*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1694 , 13:27:31 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ข้อความเหล่านี้เขียนขึ้นมาสนับสนุน โหวตที่ผมจัดทำขึ้น ถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลาเรา ๆ กรุณา โหวต มันให้ผมข้างล่างข้อความที่คุณอ่าน ขอบคุณครับ

ในที่นี้ อะไรที่คุณคิดว่าจะทำมันได้สำเร็จยากที่สุด

1.ยกเงิน 1,000 ล้านบาทที่คุณมีในบัญชีทั้งหมดให้คนที่คุณเกลียดที่สุดและเป็นศัตรูของคุณ

2.ให้อภัยกับคนที่ทำลายชีวิตคุณและทำร้ายคนที่คุณรักมากที่สุดในโลก

3.เปลี่ยนนิสัยคนเลว สันดานทรามให้เป็นคนดี

ผมหวังว่าคุณคงจะเลือกมันได้ แต่ก่อนจะเลือกข้อใดข้อหนึ่ง ขอให้คุณกลับไปอ่านกลุ่มคำที่อยู่เหนือเส้นใต้อีกครั้ง แล้วตัดสินใจเลือกมัน ผมว่าครั้งนี้คุณมีสติที่จะเลือกมันแล้วละ ผมขอเหตุผลด้วย คุณเลือกมันเพราะอะไร แล้วลองเรียงลำดับสิว่า อะไรง่ายที่สุด อะไรยากที่สุด เอาละ ถ้าทำมันแล้ว จงเชื่อในสิ่งที่คุณเลือก แล้วลองอ่านและ/หรือฟังอะไรบางอย่าง ข้างล่างนี้

 มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี ๓๘ ประการได้แก่

มงคลที่ 15 ทาน

ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ชนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน

การให้ทาน คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์ แบ่งออกเป็น ๓ อย่างได้แก่ 

๑.อามิสทาน คือการให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน 

๒.ธรรมทาน คือการสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน 

๓.อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน 

การให้ทาน ที่ถือว่าเป็นความดี และได้บุญมากนั้นจะประกอบด้วยปัจจัย ๓ ประการอันได้แก่ 

๑.วัตถุบริสุทธิ์ คือเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ได้ไปยักยอกมา โกงมา หรือได้มาด้วยวิธีแยบยล 

๒.เจตนาบริสุทธิ์ คือมีจิตยินดี ผ่องใสเบิกบาน ไม่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ให้ ตั้งแต่ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ 

๓.บุคคลบริสุทธิ์ คือให้กับผู้รับที่มีศีลธรรม ตัวผู้ให้เองก็ต้องมีศีลที่บริสุทธิ์ 

การให้ทาน ที่ถือว่าไม่ดี และยังอาจเป็นบาปกรรมถึงเราทางอ้อมอีกด้วยได้แก่ 

๑.ให้สุรา ยาเสพย์ติด เป็นต้น (ถ้าเขาเมาแล้วขับรถชนตาย เราก็มีส่วนบาปด้วย) 

๒.ให้อาวุธ (ถ้าอาวุธนั้นถูกเอาไปใช้ประหัตประหาร บาปก็มาถึงเราด้วย) 

๓.ให้มหรสพ คือการบันเทิงทุกรูปแบบ 

๔.ให้สัตว์เพศตรงข้ามเพื่อผสมพันธุ์ อันนี้รวมถึงการจัดหาสาวๆ ไปบำเรอผู้มีอำนาจหรือผู้น้อยด้วยเป็นต้น 

๕.ให้ภาพลามก หรือสิ่งพิมพ์ลามก เพราะทำให้เกิดความกำหนัด เกิดกามกำเริบ (เมื่อดูแล้วเกิดไปฉุดคร่า ข่มขืนใคร บาปก็ตกทอดมาถึงเราด้วย)

ขอบคุณ ธรรมที่เป็นทานจาก http://www.dhammathai.org/treatment/poem/poem15.php

และธรรมทาน จากพุทธทาสภิกขุ 

 

ทานอย่างที่ ๑ เรียกว่า "อามิสทาน" หรือ "วัตถุทาน" ก็ได้ แล้วแต่จะเรียกว่า
     
วัตถุทาน คือให้วัตถุ  
      อามิสทาน ก็คือให้อามิส

"อามิส" คำนี้แปลว่า เหยื่อ ฟังแล้วน่าขยะแขยง อามิสนี้ หมายถึงของที่จะกินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้แต่ข้าวปลาอาหารนี้ เขาก็เรียกว่า อามิส

"อามิสทาน" เป็นทานที่มีผู้รับ หรือต้องมีผู้รับ เพราะฉะนั้น จะต้องมีผู้รับที่ดี แล้วก็ต้องมีวัตถุทานที่ดี แล้วก็ต้อง มีการให้ที่ดี นี่คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการให้วัตถุทาน ถ้าท่านทั้งหลายจะให้วัตถุทาน อามิสทาน ต้องเลือกดูให้ดี ให้มีผู้รับที่ดี ให้มีสิ่งของที่ดี แล้วมีการให้ หรือการกระทำการให้นั้นที่ดี นี้เราจะได้ว่ากันต่อไปว่า จะเลือกกันอย่างไรจึงจะดี

ทีนี้ก็มาถึงทานอย่างที่สอง เรียกว่า อภัยทาน แม้สิ่งที่เรียกว่า“ อภัยทาน ”นี้ ก็ต้องมีปฏิคาหก มีผู้รับเหมือนกัน อภัยทาน หมายถึง ให้อภัย คำว่า อภัย นี้แปลว่า ไม่ต้องกลัว ให้อภัย คือเราให้ความไม่ต้องกลัวแก่บุคคลนั้น แปลว่า บุคคลนั้นไม่ต้องกลัวเรา นี่คือให้อภัย ทีนี้บางคนอาจจะคิดว่า นี้มันไม่ใช่ให้ทาน.... นี่มันไม่รู้ เขาพูดไปทั้งที่ไม่รู้การให้อย่างนี้ เรียกว่า ให้ทาน แต่เขาเรียกว่า “ อภัยทาน ”เป็นสิ่งที่ให้กันได้ ให้ได้ทั้งทางกาย ให้ได้ทั้งทางวาจา ให้ได้ทั้งทางจิตใจ ทางร่างกาย เขามาขอขมาขออภัยเราก็รับ ทางวาจา บอกอโหสิกรรม ทางจิตใจ เราก็สลัดความโกรธ ความอาฆาตจองเวรอย่างนี้ก็เรียกว่า“ อภัยทาน ” ทั้งนั้นมีได้ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ

ทีนี้แยกประเภทให้เห็นชัดว่าอภัยทานนี้ อย่างน้อยก็มีอยู่สัก ๓ อย่าง อภัยทานอย่างแรกคือ การให้อภัยโทษ ให้ขมาโทษ คือยอมรับการขมาโทษ เรียกว่า ให้อภัยโทษ รับการขอขมานี่ เข้าใจกันดีแล้วไม่ต้องอธิบายก็ได้ อย่างที่สอง เราไม่เบียดเบียน ไม่ประทุษร้ายใครนั่นแหละ คือให้อภัยทานเหมือนกัน เราจงเป็นอยู่อย่างไม่เบียดเบียน อย่างไม่ประทุษร้ายใคร ที่เขาเรียกกันว่า “ศีล” ศีล นั่นแหละคือ อภัยทาน เราไม่ประทุษร้าย ไม่เบียดเบียนแก่ชีวิตแก่ร่างกาย หรือแก่น้ำใจ ไม่เบียดเบียนเนื้อตัวของเขา ไม่เบียดเบียนจิตใจของเขา ไม่ทำลายชีวิตของเขาทุกระดับ นับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานขึ้นมา จนถึงมนุษย์ จนกระทั่งเทวดา หรือพรหมอะไร ถ้ามันจะมี แปลว่าสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกนึกคิดแล้ว เราไม่เบียดเบียนให้เขารู้สึกกระทบกระทั่งเป็นทุกข์นี้เรียกว่า ให้ความไม่เบียดเบียน ความไม่ประทุษร้าย อย่างที่สาม แผ่เมตตาจิตอยู่เป็นปกติ ทุกวัน ทุกคืน ทุกลมหายใจเข้าออก นี้ก็คือ อภัยทาน นึกดูแล้วก็น่ารวย ในข้อที่ว่าอภัยทานนี้ไม่ต้องลงทุนสักสตางค์หนึ่งก็ได้ ต้องเสียหลายแสนนะ แต่ว่าทำอภัยทานนี้ ไม่ต้องให้สตางค์สักสตางค์หนึ่งก็ทำได้ แล้วยังจะมีผลสูงกว่าเสียด้วย

อนึ่ง ขอให้รู้ไว้ว่า อภัยทานนี่มันทำยากกว่าที่จะให้วัตถุ เพราะมันเป็นเรื่องจิตใจมากขึ้นไปอีก คนถือตัว ใครมาขอขมาก็ไม่ยอมให้ แถมทำผู้อื่นเดือดร้อนอยู่เรื่อย ไม่รักผู้อื่น ไม่เห็นใจผู้อื่น นี่เรียกว่า ไม่มีอภัยทาน ขอให้ตัดสินใจแน่ลงไปว่า เรานี้ตั้งแต่วันนี้ไป จะสะสางเรื่องอภัยทานนี้ให้เป็นชิ้นเป็นอัน สำหรับวัตถุทานก็ทำมามากแล้ว แต่เรื่องอภัยทานนี้ดูยังโหรงเหรง นี่ขอให้ไปชำระสะสาง คือทำให้มันมีขึ้น ให้มันครบถ้วน ให้มันถูกต้องว่า
๑. ให้อภัยโทษ ยอมรับขมา
๒. ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ประทุษร้ายใครหมด
๓. อยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตา ทั้งกลางวัน กลางคืน
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นอภัยทาน เป็นทานอย่างที่สอง

     ทานอย่างที่ ๓ เรียกว่า “ ธรรมทาน ” นี้คือให้ธรรมะเป็นทาน คำว่า “ ธรรม ” ในที่นี้ หมายถึงความรู้ที่เขารู้ แล้วเขาจะพ้นทุกข์ได้ เรียกว่า “ ธรรม ” ในที่นี้แล้ว “ ทาน ” ก็คือ การให้ทานที่ ๓ นี้ต้องมีปฏิคาหก คือผู้รับอีกเหมือนกัน ธรรมทานนี้ไม่ค่อยเป็นไปเพื่อเรื่องของวิชา ความรู้ของปัญญาไม่ลุ่มหลงง่ายเหมือนวัตถุทาน 

ธรรมทานนี้มีได้เป็น ๒ อย่าง คือโดยตรง และโดยอ้อม โดยตรงเช่น อาตมากำลังพูดเรื่องที่มีประโยชน์ให้ท่านทั้งหลายฟัง อย่างนี้ก็เรียกว่า ให้ธรรมทานโดยตรง ส่วนชนิดที่เป็นไปโดย อ้อมนั้นก็คือว่า ผู้ที่ช่วยสนับสนุนให้เป็นได้อย่างนี้ เช่นอาตมาต้องการจะพิมพ์หนังสือให้มัน แพร่หลายอย่างนี้ มีเยอะแยะหลายคนช่วยจัดพิมพ์ นี่เขาก็เป็นผู้ให้ธรรมทานโดยอ้อม ในเมื่อ อาตมาเป็นผู้ให้ธรรมทานโดยตรงธรรมทานมีได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม แล้วก็ต้องมีผู้รับ ทานจึงจะสำเร็จประโยชน์ ถ้าให้ไปแล้วไม่มีใครรับ มันก็เป็นหมันเหมือนกัน จะพิมพ์หนังสือ แต่ถ้าไม่มีใครอ่าน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หรือเทศน์ให้เท่าไรๆถ้าไม่มีใครฟัง มันก็ไม่มี ประโยชน์อะไร นี้เรียกว่า ต้องมีปฏิคาหก

     เพื่อง่ายต่อการจดจำ ท่านพุทธทาสได้ขมวดเรื่องเกี่ยวกับ ธรรมทาน ไว้สั้นๆ ดังนี้ "ให้ความรู้พื้นฐาน ก. ข. ก. กา. ให้มันรู้จักกินรู้จักนอน รู้จักอะไร ก็เรียกว่า ธรรมทานขั้นต้น ทีนี้ให้แสงสว่างแก่จิตใจ ให้ทางเดินชีวิตที่ถูกต้อง ให้ชีวิตเดินถูกทาง อย่างนี้ก็เรียกว่า ธรรมทานแท้ทีนี้ให้ผลของความสงบเย็นเลย ที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย ก็เรียกว่า ให้นิพพานเป็นทาน รวมทั้ง ๓ ประการนี้เรียกว่า ธรรมทานทั้งนั้น"

จากนั้น ท่านพุทธทาสได้เน้นอีกว่า "จงพยายามให้มีการให้ธรรมทานให้มาก เพราะพระ พุทธเจ้าท่านตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ... ในบรรดาทานทั้งหลายนั้น ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งหลายทั้งปวง นี่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ ธรรมทาน ว่าชนะทาน ทั้งปวง" นี้หมายความว่า ท่านหมายถึงทานประเภทที่มีผู้รับทีนี้ในบรรดาทานที่มีผู้รับกันแล้ว ธรรมทานสูงกว่าทานไหนๆหมด จนชนะเลยจะเป็นวัตถุทาน ให้สิ่งของก็ดีจะเป็นอภัยทาน ให้อภัยก็ดี จะเป็นธรรมทาน การให้ความรู้ก็ดีใน ๓ อย่างนี้ ธรรมทานการให้ความรู้นี้ชนะ แต่ต้องเป็นความรู้จริง และดับทุกข์ได้นี้เป็นอันว่า ทาน ๓ อย่างนี้ ชี้แจงหมดไปแล้ว ในบรรดาทานที่ต้องมีผู้รับ"

หรือลองคลิก เข้าไปฟังท่าน ว.วชิรเมธี แสดงธรรมทันทีได้ที่ที่

http://www.tamdee.net/dhamma/play.asp?QID=350

ขอให้คุณจงรู้ไว้ว่า สิ่งที่คุณคิดจะทำใน 3 ข้อนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดอานิสงส์ทั้งสิ้น อย่างน้อย ความคิดดีก็สำเร็จแล้วในใจ

ขอบคุณ ภาพ ดีดี จาก

http://www.dhammathai.org/sounds/pic/vachiramethi.jpg

http://www.amulet2u.com/board/images/board/3_1149053158.jpg

http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/data/imagefiles/441.jpg

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กวีไกด์ วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 15.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

ต้นทุนของการให้วัตถุเป็นทาน คือ วัตถุและใจเรา
ขณะที่การให้อภัยเป็นทาน ต้นทุนคือใจเราและการให้ธรรมเป็นทานนั้น ต้นทุนคือ ใจเราและใจเขา นี่เป็นข้อสังเกตุ เล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้ทำโพล์ โหวตกันเยอะ ๆ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กวีจร_ณ_โคราชา วันที่ : 26/04/2008 เวลา : 13.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaweejorn

ดีมากครับ...อภัยทาน...คือทานอันประเสริฐที่มนุษย์พึงจะมี

มาเยี่ยมครับท่าน...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน