*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1584 , 13:00:15 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“เข้าใจทุกข่าว เข้าถึงทุกคน 106 วิทยุครอบครัวข่าว” เสียงสโลแกนวิทยุคลื่นหนึ่งดังขึ้น ข้าง ๆ หูผม  หลังจากโฆษณาคลื่นตัวเองจนจบ พิธีกรสาวสวยทั้งสองก็เชิญชายหนุ่ม ตาตี่ ร่างสูงโปร่ง Smart ขึ้นมาทำหน้าที่หลักในงาน งานที่ใช้ชื่อว่า “Road show  ตอน at Close up” เปลือยตัวตนทุกบทบาทของคุณปลื้ม  (มล.ณัฐกรณ์ เทวกุล)

เมื่อจบเสียงพิธีกร สายตาของผมก็จ้องมองไปบนเวที ใจก็คิดไปว่า 2 นาทีเข้าไปแล้ว ทำไมคุณปลื้มยังไม่ขึ้นมา แต่เอ๊ะ เก้าอี้ตัวเก่งสีน้ำตาล คลาสสิค ดันไปเตะตาผมเข้า ขามันยาวไม่ต่างกับสองขาเรียวยาวของคุณปลื้ม  เก้าอี้นี้ถูกทิ้งไว้บนเวทีให้ดูต่างหน้าก่อนพบตัวเค้า ไม่นานนักหนุ่มคนที่ผมฝันถึงคนนี้ก็เดินขึ้นมากลางเวทีพร้อมขวดน้ำยี่ห้อหนึ่ง เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นตามสไตล์ส่วนตัว คุณปลื้มยกน้ำขึ้นซดโดยไม่สนใจว่าโซดามีหรือไม่ ...ฮา จังหวะนี้ดูเป็นกันเองมาก จริงใจใช้ได้  ถ้าถามว่าผมรู้สึกยังไง ผมว่า “ผมปลื้ม”

ปลื้มยังไงนะเหรอ talk show วันนี้ ให้คำตอบได้ชัดเจนพอตัวกับชายหนุ่มคนนี้ คุณปลื้มเปิดกว้างจริง ๆ กว้างที่ผมว่า คือ กว้างให้ผู้ชมถามคำถามทุกแง่  ทุกประเด็นที่สงสัย  ที่ยังแคลงใจจนหมดเปลือก  เรียกว่า คุณปลื้มเปิดโอกาสให้ถามแบบไม่ถือตัว และเค้าก็ตอบแบบเป็นตัวของตัวเองเช่นกัน  แม้จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ  การเมืองหรือสังคมก็ตาม ที่น่าสนใจก็คงไม่พ้นทัศนคติ  มุมมองและเรื่องทั่วไปที่แม้ไม่เกี่ยวกับตัวคุณปลื้ม เขาก็กล้าตอบ

    Talk show  ในครั้งนี้จึงเป็นการซักกันตรง ๆ ต่อหน้า  เปิดอก  ล้วงลึก  ความคิดที่อยู่ในใจและหล่อเลี้ยงผู้ชายคนนี้มาจนถึงปัจจุบัน

    คำถามถูกเปิดโดยชายวัยเกษียณ เขาคงน้อยใจและอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมสื่อมวลชนไทย เขาถามในทำนองว่า “ทำไม สื่อมวลชนทั่วไป จึงไม่กล้าพูดความจริงอย่างที่คุณปลื้มกล้าพูด”  “ทำไม่ค่อยมีใครพูดอย่างที่ตัวเองรู้สึกในใจ” ใช่ไหม  คำถามนี้คุณปลื้มเริ่มจากวาดภาพใหญ่ก่อน เค้าอธิบาย ถึงความมีอยู่ของสื่อมวลชนสี่ประเภท ซึ่งได้แก่ สื่อโทรทัศน์ สื่อนี้เป็นสื่อในระดับกว้าง (Mass) มีอิทธิพลต่อคนพูด คือหากคุณพูดอะไรที่แรง จริง แม้จะถูกต้องมันก็จะกระทบกับรายได้ Image ในอนาคต  คนเหล่านี้จึงไม่กล้าสวนกระแส  จะกังวลและจะ protect ตัวเอง  จะระวังสื่อในหมวดอื่นโดยเฉพาะ หมวดที่ 4 เล่นงานเขา สื่อหมวดที่สอง เป็นสื่อวิทยุ  สื่อหมวดนี้เรามีโอกาสพูดได้มากกว่าสื่อหมวดแรก  หมวดที่สามเป็นสื่อ ประเภท Web site ซึ่งเพิ่งเข้ามาในช่วงการปฏิวิติ Technology และสื่อหมวดสุดท้ายนี่แหละที่มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางความคิดของปัญญาชนอย่างเราๆ ซึ่งก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อแบบนี้จะเป็นตัวคาน บล็อก และกำหนดสื่อ ในหมวดอื่น ๆ อีกที  คราวนี้ถ้าคุณสังเกต เปิดหนังสื่อพิมพ์มาดูหน้าหลัง ๆ ที่เป็นข่าวการเมือง ... คุณก็จะเห็นความเหมือนกัน ซึ่งมันเหมือนกันเกือบทั้งหมด  เพราะฉะนั้นมันก็กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของคนส่วนใหญ่ที่อ่านมัน  แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ค่อยคิดอะไรมาก แต่ก็ต้องระวังเหมือนกันเวลาพูดอะไรออกไป

    คำถามต่อมาค่อนข้างเริ่มความเผ็ดมันในการตอบ คำถามนี้ถามในลักษณะ ทวงถามพันธสัญญาที่เคยประกาศไว้กับประชาชน(ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าสู่เส้นทางการเมือง) ถามประมาณว่า “คุณปลื้มคิดว่าเมื่อตัวเองได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองแล้ว คุณปลื้มสามารถที่จะทำได้อย่างที่เคยพูดไว้หรือไม่ ” ผมฟังเอง ยังรู้สึกเลยว่าเค้ากำลังจะรอตบหน้าคุณปลื้มหากเข้าไปแล้วทำไม่ได้ คุณปลื้มรักษาหน้าได้ดี เค้าอธิบายคำถามว่า “โอเค คนคนเดียวไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งหมดหรอก ผมเป็นเล็ก ๆ คนหนึ่ง ...แต่ทีนี้ ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญให้สส เป็นอิสระได้  ผมก็อยากเป็น สส แบบที่ไม่ต้องขึ้นกับพรรคไหน ทุนไหน  เป็น สส อิสระ คือผมคิดว่า “อุดมการณ์ของพรรคก็ช่างมัน ผมต้องเปลี่ยนพรรค” ผมไม่อยากเข้าไปแล้วจะต้องตามหัวหน้าพรรค คือถ้าเป็นมติพรรคที่ถูกต้อง อันนี้ไม่เป็นไร ผมคิดว่าเราต้อง Rebrand ลบภาพไม่ดีของพรรค การยืนพิงทหาร ตามก้น NGO ก็ดีลบทิ้งซะ คนเขาจะได้เลือก  ถ้าผมได้เป็นผมก็จะควักเงินของผมเอง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาเงินของพรรค”

    อีกคำถามที่สำหรับตัวคุณปลื้มแล้ว ไร้สาระ คือคำถามที่คุณปลื้มเองเป็นวัตถุแห่งการด่าทอ คือ คำถามที่ถามว่า “คุณปลื้มเห็นยังไงกับข่าวคราวที่ซ้อเจ็ดเขียนถึงผู้หญิงกับคุณ” คำถามนี้ คุณปลื้ม อธิบายถึงโครงสร้างของ Website นี้ว่า มีสามลักษณะ หนึ่ง เป็นความรู้เชิงวิชาการ พวกนี้ นักวิชาการเค้าจะเขียนแล้วส่งไปเผยแพร่ ไม่ขึ้นกับทีมบรรณาธิการ ลักษณะที่สอง เขียนโดยทีมบรรณาธิการ เป็นลักษณะ โจมตี และสนับสนุนใครก็ได้ ส่วนลักษณะสุดท้าย ก็พวกนี้แหละ ที่คุณถาม ประเภทนี้ไม่มีข้อมูล Fact ที่มีสาระต่อสังคม ใครเขียนก็ยังไม่รู้ และก็ไม่รู้ว่าใครคือคนที่ถูกเขียน แบบนี้เค้าเรียกว่า It is not issue. มันไม่เป็นประเด็น ไม่เป็นความจริง ส่วนคนที่เข้าถึงข้อมูลพวกนี้มีสองประเภท คือเลือกที่จะไม่อ่าน กับ อ่านแล้วโยนมันทิ้งไป

    มีคนถามอีกว่า “คุณปลื้มรู้สึกท้อ ร้องไห้ไหมเวลามีคนไม่เห็นด้วย หรือโจมตี” อันนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้างเปิดตัวตนเปิดมุมมองได้ดีทีเดียว คุณปลื้มใช้เวทีนี้ได้คุ้มค่า แสดงแนวคิดของตนออกมา เค้ากล่าวในลักษณะว่า “ผมจะพูดในสิ่งที่ผมคิด แม้จะมีคนไม่เห็นด้วย เพื่อให้เค้าได้คิดแล้วผมจะได้พูดต่อได้ เป็นการจุดกระแสให้คนได้คิดต่อ เค้าจะมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สุดท้ายเค้าก็จะกลับมาฟังอีกว่า ผู้ชายคนนี้จะพูดอะไรต่อ คนที่ฟังผมถ้ามีความรู้สึกต่อต้านนิด ๆ เค้าก็จะมาฟังว่า คุณปลื้มจะพูดอะไรอีก” คุณปลื้มยังบอกกับผู้ชมอีกว่า “ผมพยายามเลียนแบบวิธีการพูดของนักการเมืองอย่างคุณชวน  คุณอภิสิทธิ์นี้เลียนแบบมาจากคุณชวน แต่กรีดได้ไม่คมเท่า ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดแบบคุณสมัคร ซึ่งมันแรงไป ต้องผสมกัน อย่างพูดมีพลัง ให้คนเชื่อ แบบสนธิ แล้วตบท้ายด้วยคุณชุวิทย์” เสียงปรบมือดีใจ ชอบใจ ดังขึ้นหลังจากพูดจบ

    อีกคำถามที่น่าสนใจและคุณปลื้มได้ใช้เวทีนี้อธิบายทัศนคติของตัวเอง ก็คงจะเป็นกรณีที่ มีน้องผู้ชายคนหนึ่งถามคุณปลื้มว่า “วันก่อนผมได้นั่งดูรายการที่คุณปลื้มถูกสัมภาษณ์ คุณปลื้มตอบในลักษณะว่า ผมจะไม่คบค้าสมาคมกับกลุ่มองค์กรทางการเมืองนี้เด็ดขาด ผมขอความชัดเจนว่า กลุ่มนี้คือกลุ่มไหน” และพิธีกรที่ถามเค้าก็ย้ำอีกทีว่า “คุณปลื้มกำลังประกาศกร้าวสร้างศัตรูเลยนะ” พอฟังคำถามจบคุณปลื้มได้ทีก็กระดกไมค์ขึ้นอธิบายว่า “ทางช่อง...บอกให้รายการตัดช่วงนี้ออกไปซะ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหา แล้วเค้าก็ได้ตัดออก ขอบคุณทางช่อง... ความจริงคุยกับคุณ...เหมือนเป็นเพื่อน คุยกับ...อันตราย คุณต้องระวัง เค้าจะพยายามทำให้คุณตอบในสิ่งที่ไม่ควรตอบออกมา” จบคำตอบนี้ ชายคนเดิมถามอย่างต่อเนื่องอีกว่า “คุณปลื้มเห็นยังไงกับเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ”  “โอเค ผมเห็นด้วยนะการชุมนุมนะ แต่ทีนี้อย่างนี้ ถ้าเป็นการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายตามที่แถลงไว้ เพื่อแก้กฎหมาย อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้าเป็นการชุมนุมเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง อันนี้ผิดแล้ว แต่ถ้าเป็นเหมือนต่างประเทศ การชุมนุมเพื่อโค่นเฉพาะผู้นำที่อยู่ในวาระเกินกำหนด เกินกฎหมาย อันนี้ทำได้ แต่ที่ผ่านมา การชุมนุมกลับกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ทหารออกมา ซึ่งไม่ถูกต้อง เค้ามีอำนาจ มีสื่ออยู่ในมือ น่าจะใช้ในทางที่ถูกกว่านี้” ผู้ชายคนนี้ยังไม่หยุดเค้าถามต่ออีกว่า “ในที่ชุมนุม มีนักร้องเพื่อชีวิต นักวิชาการ ด้วย ซึ่งคนเหล่านี้เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วมันหมายความว่ายังไง”  “คือคนเหล่านี้เค้ารำคาญ เค้าต้องการล้างไพ่ ต้องการ Reset ใหม่ ความจริงประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการต่างหาก คนเหล่านี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วคืออะไร” เมื่อคุณปลื้มตอบจบ เค้ายังถามย้ำด้วยความสงสัยอีกเพื่อให้คุณปลื้มตอบ “เค้าคิดผิดใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นจะเรียกนักวิชาการเหล่านี้ว่านอกคอกได้ไหม” “อย่าไปเรียกเค้าอย่างนั้น ไม่นอกคอกหรอกเรากับเค้าคิดต่างกัน” ผมว่าคุณปลื้มตอบได้อย่างใจกว้างทีเดียว คุณว่าไหม  

   

   ในงานครั้งนี้มีหลายคำถามที่ผมไม่ได้ลงมา คำถามทั้งหมดถูกถามตลอดระยะเวลา เกือบ 2 ชั่วโมง โดยคนซ้ำบ้าง คนใหม่บ้างสลับกันไป จนมาถึงเรื่องเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ คุณปลื้มก็ย้ำว่า ตนอยากให้แก้ส่วนไหน โดยเฉพาะเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่ ปปช. เปิดให้ประชาชนดู คุณปลื้มเห็นว่า มันอันตราย จนในที่สุดคุณปลื้ม ก็เลยพูดออกมาเป็นพันธสัญญากับประชาชนที่เป็นสักขีพยาน ทุกคนได้ยินชัดเจนจากปากคุณปลื้มว่า “ผมจะไม่แต่งงานจนกว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี” คำตอบนี้สร้างเสียงปรบมือได้ดีทีเดียวกับสิ่งที่คุณปลื้มเอื้อนเอ่ยออกมา

    นอกจากคำถามเกี่ยวกับการเมืองไทยแล้ว การเมืองสหรัฐอเมริกาก็ยังถูกหยิบขึ้นมาวิจารณ์ ให้ความเห็นโดย คุณปลื้มได้ฟันธงว่า นาย...จะได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เค้ายกเหตุผลสนับสนุนว่า คนอเมริกันมีแนวคิด ยกย่องนับถือคนที่ถีบตัวเองออกมาแล้วประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของตน

             

                 

    ครับ เหล่านี้เป็นเพียงบางคำถามที่ผมสกัดมาจากความทรงจำสีเทา ๆ จากหัวคิด คุณผู้อ่านอาจจะไม่ได้อรรถรสเท่ากับการนั่งฟังด้วยหูทั้งสอง มองด้วยสายตา และฮาด้วยปากตนเองเหมือนผู้ชมที่งาน แต่ยังไงผมก็เชื่อครับว่า “เราๆ จะได้สาระจากปากผู้ชายคนนี้ต่อไป ผู้ชายที่ชื่อว่า “ปลื้ม” ”  

           

ขอบคุณภาพดีดีจาก http://www.oknation.net/blog/555666/2007/09/06/entry-2 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เที่ยวไปตามตะวัน วันที่ : 11/05/2008 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/garmo
เพลงหนึ่งเพลงช่วยให้โลกนี้มีสีสรรจริงๆๆชีวิต..ขาดรสหวาน..แวะมาที่นี่..หวานหวาน..มีให้เติม...เที่ยวไปตามตะวัน..เหนื่อยนัก..แวะพัก..เพื่อเจอสาว..ที่รู้ใจสักคน.. 


ให้ไปเลยนักสื่อสารมวลชนคุณภาพที่ไม่เอียงไม่ตามกระแสเทียมๆๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน