*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1453 , 11:01:41 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                                                                               

  “การทนรับฟังคำกล่าวที่หนัก(คำวิจารณ์ที่รุนแรง แต่สมเหตุสมผล)ไว้ได้เป็นการฝึกจิตใจให้กล้าเผชิญหน้ากับความจริงของตนเอง”
                                                                                                                                 
-                                             -พ.ไพรพฤกษ์-
                                                
3 ธันวาคม 2550

ขอบคุณภาพดีดีจาก http://www.telewizmall.com/board/data/upimages/team/subfolders/news/550000014848501.jpg

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 31/07/2009 เวลา : 13.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ รณบุตร - ผมก็ว่างั้น คุณสมัครเป็นคนขี้กลัว เลยชอบโกหกคำโต ตลบแตลงตลอด

พี่ ลุงฟาง - ใช่ครับ คนเรากลัวความจริงที่ไม่ดีของเราถูกคนอื่นรับรู้

…สังคมไทยไม่กล้าเผชิญสัจจะ
...ต้องฝึกให้มีความกล้าหาญในทางสัจจะ
...สื่อต้องมุ่งสัจจะ มหาวิทยาลัยต้องมุ่งสัจจะ
...เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ อยู่ที่ความกล้าหาญของสัจจะ...

-ส.ศิวรักษ์-
9 มิถุนายน 2551

พี่ chompoopookha -

พี่ วสิทธ์ - มิได้ครับ ผมไปเก็บมาฝากจากเว็บผู้จัดการ ไว้ศึกษาครับ ขออภัยที่มิได้ลงเครดิตไว้ครับ ขอบคุณที่เตือนสติครับ

ขอบคุณบล็อคเกอร์ ทุกท่านที่เข้ามาแวะเวียนอ่านงานเขียนกันครับ ขออนุโมทนาด้วยคนครับ

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
วสิทธ์ วันที่ : 26/07/2009 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

ความคิดเห็นที่ 4 ของคุณกวีไกด์ สุดยอดเลยครับ

แหมช่างรวบรวมจริง ๆ เป็นประโยชน์มากครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
กวีไกด์ วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษา “พฤติกรรม-แบบแผนและกลวิธีการสื่อสาร” ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อสื่อมวลชน ว่ามีลักษณะเสริมสร้างและเป็นประโยชน์ต่อการรายงานข่าวเพื่อการพัฒนาสังคมระบอบประชาธิปไตยเช่นไร

โดยคัดเลือกหน่วยศึกษาจากคำสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงที่เข้ามารับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนจนถึงปัจจุบัน ทั้งจากในรายการข่าวโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือในรายการนายกสมัครพบประชาชน (ช่วงเดือน ตุลาคม 2550- เมษายน 2551)

กลยุทธ์การสื่อสารที่นายสมัครใช้ คือ ทำให้การสื่อสารสองทางเป็นการสื่อสารทางเดียว การใช้ภาษาข่มขู่ รุนแรง ดุเดือด การเลี่ยง/เบี่ยงเบน/บิดเบือน/ทำให้หลงประเด็น การพูดความจริงบางส่วน หรือ พูดความไม่จริงบ่อยๆ การทำให้ชอบธรรมกลายเป็นความไม่ชอบธรรม การลดทอนน้ำหนักของประเด็นคำถาม การสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมากลบเกลื่อนประเด็นสำคัญด้วยการใช้เทคนิคการสร้างบท(วิ)วาทกรรมกับสื่อมวลชน

1. ประเด็นการตอบคำถาม
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มักตอบคำถามของผู้สื่อข่าวด้วยการให้คำตอบใน 2 ลักษณะที่ชัดเจน คือ 1) ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น และ 2) ตอบคำถามที่ไม่ใช่คำตอบ ในขณะเดียวกันการตอบคำถามที่ตรงประเด็นของนายสมัครส่วนใหญ่ จะที่ให้รายละเอียดของข้อมูลที่มีความสำคัญเพียงเล็กน้อย มีลักษณะที่สั้น ห้วน ตัดบท เพื่อให้การตอบคำถามนักข่าวสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นคำตอบยาว ๆ ก็มักขาดสาระสำคัญของคำตอบที่ตรงประเด็น เช่น

• “เขาคิดว่ายังจะมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ เขาก็คิดทำกัน แต่มันไม่มีเหตุผล ดังนั้นอย่าให้ความสนใจ ผมถึงไม่ประเมิน คือใครจะทำ ไอ้คนทำก็น่าอายแล้วกัน”,
• “ผมไม่ทราบเรื่องนี้”,
• “คำถามแบบนี้คุยกันไม่สนุก”,
• “คำถามนี้ไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดในสภา”,
• “ถามแบบนี้แล้วรู้หรือไม่ว่า พรุ่งนี้ฝนตกหรือแดดออก”,
• “คำถามนี้ผมไม่ใช่หมอดู ไม่ใช่กรมอุตุนิยมวิทยาที่จะมาตอบในสิ่งที่ถามล่วงหน้า”,
• “คำถามยาว ไม่อยากตอบ ก็บอกย้ำแล้ว ยังจะต้องการอะไรอีก”,
• “นี่มันถามเรื่องปกติธรรมดา เหมือนถามว่าถ้าเราหิวข้าวต้องกินข้าวใช่มั๊ย”
• “ผมยังไม่เห็น ทำไม ผมจำไม่ได้ เอามาให้ดูหน่อย”
• “โฮ้โห! นั่นหรือผม ผมยังไม่รู้เลย ผมไม่เห็น ผมไม่ได้รับรูปนี้”
• “เอ้า! เรื่องอื่น”

2. กลวิธีการตอบคำถาม
พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีกลวิธีการเลี่ยงการตอบ คือ การโจมตีคำถาม การโจมตีผู้สัมภาษณ์ การเปิดประเด็นทางการเมือง การบอกปัดหรือปฏิเสธที่จะตอบ การตั้งคำถามเอากับตัวคำถาม การรับรู้ว่ามีคำถามแต่ไม่อยากตอบคำถามนั้น โดยใช้รูปแบบภาษา คือ การพูดเป็นนัย การพูดโดยให้ผู้อื่นตีความ การพูดแบบประชดประชัน การละคำพูดเอาไว้ และการโกหกเช่น

• “เรื่องนี้ไม่ต้องมาถามอีก ขอให้มีสิทธิเข้าไปทำหน้าที่ก่อน”,
• “ถามอะไรโง่ๆ แบบนี้ เป็นคำถามโง่เง่าที่สุดที่เคยได้ยินมา”,
• “พวกคุณเขียนกันเองน่ะสิ หนังสือพิมพ์ไปเขียนนั่งเก้าอี้ซ้อนกัน มันเป็นความคิดของคนระดับพวกคุณเท่านั้นแหละ ขอย้ำเลยนะ เพราะพวกคุณคิดกันอย่างนั้น ต้องกระแทกแดกดัน พูดจาเสียดสี ให้เสียให้หาย ทำไมคิดกันได้แค่นั้นเอง ความคิดมีอยู่ระดับแค่นั้นหรือ ทำไมไม่คิดอย่างคนธรรมดาเขาควรคิดบ้างล่ะ”
• “แล้วมันเป็นไง... แต่ก่อนเนี่ยวิ่งมาหาผมหรือเปล่า ก็ไม่เคยวิ่ง ทีนี้ไปเขียน โอ้โห! ต่อไปนี้บ้านจันทร์ส่องหล้าคนจะเนืองแน่น จะไม่ไปบ้านผม บ้านผมก็ไม่เคยมีใครมา คุณไปเฝ้า บ้านผมก็ไม่มีใครมา”
• “เขาไม่คิดแบบพวกคุณ เขามีสติปัญญา ความคิด ถามเขายังไม่กล้าถามเลย แต่พวกคุณคิดกันเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน น่าอาย น่าขายหน้า ที่คิดที่แสดงออกมาให้คนอ่านได้เห็น มันน่าอายน่าขายหน้า ทำไมเป็นผู้สื่อข่าวมีความคิดเพียงเท่านี้เองหรือ”

• “เรื่องนี้ไม่ขอตอบ เพราะถือว่า เป็นเรื่องภายในของพรรค”
• “ผมไม่มีหน้าที่ต้องมาแถลง และพวกที่ถามอย่างนี้มีใครไหว้วานมาหรือไม่ ผมจะไม่ตอบ”
• “อย่ามาแคะแกะเกา เพื่อต้องการทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรค ซึ่งผมจะตั้งข้อกล่าวหาและฟ้องร้องทุกคน พวกคุณรับจ้างใครมาถามหรือไม่”
• “ผมก็ตอบในส่วนที่ผมรู้ คือ ไม่ตอบไง แต่ยังมาตะบันถามอยู่เรื่อย...คุณอย่ามาล่อผมเลยนะ ไม่สำเร็จหรอก จะบอกให้ฟัง นับอายุพวกคุณก่อนทั้งสามคนนี้ว่าทั้งหมดกี่ขวบ ต่างคนต่างมีหน้าที่อะไร จะมาแคะให้พรรคพังใช่หรือไม่...ไปๆ มาๆ ข่าววันนี้ จะออกว่าอย่างไร รู้มั้ย สมัครรวนผู้สื่อข่าวหรือไม่ ทั้งที่ความจริง พวกคุณรวนผม ผมจะตั้งข้อกล่าวหาไว้ก่อน”
• “ต่อไปนี้ใครถามอะไรมาจะบอกว่าไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่เห็น อย่างนี้สนุกดีและจะได้ไม่มีเรื่อง”
• “สื่อสารมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ชื่อครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง เขียนบทความด่าผมหยาบคาย ต่ำช้า พูดจาน่าเกลียดน่าชัง”
• “คนเก่ง ๆ รู้ทุกอย่าง อ่านคอลัมน์หน้า 4 สิครับ รู้ทุกอย่างเก่งทุกอย่าง ทั้งสั่งทั้งสอนทั้งสับทั้งโขก ไปทำหนังสือพิมพ์หมดครับ ไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้นมาทำงานการเมือง”

• “มีไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้น กับพรรคพวกผมโง่ ๆ ดันมาทำการเมือง ถูกเขาสับเขาโขกเขาว่าเขากล่าว”
• “ผมไม่ออกชื่อใครทั้งนั้น แต่มี ผมอ่านทุกวัน เขียนบทความว่ากล่าวกันแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ตั้งใจจะด่าก็ด่าตั้งใจจะว่าก็ว่า ตั้งใจจะเขียนต่าง ๆ”
• “ไอ้คนโง่อย่างผมเท่านั้นมาทำงานการเมือง นักการเมืองหน้าโง่อย่างผมเท่านั้นครับที่ได้ไปเจรจากับประเทศ”
• “ไม่ สำหรับผมไม่มีใครเสียชีวิต ยกเว้นชายผู้โชคร้ายคนหนึ่งที่ถูกทำร้าย และถูกเผาที่สนามหลวง มีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวในวันนั้น”
• “เวลานี้มัน 31 ปีแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าผมพูดอะไรอย่างนั้น ทำไมพูดอย่างนั้นผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คือถ้าผมพูดเรื่องนั้นจริง ผมคงไม่พูดอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่ทราบ”

3. การใช้ภาษา
จากการศึกษาพบว่า นายสมัครมักพูดเสียดสี โดยพาดพิง เปรียบเปรยว่ากระทบกระทั่ง และเหน็บแนมฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ที่มีแนวคิด รวมไปถึงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่มีแตกต่างไปจากตนเองอย่างสม่ำเสมอ และถือเป็นกลวิธีที่นายสมัครใช้มากที่สุด รองลงมาคือการพูดอุปลักษณ์ การพูดจาอ้อมค้อมวกวนในเรื่องผลงานของรัฐบาล การพูดให้เป็นเรื่องตลก ทั้งหมดก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเลี่ยงประเด็นการถูกตรวจสอบ เพราะเน้นแต่จะชี้แจงเรื่องที่มีปัญหากับสื่อมวลชนเท่านั้น
ใช้ภาษาที่รุนแรงเพื่อโต้ตอบสื่อมวลชน น้อยมากที่นายสมัครจะใช้ภาษารุนแรงต่อสาระการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น

• “รัฐบาลจะปรับขึ้นเงินเดือน ไม่เป็นข่าว จะมีใครตายไหมที่โรงพิมพ์ คือไม่เสนอข่าวว่าจะขึ้นเงินเดือน คือมาช่วยกัน ช่วยสังคมไทย ถ้าไม่ได้พาดหัวว่าขึ้นเงินเดือน แล้วจะเป็นอย่างไรไหม”
• “ที่ด่ามานั้นน่าอายสำหรับวงการสื่อสารมวลชนทั้งหมด ว่านี่หรือสื่อสารมวลชน สติปัญญาเพียงเท่านี้หรือ ด่าเขาโดยยังไม่มีเหตุผล ด่าตั้งแต่ยังไม่ทำงาน”
• “เท่านั้นแหละครับ เป็นข่าวกัน จะเป็นจะตาย ”
• “ตอบคำถามต้องระมัดระวังนะต่อไปนี้ เพราะว่าพูดผิดเดี๋ยวเกิดเรื่องอีก ”
• “นี่สำนวนสมัคร ถามเลยว่าถ้าขายวันจันทร์จะมีใครตายไหม”
• “ชอบมาเสนอความเห็นชนิดที่ว่านึกว่าตัวเองแน่ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ก็เป็นไปเถอะครับ แต่มาเสนอความคิดแบบว่าเพียงแต่คิดจะเอาน้ำมาให้เราก็โง่แล้ว มันแย่จริง ๆ”

• “ถามว่าอย่างนี้บ้าหรือเปล่า”
• “ผมต้องตำหนิคนทางสื่อสารมวลชน ต้องไปหมั่นสัมมนากันหน่อยครับ”
• “ลองไปนับดูว่าผ่านมา 31 ปีแล้ว แล้วคุณกี่ขวบ ผมไม่อยากพูด เพราะพูดทีไรก็ทะเลาะ มีเรื่องกันทุกครั้ง”
• “แต่เชื่อไหมครับ พูดเสร็จ อธิบายความเสร็จ ไม่มีสิ่งที่ผมพูดในหนังสือพิมพ์ ในรายงานทุกชนิด กลัวจะได้ประโยชน์ทางการเมือง กลัวว่าการรายงานความคิดเห็นของผมจะเป็นประโยชน์ในทางการเมือง”
• “ใครเป็นคนเสนอข่าว คุณรับผิดชอบ น่าประหลาดตรงพวกเสนอข่าวไม่ต้องรับผิดชอบ คือ เต๊าเอาข่าวออกมา เอามาให้เสียหาย”

4. การให้ความร่วมมือในการสนทนา
พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มักมีท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับสื่อมวลชนในการสนทนา หรือการสัมภาษณ์ โดยใช้กลวิธีการหลีกเลี่ยงคำตอบ หรือตอบไม่ตรงประเด็น และเมื่อพิจารณาในคุณภาพของคำตอบ ก็มักไม่สมบูรณ์ เพราะ 1) ไม่ให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น เพราะมักบ่ายเบี่ยงตีรวนชวนทะเลาะกับผู้สื่อข่าวจนทำให้ไม่ได้ข้อมูลเหตุผล-เหตุการณ์ที่จำเป็น และ 2) การประโยคซ้ำความ เพราะมักเลือกพูดประโยคซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นคำตอบต่อสื่อหรือคำถามกลับต่อสื่อมวลชน เช่น

• “ผมไม่มีหน้าที่ต้องมาแถลง พวกที่ถามอย่างนี้มีใครไหว้วานมาหรือไม่ ผมจะไม่ตอบ”
• “คุณไปได้รายงานนั้นมาจากไหน”
• “ตอนนั้นคุณอายุเท่าไหร่...อายุเท่าไหร่...คุณเกิดหรือยัง?”
• “ถ้าผมพูดว่า ...นักข่าวอย่างคุณเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจ คุณฆ่าคน คุณจะต้องเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่ ไม่”
• “ผู้หญิงอย่างคุณ เดินทางมาแสนไกล เพื่อมาถามคำถามแบบนี้เนี่ยนะ แม้แต่คนไทย ยังไม่กล้าถามคำถามแบบนี้กับผมเลย”
• “คุณอย่ามาล่อผมเลยนะ ไม่สำเร็จหรอก จะบอกให้ฟัง”

5. ภาษาท่าทาง
จากการศึกษา พบว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นในการแสดงออกทางอวัจนะภาษา โดยแบ่งลักษณะการใช้อวัจนะภาษาออกเป็น 4 ลักษณะ
1. สีหน้าและสายตา มักแสดงขมวดคิ้ว ทำหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดในยามที่นักข่าวถามคำถามที่ไม่เข้าหู และบ่อยครั้งมักแสดงสีหน้าอวดดี หงุดหงิด เมื่อต้องการกล่าวโจมตีคู่แข่งขันทางการเมือง หรือในขณะที่กล่าวดูหมิ่นดูแคลนสื่อมวลชน แต่หากอยู่ในช่วงของการเริ่มสัมภาษณ์หรือเริ่มรายการสนทนาประสาสมัคร นายสมัครมักแสดงสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวได้ว่า ผู้ที่สัมภาษณ์สามารถรู้ได้ทันทีว่า นายกรัฐมนตรีกำลังมีความรู้สึกใดอยู่ในขณะนั้น

2 ท่าทาง มักยกมือทั้งสองข้างประกอบการพูดคุยกับสื่อมวลชน อีกทั้งยังพบกรณีที่นายสมัครใช้นิ้วชี้หน้านักข่าวที่กำลังปะทะคารมอยู่ด้วย และท่าทางแข็งกร้าว

3 น้ำเสียง พบว่า น้ำเสียงของนายสมัคร สุนทรเวช ถือเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัด และสะท้อนบุคลิกโผงผาง ดุดัน นายสมัครมักให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ห้วน กระชับ ชัดเจน พูดเร็วหรือบางครั้งเรียกได้ว่า พูดรัว มักไม่มีหางเสียงคำว่าครับ บ่อยครั้งที่มักพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันในกรณีที่กล่าวกระทบกระเทียบบุคคลที่ 3 หรือนักข่าว

4 อารมณ์ พบว่า มักแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เช่น หากไม่พอใจก็จะมีสีหน้าบึ้งตึง คิ้วขมวด โดยเฉพาะเมื่อวิพากษ์สื่อ หรือหากอารมณ์ดี ก็จะมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ

6. เนื้อหาสาระจากรายการสนทนาประสาสมัคร
พบเนื้อหา 4 ประเด็นเนื้อหา คือ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และเนื้อหาด้านอื่นๆ ที่ส่วนมากเป็นการโต้ตอบ วิพากษ์กลับ แฝงเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดี การดำเนินงาน และการแก้ไขปัญหาที่ราบรื่นในรัฐบาลของนายสมัคร ซึ่งถือได้ว่าเป็นการนำสื่อมาใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์และโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้ รายการสนทนาประสาสมัครยังถูกใช้เป็นพื้นที่ทางเกมการเมือง เพื่อโต้ตอบกลับกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับตน เช่น สื่อหนังสือพิมพ์-โทรทัศน์ นักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ และกลุ่มพันธมิตประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

7. การใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ
พบว่า การใช้ภาษาของนายสมัครนั้น มักเป็นคำพูดที่ไม่มีความสุภาพ หยาบกระด้าง และไม่มีหางเสียงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้พบว่า ลักษณะคำพูดของนายสมัคร จะมีระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับอารมณ์ที่ไม่คงเส้นคงวา และโมโหฉุนเฉียวอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดความไม่พอใจในคำถามต่าง ๆ หรือเมื่อต้องการต่อว่า เหน็บแนบ และพาดพิงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เช่น

• “หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ชื่อครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง เขียนบทความด่าผมหยาบคาย ต่ำช้า พูดจาน่าเกลียดน่าชัง พูดจาเหมือนกับตดออกมาจากตูดพูด”
• “ต้องถามว่าอย่างนี้บ้าหรือเปล่า”
• “ผมจะถามว่านี่บ้าอะไรกันขนาดนี้ครับ”
• “เป็นสันดานโทรทัศน์ เลวทราม ต่ำช้า ให้มันรู้ไป ถ้าออกไปแล้วคนจะไม่เลือก นี่แหละผม รู้จักนิสัย นายสมัคร แท้ๆ จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ดัดจริต พูดปากตรงกับใจ แล้วสื่อเป็นอย่างไร เป็นพ่อคนทั้งเมืองหรือไง”
• “โธ่ไอ้บ้า คิดมาได้อย่างไร ตอนนี้สื่อก็มากล่าวหาผม ไอ้พวกสื่อสารมวลชนใจทรามต่ำช้า พวกมึงบ้าหรือเปล่าที่มากล่าวหาผม ว่าพูดคำว่าเสพเมถุน”
• “รัฐธรรมนูญ เฮงซวย”
• “ผมว่าใครแรง ๆ แสดงอาการไม่เข้าท่า ผมบอกไอ้นี่มันสมองเท่าหัวแม่เท้า”
• “เมื่อคืนไปร่วมเมถุนกับใครหรือไม่”
• “ถามทำหอกอะไร ?”

8. วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ
วาทกรรมของนายสมัครที่ใช้กับสื่อ เพื่อสื่อความหมายไปยังผู้รับสาร คือประโยค ข้อความใดก็ตามที่จะทำให้ผู้รับสารเชื่อว่า สื่อมวลชนไทยไม่น่าเชื่อถือ มีปัญหา เป็นพวกตีรวนชวนทะเลาะ ไม่มีมาตรฐานการรายงานข่าว จ้องทำลายล้มรัฐบาล เกลียดตนเอง ไม่เป็นกลาง และจ้องแต่จะคิดขายข่าวจนไม่สนใจข้อเท็จจริง เต้าข่าวเขียนข่าวขึ้นมาเอง ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จแก่สาธารณะ และไม่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม
ทั้งหมดคือ “ความมุ่งหมาย” ของ “วาทกรรม” ที่สมัครใช้ในการ “วิวาทะ” กับสื่อ

ด้วยการใช้กลวิธีการสื่อสารที่ไม่ให้ความร่วมมือ การตอบคำถามเพื่อบ่ายเบี่ยง เลี่ยงประเด็น การใช้กลวิธีทางภาษาโต้ตอบกลับในลักษณะคำถามกลับ เช่น มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้ ถามหาอะไร มีใครตายจากเรื่องนี้ สติปัญญาสื่อมีแค่นี้ ซึ่งเป็นบทสนทนาที่ไม่สุภาพ เพื่อควบคุมเกมการสนทนา ทำให้เป็นการสื่อสารทางเดียวเพื่อที่ตนจะไม่ต้องให้ข้อมูล หลังจากนั้นจึงใช้ภาษาเชิงโน้มน้าวใจว่าตนถูกรังแก ถูกให้ร้าย และวาทกรรมที่นายสมัครสร้างและมักใช้มากที่สุดคือ คือขอเวลาให้ตนได้ทำงาน ขณะที่ก็ปิดท้ายว่ากล่าวตักเตือนคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ตนกลับว่าไม่มีจริยธรรม หยาบคาย และเป็นผู้ร้าย เช่น

• “สติปัญญานักข่าวมีคิดได้เท่านี้เหรอ มันน่าอายจริงๆ นะคิดได้ยังงี้เนี่ย”
• “ผมรู้สึกว่าพวกคุณน่ะมีความคิดอ่านกันเพียงเท่านี้หรือ ระดับความคิดมีแค่นี้เท่านั้นใช่ไหม”
• “กระทบกระแทกแดกดันพูดจาเสียดสีให้เสียให้หาย ทำไมคิดกันได้แค่นั้นเอง ความคิดมีอยู่ในระดับแค่นั้นเองหรือ”
• “ผมก็ไม่ได้พูดจาอย่างนี้มานานแล้ว ก็ฟัง ก็อ่าน แล้วผมก็อมยิ้มว่าทำไมสติปัญญาในการแสดงความคิดเห็นมีได้เพียงแค่นี้ เอาผมถามจริงๆ ว่ามีได้เพียงแค่นี้หรือ"

ผลการศึกษาสรุปว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขาดความเข้าใจเรื่องบทบาท สถานภาพ และหน้าที่ของตนและผู้อื่น เพราะนายสมัคร (ในฐานะผู้พูด) มีกลวิธีการสื่อสารความที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อ และไม่สร้างเสริมประโยชน์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะข้อความที่สื่อได้จากการทำข่าวนั้นไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ได้ ไม่นำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็น

(1) แง่มุมของการให้ความร่วมมือ– (none cooperate in conversation/inetview) ทั้งจากการไม่ตอบคำถาม การบ่ายเบี่ยงเลี่ยงประเด็น การให้เหตุผลแก้ตัว การปฏิเสธความผิด การฟ้องร้องและกล่าวโทษผู้อื่น การย้อมคำถามกลับไปยังตัวผู้ถาม การควบคุมบทสนทนาและการสื่อสารให้เป็นไปในทางเดียว
(2) การให้ความคิดเห็น ความรู้สึกมิใช่ข้อเท็จจริง (fact) ทั้งจากคุณภาพของข้อมูลที่เป็นเท็จ ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงแต่เน้นให้ความคิดเห็นส่วนตัว การแสดงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเช่นหงุดหงิด โกรธ และใช้กระบวนการตีรวนชวนทะเลาะมาบังหน้าการสนทนาเพื่อปกปิดข้อมูล-คำตอบ ซึ่งบางครั้งก็ใช้วิธีการการปฏิเสธว่าตนไม่สามารถให้ข้อมูลได้ การอ้างว่าคำถามของนักข่าวมิสามารถจะถามได้และเป็นการไม่สมควรถาม

(3) การให้ข้อมูลที่จำเป็น ถูกต้อง ครบถ้วน (accuracy) ทั้งจากการให้ข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์และตรงกับคำถาม ให้ข้อมูลเพียงบางส่วนหรือเพียงครึ่งเดียว การปกปิด เบี่ยงประเด็น การยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่จำเป็นกับคำตอบ การให้ข้อมูลมากเกินความจำเป็น

(4) การใช้ภาษาที่ไม่เป็นมิตร ขาดความสุภาพและขาดน่าเชื่อถือ (Aggressive, Impolite and incredibility) ทั้งจากภาษาพูด และอวัจนะภาษาที่แสดงออกถึงความก้าวร้าว รุนแรง ดุเดือด การใช้คำพูด เสียดสี ประชดประชัน สำนวนโวหารเหน็บแนม การใช้จากจังหวะคำพูดที่สะท้อนให้เห็นความต้องการปกปิด เบี่ยงเบนข้อเท็จจริง การให้ข้อมูลด้านเดียว

(5) การสื่อสารเพื่อเล่นเกมทางการเมือง ทั้งจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์รัฐบาล การปกป้องและแก้ต่างรัฐมนตรี การโน้มน้าวใจผู้ฟังให้เชื่อ การกล่าวโจมตีกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งไม่ได้ส่งผลประโยชน์โดยตรงไปยังการดำเนินงานกิจการการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ขาดเนื้อหาการดำเนินงานของรัฐตามนโยบายที่ประกาศหาเสียง (politics game not public interest)

(6) ความไม่เข้าใจในสถานภาพและบทบาทของตนในกระบวนการสื่อสารทางการเมือง ไม่สอดคล้อง-ส่งเสริมต่อการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งจากพฤติกรรมการสื่อสารที่ไม่ให้ความร่วมมือกับสื่อมวลชนในการรายงานข่าว ไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่นำเอาคำวิจารณ์มาปรับปรุงแก้ไข ไม่เข้าใจธรรมชาติของสื่อ แทรกแซงสื่อด้วยการไม่ให้ความร่วมมือกับสื่อในการให้ข้อมูล ปกปิด เบี่ยงเบน เลี่ยงประเด็น มีพฤติกรรมคุกคามสื่อในลักษณะขู่ ท้าทายไปยังตัวบุคคลและสื่อหลายองค์กรว่าจะเอาเรื่อง เป็นพฤติกรรมคุกคามสื่อ ส่งผลต่อคุณภาพข้อมูลข่าวสารและความต้องการรู้ของประชาชน เท่ากับเป็นการแทรกแซงสื่อโดยอ้อม

และด้วยรูปแบบ พฤติกรรมการสื่อสารของนายสมัคร สุนทรเวช แสดงออกถึงความเพิกเฉย ไม่สนใจ มองไม่เห็นคุณค่าของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ด้วยการไม่เคารพศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของสื่อ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chompoopookha วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 12.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chompoopookha


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลุงฟาง วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 11.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/semtele

เป็นสิ่งที่ผู้นำที่มีแผลกลัวทุกคน....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รณบุตร วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wayuboot2499
รณบุตร จุดไฟฝัน แบ่งปันฮัก ปฏิปักษ์คนกังฉิน กินบ้านเมือง 

ดูลีลาหมักแล้ว นิดเดียวก็รับฟังไม่ได้

..แสดงว่า จิตต้องผิดปกติแน่ๆ เลย..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน