*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 2452 , 14:09:18 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“ธรรมะเดี๋ยวนี้” ลุงอยากให้มันเป็นคอลัมน์ที่บอกกล่าว ธรรมะ ดีดีจากมุมมองคนแก่อย่างลุง ก็แก่ทั้งอายุ และความคิดนั่นแหละ  และความคิดที่ว่าก็มาจากการอ่านและฟัง วันนี้ ลุงมีคำถามที่อยากฝากให้คิดก่อนคำถามมีอยู่ว่า เราๆ รู้ไหม มนุษย์นั้นเกิดมาแล้วมีหน้าที่จริง ๆ จัง กันซักกี่อย่าง เอ้า...ให้เวลาคิด 2 นาที หมดเวลา ลุงคิดว่าแต่ละคนคงคิดกันไปต่าง ๆ นานาดีแล้วละ ขอแค่ให้ได้คิดกัน ก็แม้แต่ไอน์ไสตน์ ยังเคยบอกเลยว่า  "IMAGINATION IS MORE IMPORTANT THAN KNOWLEDGE" หรือ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ “ เพราะฉะนั้นลุงขอใช้ความเป็นเผด็จการของคอลัมนิสต์ ให้เราสะดุด แล้วหยุดคิดก่อนอ่านย่อหน้าต่อไป “โปรดฟังอีกครั้ง”

สำหรับทรรศนะของลุง คิดง่าย ๆ เพราะได้แง่งความคิดมาจากตลกชื่อดังคนหนึ่ง เค้าพูดไว้น่าฟังว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ต้องตาย เอ้อ จริงแฮะ ลองมองอารมณ์ของคำสิ มันให้ความรู้สึกว่า ความตายเป็นหน้าที่หนึ่งที่มนุษย์ต้องประสบพบเจอ ไม่มีใครหนีมันไม่ได้หรอก พอได้แง่งนั้นมา  ลุงก็มาคิดต่อว่า ก่อนตายเราก็ต้อง เจ็บ หรือไม่ก็แก่ ยูเรกา ! สรุปไปว่า แก่ เจ็บตาย เป็นหน้าที่ที่มนุษย์ต้องทำ ตามกฎของธรรมชาติ นั่นละ ซึ่งถ้ามองลงลึก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ หรือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ นั่นเอง ถ้าจะรวบรัดเป็นคำตอบแรก มนุษย์จึงน่าที่จะเกิดมาเพื่อเรียนรู้ความทุกข์และหาหนทางดับไปซึ่งความทุกข์นั้น นั่นเอง

มีคนเคยบอกลุงว่า ความสุขเหมือนคนที่เรารัก ขณะที่ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา ลองคิดตามนะลุงจะอธิบายความให้ฟัง  ถ้าเราได้รักใครสักคน แน่นอนว่า เราอยากเดินเข้าไปรู้จัก อยากเป็นเพื่อนเค้า นั่นกำลังหมายความว่า การเข้าถึงความสุขของเรา เราต้องค้นหามัน ไม่เดินไปหาก็ไม่รู้จักมัน และถ้าเป็นความทุกข์ละ ก็ต้องคิดมุมกลับ ว่าถ้ามีใครสักคนรักเรา ชัดเจนว่าคนคนนั้นก็อยากเข้ามาอยู่ใกล้ ๆเรา ไม่ต่างเลยกับความทุกข์ที่มันพยายามเดินเข้ามาหาเรา ให้เราได้ปะทะกับมันเล่น ๆ ยิ่งถ้าเราไม่รักเค้าแล้วเค้ายิ่งเดินมาหาเราอีก มันก็ยิ่งทุกข์ใช่ไหม เฮ้อ...ก็ว่ากันไป  

จำได้อีกว่า มีหนังสือเล่มหนึ่งของท่าน ว. วชิรเมธี ใช้ชื่อว่า “ทุกข์สำหรับเห็น สุขสำหรับเป็น” มันก็จริงตามชื่อเลยนะว่า คนเราเกิดมาต้องใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดความสุข แต่อย่างไรก็ไม่วายที่ความทุกข์จะเกิดขึ้นหรอก แล้วถ้ามันเกิดขึ้นมา เราก็เพียรแต่จะรู้ และเห็นมันว่า ความทุกข์นั้น มันเป็นอย่างไร อย่าไปหลงติด ยึด ถ้าไปจับมาไว้ในใจมันก็หนักใจอีก ก็แค่นั้นแหละ จำไว้ “หนักอยู่ที่ถือ เบาอยู่ที่วาง”  แต่หากไปหมกมุ่นกับความทุกข์เข้ามันจะกลับตาลปัตรไปว่า สุขสำหรับเห็น แต่ทุกข์สำหรับเป็น หรือเปล่านะ ช่วยกันคิดเร็ว

“ไม่เห็นสุข ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม”  ในเมื่อสุขและทุกข์เป็นของคู่กัน การที่เรารู้จุกความทุกข์ได้ ก็เพราะเราเรียนรู้ว่า สิ่งนั้น สิ่งนี้คือความสุข พอไม่ได้อย่างที่สุขเราก็เลยรู้จักว่า อย่างนี้แหละคือไม่สุข ซึ่งไม่สุข ก็ทุกข์นี่เอง  พอเราทุกข์  ลุงเชื่อว่า จิตเราก็จะต้องเสวยมัน รับมันมาไว้ในใจเรา และใจเราก็ต้องเศร้าหมอง ขุ่นมัว กระวนกระวาย ในที่สุด เพื่อความสมดุลร่างกาย ธรรมชาติของมนุษย์ก็จะสอนให้เราหาวิธีในการกำจัดสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์นี้ แต่ถ้าหาวิธีไม่ได้ ความเครียดจากความทุกข์ ก็จะบ่มเพาะเป็นไมโครชิพฝังใจ จนบ้า จิตตก และในที่สุดก็คิดที่จะทำลายตัวเอง ในที่นี้แหละ หากเราเรียนรู้ความทุกข์  เราก็จะพยายามหาวิธีทางพ้นทุกข์ ซึ่งวีถีนั้น คือการมุ่งเข้าหาธรรมะที่พุทธองค์ทรงค้นพบ

“สรรพสัตว์ต่าง ๆ เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” นี่ก็อีกหนึ่งการตอกย้ำให้เห็นเด่นชัดว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดเลยที่เกิดมาแล้วจะไม่พบเจอะความทุกข์  พูดถึงคำว่าเพื่อน เรา ๆ จะลองคิดดูไหมว่า หากเปรียบกับความทุกข์และความสุขแล้ว จะนึกถึงเพื่อน แบบไหน เอาละ ลองคิดนะ วลีที่ว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อตายหายาก” เอ้า คิดง่าย ๆ อีก ในที่นี้  ลุงก็เลยเปรียบความทุกข์เป็นเพื่อนตาย  ส่วนความสุขเป็นเพื่อนกิน จะกินจะตายยังไงฟังทางนี้ เพื่อนตายหรือความทุกข์นั้น เป็นกัลยาณมิตร ที่คอยสอนเรา ให้แง่งความคิดที่ดีกับเรา ให้ความรู้กับเราในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดง่าย ๆ คือสอนให้เราคิดเป็นว่า ความทุกข์นั้นความจริงเป็นประโยชน์กับเรา เพราะความทุกข์ จึงทำให้เราต้องหาทางดับทุกข์ ขณะที่ความสุขนั้น มีแต่จะให้ความสนุกกับเรา ให้เราหลงทางไปเรื่อย ๆ แทนที่จิตใจเราจะหลุดพ้นจากห้องขังของใจ เป็นอิสระจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย ก็กลับยิ่งถลำลงไปในห้องที่ลีกและมืดที่สุด  และความสุขที่เป็นเพื่อนกินรังแต่จะทำให้ใจเราทยอยถดถอย มันมีแต่จะขโมยทางสว่างจากเราไป ถ้าจะให้กินใจจริง ๆ ความสุขที่เราเรียกขานกันนั้น  ในพุทธทาสทรรศนะ มีสองความหมาย แต่จะหมายไปทางไหน นั้น คิดเอาดู

 ความเอ๋ย.........ความสุข
ใคร ๆ ทุก........คนชอบเจ้า...........เฝ้าวิ่งหา
แกก็สุข..........ฉันก็สุข...............ทุกเวลา
แต่ดูหน้า...........ตาแห้ง..............ยังแคลงใจ
ถ้าเราเผา..........ตัวตัณหา...........ก็น่า "สุข"
ถ้ามันเผา..........เราก็ "สุก" .........หรือเกรียมได้
เขาว่า "สุข...... สุขเน้อ...............อย่าเห่อไป
มันสุขเย็น........หรือสุกไหม้.........ให้แน่เอย

ลุงว่าเรา ๆ คงพอจะเห็นตรงกันแล้วว่า ความสุขเป็นอะไร ความทุกข์เป็นไฉน อะไรคืออะไร  กลับมาที่หน้าที่ที่สองของมนุษย์ ลุงใช้ชื่อมันว่าหน้าที่ตามฐานะที่เป็นมนุษย์ เป็นบุรุษเป็นสตรีที่มีจิตใจสูง ถ้าจำแนกออกมา จะพบว่าหน้าที่แรกคือ การรับใช้ประชาชน คนเราเกิดมาทุกคนเห็นแก่ตัวโดยสภาพ ทุกคนรักชีวิตของตัวเอง อยากให้ตัวเองอยู่รอด เพื่อความอยู่รอดก็เลย ใช้มืออันยาวนี้ สาวได้สาวเอา จนในที่สุดมือที่สั้น ๆ สาวไม่ถึงก็อดตาย แย่เนอะ สังคมแบบนี้ มีรูปอยู่รูปหนึ่ง ให้อารมณ์ ความรู้สึกที่ดีมาก ๆ มีคนสามคน ถูกปิดตา เด็ก ผู้ใหญ่ หญิง ชาย กำลังพยายามยื่นมือ  แย่งกันไปกอดถุงเงินที่พระเจ้า เอาไปผูกติดไว้กับกิ่งไม้ ซึ่งหากมือที่ยาวนั้นสาวถึงเงินได้ คนคนนั้นก็จะตกลงจากหน้าผา ถูกหนามแหลม ๆ ทิ่มแทงจนตาย  แต่ที่น่าสลดใจคือว่า แม้กระทั่งเด็กที่พยายามยื้อแย่ง  ก็ยังถูกผู้หญิงใจร้ายเอาเท้าลูบหน้าถีบดันออกไป เพื่อให้ตัวเองแย่งถุงเงินนั้นได้ก่อน เรา ๆ ละลองคิดดูสิ เพื่อเงิน เพื่อกระดาษที่มนุษย์เองกำหนดค่า คนเราจึงทำกันได้ถึงเพียงนี้

คำว่า”รับใช้ประชาชน” นั้น ปรัชญาของมันก็คือการทำงานเพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม ที่มิใช่ส่วนที่ตกได้เฉพาะเรา เป็นการทำ เพราะคนทำมีจิตสำนึกสาธารณะ เป็นอาสาชนที่มิจิตอาสา เป็นการแบ่งปันสิ่งของ หยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่า ถ้าใครเคยได้ยินวาทะกรรมของ ฯพณฯ พลเอกเปรมที่พูดว่า “...เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน...” นั่นแหละ การรับใช้ประชา ก็คือ การตอบแทนที่ดีอย่างหนึ่ง อีกทรรศนะที่น่าฟัง คือทรรศนะของ ท่านมหาตม คานธี เอ้า ลองพิเคราะห์ดู “ลูกค้า คือ บุคคลสำคัญที่สุด ที่มาเยือนเรา ณ สถานที่นี้ เขามิได้พึ่งเรา เราต่างหากที่ต้องพึ่งเขา เขามิได้มาขัดจังหวะการทำงานของเรา หากแต่การรับใช้เขา คือวัตถุประสงค์ในงานของเรา เขามิได้เป็นบุคคลภายนอก เขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ทีเดียว ในการรับใช้เขา เรามิได้ช่วยอะไรเขาเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือเรา โดยให้โอกาสแก่เราที่จะรับใช้เขา” และลูกค้าในที่นี้ก็คือประชาชน นั่นเอง เรา ๆ ว่ากันไหม

สำหรับหน้าที่อีกอย่างที่เหมาะสมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ คนหนึ่ง หลีกหนีหน้าที่นี้ไปมนุษย์นี้ก็จะไม่สมบูรณ์ หน้าที่นี้ก็คือ การรับใช้ธรรมะที่พุทธองค์ทรงค้นพบ นั่นคือ การปฏิบัติธรรม ในที่นี้คงหนีไม่พ้นการทำหน้าที่ ทำงานของเราให้ดีที่สุด เพราะการทำงานเป็นการสั่งสมบารมีที่ดี อย่างที่ พุทธทาส ท่านกล่าวไว้ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ซึ่งเรา ๆ ลองมองดูว่า  จะทำงานให้เสร็จไปแต่ละวัน นั้น เราได้ให้อะไรแก่ตัวเองและผู้อื่นบ้าง การพบเจอะผู้คนเวลาเรานั่งทำงาน เราต้องมีทั้ง หลักอิทธิบาท 4  พรหมวิหาร 4 และอีกมากมาย ลองคิดกันดูและท้ายที่สุดในการทำงาน เราก็ต้องมีความอดทน ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จริง ๆ ไม่ใช่ทำไปเพื่อเงินหรืออะไรก็ตามและงานต้องเป็นเป้าหมายในการทำงานด้วย

นอกจากการปฏิบัติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อธรรมแล้ว เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นทางที่ถูกทางที่สว่าง  การประกาศธรรมมะ การเผยแผ่ธรรมะอันเป็นนิรันดรนี้แก่ ผู้ที่หลง ยึดติดกับความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฐิ ผู้มีอวิชชาก็เป็นการรับใช้ธรรมะ อีกอย่างเช่นกัน ซึ่งหลักการประกาศธรรมหรือการให้ธรรมเป็นทานนั้น คือ การสอนคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเราก่อนคนห่างไกล คนที่ใกล้ชิดเราก็สอนคนใกล้ชิดเขาต่อไป  เป็นการต่อเทียนไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดก็จะบังเกิดแสงสว่างแห่งสันติภาพ  ความรักและความเมตตาก็จะบังเกิดเต็มโลกเล็ก ๆ ใบนี้เอง  
    ในพระธรรมบทพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ สพพทานํ ธมมทานํ ชินาติ การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง เหนือ การให้วัตถุเป็นทาน การให้อภัยเป็นทาน ซึ่งเพื่อความสมบูรณ์ของการให้ทานนั้น เราก็ต้องทำทานทั้งสามให้ถึงพร้อมไปด้วยกัน การให้ทานนั้นจึงเป็นหนทางของการละไปเสียซึ่งกิเลสข้อ ความโลภ

อยากจะกล่าวอย่างนี้ก่อนจะลากันไป หน้าที่ทั้งสามของมนุษย์ที่เกิดมานั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกันกับที่พระสัมมาพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงปฏิบัติ พระองค์ทรงเห็นทุกข์ จึงค้นหาวิธีในการดับทุกข์ หลังจากพระองค์ตรัสรู้ในอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นหนทางดับทุกข์แล้ว ทรงเห็นแล้วว่ามนุษย์เรานี้เป็นทุกข์ เพราะอวิชชา พระองค์จึงมีจิตเมตตา อยากให้เวไนยสัตว์ที่พระองค์สอนได้หมดไปซึ่งความทุกข์ จึงทรงประกาศความจริงให้โลกรู้ว่า แท้จริงแล้วใบไม่ในกำมือที่พระองค์ทรงค้นพบนั้น หลักใหญ่ใจความที่แท้คือ เหตุผลแห่งทุกข์ และเหตุผลแห่งความดับทุกข์ นั่นคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นเอง


                                                         

      

…พุทธองค์ทรงเมตตา…

-พ.ไพรพฤกษ์-

3  พฤษภาคม  2551

ขอบคุณภาพดีดี จากhttp://www.artsmen.net/content/print.php?Category=mythboard&No=2971

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BaCon วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme

โอ๊ะ โอ๊ะ .... คห.2 ตั้งใจจำผิดอ่ะ
มนุษย์เกิดมาเพื่อ... เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BaCon วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme


บางคนบอกว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อ ... กิน ขี้ XXX นอน !!
ภาพจากพันธุ์ทิพย์ ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กวีไกด์ วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

ศิลปะแห่งความทุกข์ ศาสตร์แห่งความสุข
หากกายใจไม่สบาย นั่นแหละหมายความว่าทุกข์
คือเพื่อนตายยามไร้สุข คือแดนคุกใกล้ใจเรา
เมื่อใจเราถูกเขารัก เหมือนนั่งพักอยู่ข้างเขา
เขาจะวิ่งมาหาเรา ทุกข์คือเขาเราคือใคร
ยามใดใจกายสงบ จะพานพบว่างไฉน
คิดพูดหยุดนั่งต่อไป สะอาดไซร้ทั้งใจกาย
สุขคือเขาซึ่งเรารัก เป็นที่พักและจุดหมาย
วิ่งหาเขาเราสบาย เส้นสุดท้ายฟางคือใจ
รู้ทั้งรู้ใจเป็นทุกข์ ทิ้งความสุขยึดทุกข์ไว้
รู้ทั้งรู้อยากสุขใจ ปลดทุกข์ไปใจเสบย
ทุกข์หรือสุขใจครอบครอง เป็นเจ้าของผู้เปิดเผย
หนักเพราะยึดถือตามเคย ไฉนเลยไม่วางมัน ...กวีไกด์

ปล.แถมให้อ่าน เล่น ๆ ความจริงกะใส่ลงไปด้วยแต่ ดัน...ลืม หาอ่านได้ในบล็อคผมนี่เองครับ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน