*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 2890 , 12:37:32 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

...นี้เป็นอีกครั้งหนึ่งของการรอคอยที่ได้ผลชะงัด ผมเองรอเวลาเพื่อจะเขียนบล็อคเกี่ยวกับเรื่อง ความเป็นกลางในทางการเมือง แต่ยักไม่มีเวลาหาข้อมูลสักที ก็เลยชะลอเวลาไปเรื่อย ๆ จนลืมที่จะเขียนมันลงไปในฐานะที่เราอยากรู้ แล้วก็อยากส่งผ่านสิ่งที่รู้นั้นมายังคนอื่น    บ้าง จนมาพบพานกับบางส่วนของบทความของพระอาจารย์ว. ก็ขอถือโอกาสนำบทความเหล่านี้ไปโพสต์เก็บไว้ อย่างน้อยเป็นฐานข้อมูลชั้นดี หากผมเองอยากจะเขียนเรื่องเหล่านี้อีกสักครั้ง...

ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ทางสว่าง ระบุในทางพุทธ ความเป็นกลางทางการเมืองคือ การยืนอยู่ข้างธรรมะและความถูกต้อง มิใช่การอยู่เฉยๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการอยู่เฉยๆ นั้นจะนำประเทศไทยไปสู่หายนะ สงสัยระบบการศึกษายิ่งสอนยิ่งทำให้คน “เชื่อง” ส่วนพระสงฆ์ควรเป็นต้นแบบของการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง โดยต้อง ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง
       
       นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 หน้าที่ 54 ในคอลัมน์ธรรมาภิวัฒน์ ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง” อธิบาย เหตุผลในการวิจารณ์ทางการเมืองของท่านที่ส่งผลเสียต่อรัฐบาล
       
       ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ระบุว่า พระต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยการไม่พูดถึงการเมือง ไม่เล่นการเมือง และควรจะปล่อยวางเรื่องทางโลก มุ่งดับกิเลศอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่า 
“ในทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”
       

       นอกจากนี้ ว.วชิรเมธี ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นกลาง” ที่คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชนอ้างถึงนั้นเกิดจากความไม่รู้
“การอยู่เฉยๆ ไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม ... น่าเป็นห่วงมากที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไปจนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้งประเทศ”
       

       
“ระบบการศึกษาของคนไทยนี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทยถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้าอาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม หายไปไหนกันหมด”
       
       “บ้านเมืองที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”

       
       ขณะเดียวกันบทความชิ้นดังกล่าวยังอ้างอิงถึงสมัยพุทธกาลด้วยว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน โดยหักล้างคำสอนเรื่องพระพรหม เรื่องระบบวรรณะ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเอาไว้มากมาย ทรงห้ามทัพ ทรงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับสงครามระหว่างรัฐต่างๆ รวมถึงเสนอระบบเศรษฐกิจแบบ “ทางสายกลาง” ที่เน้นการบริโภคเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการบริโภคเพื่อความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จบด้วย
       
       ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้นเชิงนั้น ว.วชิรเมธี จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระสงฆ์ควร ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมืองได้ แต่เล่นการเมืองไม่ได้และควรเป็นต้นแบบในการวางตนเป็นกลาง ด้วยการเลือกยืนอยู่ข้างธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหน พระก็ควรอยู่ที่นั่น...จากผู้จัดการออนไลน์

ปล. อาจจะเฝือแล้วในโอเคเนชั่น แต่ก็ฝันว่า นักการเมือง คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชนที่เห็นผิดจะได้อ่านกัน


ฝากไว้...ในทรรศนะที่มีต่อสิกขาบท 5 และการเมือง


...ผมเชื่อใจเหลือเกินว่า ธรรมะหากไม่มาเยือนการเมือง เราก็จะได้นักการเมืองที่ไร้ธรรมะ นั่นหมายความว่า ธรรมะสำคัญยิ่งสำหรับคนที่เข้ามาบริหารและปกป้องดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม หากเขาเหล่านั้นปฏิเสธธรรมะ หาว่าเป็นคนละส่วนกัน ศาสนจักรนำทางอาณาจักรไม่มีอีกแล้ว ทางธรรมก็ส่วนทางธรรม ทางโลกก็ส่วนทางโลก ไม่เกี่ยวกัน อันนี้อันตราย เป็นทัศนคติที่อันตรายอย่างยิ่ง คุณรู้ไหมว่าที่สังคมเราเป็นอยู่อย่างนี้ เสื่อมลงทุกวันนี้ เพราะอะไร ก็เพราะคนมันไม่ปกติ แล้วที่ไม่ปกติก็เพราะคนมันไม่ประพฤติศีล(ข้อห้าม) กลับที่จะทุศีลอยู่เรื่อย ๆ ลองคิดง่ายเบญจศีลนี่ 5 ข้อเท่านั้น แต่คนเราทำกันไม่ค่อยได้ จะลองยกตัวอย่างให้ฟัง 1.อย่าเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ลองพิจารณาสิครับ ว่าคนด้อยโอกาสในสังคมถูกใครบ้างเอาเปรียบ หนึ่งละนักการเมือง สองละนายทุนขูดรีด เขาไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว บางคนถึงกับต้องตายเพราะไม่มีอะไรจะกิน แม้กระทั่ง การฆ่าคนในสมัยนี้ กลับกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงชั่ววูบของความโกรธเขาก็ทำกันได้แล้ว  2.อย่ากระทำการทุจริต อันนี้เห็นชัดเลยครับ นักการเมืองก็ดี ข้าราชการก็ดี พ่อค้านายทุน ตระกูลเลือดข้นกว่าน้ำ ตระกูลฮั้ว ตระกูลใต้โต๊ะ นั่นละครับ โกงกันเป็นระบบ เป็นกระบวนการ คิดแต่จะเอาประโยชน์เข้าตัวเอง เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวกู ของกู ทั้งนั้น  3.อย่าประพฤติผิดทางกาม พรากสิ่งของที่เขาหวงเขารักไปจาก พรากคนที่เขารักออกจากกัน ที่สังคมบ้านเราไม่เจริญหนึ่งก็เป็นเพราะครอบครัวแตกแยกจากความหลงของชั่ว หลงผิด จึงติดจั่นอยู่ในวงจรของกาม ในรสสัมผัสสวาท 4.อย่าพูดโกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ อันนี้เห็นจะสำคัญที่สุด ละเมิดกันมากสุดเพราะมันง่ายที่สุดที่จะทำ ไม่ต้องลงแรงอะไร ลงแต่เฉพาะอกุศลจิต คิดชั่วเข้าไว้ สำหรับนักการเมืองไทย  โกหก ตอแหลทั้งนั้น มีใครบ้างที่ไม่โกหก ก็พอมีครับ แต่เห็นจะน้อย ก็เขาว่ากันว่า โดยธรรมชาติแล้วคนเรานั้นโกหก ด้วยประสงค์สองประการนี้ หนึ่งเพื่อให้ตัวเองอยู่เหนือคนอื่นโดยที่ตัวเหยียบความจริงไว้ สองเพื่อเอาตัวรอดไม่ให้คนอื่นจับติดในความผิดที่ตนทำ และ5.อย่าเสพสิ่งที่ทำให้ไร้สติ อันนี้ก็พวกเครื่องดองของเมาทั้งหลาย และข้อนี้แหละจะพานให้เราผิดศีลข้ออื่น ๆ ได้ง่ายเข้า พอไร้สติไม่รู้สึกตัว คนเรามันทำได้ทุกอย่างละครับ ทำกันได้แบบสัตว์ที่มีเฉพาะแต่สัญชาตญาณในการกระทำด้วยซ้ำ ขาดความยั้งคิด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี นอกจากศีลแล้ว ธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติ คนเหล่านี้ก็กลับละเลย คู่ปรับของข้อ1 คือ ความเมตตากรุณา ปรารถนาให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นมีความสุขและพ้นจากความไม่สบายกายไม่สบายใจ คู่ปรับของข้อ 2 คือ สัมมาอาชีวะ กระทำการโดยยึดสุจริตเป็นที่ตั้ง ไม่ฉ้อโกง คู่ปรับของข้อ 3 คือ กามสังวร สำรวมในกาม ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น รักเดียวใจเดียว คู่ปรับของข้อ 4 คือ สัจจะ พูดแต่ความจริง ไม่ใช่พูดเพียงครึ่งเดียวอย่างที่คนเขาทำกัน และคู่ปรับของข้อ 5 คือ สติสัมปชัญญะ คือมีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าตนนั้นหนอ กำลังคิด พูด ทำอะไรอยู่ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำยากครับถ้าง่ายเขาคงทำกันได้แล้ว ถึงที่สุดแล้ว ถ้าเบญจศีล-ธรรม ถูกใส่ใจโดยนักการเมืองหรือผู้ที่ทำหน้าที่เกียวกับประโยชน์ของประเทศชาติและแม้กระทั่งประชาชนเต็มขั้น อย่างเรา ๆ และก็ผมอีกคน  เจริญครับ ประเทศเราเจริญ เจริญในความสุขมวลรวม เจริญในความอิ่มที่สังคมมีแต่ความจริง และไม่เห็นแก่ตัว ไม่เชื่อลองหลับตาวาดภาพนั้นดูสิครับ...   

ปล. ฝากไว้เป็นธรรมทานครับ ระหว่างวันที่ 13-19 กรกฎาคม 2551 ที่วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ได้จัดงานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชา ธรรมยาตราคุ้มครองโลก เพื่อให้พุทธศาสนิกชนร่วมระลึกถึงพระคุณของพระอัครสาวกเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และร่วมพิธีหล่อเทียนพรรษาในวันเข้าพรรษา ในงานมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น นิทรรศการพุทธกิจ 45 พรรษา กับพระมหาสาวก การฟังเทศน์มหาชาติ และกิจกรรมของเยาวชน เช่น การแข่งขันสวดมนต์หมู่ อาราธนาศีลอาราธนาธรรม ตอบปัญหาธรรมะ 

ขอบคุณภาพดีดีจาก
http://www.budnet.info/inmages/a-21.jpg
http://www.bloggang.com/data/porpayia/picture/1189388778.jpg



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เจ้าอารมณ์ วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimeiei
http://www.jaoarom.com

กระทุ้งแล้วนักการเมืองจะรู้สึกรึเปล่าหน๊า
ยิ่งหนา ๆ กันทั้งนั้น
แต่ก็แอบมีความหวังอยู่บ้างนะคะ
ขอแต่มีบ้างรู้สึกบ้างก็ยังดี

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
กวีไกด์ วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 16.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide


ทางสายกลางของพระพุทธเจ้า

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้เป็นศาสดาเอกของโลก ทรงเสด็จไปดีแล้ว ทรงมอบพระธรรมวินัยและพระสงฆ์สาวกเพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก

อีก 3 วันก็จะถึงวันอาสาฬหบูชาแล้ว วันอาสาฬหบูชาเป็น 1 ใน 3 วันสำคัญในพระพุทธศาสนา คือวันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันมาฆบูชา

วันวิสาขบูชาตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะ หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ถือว่าเป็นวันพระพุทธเจ้า เพราะเป็นวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ถือว่าเป็นวันพระธรรม เพราะเป็นวันที่พระตถาคตเจ้าทรงประกาศพระธรรมด้วยการแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นปฐมเทศนา ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ในโลกเป็นครั้งแรก

วันมาฆบูชาตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ถือว่าเป็นวันพระสงฆ์ เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประชุมพระสงฆ์ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในโพธิกาลตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อวางหลักเกณฑ์การสั่งสอนหรือการประกาศพระธรรมคำสอนให้เป็นระบบเป็นระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนเป็นครั้งแรก

ท่านเจ้าคุณพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า ความจริงวันอาสาฬหบูชามีความสำคัญมากกว่าที่จะเป็นวันพระธรรม คืออาจเป็นได้ถึงวันพระรัตนตรัย เพราะเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สามในวันนั้น

เนื่องจากเมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นปฐมเทศนาแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญะพี่ใหญ่แห่งปัญจวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา และปัญจวัคคีย์ทั้งห้าได้ขอรับอุปสมบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุปสมบทให้แก่ปัญจวัคคีย์ด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่าเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือทรงมีพุทธานุญาตด้วยการเปล่งพระพุทธวาจาว่าเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ด้วยพระพุทธวาจาเท่านี้พระปัญจวัคคีย์ทั้งห้าก็สำเร็จความเป็นพระสงฆ์สาวก ทำให้พระสงฆ์คณะแรกจำนวน 5 รูปบังเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา

ทำให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เกิดขึ้นครบองค์สามเป็นพระรัตนตรัยเป็นครั้งแรกในโพธิกาลนี้

เวลานี้ยังมีการสอนกันผิดๆ อธิบายว่าวันมาฆบูชาคือวันของพระธรรม และวันอาสาฬหบูชาเป็นวันของพระสงฆ์ โดยอ้างว่าวันมาฆบูชาเป็นวันที่ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ และวันอาสาฬหบูชามีพระสงฆ์เกิดขึ้น แต่ขอเพื่อนพุทธบริษัทได้พิจารณาโดยแยบคายเถิดว่าเป็นประการใด

วันมาฆบูชาที่ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์นั้นเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะประชุมพระสงฆ์ครั้งใหญ่เพื่อวางหลักหรืออาจเรียกว่าวางหลักสูตรในประกาศพระธรรมคำสอน พระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์ล้วนมีประเพณีการประชุมสงฆ์แบบนี้ทั้งนั้น บางพระองค์ก็มีการประชุม 2 ครั้ง แต่ในโพธิกาลของพระตถาคตเจ้ามีการประชุมพระสงฆ์ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว

การแสดงธรรมครั้งแรกของพระตถาคตเจ้าคือปฐมเทศนานั้นทรงแสดงในวันเพ็ญเดือน 8 จึงควรถือว่าเป็นวันของพระธรรม ในขณะที่วันมาฆบูชาควรถือว่าเป็นวันของพระสงฆ์ดังนี้

การปฏิวัติของพระพุทธเจ้าคือการต่อสู้โค่นล้มสิ่งผุพังและสร้างความผิดชั่วหรือผิดบาปขึ้นในสังคมมนุษย์ ได้แก่ทางที่สุดโต่งสองทางคือทางสายตึงและทางสายหย่อน แล้วสร้างสิ่งใหม่ที่ประเสริฐขึ้นมาแทนที่

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 แล้ว พวกปัญจวัคคีย์เห็นพระองค์เสด็จมาแต่ไกล จึงตกลงกันว่าจะไม่ถวายการต้อนรับ จะไม่เชิญให้นั่ง จะไม่ถวายน้ำล้างพระบาท และจะไม่สนทนาด้วย เพราะเห็นว่าการที่พระพุทธองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา กลับไปเสวยอาหารดังเดิมนั้นเป็นการเลิกล้มอุดมการณ์ไปเสียแล้ว

แต่ครั้นพระพุทธองค์เสด็จมาถึงเข้าจริงๆ ปัญจวัคคีย์ก็รักษาข้อตกลงนั้นไว้ไม่ได้ พากันเชิญชวนให้พระพุทธองค์ประทับนั่ง ถวายน้ำล้างพระบาท แต่ยังคงเมินหน้าไม่ยอมสนทนาด้วย

พระบรมครูทรงตรัสกับปัญจวัคคีย์ว่าบัดนี้เราได้บรรลุธรรมอันประเสริฐ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เราจักสอนพระธรรมนั้นแก่พวกเธอทั้งหลาย
พวกปัญจวัคคีย์ยังคงนิ่งเฉย ไม่กล่าวตอบแต่ประการใด พระบรมศาสดาตรัสอีก 2 ครั้งก็ยังคงเฉย

ดังนั้นพระตถาคตเจ้าจึงตรัสว่าดูกรปัญจวัคคีย์ พวกเธอทั้งหลายได้อยู่ปรนนิบัติเรามาเป็นเวลานาน เคยได้ยินเรากล่าวว่าเราบรรลุธรรมอันประเสริฐ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าบ้างหรือไม่ ให้ไตร่ตรองทวนความรำลึกดู

ปัญจวัคคีย์เป็นนักบวช เป็นบัณฑิต ไม่ดื้อรั้นหน้าด้าน ไม่หัวชนฝา พอได้ฟังคำตรัสดังนี้ก็ได้สติ หวนระลึกย้อนไปแต่หนหลังก็รำลึกได้ว่าตลอดเวลาที่ถวายการรับใช้ในระหว่างทรงบำเพ็ญทุกขกิริยานั้นไม่เคยได้ยินคำตรัสเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียวว่าทรงบรรลุธรรมอันประเสริฐ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงพากันปฏิสันถารและกราบสักการะ

พระพุทธองค์ยังมิได้แสดงหลักฐานและมิได้แสดงธรรมใดๆ ในขณะนั้น แต่สามารถโน้มนำจิตใจปัญจวัคคีย์ให้กลับมาเชื่อถือพระองค์ได้ด้วยอะไรเล่า?

ก็ด้วยอำนาจแห่งสัจจะที่พระตถาคตเจ้ามีปกติและมีวิสัยไม่กล่าวคำเท็จ ไม่กล่าวคำโกหกหลอกลวง ไม่กล่าวคำเพ้อเจ้อส่อเสียด ไม่กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่กล่าวสิ่งที่ไม่ต้องใจ ดังนั้นด้วยคำตรัสเพียงคำเดียวก็โน้มนำใจปัญจวัคคีย์ให้กลับมานับถือศรัทธาได้ดังเดิม

คนที่ไม่มีสัจจะ กล่าวคำเท็จคำโกหกหลอกลวงเป็นอาจิณ กล่าวคำเพ้อเจ้อส่อเสียด กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ต้องใจคน เป็นพวกทรชน เป็นคนทุศีล คนจำพวกนี้เป็นคนบาป สามารถทำผิดคิดชั่วได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นพวกเห็นแก่ตัว เป็นคนสกปรก ดังพระบาลีที่ว่าอัตตัตถะ อะสุจี มนุสสา ซึ่งแปลว่าผู้เห็นแก่ตัวเป็นคนสกปรก

พระพุทธองค์ทรงปฏิสันถารกับปัญจวัคคีย์ตลอดเย็นค่ำของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 โดยที่ยังไม่แสดงปฐมเทศนา นี่เพราะเหตุใดเล่า?

วิสัชนาว่าแม้พระตถาคตเจ้าทรงโน้มนำใจปัญจวัคคีย์ให้โอนอ่อนนับถือศรัทธาได้ดังเดิมแล้ว แต่เวลายังสั้นนัก ยังไม่สมควรที่จะแสดงปฐมเทศนาซึ่งเป็นพระธรรมอันลึกซึ้งในขณะนั้น สมควรที่จะทอดเวลาไปชั่วราตรีหนึ่ง เพื่อให้เกิดการวิสาสะคุ้นเคยใกล้ชิดกันเหมือนดังเดิมเสียก่อน

นั่นก็คือพุทธวัตรที่ไม่ทรงถือปฏิบัติแบบน้ำขึ้นรีบตักเหมือนกับนักการเมืองที่รู้ว่าชะตากรรมสั้นนัก แล้วเร่งรีบกอบโกยโกงกินจนมูมมามเปรอะเปื้อนปากให้เห็นและจับได้กันคาหนังคาเขา

ครั้นวันรุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระพุทธองค์จึงทรงแสดงปฐมเทศนา ทั้งนี้แม้ไม่ปรากฏเวลาชัดเจนว่าทรงแสดงปฐมเทศนาในเวลาเช้า เวลาเที่ยง หรือเวลาเย็น หรือเวลากลางคืน แต่ก็พออนุมานได้ว่าทรงทอดเวลาไปจนถึงเวลาค่ำคืน

เหตุผลก็อยู่ที่กลางวันในอินเดียตอนเหนือในห้วงเวลานั้นร้อนนัก พระพุทธองค์นอกจากทรงคำนึงถึงภูมิประเทศ ภูมิประชากร ภูมิธรรมแล้ว ก็ยังทรงคำนึงถึงภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมอันจะเอื้อต่อการประกาศพระธรรมคำสอนด้วยเสมอ

ดังนั้นการแสดงปฐมเทศนาจึงน่าจะเป็นเวลากลางคืน ในขณะพระจันทร์เพ็ญโคจรผ่านกลุ่มดาวอาสาฬหะ พระจันทร์เด่นกระจ้างฟ้า ทอแสงนวลตา สายลมพลิ้วพาพอเป็นที่เย็นสบายทั้งกายใจ จึงเป็นกาลเทศะและวาระอันเหมาะแก่การแสดงปฐมเทศนา

และแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ประกาศการปฏิวัติสังคมมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุด โดยการแสดงพระธัมมจักรกัปวัตนสูตรเป็นพระปฐมเทศนาแห่งโพธิกาล

ทรงเริ่มต้นด้วยการประณามและเพิกถอนความเห็นผิดที่สุดโต่งทั้งสองทางว่าทางสุดโต่งทั้งสองทางที่ไม่ควรเสพไม่ควรข้องแวะเกี่ยวข้องเด็ดขาดคืออัตตะกิลละมัตถานุโยค ได้แก่การทรมานตนอย่างหนึ่ง และกามสุขัลลิกานุโยคได้แก่การเสพสุขอย่างเสรี เริงร่าอยู่ในโลกีย์วิสัยอีกอย่างหนึ่ง

อินเดียในยุคนั้นมีความคิดสุดโต่งสายตึงที่เห็นว่าการทรมานตนหรือความโน้มเอียงสุดโต่งไปทางซ้ายสุดๆ จะทำให้สามารถละวางความเห็นแก่ตัวและหลุดพ้นออกจากพันธนาการแห่งกิเลสได้

ทางสายนี้พระพุทธองค์ทรงเดินมาก่อนแล้ว และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาขั้นอุกฤษฏ์ที่ไม่เคยมีมนุษย์ใดเคยปฏิบัติมาก่อนเลย ทรงตรัสว่าแม้อดีตก็ดี แม้ปัจจุบันก็ดี แม้อนาคตก็ดี ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่บำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานตนเสมอด้วยพระองค์เลย

แม้บำเพ็ญทุกรกิริยาถึงปานนั้นเป็นที่สุดแล้วก็ตามก็ไม่สามารถบรรลุพระธรรมอันประเสริฐได้ สำมะหาอะไรกับผู้เดินหนทางสายตึงสุดโต่งที่มิได้บำเพ็ญเพียรถึงขนาดพระพุทธองค์จะบรรลุธรรมได้ ทางสายตึงจึงเป็นความว่างเปล่า ไร้ประโยชน์ และไม่ใช่หนทางอันประเสริฐ

จากนั้นก็ทรงประณามทางสายหย่อนหรือกามสุขขัลลิกานุโยคที่ปล่อยปละชีวิตหรือใช้ชีวิตคลุกเคล้าอยู่ด้วยกาม ใช้ชีวิตเสรี ฉวยโอกาสเสพกาม ยึดมั่นในกาม หวังเอาว่าเมื่ออิ่มแปล้ในกามแล้วก็จะเบื่อหน่าย และถึงซึ่งความหลุดพ้นเอง

บรรดาพวกลัทธิเสรีหรือพวกที่อ้างความเป็นกลางแบบฉวยโอกาส รวมทั้งพวกริบบิ้นขาว ก็คือพวกเดินหนทางสายหย่อน คือหนทางกามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นการหลอกลวงตนเองและผู้อื่นให้หลงผิด ทำชีวิตให้ละม้ายคล้ายกับชีวิตสัตว์เดรัจฉานที่มุ่งแต่กินและกามเป็นสำคัญ

พระพุทธองค์ทรงเดินทางสายนี้มาก่อน เพราะทรงเป็นมกุฎราชกุมาร เป็นขัตติยะตระกูล อุบัติขึ้นใต้ร่มเศวตฉัตรที่ไม่มีมนุษย์ใดได้เสพสุขเสมอด้วยพระองค์เลย แต่กระนั้นก็ไม่ใช่หนทางประเสริฐที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ดังนั้นพวกฉวยโอกาส พวกริบบิ้นขาว พวกเสรีในกามทั้งหลายจึงอย่าได้หมายว่าหลอกลวงตนเองแล้วจะหลอกลวงคนอื่นได้ มีแต่จะพาตนเองและผู้อื่นไปสู่ห้วงเหวแห่งหายนะด้วยกัน

เมื่อทรงประณาม ทรงโค่นล้มทำลายซากปรักหักพังทางความคิดของสังคมเก่าที่เน่าเฟะทลายลงแล้ว จึงทรงประกาศทางเลือกสายใหม่หรือการเมืองใหม่ที่เป็นหนทางอันประเสริฐที่ทรงค้นพบด้วยการตรัสรู้

นั่นคือมัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง คืออริยมรรคอันมีองค์แปด.

โดย สิริอัญญา 13 กรกฎาคม 2551 13.49น.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ย่าดา วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

มาตอบข้อข้องใจค่ะใช้กล้อง นิคอน ดี50 ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chompoopookha วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chompoopookha

ใช้ไม้หน้าสามกระทุ้งยังไม่กระเทือนเลยค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ไทเซน วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 13.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taimahayan
ธรรมะวิถีไทเซน  มหาสารคาม

เหรียญทุกเหรียญมี๒ด้านกับ๑สัน
กลางแบบพุทธคือ ทางด้านสัน ไม่ฝังตัวอยู่ข้างฝั่งใด แต่ฝังอยู่ในสัจธรรม
ถ้าในสภาวะการเมืองปัจจุบัน
มีฝั่งเอาทักษิณ และฝั่งไม่เอาทักษิณ พฤติกรรมของทั้ง๒ฝั่ง ก็มีทั้งกุศลและอกุศล เรื่องใด ความคิดใด ของฝั่งใดเป็นสัจธรรม เป็นเรื่องของกุศล เราก็ยืนอยู่ฝั่งนั้น ในเรื่องนั้นๆ ว่ากันเป็นเรื่องๆไป

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ไทเซน วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taimahayan
ธรรมะวิถีไทเซน  มหาสารคาม

เหรียญทุกเหรียญมี๒ด้านกับ๒สัน
กลางแบบพุทธคือ ทางด้านสัน ไม่ฝังตัวอยู่ข้างฝั่งใด แต่ฝังอยู่ในสัจธรรม
ถ้าในสภาวะการเมืองปัจจุบัน
มีฝั่งเอาทักษิณ และฝั่งไม่เอาทักษิณ พฤติกรรมของทั้ง๒ฝั่ง ก็มีทั้งกุศลและอกุศล เรื่องใด ความคิดใด ของฝั่งใดเป็นสัจธรรม เราก็ยืนอยู่ฝั่งนั้น ในเรื่องนั้นๆ ว่ากันเป็นเรื่องๆไป

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันญ่า วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 12.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

“ในทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
.........................................ซาบซึ้งเหลือเกินค่ะ จากคนไทยโพ้นทะเล

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน