*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 2788 , 12:21:10 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประมาณ ห้าโมงเย็น อาหารมื้อเช้าและเที่ยง ถูกโซ้ยเข้าท้อง สำหรับมื้อนี้ เป็นเกาเหลาและข้าวเปล่า

“เกาเหลา ต้มยำแซ่บ ไม่ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่ถั่วลิสง ไม่ใส่ผงชูรส ข้าวเปล่า ครับ”     ผมยืนสั่งป้าคนขาย

“เอาอะไรนะ”     ป้าคนขายถามย้ำ (แบบว่าตกลงมึงจะใส่อะไรบ้างเนี้ย)

“เกาเหลา ต้มยำแซ่บ ไม่ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่ถั่วลิสง ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่ลูกชิ้นกลม ๆ”     ผมซ้ำเพื่อความมั่นใจ

“ใส่แต่ลูกชิ้นเด้ง หมูยอใช่ไหม ”      ป้าคนขายถามอีก

“ใส่แค่เห็ดนะ”     ป้าคนขายถามอีกครั้ง

“ใส่ผักทุกอย่าง ยกเว้น ถั่วงอก”       ผมตอบแบบงงคำพูดตัวเอง ซึ่งคราวนี้ชัดเจนแล้วแน่นอน (แต่ไหนแต่ไรแล้ว ส่วนใหญ่ ผมสั่งไม่ถั่วงอกทีไร ผักอย่างอื่นแทบทุกคนเค้าจะไม่ใส่ให้ทุกที ไม่รู้เป็นเพราะอะไร)

“เราก็สั่งถูกนะ หรือว่าถั่วงอกมันแทนผักทุกชนิดที่มีอะ งงนะเนี้ย”     ผมคิดในใจเป็นครั้งที่ 37 (ล้อเล่น)

พอทั้งคนซื้อเสนอ คนขายสนองรับ ตรงกัน บทสนทนาระหว่างผมกับป้าคนขายก็ยุดติลง

“พี่สั่งไว้ใช่ไหมครับ”      น้องตัวใหญ่ ๆ เดินตึง ๆ เข้ามาถามผม

“เกาเหลา ใช่ไหม อ้า”      ผมถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

พอได้ชามเกาเหลากับถ้วยข้าวเปล่ามาอยู่ใต้การควบคุม  ผมก็จัดแจงหยิบช้อนตะเกียบมาบรรเลงเส้น ลูกชิ้น หมูสับ และผักทั้งหลาย ลงคอ แล้วกระเดือกมันเข้าหลอดอาหารไป อย่างเมามัน(กินอย่างสุภาพนะ ไม่ใช่มูมมาม)

ต้องขอบอกก่อนนะว่า “ไอ้ร้านนี้อะ ผมเคยมารับประทานแล้วนะ กินแล้วอร่อยติดใจ เลยขอมาพิสูจน์ความอร่อยอีกครั้ง” 

กินไปได้สักพัก ก็เห็นมีพนักงานเดินสาย ถือแผ่นเพลงมาเสนอขายคุณพี่พนักงานห้างที่กำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่อยู่ข้างหน้าในระดับสายตาผม

ไอ้ผมก็เลยมองไปตามประสาคนสงสัย และก็ไม่ทันได้สงสัยต่อ หันขวับไปข้าง ๆ ก็มีผู้ชายตัวสูง หน้าตาโหด ไม่ต่างจากผม เดินเข้ามา

คงเป็นเพราะผมกำลังตั้งใจบริหารจัดการเกาเหลากับข้าวให้พอคำอยู่ เค้าเลยเอ่ยประโยคแบบแปลก ๆ ขึ้นมา จนผมเองยังงงว่า

“พี่อย่าเพิ่งไล่ผมนะครับ ผมมาดี มาเสนอขายแผ่นซีดีเพลงของค่าย...มารณรงค์ไม่ให้ซื้อแผ่นผีเพื่อศิลปินครับ”

“ครับ แล้วแจกแผ่นฟรีไหมอะ”     ผมถามแบบกวน ๆ หลังจากเค้าพูดให้ผมเห็นใจ

“ไม่พี่ ผมเป็นเด็กฝึกงานของค่าย...เอาแผ่นเพลงมาเสนอให้พี่ แผ่นพวกนี้บางอย่างก็ยังไม่มีวางแผง”      เค้ายื่นมันให้กับผม

ผมก็สลับแผ่นดู ตามมารยาท แล้วก็บอกเค้าไปว่า “แผ่นมันแพง เกิน คนจนอย่างผมไม่มีเงินซื้อหรอก เค้าขาย 60 ของเรา แพง คนเค้าก็ต้องซื้อ 60 ”

“ใช่พี่ ก็มันมีราคาเปรียบเทียบ มันเลยแพง พี่อาจจะทราบว่า แผ่นเพลงความจริงราคามันถูก แต่ที่มันต้องราคานี้ ก็เพราะตัวผลงานของศิลปิน”     เค้าแนะนำผม(ในสิ่งที่ผมก็เข้าใจ)

“ก็เข้าใจ ขายให้ถูกกว่านี้ได้ไหมอะ คนจะได้ซื้อ 60 กับ 150 อะ นี่คิดแบบง่าย ๆ นะ คนก็ต้องซื้อที่มันถูก”      ผมตอบอย่างที่เข้าใจ

“พี่รู้ไหม  ถ้าเราขายถูกกว่านี้ บริษัทต้องเอาพนักงานออก ประมาณ 70 % แล้วลูกแล้วเมียเค้าจะทำไงอะ เกือบ 2000 กว่าคนนะพี่”       เค้าหาเหตุผลสนับสนุน

“ใช่ แต่มันก็แพงอยู่ดีอะ ถ้าเป็นพี่อะ พี่จะซื้อแบบไหน”        ผมถามกลับเค้าบ้าง(ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าใครกันแน่อายุมากกว่ากัน เลยใช้สรรพนามว่า พี่ กับเค้าอย่างที่เค้าใช้กับผม)

“ผมซื้อของจริง ผมสาบานเลย”      เค้าตอบแล้วยกแขนขึ้นสาบาน

“ผมไม่ค่อยเชื่อ จริงเหรอ”      ผมแสดงอาการสั่นหัว

“...อย่างนั้นไม่เป็นไรพี่ ขอบคุณมาก”      เค้าเอ่ยลาผม(คงคิดว่าพูดไปไอ้นี่ คงไม่รู้เรื่อง ไม่ฟัง)

“เดี๋ยว ถามจริง ๆ ได้ผลไหม ที่ไปถามๆคนอื่นมา”      ผมลองถามแบบเห็นใจเค้าบ้าง

“ก็พอได้นะ บางคนเค้าก็เข้าใจ ซื้อแผ่นไปจากผม 10 แผ่นก็ยังมี”     เค้าตอบ

“ก็เค้ามันคนรวยอะน้อง พี่มันคนจน...”      ผมแทรกขึ้นมา

“เอ้อ แล้วที่มีข่าวว่าค่าย...จะไม่ทำแผ่นเพลงวางขายแล้ว จริงไหม”      ผมเคยคาใจ นึกได้ก็เลยถาม

“มันเป็นการบ่นของผู้ใหญ่ที่น้อยใจอะพี่ ก็พอมีความคิดนี้นะ”     เค้าตอบผม

“ถ้าไม่ทำแผ่น แล้วนักร้องจะเอาอะไรกินอะ”      ผมต่อคำถามอย่างสงสัย

“เค้าก็คง ทำในรูปเอนเตอร์เทนแบบอื่น แบบจัดเฉพาะคอนเสิร์ต ประมาณนั้นอะพี่”      เค้าตอบผมอย่างน้อยใจแทนศิลปิน

“เอ้อ...มันยากน้อง ก็ทำต่อไปแล้วกัน ถ้าไม่ลดราคาอะ”     ผมตอบแบบมันปากเป็นครั้งสุดท้าย

“ครับขอบคุณมากพี่”     เค้าตอบขอบคุณผมเป็นครั้งที่สอง

และแล้ว เค้าก็เดินจากไป คงจากแบบ ไอ้นี่หัวดื้อจริง ไม่ฟังอะไรเลย พวกเรา(ค่ายเพลง+ศิลปิน+พนักงาน+ยาม+คนอื่นๆ) จะตายกันอยู่แล้วนะโว้ย!

 “แต่เอ๊...ตอนนี้ของมันราคาแพง เล่นมารณรงค์ให้ซื้อแผ่นแท้เนี้ย มันดูขัดกันเองไหม”               

ผมเพิ่งมาคิดได้  หลังจากเค้าเดินห่างออกไปไม่กี่ก้าว นี่ถ้านึกทัน แล้วตั้งข้อสังเกตไปให้เค้าคิดแล้วตอบผม  น่าจะสนุกกัน อีกสักยก

ปล.วิธีแก้ในความคิดผม

“ทำไมไม่ออกกฎหมายลงโทษผู้ซื้อแผ่นเถื่อนไปเลยวะ อย่างปรับ 500-1000 จ่ายมากกว่าราคาที่ซื้อแผ่นผี หรือจำคุก ไม่เกิน 30 วันอะไรประมาณนั้น ลักษณะ เหมือนกับเราเป็นผู้รับซื้อของโจร เพราะของที่ซื้อไปมันได้มาจากการกระทำความผิดฐานปลอมแปลง ละเมิดลิขสิทธ์ อะไรประมาณนั้น และก็ไม่ต่างกับการซื้อยาบ้าที่ว่า คนกินตาย คนขายก็ตายด้วย น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ เฮ้อ...ก็ว่ากันไป”           

ขอบคุณภาพดีดี จาก http://www.becnews.com/backissue/c_stock/CD.jpg



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
วสิทธ์ วันที่ : 26/07/2009 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

ที่จริงเอาผิดกับคนซื้อได้ครับ มีกฎหมายเล่นงานอยู่แล้ว เพียงแต่ตำรวจไม่อยากสาวความยาว

อีกอย่าง เจ้าของตัวจริงของคนทำแผ่นก้อปปี้ เขาก็ส่งส่วยนายเขา (ตำรวจชั้นนายพล) อย่างดีอยู่แล้ว (ไม่นับให้ผกก.สน.นั้น ๆ) ฉะนั้น ตำรวจชั้นผู้น้อยก็ไม่อยากเรื่องมาก เดี๋ยวนายว่าเอาได้ แถมพาลจะย้ายไปอยู่สน.อื่นด้วย หากจุ้นจ้าน

ที่จริง คนทำแผ่นก้อปปี้เมืองไทยนี่ จริง ๆ เจ้าของรายใหญ่ ๆ ไม่ถึง 5 คนหรอกครับ

นี่จะย้ายไปแถบตลาดแฮปปี้แลนด์อีกแล้ว ดูฮวงจุ้ยแล้ว น่าจะขายดีครับ แผ่นก้อปปี้นะ..คอนเฟิร์ม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 03/06/2009 เวลา : 09.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide


เก็บไว้ใช่ว่า ศึกษาวิจารณ์

ผมเคยตั้งคำถามว่า

“ทำไมไม่ออกกฎหมายลงโทษผู้ซื้อแผ่นเถื่อนไปเลยวะ อย่างปรับ 500-1000 จ่ายมากกว่าราคาที่ซื้อแผ่นผี หรือจำคุก ไม่เกิน 30 วันอะไรประมาณนั้น ลักษณะ เหมือนกับเราเป็นผู้รับซื้อของโจร เพราะของที่ซื้อไปมันได้มาจากการกระทำความผิดฐานปลอมแปลง ละเมิดลิขสิทธ์ อะไรประมาณนั้น และก็ไม่ต่างกับการซื้อยาบ้าที่ว่า คนกินตาย คนขายก็ตายด้วย น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ เฮ้อ...ก็ว่ากันไป”

ใกล้ความจริงแล้ว จะตามดูต่อไปครับ

เปลี่ยนกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ ลงแส้ผู้ซื้อ เสียงจากสองฝั่ง-ใครได้? ใครเสีย?

หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าจะจัดทำประชาพิจารณ์กันในเรื่องของการแก้ไข พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ที่จะเอาโทษทางแพ่งกับผู้ซื้อและผู้ครอบครอง และคนให้เช่าอาคารหรือเจ้าของสถานที่เพื่อประกอบกิจการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จะมีโทษความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา นั่นหมายความว่า มีความผิดกันถ้วนหน้า ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ครอบครอง ผู้ให้เช่าพื้นที่ขาย

ถ้ากฎหมายได้รับการแก้ไขและมีผลบังคับใช้เมื่อใด แน่นอนว่าจะเกิดผลกระทบในปริมณฑลที่กว้างขวางดังที่ ‘ปริทรรศน์’ ได้เสนอไปเมื่อวาน

วันนี้ ‘ปริทรรศน์’ จึงไปพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องแขนงนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนทำหนัง คนทำเพลง คนฟังเพลง คนดูหนัง ว่าพวกคิดอย่างไร เมื่อรัฐคิดจะป้องปรามอย่างแข็งกร้าวด้วยกฎหมาย

ต้นตอการละเมิดลิขสิทธิ์

สุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ กรรมการและผู้อำนวยการสายงานกฎหมายและปราบปราม บริษัท จัดเก็บลิขสิทธิ์ไทย จำกัด และกรรมการ ผู้อำนวยการสายงานกฎหมายและปราบปราม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ภาคเอกชน) เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเพลงไทย เล่าถึงสาเหตุของการละเมิดลิขสิทธิ์ว่า เหตุผลหลักมาจากคนที่มักง่าย แสวงหาผลประโยชน์โดยไปลอกเลียนแบบของเขามา และพยายามเอาข้อแตกต่างเรื่องราคามาสู้ ทำให้ประชาชนเลือกที่จะไปซื้อของราคาถูกกว่า

“ทุกวันนี้ซีดีเพลงไทยที่ถูกลิขสิทธิ์จะไม่ค่อยมีข้อแตกต่างกับพวกซีดีเถื่อน ซึ่งตอนนี้ราคามีผลน้อยมาก รู้สึกว่าแผ่นเพลงสากลหรือหนังที่เป็นของต่างประเทศ 399 บาท ของปลอมถ้าเป็นซีดีประมาณ 70 บาท วีซีดี 100 บาท ถ้าเป็นดีวีดีก็ 100 บาทต้นๆ ส่วนของไทยแผ่นแท้ก็ราว 100 บาทต้นๆ หรือ 100-149 บาทไม่เกินนี้ พวกคนก๊อบปี้มันก็เอาข้อแตกต่างไม่กี่สิบบาทนี้มาเป็นทางเลือกให้คนซื้อ”

พิเศษ จียาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟโนไรท์ จำกัด และผู้จัดการทั่วไปสมาคมผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย บอกว่า ในส่วนของผู้ซื้อน่าจะมาจากเรื่องของราคาสินค้าของจริงที่แพงเกินไป จึงทำให้ประชาชนนิยมใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างเช่นซอฟต์แวร์ซึ่งของจริงมีราคาสูงมาก ส่วนของผู้ขายเองน่าจะมาจากความโลภเป็นหลัก

แก้กฎหมายใหม่เพื่อใคร?...

สุทธิศักดิ์ เล่าว่า การออกกฎหมายมันเป็นสิ่งที่ดี ช่วยในเรื่องของการปรามได้ ในประเทศไทยควรมีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่มีกฎหมายมาช่วยกำหนดโทษก็จะกลายเป็นว่า เมืองไทยเราเสรีภาพกันมากเกินไป

“ปัญหาคือว่าบ้านเรามีกฎหมายเยอะแยะมากมาย เอะอะอะไรก็พยายามที่จะหากฎหมายเข้ามาช่วย แต่กลับละเลยเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างไหม เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองเจ้าของสิทธิ์ไหม วันนี้กฎหมายจะครอบคลุม ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ใช้ ผู้ให้เช่าพื้นที่ให้มีความผิดหมดแล้ว ถ้าเกิดว่าเราเด็ดขาดเพียงพอกับคนสี่กลุ่มนี้ ผมคิดว่าปัญหามันจะทุเลา แต่การออกกฎหมายก็กลายเป็นเรื่องที่จะมาช่วยโอบอุ้มอุตสาหกรรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยได้ในระดับหนึ่ง”

ศรีรัตน์ นุชนิยม ผู้อำนวยการบริหาร สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ กล่าวว่า การปรับกฎหมายเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ครอบคลุมผู้ทำผิดทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน เพราะบางทีคนทำผิดก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด

“เห็นกันบ่อยๆ จนชินก็คือเด็กหรือเยาวชนและกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ต นิยมการดาวน์โหลดทั้งเพลง ทั้งหนังมาไว้ฟัง ไว้ดู ซึ่งบางครั้งคนที่ทำก็ไม่รู้นะว่ากำลังทำผิดกฎหมายอยู่ จึงเป็นเรื่องดีที่มีการแก้ไขกฎหมาย และเอาจริงเอาจังกับปัญหาตรงนี้จะทำให้เขาตื่นตัวมากขึ้น และส่วนตัวผมก็ดีใจนะที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามและให้ความสำคัญกับเรื่องการเอาผิดกับกลุ่มผู้ละเมิดลิขสิทธิ์”


ด้านพิเศษให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ว่า การมีกฎหมายควบคุมและคุ้มครองเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าการบังคับใช้มันยังไม่เข้มข้น กฎหมายบางตัวยังมีช่องโหว่

“ที่ผ่านมาการเขียนกฎหมายจะเป็นลักษณะเขียนเสือให้วัวกลัว แต่วัวไม่กลัว เพราะกฎหมายไม่เข้มแข็ง ไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการเอาผิดกับผู้ละเมิด อย่างที่จะมีการแก้กฎหมายควรจะมีการระบุโทษของผู้กระทำความผิดไว้ในหลายระดับ กำหนดโทษต้องมีความหนักเบาตามความผิด สมมติว่าถูกจับกุมถ้าแผ่นเถื่อน 10 แผ่น ปรับ 2 พันบาท 100 แผ่น ปรับ 2 หมื่นบาท ส่วนพวกผู้ค้ารายใหญ่ก็ควรจะกำหนดโทษให้หนักไปเลย เช่น จำคุกเป็นระยะเวลาเท่าใดก็ว่าไป”

พิเศษ ยังบอกอีกว่า หากกฎหมายใหม่มีการเอาผิดกับซื้อ ผู้ครอบครอง และผู้ให้เช่าพื้นที่ เขามีความเห็นด้วยกับการเอาผิดผู้ให้เช่าพื้นที่ เนื่องจากมองว่าจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ผู้ขายแผ่นเถื่อน หาที่ขายกันลำบากมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้ลดจำนวนลงไปได้ ซึ่งจากการหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็พบว่า เจ้าของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็ให้ความร่วมมือในการคัดกรองผู้ให้เช่าพื้นที่ขายกันมากขึ้น

“ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาผิดผู้ที่ครอบครองและผู้ซื้อเท่าไหร่นัก เพราะถ้ามีกฎหมายออกมาว่าเอาผิดผู้ที่ครอบครองสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์รับรองเลยว่า คนไทยต้องโดนปรับกันถ้วนหน้าแน่นอน หรือถ้าหากจะเอาผิดจริงๆ ก็ควรนำแผ่นผี ซีดีเถื่อน ทั้งหลายมาเผารวมกัน แล้วเริ่มใช้กฎหมายและนับหนึ่งกันใหม่ ส่วนการเอาผิดกับคนซื้อควรกำหนดโทษที่ไม่รุนแรงมาก”

ละเมิดมากวัฒนธรรมเพลงหาย

สาเหตุจากการละเมิดลิขสิทธิ์กันจนคุ้นชิน ทำให้ในแวดวงของคนทำเพลงเองก็เหนื่อยที่จะพัฒนางานแล้วมาให้คนมักง่ายก๊อบปี้ไปได้อย่างง่ายดาย จึงส่งผลให้สมัยนี้คนทำเพลงลดน้อยลงไป คนฟังเพลงก็เสียผลประโยชน์ แทนที่จะได้ฟังเพลงที่หลากหลายในกระแสที่ตลาดกำลังเติบโต แต่กลับมีเพลงเข้าตลาดกันลดน้อยลง เนื่องจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นหลัก

“ประชาชนทั่วไปต้องให้การสนับสนุนของที่ดี ที่ถูกกฎหมาย เพราะการแต่งเพลงมันสะท้อนถึงความเป็นชุมชนท้องถิ่นของท่านซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลง ทำให้ชุมชนภาคใต้ อีสาน เหนือ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกันผ่านบทเพลง ถ้าขาดตรงนี้ไปก็กลายเป็นว่าท่านขาดวัฒนธรรมไปช่วงหนึ่ง เพราะวัฒนธรรมมันจะเป็นอะไรที่ต่อเนื่องและทันสมัย ฉะนั้น ยุคนี้ถ้าเพลงออกน้อย จะทำให้เพลงสะท้อนสังคมชุมชนในยุคนี้ ซึ่งแตกต่างจากยุค 80-90 ซึ่งสังคมไทยมีการพัฒนาเพลงเป็นอย่างมาก มีการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมให้สังคมได้รับรู้และช่วงนั้นเพลงมันมีความเป็นอมตะค่อนข้างจะสูง” สุทธิศักดิ์ เล่า

สอดคล้องกับความเห็นของ ศรีรัตน์ ที่บอกว่า หากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของคนทำหนัง เนื่องจากจะผลิตหนังเรื่องไหนออกมาแล้วก็ถูกกลุ่มผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ทำการลอกเลียนและปั๊มแผ่นผีออกมาขาย ทำให้ได้รับผลกระทบในเรื่องของรายได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้หากคนทำหนังไม่มีกำลังใจและกำลังเงินที่จะผลิตหนังออกมาก็จะทำให้วัฒนธรรมของการผลิตหนังในช่วงนั้นๆ ขาดหายไป

“ลองคิดดูนะ ถ้าคนทำหนังเขาไม่ผลิตหนังดีๆ ออกมา เพราะหมดกำลังใจ ขาดทุน การลงทุนไม่งอกเงย ก็จะทำให้วงการการทำหนังนี้ล่มสลาย สมมติอีก 5 ปีข้างหน้า คนทำหนังมีน้อยมาก วัฒนธรรมการทำหนังของแต่ละช่วงก็จะขาดหายไป ซึ่งสาเหตุมันมากจากการถูกกัดกร่อนจากเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ เหมือนบางทีเขามองว่า ถ้าทำแล้วไม่ดีก็ไม่รู้จะทำทำไม มันเป็นเรื่องที่จะทำให้นวัตกรรมการสร้างสรรค์ทุกๆ อย่างมันสะดุด แค่เพียงความเห็นแก่ตัวของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง”

เสียงจากผู้บริโภค

สมโภชน์ บุญรัตน์ นักธุรกิจวัย 50 ปี กล่าวถึง แนวทางที่รัฐบาลเตรียมที่จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ว่า มันเป็นผลประโยชน์ของใคร ถ้าฝรั่งบีบให้รัฐบาลทำให้ถูกต้อง ฝรั่งจะให้ตังค์ รัฐบาลไทยก้อนใหญ่

สมโภชน์ ยกตัวอย่างที่ประเทศจีนว่าทั้งประเทศก็อบปี้หมดเลย ถ้าจะไปจับ คงต้องจับทั้งประเทศ เพราะเขาทำผิดหมดเลย ใน 3-4 ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงจีนเดินทางไปเยอรมนี เธอโดนจับเพราะกระเป๋ายี่ห้อหนึ่งที่เธอคิดว่าของของเธอถูกต้องแล้วในประเทศจีน แต่ว่ามันกลับผิดกฎหมายเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ

“ถ้าให้ผมฟันธงว่า กฎหมายดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ ต้องไปถามคนจนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ผมขอย้อนถามว่ากฎหมายนี้ออกมาเพื่อใคร หากจะแก้ก็ต้องยุติรรมทุกเรื่อง ทั้งกับประชาชนคือต้องมองทุกเม็ด เพราะคนที่ทำอาชีพนี้ เขาทำมาชั่วนาตาปี รัฐบาลจึงต้องค่อยๆ ผ่อนสั้นผ่อนยาว หาอาชีพใหม่รองรับเขาด้วย ตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังอ่อนแอด้านสินค้า ซึ่งถ้าหากมีต่างชาติทำผิดกฎหมายประเทศไทย เช่น ลาว เขมร เอาข้าวที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาไทยไป เราคงไม่มีปัญญาไปฟ้องว่ามีใครละเมิดไปบ้าง” นักธุรกิจ กล่าว

อย่างเรื่องไมโครซอฟท์ บิลล์ เกตส์ คิดซอต์ฟแวร์มาให้เราใช้ฟรี เราก็ติดตั้งลงเครื่อง เขาต้องการโปรโมทสินค้าให้ใช้ก่อน แล้วพอมันติดไปทั่วโลก ตอนหลังก็ใส่ยาพิษ ดึงดาบกลับ ก็เริ่มปรับ ถ้าใครไม่ได้ซื้อก็เป็นโปรแกรมเถื่อน ถามว่าผิดมั้ย ไม่ผิด แต่บอกหน่อยสิว่าให้ใช้แล้ว อีก 10 ปี ฉันจะเก็บตังค์นะ จะได้ไม่ต้องใช้ไง

“คนเสียเปรียบ คือคนจน ไม่ใช่คนโง่ แต่คือคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม หมายถึงคนทั้งโลกนะ ประเทศจีน คนพันสามร้อยล้านคนก็ถูกจับหมดสิ ประชาชนจะลำบาก แล้วศักดิ์ศรีมันอยู่ตรงไหน ความถูกต้องอยู่ที่คนมีเงินมากกว่าหรือ สินค้าบางตัวควรมีเวลาเป็นตัวกำกับว่า เมื่อไหร่จะทำการออกกฎหมายจับ ให้ย้อนหลังกี่ปี ตามประเพณี จะได้ทำได้ถูกต้อง แต่ถ้ามีวาระซ่อนเร้น เหมือนซอฟต์แวร์ให้ลองใช้ก่อน แล้วเริ่มเก็บตังค์

“จริงๆ แล้วใครขี่ใคร วางกฏให้ทั่ว ตอนนี้รัฐบาลไทย พูดเสมือนว่าคนไทยเราเอาเปรียบ ขี้โกง สิ้นคิด ไปเอาเขามา แหม มันสาหัสเกินไปนะ อยู่ๆ คุณมาบอกว่าประชาชนคุณนี่โง่ ขี้โกง แล้วญี่ปุ่นล่ะ ที่ก๊อบปี้ฝรั่ง และจีนหละ ไม่โง่ ไม่เซ่อหรอ ทุกคนมองว่าใครพูด เพื่ออะไร พวกเขารวยใช่มั้ย รัฐบาลไทยมันตื่นเต้น อยากทำแต่การไล่เบี้ย สั่งจับ พอจับแล้วรองรับคนที่เขาทำงานพวกนี้มั้ย”

สมโภชน์ตั้งคำถามแรงๆ กลับว่ารัฐบาลไทย เอาหน้าใคร ได้เท่าไหร่ ถ้าทำแล้วยุติธรรมจริงหรือ จะทำจริงหรือไม่ คุณต้องมีความซื่อสัตย์ มีวินัย ทุกเรื่อง ไม่รับเงินฝรั่ง ถ้าจะทำ เอาเลย! แต่ให้มาตรฐานเดียวกัน ถ้าใครละเมิดสินค้าโดนหมดคือจับฝรั่งได้ด้วย ฟ้องร้องฝรั่งบ้าง

บางทีตำรวจอยากลุกขึ้นมาจับ คนที่มีซีดีไว้ครอบครอง เราก็กลายเป็นโจรกันหมดเลยประเทศไทย เด็กๆ ก็โดนด้วย ยกตัวอย่างหากประชาชนบาดเจ็บ รัฐบาลก็แก้ปัญหาด้วยการใช้ยาทาที่แผลไม่ได้ตัดขา ให้ยามาที ก็ทาทีหนึ่ง ใช้ของหลุยส์ วิตตองก็จับทีหนึ่ง มันไม่ใช่การรักษานะ มันเป็นการทำเพื่อเอาตังค์ ถ้าทำแล้วมีคุณธรรมมีจุดยืน ก็ต้องยึดหลักที่ถูกต้องเด็ดขาด

ขณะที่ แนน เจ้าหน้าที่ฝ่ายกราฟิกในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่ใช่บริการโหลดเพลงในอินเตอร์เน็ต

“คือบางทีเราอยากเล่นเกมที่ไม่มีขายแล้ว เราก็ใช้วิธีหาในเน็ตว่ามีเกมนี้ขายมั้ย ซึ่งมันมี แล้วเราก็สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต อย่างการ์ตูนคุนิโอะ แนนก็โหลดเอา อย่างเพลงต่างๆ ก็มี MP3 ให้เราโหลด คือบางทีเราก็แชร์กันกับคนที่เอาหนัง เอาเพลงที่เขามีมาลงในเน็ต คนที่จะโหลดแบบนี้ได้ต้องมีคอมพ์ส่วนตัวที่บ้าน เพราะไปนั่งเล่นในร้านไม่ได้ เพราะเวลาโหลดทีมันก็จะกินเวลา มีเหมือนกันที่มีคนไปโหลดในร้านแล้วเครื่องคอมพ์พังเลย พวกร้านเน็ตจึงไม่ให้โหลดหนัง เพลงทางเน็ต”

เธอยังบอกอีกว่าราคาหนังและเพลงที่โหลด มีตั้งแต่ราคา 20 บาท 40 บาท 200 บาท และโหลดได้ทีละหลายๆ เพลง เวลาโหลดจะโหลดในเน็ตแล้วจ่ายเงินก็ได้ ถ้าเรามีเงินในบัญชี ก็ส่งเงินไปทางนั้นได้เลย แล้วของก็จะมาส่งที่บ้าน วันเดียวก็ได้แล้ว ถ้าที่นั่นอยู่ในกรุงเทพฯ ถ้าบางทีในเน็ตไม่มี เธอก็บอกว่าไปหาซื้อตามแหล่งที่มีขายก็ได้

ถ้าวันหนึ่งมีตำรวจมาจับ เพราะเธอมีของละเมิดลิขสิทธิ์ในครอบครอง เธอบอกว่าก็ต้องยอมรับ เพราะเราผิด แต่ก็จะแอบเซ็งเหมือนกัน เพราะทำมาตั้งนานทำไมไม่เห็นโดน แต่อย่างว่าแหละ แม้จะออกมาบังคับใช้จริงก็ไม่มีผลกระทบอะไรมาก เพราะเธอเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจที่เป็นต้นทางยังไงเขาก็ต้องใช้ยุทธศาสตร์ในการเอาของผิดกฎหมายออกมาขายอยู่ดีแหละ ก็เหมือนกฎหมายที่ให้เราใส่หมวกกันน็อก คือเรารู้นะว่าถ้าไม่ใส่ก็ผิดกฎหมายและต้องโดนปรับ แต่ก็ยังมีคนแอบทำ

ขณะที่ ต๋อม พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เปิดใจว่า การออกกฎหมายนี้มา เป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิด เพราะว่าการแก้ไขปัญหาควรออกกฎหมายที่ลงโทษผู้ผลิตให้มีโทษหนักเหมือนต่างประเทศ ส่วนผู้ที่ซื้อหรือเช่าก็ควรจะได้รับโทษที่ลดหลั่นลงมา อาทิ การปรับ เพราะต้องคำนึงถึงผู้ที่มีรายได้น้อย แต่อยากครอบครองหรืออยากดูหนัง อยากฟังเพลง ปัญหานี้ต้องแก้ไขที่ต้นตอ ต้นเหตุ ไม่ใช่มาแก้ไขที่ปลายเหตุ และก็ต้องแก้ที่ระบบอินเตอร์เน็ตด้วย

เขาบอกว่าคนที่อยู่มีในครอบครองจะนำมาจากการโหลดตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป ในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุที่เรามักโหลดในอินเตอร์เน็ตเนื่องมาจาก CD VCD DVD ของแท้ มีราคาที่แพงเกินไป เขาเองก็เคยซื้อ และโหลดเพลงมาฟังอยู่บ่อยๆ แต่หากจะพูดถึงคุณภาพ ยังไงของเถื่อนก็สู้ของแท้ไม่ได้ แต่คนไทยเราขอให้ถูกไว้ก่อน ออกกฎหมายนี้มา คนที่มีรายได้น้อยจะแย่

ขณะที่ผู้ใช้บริการโหลดเพลงและหนังในอินเตอร์เน็ตอีกรายหนึ่ง เปิดเผยว่า กฎหมายดังกล่าวจะไม่มีผลอะไรนัก คิดว่าคงไม่ต่างกับกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ เพราะปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาที่กฎหมาย แต่มีปัญหาที่ผู้ปฏิบัติที่ไม่จริงจัง

โหลดเพลงทุกวัน ซีดีก๊อบปี้ไม่ซื้อ เพราะถ้าเรามีอินเตอร์เน็ตและรู้จักเว็บที่เขามีให้โหลดเราก็โหลด ดังนั้น จึงไม่เสียเงินซื้อ เพราะ MP3 ที่เขาปั๊มขายกันก็เอามาลงในเว็บทั้งหมด แต่ถ้าเป็นคนที่โหลดไม่เป็นก็จะต้องเสียเงินซื้อ ซึ่งเมื่อก่อนแผ่นละร้อย ตอนนี้ราคาเหลือแค่แผ่นละ 25 ถึงสามแผ่นร้อย

“ถ้ากฎหมายนี้ออกมาจริง ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าตำรวจมาค้นตัวแล้วผมถูกจับ ผมจะบอกว่าให้ตำรวจไปตรวจในรถยนต์ทุกคันได้เลยที่วิ่งบนถนน ร้อยละ 90 เจอแน่นอน แผ่นผี และจะบอกว่าขอให้ตำรวจไปค้นบ้านตำรวจบ้าง หรือไปตรวจค้นใน สน. บ้าง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าตำรวจหรือผู้มีอำนาจเองก็มีแผ่นผีฟังเหมือนกัน”

เขาย้ำว่ากฎหมายดังกล่าวจะไม่มีผลใดๆ มากนัก เพราะกฎหมายเดิมก็มีปัญหาอยู่แล้วคือบังคับใช้ไม่ได้ เพราะฝ่ายปฏิบัติมีเอี่ยว

“ส่วนผลกระทบของผู้เช่าและคนขาย คิดว่าผู้เช่าควรไม่ให้เช่าตั้งแต่แรก เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่คนขาย มันเป็นอีกประเด็นที่เป็นผลกระทบมาจากปัญหาการว่างงานด้วย ถ้าพวกนี้ไม่มีงาน หรือไม่มีอะไรขายก็ต้องไปทำอย่างอื่นหรืออาจว่างงานและเป็นปัญหาสังคมต่อไป”

สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสิ่งผิดกฎหมายแน่นอน การใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดอาจเป็นวิธีการหนึ่ง แต่ไม่ใช่วิธีการเดียว เพราะในเมื่อ ‘ราคา’ สินค้าถูกลิขสิทธิ์ยังมีราคาสูงจนทำให้คนที่มีรายได้น้อยเข้าไม่สามารถซื้อหาได้ ไม่พูดถึงสินค้าเลียนแบบแบรนด์เนมซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ความบันเทิงอย่างหนัง-เพลง หรือซอต์ฟแวร์พื้นๆ หากระดับราคายังสูงเกินกว่ารายได้คนหาเช้ากินค่ำ แม้พวกเขาไม่อยากเป็น แต่ก็จำใจต้องเป็นอาชญากร ที่น่าเป็นห่วงคือรัฐจะต้องไม่ปล่อยให้เป็นช่องทำมาหากินของเจ้าหน้าที่

ปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จึงจำเป็นต้องแก้พร้อมกันไปทั้งระบบ และสิ่งสำคัญ...เสียงสะท้อนจากฝั่งผู้บริโภคก็เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐจะต้องรับฟัง

*************

เอ็งมา ข้ามุด
กลยุทธ์ค้าขายย่านพัฒนพงษ์

บรรดาพ่อค้าแม่ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์โดยเฉพาะซีดีเถื่อนในย่านพัฒนพงษ์ อาจไม่เคยศึกษาวิธีทำสงครามของเหมาเจ๋อตุง แต่การที่ต้องเอาตัวรอดและเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นระยะๆ จึงต้องหาวิธีปรับตัวและกลวิธีในการค้าขาย

ยิ่งผ่านเหตุการณ์จลาจลเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อลงกรณ์ พลบุตร เล่นบทกร้าวเอาจริงเอาจังด้วยแล้ว ผู้ค้าขายในย่านนั้นจากที่เคยเอาของมาตั้งวางแผงกันแบบเย้ยกฎหมาย ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีทำสมุดแค็ตตาล็อกไว้ให้ลูกค้าเลือก แล้วจึงค่อยไปหยิบตัวสินค้ามาให้จากแหล่งอันลับหูลับตา ประมาณว่าเพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายหลบหลีกเจ้าหน้าที่ และไม่มีของกลางให้เห็นตำตา ซึ่งก็ไม่ได้เพิ่งมาเป็น เป็นมานานแล้ว เพียงแต่ปรับไปตามความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เท่านั้น

แก้กฎหมายหนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะแก้เรื่องสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ได้แค่ไหน

*************

เรื่อง-มาลิลี พรภัทรเมธา, ออรีสา อนันทะวัน
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 3 มิถุนายน 2552 08:47 น.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กวีไกด์ วันที่ : 04/05/2008 เวลา : 13.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

หรือว่า คนออกกฎหมายอย่าง นักการเมือง ตำรวจ มีส่วนได้เสียเลยไม่ออกกฎหมายเอาผิดกับคนที่สนับสนุนให้คนทำเทปผีซีดีเถื่อนอยู่ได้ เท่ากับว่าเป็นการสนับสนุนให้คนซื้อ เพราะไม่ยักจะเอาผิดกับคนซื้อซะที

สำหรับผมแล้ว การปล่อยให้ตลาดเป็นตลาดเสรี ใครอยากซื้อ ก็ซื้อ แล้วแต่ความพอใจ มันใช้ไม่ได้ทุกเรื่องหรอกนะ บางสิ่ง อย่างเช่นเรื่องของเถื่อนนี้ รัฐต้องเข้ามาแทรกแซง เพราะลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นภูมิปัญญาของคนชาติ ที่ควรส่งเสริม ให้คนเหล่านี้คงอยู่ได้ หากเขามีความคิดดี ๆ เฮ้อ...ก็ว่ากันไป



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แมนบางไทร วันที่ : 04/05/2008 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/558855

ทำไม....ไม่ออกกฏหมาย...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน