าง Man Of Steel ที่จะมาถึง เราถามตัวเองกันเสมอว่า ‘เราอยากจะเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวละครหลักตัวนั้นๆ และความท้าทายอะไรที่เราอยากจะให้เขาเจอ’ และ ‘วายร้ายตัวไหนที่จะทำให้เราเล่าสิ่งที่เราต้องการเหล่านั้นได้’”




การเลือก The Joker (แสดงโดยฮีธ เลดเจอร์) และ Harvey Dent (แสดงโดยแอรอน เอ็คฮาร์ท) ให้มาอยู่ใน The Dark Knight ก็ใช้หลักการเดียวกัน เพื่อแสดงผลเสียอันร้ายแรงจากการต่อสู้กับอาชญากรรมอย่างไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นของแบทแมน เราจึงให้กำเนิด Two-Face ขึ้นมาอย่างนั้น ส่วน The Joker ถูกใส่ลงมาเพื่อเป็นต้นเหตุให้แบทแมนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปรกติได้อีก “ผมว่าหลายคนคงตกใจที่เรากำจัด Two-Face ในตอนจบของ The Dark Knight เพราะผมคิดว่าหลายคนคงเดาว่า ‘อ้อ Two-Face จะต้องเป็นตัวร้ายหลักในภาคต่อไปแน่’” โกเยอร์กล่าว “แต่คริสเกลียดมากกับการทิ้งเชื้ออะไรแบบนั้นไว้ในตอนจบ”

ขอบอกไว้ก่อนในกรณีที่บางคนยังหวังจะเจอ Harvey Dent ในภาคใหม่ว่า เขาตายสนิทไปแล้ว “คุณอาจจะไม่แน่ใจว่าเขาตายจริงหรือเปล่า” ผู้กำกับโนแลนกล่าว “แต่เขาตายจริงๆ ผมอุตส่าห์ทำ CG ให้แน่ใจว่าหน้าอกเขานิ่งจริงๆ เลยนะนั่น” แล้วเขาก็หัวเราะ

Dent ตาย แต่อิทธิพลทางด้านอุดมคติของตัวละครตัวนี้ก็ยังคงล่องลอยอยู่ในหนัง The Dark Knight Rises แถมมันยังลอยอยู่อย่างเข้มข้นด้วย แต่จากเหตุการตายอันน่าเศร้าของฮีธ เลดเจอร์ ทำให้ภาคใหม่จะไม่มีการไปแตะต้อง The Joker อีก "จะไม่มีการพูดถึงโจ๊กเกอร์เลย” โนแลนกล่าว “นี่เป็นสิ่งที่ผมชัดเจนมากในฐานะเพื่อนของฮีธ และหลังจากผ่านประสบการณ์ร่วมกันกับเขามาใน The Dark Knight ผมไม่อยากเอาความตายของเขามาขายไม่ว่าทางใด มันไม่เหมาะสม เรามีตัวละครชุดใหม่ และเรื่องราวต่อไปของบรู๊ซ เวย์น ที่ไม่มีโจ๊กเกอร์"




แต่การเลือกวายร้ายมาแทน The Joker สำหรับ The Dark Knight Rises นี่ต่างหากที่เป็นความเสี่ยงอย่างที่สุด เพราะ Bane ดูจะไม่ค่อยมีชื่อเสียงนัก แถมตัวละครตัวนี้ยังมีปัญหาขึ้นมาตั้งแต่แรกๆ เลยเพราะเสียงพูดที่ฟังไม่ค่อยชัดของ Bane ในฉากฉายโชว์ 10 นาทีแรกของหนังในโรง IMAX (ซึ่งโนแลนกล่าวเกี่ยวกับปัญหานี้ว่า “ผมไม่กังวลเรื่องนั้นเลย”) ตัวร้ายที่ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่านั้นก็มีอยู่ตั้งเยอะ อย่างการใช้ตัวละครที่มีลักษณะคล้ายกับ The Joker ผู้คิดเรื่องโกเยอร์ยังจำได้ว่าทางสตูดิโอถึงกับประกาศตอนงานเปิดตัวหนัง The Dark Knight ว่า “แน่นอนว่าภาคต่อไปผู้ร้ายจะเป็น The Riddler และเราจะให้ลีโอนาโด ดิคาปริโอ มาแสดง” แต่จะให้เขาเดินไปในทางที่ง่ายแบบนั้นน่ะเหรอ ไม่มีทาง

ช่วงที่กำลังเขียนบท The Dark Knight โจนาห์ โนแลน ได้กล่าวถึงการได้นักแสดงรางวัลออสการ์อย่าง ฮีธ เลดเจอร์มาเล่นในบทที่เขาเขียนว่า “เป็นสุดยอดในอาชีพของผม” แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นน้อยลงกับการได้ ทอม ฮาร์ดี้ มาแสดงเป็น Bane “โจ๊กเกอร์นั้นเป็นพวกอนาธิปไตย เขาเหมือนจะไม่มีแผนการอะไร แต่ก็มีประมาณนึง และคำถามที่เป็นพลังขับเคลื่อนหนัง The Dark Knight ก็คือ เขาอยากจะฆ่าแบทแมนหรือเปล่า? แล้วมันก็หักมุมออกมาว่าเขาไม่ได้อยากฆ่าแบทแมน เขาแค่อยากฆ่าคนอื่นให้หมดเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้มีที่ทางเหลือสำหรับภาคสามนี้ที่จะให้ตัวร้ายได้ร้ายมากขึ้นไปอีก เบนเป็นตัวละครที่ดุดันกว่านั้นมาก มีสรรพกำลังหนุนหลัง มุ่งมั่นที่สุดที่จะทำลายล้าง และเป็นวายร้ายที่รู้ใจตัวเองเป็นอย่างดีว่าต้องการอะไร นั่นคือ เขาต้องการให้แบทแมนตายและก็อทแธมกลายเป็นเถ้าถ่าน ซึ่งนั่นเหมาะมากที่จะเป็นภาคจบ”

เมื่อ Empire ลองแย็บโกเยอร์ว่า เมื่อมี Bane อย่างนี้ เราก็อาจจะได้เห็นการกลับมาของกลุ่ม League Of Sahdows ที่เคยปรากฎอยู่ในภาคแรกหรือเปล่า “น่าสนใจนะครับ” โกเยอร์ไม่หลงกล “เอาเป็นว่า ทอม ฮาร์ดี้ แสดงได้โคตรสุดยอดละกัน”

จากนั้นเราก็ไปสัมภาษณ์ ทอม ฮาร์ดี้ ในนิวยอร์ค เมื่อพบกันเขาก็เข้ามากอดทักทาย ร่างกายเขาแข็งแกร่งมากจนเราแปลกใจว่ากระดูกสันหลังเราไม่หัก แม้กระนั้นเขาก็ดูไม่ใช่วายร้ายอะไรเลย เราจึงถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องมาเป็นตัวร้ายต่อจากฮีธ เลดเจอร์

“เพื่อน ผมพอใจกับความสูง 5 ฟุต 9 นิ้วและน้ำหนัก 85 กิโลของผมนะ แต่บอกได้เลยว่าผมจะนำความแข็งแกร่ง ความรุนแรง และการทำลายล้างมาสู่หนังเรื่องนี้” แล้วเขาก็ทุบโต๊ะดังสนั่น “รับรองได้”




แต่กระนั้น ในความรู้สึกของแฟนการ์ตูนชุดนี้แล้ว ตัวละคร Catwoman ยังมีศักดิ์ศรีพอๆ กับ The Joker มากกว่า Bane ซะอีก ลองไปถามแฟนการ์ตูนคนไหนดูก็ได้ ให้เขาบอกชื่อตัวละครใน Batman ที่เขารู้จักมากที่สุดออกมา ตัวละครตัวแรกที่เราต้องได้ยินจะเป็น Catwoman หรือไม่ก็ The Joker สองคนนี่แหละ อีกทั้งทิม เบอร์ตันก็ได้สร้างภาพจำอันสุดจะแฟนตาซีของตัวละคร The Joker (แสดงโดย แจ๊ค นิโคลสัน) และ Catwoman (แสดงโดย มิเชลล์ ไฟเฟอร์) ไว้อย่างยากจะลืมเลือนอีกด้วย

จนกระทั่งถึงตอนนี้ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ยังไม่ค่อยอยากจะพูดถึงตัวละคร Catwoman ของเขาเท่าไหร่ ตอนที่เราเดินทางไปสัมภาษณ์เขาในสตูดิโอเสียงในลอนดอน ซึ่งเขาได้เดินทางไปเช็คดนตรีประกอบที่แต่งโดย ฮานส์ ซิมเมอร์ แทนที่เขาจะพูดถึง Catwoman โดยตรง เขากลับฉายฟุตเทจของหนังประมาณ 6-7 นาทีให้เราดู มันเป็นฉากต่อจากฉากรวบหัวรวบหางเครื่องบินชิงตัวประกัน 10 นาทีที่เคยนำออกฉายชิมลางในโรง IMAX นั่นเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง แอนน์ แฮทธาเวย์ ก็ปรากฎกายขึ้นบนจอ

“แคทวูแมนเป็นตัวละครสำคัญมาก เป็นถึงสัญลักษณ์ๆ หนึ่งในเรื่องราวของแบทแมนเลยทีเดียว” จากนั้นเขาก็บอกใบ้ว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยอยากจะพูดถึงตัวละครตัวนี้นัก “ตอนแรกผมกังวลมากว่าจะเอาเธอเข้ามาในโลกของเราได้อย่างไร แต่โจนาห์ก็บอกว่าเขามีวิธีที่ดีมากที่สามารถทำได้ และก็จริงของเขา มันทำให้ผมต้องหันมามองตัวละครตัวนี้อีกครั้ง จนเมื่อเราลองเปรียบเทียบโลกในหนังกับโลกจริงด้วยคำถามที่ว่า ‘ถ้าเธอมีชีวิตอยู่ในโลกนี้จริงๆ เธอจะเป็นใคร?’ เราก็พบว่าเธอจะเป็นพวก 18 มงกุฏ นักต้มตุ๋น เป็นอาชญากรแนวนั้นน่ะครับ ซึ่งน่าสนใจมาก”

เราจึงไปขอบคุณโจนาห์ว่า เป็นเพราะเขาถึงทำให้เราได้เห็น Catwoman ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ดูจะดีใจ “หน้าที่อย่างนึงของคริสคือการตั้งคำถามว่า ‘มันจะดีเหรอ?’ ประมาณว่าเพื่อความมั่นใจน่ะครับ แต่ผมก็บอกเขาไปว่า ‘สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี่คือการสำรวจตัวละครแบทแมนให้ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งเราไม่สามารถทำให้สมบูรณ์อย่างที่เราต้องการได้หากขาดตัวละครตัวนี้ เราจำเป็นที่จะต้องมีเธอ เพราะเธอมีส่วนสีเทาๆ ที่จะช่วยสะท้อนให้ชัดขึ้นว่าแบทแมนคือใคร”

หนังตัวอย่างตัวล่าสุดที่ได้ดูกันบอกเราประมาณว่า แม้ Selina Kyle (โนแลนยืนยันว่าในสคริปต์ใช้ชื่อนี้ ไม่ได้ใช้ว่า Catwoman) จะอยู่คนละฝั่งกับกฎหมาย แต่เธอก็ดูจะอยู่ฝ่ายบรู๊ซ เวย์นมากกว่าจะเป็นศัตรู “เธอจะเป็นพวกที่คุณไม่แน่ใจเลยว่า ‘นังนี่เป็นตัวดีหรือตัวร้ายกันแน่?’” โจนาห์กล่าวต่อ “คือ เธอไม่ใช่ทั้งคู่แหละ ซึ่งนี่เองที่ทำให้ตัวละครตัวนี้สามารถทำให้จักรวาลของเราและตัวละครแบทแมนสมบูรณ์มากขึ้น และแอนน์ก็แสดงได้สุดยอดจริงๆ ดีไม่ดีเธออาจจะขโมยหนังทั้งเรื่องไปเลยก็ได้นะ”

Anne Hathaway บอกเคล็ดลับในการไปออดิชั่นเพื่อรับบท Catwoman ว่า “ฉันบอกตัวเองตลอดว่า นี่อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เล่นบทนี้นะ” เธอบอก “พรุ่งนี้คนอื่นอาจจะได้บทนี้ไปครองก็ได้ เพราะงั้นก็สนุกกับมันทุกลมหายใจไปเลย สนุกที่ได้แสดงเป็นเธอ สนุกให้สุดเหวี่ยงไปเลย”


 


ผู้บัญชาการหัวเราะ :

คืนหนึ่งในฤดูหนาวของปี 2011 แกรี โอลด์แมน กำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งในแมนฮัทตัน นี่เป็นคิวถ่ายคิวสุดท้ายของเขา เขาจะได้แสดงเป็นผู้บัญชาการตำรวจผู้ซื่อสัตย์ Jim Gordon เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อถ่ายเสร็จ เขาก็ได้ของขวัญในการแสดงหนังเรื่องนี้เป็นตราตำรวจก็อทแธม แว่นตาที่เขาใช้ใส่แสดง และหนวดปลอมนั่น “เกษียณซะที” เมื่อเสียงหัวเราะจางลง เขาก็หันไปร่ำลากับผู้กำกับของเขา

“ว้าว รู้สึกแปลกๆ แหะ” เขากล่าว “หมายถึง จบแล้วจริงๆ หรือนี่”

“ครับ” โนแลนตอบ “จบแล้ว นอกจากว่าคุณจะไปเล่น Batman 4 ให้ผู้กำกับคนอื่นน่ะนะ”

ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ไตรภาคอัศวันรัตติกาล” เชื่อว่าเราจะได้ดูหนังแบทแมนในโรงหนังอีกแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากโซนีเพิ่งรีบูทหนัง Spider-Man ไป และวอร์เนอร์ก็มีแผนจะทำ Justice League Of America แล้ว โดยนักแสดงอาร์มี แฮมเมอร์ (ฝาแฝดนักกีฬาในหนัง The Social Network) ถูกวางตัวไว้ในบทแบทแมน ทุกคนเชื่อว่าหนังแบทแมนจะถูกสร้างขึ้นอีกแน่ “แบทแมนจะอยู่ให้นักสร้างหนังในอนาคตได้ตีความไปอีกนาน” โนแลนกล่าว “และผมก็อยากจะเห็นมัน”

“มันคงแปลกไปล่ะหากวอร์เนอร์จะไม่พยายามทำอะไรกับมันอีก” เดวิด เอส โกเยอร์ ผู้ซึ่งในขณะนี้ก็มีข่าวลือว่าเขาได้ไปเกี่ยวข้องกับแบทแมนรีบูทเรียบร้อยแล้วเสริม “มันก็มีเป็นครั้งๆ คราวๆ แหละครับที่จะข่าวลือและคนมาถามว่า ‘คุณจะทำมันจริงๆ หรือ?’ ไม่หรอกครับ แต่ผมก็เคยบอกนะว่าผมจะไม่ทำหนังซูเปอร์แมน แต่ผมก็ทำจนได้”

คอนเซ็ปท์หนัง Superman ของโกเยอร์ ซึ่งโปรดิวซ์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ชื่อ Man Of Steel ตอนนี้อยู่ในมือของผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ และวางโปรแกรมฉายไว้ในปี 2013 ซึ่งในเรื่องนี้โนแลนไม่มีแผนจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเมืองเมโทรโปลิสมากนัก “มันเป็นหนังของแซ็คเขาน่ะครับ และมันคงจะหยาบคายไปหน่อยหากผมจะเข้าไปแนะนำอะไรๆ เขา หน้าที่หลักของผมในหนังเรื่องนี้คือช่วยดูสคริปท์ของเดวิด เมื่อเสร็จหน้าที่นั้นแล้ว ก็คอยช่วยเหลือทุกอย่างที่แซ็คเขาอยากให้ช่วยเท่านั้น เพราะหลักๆ แล้วมันคือหนังของแซ็ค”




โนแลนบอกเราว่าหลังจากเสร็จ The Dark Knight Rises แล้วเขาก็จะหยุดสักพักเพื่อหาว่าเขาอยากทำเรื่องอะไรต่อ ครั้งหนึ่งเขาอยากทำหนังเกี่ยวกับประวัติของโฮเวิร์ด ฮิวจ์ แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจจะทำแล้ว (“โชคดีที่ผมเจอเรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีกำพร้าตั้งแต่ยังเด็ก ที่น่าสนใจกว่า) และแม้เขาสนใจที่จะทำหนังเจมส์ บอนด์ 007 ซึ่งเขาก็ได้คุยกับโปรดิวเซอร์แล้วด้วย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาของเขาเช่นกัน “ผมอยากจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับหนังชุดนี้ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น” ดังนั้นตอนนี้เขาจึงขอใช้เวลาร่ำลางานหนังไตรภาคพันล้านของเขาสักพักก่อน “ผมคงคิดถึงแบทแมนมากๆ เลยครับ” เขากล่าว “มันเป็นการทำงานที่น่าทึ่งและให้อะไรผมเยอะเลย ผมจะหันมองกลับมาอย่างภูมิใจ แต่สำหรับผม มันจบแล้ว”

แต่เราก็เคยได้ยินประโยคแบบนั้นมาก่อนแล้วนี่ หลัง Batman Begins โนแลนไม่แน่ใจว่าเขาจะกลับมาทำมันอีก หลัง The Dark Knight โนแลนยังให้สัมภาษณ์กับเราว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะทำภาคต่อไปอีก” และโจนาห์ก็เคยบอกไว้ว่าคริสมีแผนเสมอ แต่ก็อย่างที่ผู้เกี่ยวข้องรู้สึกกัน ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

แม้แต่คริสเตียน เบล ก็ไม่แน่ใจ “ผมเข้าใจว่านี่เป็นภาคสุดท้ายนะครับ” เขาเริ่มหลังเขาถอดชุดแบทแมนออกแล้ว “ผมคิดว่าเรื่องมันจบอย่างสมบูรณ์ จบอย่างถูกต้อง และเวลาก็เหมาะสมแล้ว แต่คริสเขาเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมให้ใครเห็นไพ่ในมือเขาหรอก หากวันหนึ่งคริสมาหาผมพร้อมกับสคริปท์ในมือบอกว่า ‘รู้อะไรไหม เรามีเรื่องใหม่แล้วล่ะ’ ผมก็ยินดีที่จะเล่นบทนี้เป็นครั้งที่สี่นะ”

อาจจะชื่อ The Dark Knight Returns ก็อย่างที่แฟรงค์ มิลเลอร์เขียนไว้นั่นไง แบทแมนที่แก่ขึ้น

“ก็น่าสนใจนะ แบทแมนในอีก 20 ปีให้หลัง”



 

ไม่ใช่แค่หนังสือการ์ตูนเท่านั้นที่ส่งอิทธิพลต่อไตรภาค Batman มาดูกันว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่คริสโตเฟอร์และโจนาธาน โนแลน และเดวิด เอส โกเยอร์ ใช้อ้างอิง :

หนังที่มีอิทธิพลต่อการทำหนัง Batman Begins :




1. The Man Who Would Be King (1975) :  หนังเรื่องยิ่งใหญ่ของจอห์น ฮูสตัน ที่สร้างจากวรรณกรรมของ รัดยาร์ด คิปลิง เรื่องนี้ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานตั้งต้นของ เดวิด เอส โกเยอร์ และ คริสโตเฟอร์ โนแลน อีกทั้งมันยังเป็นหนังเรื่องโปรดของโกเยอร์ด้วย “ผมรักหนังในยุคนั้นมาก” เขากล่าว “หนังผจญภัยอันสุดอลังการ”




2. Lawrence Of Arabia (1962) :  หนังเรื่องนี้ส่งอิทธิพลด้านภาพอย่างใหญ่หลวง “มันมีความโรแมนติกบางอย่างที่เราอยากจะนำมาใส่ไว้ใน Batman Begins” โกเยอร์กล่าว “ไม่มีใครสร้างหนังแบบที่เดวิด ลีนสร้างอีกแล้ว ยกเว้นคริส โนแลน”




3. On Her Majesty’s Secret Service (1969) :  หนังบอนด์ที่ คริสและโจนาห์ โนแลน ชอบมากที่สุด เพราะอย่างที่โจนาห์อธิบาย มันจับคนที่เห็นเซ็กส์และความตายเป็นเรื่อง “ไร้ค่า” อย่างเจมส์ บอนด์ มาแปลงให้กลายเป็นคนที่มีความรู้สึกรู้สาจนคนดูสามารถอินไปด้วยได้ “น่าตกใจมากเลยแหละ”

 

หนังที่มีอิทธิพลต่อการทำหนัง The Dark Knight :




1. Dr. Mabuse: The Gambler (1922) :  หนังความยาวสี่ชั่วโมงครึ่งของนักสร้างหนังฟริตซ์ แลงก์ โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับอาชญากรสมองเพชรที่ก่ออาชญากรรมหลากหลาย และหนึ่งในอาชญากรรมเหล่านั้นคือทำให้ตลาดหุ้นล่ม “ผมบังคับให้โจนาห์ดูเรื่องนี้ก่อนที่เขาจะเขียนบทเดอะ โจ๊กเกอร์” คริส โนแลนกล่าว




2. Heat (1995) :  หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ส่งอิทธิพลทางด้านภาพอย่างชัดเจนต่อหนังแบทแมนโนแลนทุกภาคก็ว่าได้ “เพราะเรากำลังทำหนังอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นหนังแบบที่ไมเคิล มานน์เซียนมาก อย่างเรื่องฮีทนี่เป็นตัวอย่าง” คริสกล่าว

 

หนังที่มีอิทธิพลต่อการทำหนัง The Dark Knight Rises :




1. Metropolis (1927) :  หนังยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อหนังไซไฟยุคต่อๆ มาอีกหลายเรื่องของนักสร้างหนังฟริตซ์ แลงก์ “ไม่ได้มีอิทธิพลในแง่วิช่วลนะครับ” โนแลนกล่าว “แต่เป็นในแง่ที่ว่าสถาปัตยกรรมในหนังสามารถสะท้อนแง่มุมของมนุษยชาติและสังคมออกมาได้น่ะครับ”




2. A Tale Of Two Cities (1859) :  สำหรับฉบับวรรณกรรมแล้ว “มีอิทธิพลใหญ่หลวงเลยล่ะครับ” โนแลนกล่าวพร้อมกับเตือนเราว่าอย่าอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ก่อนดูหนังของเขา “ผมจะได้ไม่ถูกหาว่าไปลอก ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ มาไง

 

จบแล้ว หวังว่าจะอ่านสนุกนะครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ ^^






แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]