*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2551
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 18459 , 16:37:12 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 คุณคิดว่า "WATCH DOG" ไทยแท้สักกี่ %?

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าใครจะคิดยังไง  ผมคิดง่าย ๆ ของผมอย่างเนี้ย คิดแบบคนเพิ่งตื่นจากความฝันมาเจอความจริง”  ความจริงที่ไม่ค่อยจะซ้อนกัน  ความจริงที่ไปคนละทาง  ความจริงที่แม้แต่ประชาชนในประเทศยังสับสน  สับสนเพราะเบื่อการช่วงชิงที่เข้าลักษณะ  “ได้ทีมีขี่แพะไล่” และ “ยืมปากคนอื่นมาพูด”  พอฝ่ายหนึ่งเห็นอีกฝ่ายเพี่ยงพล้ำ  ก็ดับเครื่องชน  จนอีกฝ่ายเกือบไม่เหลือชิ้นดีหรือที่เหลือก็ขาดรุ่งริ่ง  แม้ว่าทั้งคู่ก็ล้วนแต่จะบอบช้ำ มิหน้ำซ้ำก็ชอกช้ำไปถึงมวลชนของเขา ซึ่งความจริงก็คนไทยเรานี่เอง

บ่นไปซะเยอะ  บ่นเพราะรำคาญ  มันอัดอั้นครับ  สังคมที่ปัจจุบันมีแต่ความพร่ามัว  ไร้ความชัดเจน  ไม่มีขาว  ไม่มีดำ  มีแต่เทา ๆ ทุกอย่างคลุมเคลือ  ความจริง  100  เปอร์เซ็นต์ ไม่ถูกนำเสนออย่างเป็นกิจจะลักษณะ  อย่างเป็นทางการต่อประชาชนทั้งประเทศ  ปล่อยให้มันเป็นที่รู้เฉพาะกลุ่ม  กลุ่มที่ว่าก็แค่กลุ่มเป้าหมาย  กลุ่มนอกบังคับ  กลุ่มที่ดื้อแพ่ง  กลุ่มที่ไม่สนแล้ว  ขอแค่ผู้นำพูดเขาก็พร้อมจะเชื่อ  เชื่อโดยสนิท  ลืมคิด ลืมทำความเข้าใจถึงมูลเหตุจูงใจที่ผู้นำกำลังแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ  ผ่านสื่อคนละฉบับ  ละจำพวก  ทั้ง ๆ ที่ สิ่งที่ดีที่สุด  คือ การเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วต่อประชาชน  อย่างเป็นธรรมกับทุกกลุ่มการเมือง และเมื่อความเข้าใจถูกทำให้ตรงกัน คำถามที่ว่า  แล้วประชาชนอย่างเราจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านั้น  ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ  เป่านกหวีดแค่ค่อย ๆ ลุกฮือกันมาทั้งประเทศ  นี่แหละอำนาจอยู่ที่ประชาชน  ประชาชนที่รู้ถึงหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่ว่า ข้อเท็จจริงต้องยุติ  ไม่ได้หมายความว่า  ยุติเฉพาะกลุ่ม  หากแต่ต้องยุติตรงกันทั้งประเทศ  เพราะหากยังเคลือบคลุม  ก็ไม่มีทางที่ประเทศชาติจะเดินไปสู่ความสงบสุขและสันติภาพอย่างแท้จริง  รังแต่จะก่อปัญหา  พาไปสู่ความแตกแยกทางความคิดและการกระทำอยู่ร่ำไป  ไม่มีวันจบสิ้น  แล้วอย่างนี้ ใครบ้างละที่จะรับผิดชอบ

นั่นไง จำเลยที่ 1 ที่ผมต้องฟ้องต่อประชาชน คือผู้ส่งสาร ซึ่งก็คือ  บรรดาสื่อสารมวลชนกระแสหลัก (โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลในระดับกว้าง  ครอบคลุมและผูกขาดข้อมูลคนทั้งประเทศ)  ที่นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างไม่จริงใจ คือ ไม่กล้านำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา  ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มัวแต่ play safe และไม่จริงจัง คือ ไม่แสดงให้ประชาชนเห็นว่า  ฝ่ายไหน  ข้างใดกระทำการอย่างไร  อะไรดีอะไรชั่วช้า  พูดง่าย ๆ ก็คือ นำเสนอประวัติความเป็นมา  เหตุการณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องอย่างเชื่อมโยง เพื่อตบหน้าใครก็ตามที่กำลังโกหกคำโตต่อประชาชน  ตอกย้ำให้ชัดว่า  ประชาชนกำลังถูกหลอก  โดยผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบต่อคำพูดในอดีตของตน(คนสาระเลว)

ผมเห็นว่า  หากสื่อทำได้เพียงเท่านี้  จริงจังและจริงใจต่อข้อเท็จจริงที่มีตรรกะอยู่ในตัวแล้ว  ไม่มีทางที่ประชาชน  ทหาร  ตำรวจที่เป็นกลางพอ  จะไม่ยืนอยู่ข้าง ๆ และโอบอุ้มเพื่อให้สื่อเหล่านั้นคงอยู่และเคียงข้างประชาชน  เพื่อตรวจจับความจริงที่เกิดขึ้นจากแกนนำกลุ่มเด็กเลี้ยงแกะทั้งหลาย  ทำให้เป็นบรรทัดฐานไว้เลยว่า  ใครก็ตามมีรายได้เป็นภาษีจากประชาชนโกหกเขา  คนเหล่านั้นจะถูกแบนด์ออกจากสังคม  ไร้ความน่าเชื่อถือไปเอง เท่ากับว่า สื่อเราได้ทำหน้าที่ลงทัณฑ์คนสาระเลวเหล่านี้ตามกฎแห่งวิถีประชาธรรมแล้ว

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อให้รู้ว่า ปัญหาการเมือง ณ ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งคือ ความกล้าหาญทางสัจจะของผู้ส่งสารและสื่อสารนี้นี่แหละที่ยังไม่เพียงพอ 

อย่างว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน  เถียงได้คนละมุม  ทั้งที่ความจริง  ถ้ามองอย่างใจเป็นกลางแล้ว  อีกมุมที่เขาพยายามกระพือออกมาไร้สาระ(สาระเลว)สิ้นดี  ใครเคยดูรายการ คนหัวหมอ ทางช่อง 3 จะพอเข้าใจ  ฝ่ายหนึ่งอ้างข้อเท็จจริงเพียงครึ่ง  ผลทางกฎหมายเป็นอย่างหนึ่ง  แต่พอข้อเท็จจริงยุติแล้วจากอีกฝ่าย  ผลทางกฎหมายกลับชัดเจนและเป็นที่น่าเชื่อถือตามตรรกะของความยุติธรรมเพราะมันไปเข้าข้อยกเว้น เทียบเคียงให้เห็นอย่างนี้

1.ประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  ผู้แทนปวงชนต้องมาจากการเลือกตั้ง(ฐานความชอบธรรม) ที่สุจริต  โปร่งใสและเที่ยงธรรม  เป็นการปกครองโดยกฎหมาย (กฎหมายออกโดยประชาชนหรืออย่างน้อยต้องออกโดยผู้แทนปวงชน) เป็นการปกครองโดยเสียงข้างมากและเคารพสิทธิเสรีภาพของเสียงข้างน้อย นี่เป็นทฤษฎี

หากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็จะมีอำนาจและความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะคณะรัฐบาล เว้นแต่ การเข้าสู่อำนาจเป็นไปโดยไม่สุจริต  โปร่งใสและเที่ยงธรรม นี่เป็นหลักกฎหมาย  

ผู้แทนปวงชนในฐานะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในฐานะรัฐมนตรี มีส่วนรู้เห็นในการซื้อสิทธิขายเสียง และพรรคก็ไม่คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าประโยชน์ส่วนใหญ่ตกแก่พรรค เป็นผลให้ตนได้รับเลือกตั้งเข้ามา นี่เป็นข้อเท็จจริง

ฝ่ายรัฐบาล อ้างเพียงว่า ผมมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาโดยวิธีการที่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ  จะให้พวกที่มาเย้ว ๆ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ มาขับไล่ตน ทำได้อย่างไร อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตอกกลับไปว่า ใช่คุณมาจากการเลือกตั้ง คุณมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ  มองแค่นี้ก็ถูกแต่เพียงครึ่งเดียว

ถ้าถามต่อว่า การเลือกตั้งของคุณ มีความชอบธรรมไหม อันนี้ก็ต้องมองต่อว่า คุณซื้อเสียงเข้ามาใช่ไหม คุณมาโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรมแค่ไหน  ถ้าใช่ อำนาจที่ว่าก็หมดความชอบธรรม อันนี้เท่ากับว่า คุณเองได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยแล้ว  จะอ้างว่าผมเป็นประชาธิปไตย ก็ไร้ความหมาย  แล้วอย่างนี้มันจะผิดตรงไหน ที่ประชาชนเจ้าของอำนาจจะออกมาขับไล่ คนที่มีอำนาจแต่ขาดความชอบธรรม

2.อดีตนายกรัฐมนตรี  ถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ โดยกล่าวอ้างเหตุข้อหนึ่งว่า  ทุจริต คอรัปชั่น นี่ข้อเท็จจริง

มันผู้ใดทุจริต คอรัปชั่นมัน มันผู้นั้นไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย เว้นแต่ มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มันผู้นั้นทุจริต คอรัปชั่น   นี่เป็นข้อกฎหมาย

ฝ่ายรัฐบาล อ้างว่า จะเอาผิดกับเขาได้อย่างไร ก็ในเมื่อศาลยังไม่ตัดสิน การกระทำของเขาไม่ผิด เขาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอยู่ดี ๆ มาถูกรถถังยึดอำนาจ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตอกกลับว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ไม่มีใบเสร็จ ใช้วิชามาร เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง แทรกแซงสื่อมวลชน องค์กรอิสระ

ด้วยความเคารพ คำพิพากษาของศาลเป็นเพียงหลักฐานยืนยันความถูกผิดตามกฎหมาย หากแต่ว่าความดีชั่วของคน ความถูกผิดตามความเป็นจริง มันถูกแสดงออกให้เห็นได้ด้วยการการคิด การพูดและกระทำ  แม้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดออกมาว่า  อดีตนายกรัฐมนตรี ทุจริต คอรัปชั่น นายกรัฐมนตรีก็ควรลงโทษตัวเองและแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ใช้มาพูดพล่อยว่า ตนยังไม่ผิด

3.ด้วยคำพิพากษาของศาลโลก  ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชาตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำ ทั้ง ๆ ที่ หากมองตามหลักเขตแดนธรรมชาติ โดยใช้สันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนประเทศไทย  นี่เป็นข้อเท็จจริง

ฝ่ายรัฐบาล อ้างว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวของกัมพูชา ไม่มีผลให้ประเทศไทยเสียดินแดนพื้นที่ทับซ้อน การเข้าไปจัดการของกระทรวงต่างประเทศนี่แหละทำให้ประเทศไทยไม่เสียสิทธิ หากไม่ทำอะไรเลย ประเทศไทยเสียดินแดนตามแผนที่ของกัมพูชาแน่  รวมทั้งข้าราชการผู้มีอำนาจในบังคับบัญชาของรัฐบาล ก็ออกมาให้การยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยไม่เสียดินแดน

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตอกกลับว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวของกัมพูชา เป็นเงื่อนไขหนึ่งในข้อตกลงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่ที่เราถือว่าเป็นดินแดนของประเทศ และกำลังจะถูกคณะกรรมการ 7 ประเทศเข้ามาบริหารจัดการ รวมทั้งสงสัยในการรีบเร่ง ให้ความเห็นชอบรัฐบาลกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง

ทำไมจึงเกิดปัญหาเหล่านี้  คุณพอเข้าใจไหม ประชาชนเจ้าของประเทศจะเข้าใจความจริงได้อย่างไร  ผมขอเสนอแนะวิธีคิดง่าย ๆ สำหรับ ปัญหาความกล้าหาญทางสัจจะ  ในเมื่อสื่อมวลชนบ้านเรายังเป็นง่อย ไร้เงาของสุนัขเฝ้าบ้านอย่างภาพข้างล่างนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนต้องแก้ปัญหาด้วยการเรียกร้องให้มีการตั้งคนกลางที่ถูกยอมรับจากทุกฝ่าย ทุกกล่มการเมืองรวมทั้งประชาชน คล้าย ๆ อนุญาโตตุลาการ เข้ามาทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริง  ชี้มูลความผิดและอธิบายความจริงสู่ประชาชนว่า  กรณีนี้ใครกันแน่ที่โกหก  โกหกมากน้อยเพียงไร  แล้วประชาชนเจ้าของประเทศจะเป็นผู้ตัดสิน  วางดุลพินิจในการลงโทษและกระทำอารยขัดขืนต่อคนเหล่านี้ไปเอง  ซึ่งหากคนพวกนั้นทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือและไว้วางใจแล้ว คำแรกที่โกหกไป ก็ไม่มีวันทำให้คนพวกนั้นกลับมายืนเสนอหน้าต่อประชาชนได้อีก

ผมขอวอน สุนัขเฝ้าบ้านทั้งหลายครับ หยุดให้โอกาส  คนโกหก ตลบแตลง กลับกลอก  ปากพล่อย ดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติเถอะครับ  ก่อนที่มันจะเลวฝังรากลึกลงในสันดานคนใกล้ตัว มวลชนเคียงข้างและแม้กระทั่งพาลให้คุณไปโกหกเป็นลูกโซ่ต่อในฐานะที่เป็นสุนัขรับใช้นายชั่ว(โฉด)

                                                                                 ด้วยความปราถนาดี

                                                                                   -พ.ไพรพฤกษ์-
                                                                                 21 กรกฎาคม 2551

ปล.บางชื่อเรื่องที่ คิดได้
-วิถีประชาตบแสกหน้าผู้นำไร้สัจจะ
-โดยนำพาความสัตย์...จากสื่อ(กระแสหลัก)สู่มวลชน(คนถูกต้ม)
-ความกล้าหาญทางสัจจะของ "Watch dog"


ปล.อีกครั้ง ผมคิดมากไปหรือเปล่า ถ้าจะสรุปว่า ที่จ้ออยู่หน้าจอ พันธุ์ทางทั้งนั้น จะมีใครว่าอะไรไหมเอ่ย

ปล.ครั้งสุดท้าย ขอให้กำลังใจและคารวะสุนัขเฝ้าบ้านที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาตินำพาสิ่งดีงามมาสู่ประชาชน

ขอบคุณภาพดีดี จาก

http://farm4.static.flickr.com/3033/2486885352_38cd599cda.jpg?v=0
http://www.denisescicluna.com/images/photos/photo_ur_14.jpg
http://www.tarad.com/dogpartner/img-lib/spd_20070322161916_b.jpg
http://suga.exteen.com/images/DOG/pitbull.jpg
http://www.petnutritioncenter.com/images/dog_profile7.jpg


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 29/07/2009 เวลา : 13.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide


เสวนาระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” ของ สบท. นักข่าวหนังสือพิมพ์อาวุโสสะท้อนสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม การเมือง-สปอนเซอร์ครอบงำสื่อ ‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลแล้วชิงพื้นที่สื่อหลัก ด้านนักพัฒนาเว็บฟันธงต้องมากกว่าเท่าทันสื่อ แต่ต้องทำสื่อเอง ส่วน ‘บก.โอเพ่นออนไลน์’ ชวนออกจากกรอบความเป็นกลาง แต่ต้องพูดความจริงให้มากที่สุด

เวลา 10.00 น. วันนี้ (13 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของ “การอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม” ซึ่งจัดโดย สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ระหว่างวันที่ 12-15 มิ.ย. 52 ที่ดิโอลไรซ์มิล ถ.รามอินทรา 14 มีการเสวนาหัวข้อ ‘สื่อกระแสหลัก V.S. สื่อทางเลือก’ โดย น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน ดำเนินรายการโดยนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (www.prachatai.com)
นักข่าว ASTV เชื่อสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม-ผู้บริโภค
น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน ระบุว่า เท่าที่สังเกตมา จะเห็นว่าข่าวภาคประชาสังคม หรือข่าวเกี่ยวกับผู้บริโภคไม่อยู่ในสายตาสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ หากไม่ใช่นักข่าวด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักข่าวที่ดูแลประเด็นภาคประชาชนอยู่ ก็จะฝากให้นักข่าวสายอื่นๆ ทำให้ เช่น นักข่าวสายทำเนียบ ซึ่งติดตามทำข่าวการเมืองเป็นหลักจะไม่รู้ว่าที่มาที่ไป ทีทำให้ประเด็นลุกลามไปถึงหน้าทำเนียบเกิดจากอะไร หลายครั้งจึงเป็นแค่ข่าวย่อย หรือลงถังขยะแทนที่จะลงหนังสือพิมพ์
“การจัดสรรข่าวของกองบรรณาธิการ ในแต่ละวันข่าวที่จำนวนมหาศาล นับร้อยนับพันข่าว จะหยิบเอาข่าวจากใครก็ดูเหมือนว่ามีความเสี่ยงต่อทุกข่าวที่จะถูกทิ้งลงถัง ขยะ การคัดเลือกจะเกิดขึ้นในช่วงเย็น ส่วนใหญ่การเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม จะเชิงพื้นที่ แต่สายสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ประชาชน มักจะอาภัพอับโชค และมักจะถูกเบียดออกเมือถึงเวลาที่ต้องปรับหน้าเพื่อลดต้นทุน”
สื่อหลักอิงการเมือง-โฆษณา ASTV อิงแม่ยก
ทั้งนี้ แสงจันทร์ ได้อธิบายต่อไปว่าประวัติศาสตร์การกำเนิดและวัฒนธรรมของสื่อกระแสหลักไม่ว่า จะเป็นวิทยุโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ สัมพันธ์กับอำนาจการเมืองและธุรกิจในฐานะสปอนเซอร์ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการ ตัดสินใจนำเสนอข่าวของกองบรรณาธิการมากกว่าผู้อ่าน
อย่างไรก็ตาม แสงจันทร์กล่าวว่า สื่อกระแสหลักซึ่งปรับตัวเข้าหาสื่อนิวมีเดียในกรณีของ ASTV ผู้จัดการ ภาคประชาชนเองก็ฉวยใช้สื่อ ASTVผู้จัดการเพื่อต่อสู้ในประเด็นของตนเองได้เช่นกัน โดยระบุว่าในปัจจุบันคนที่สนับสนุนASTVแยกไม่ออกจากแม่ยกพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นบรรดาข่าวจึงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้สนับสนุน เช่น ข่าวบรรดาโชห่วยค้านห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ หรือ กรณีของเครือข่ายมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นกรณีที่ภาคประชาชนประสบความสำเร็จในการใช้ช่องทางสื่อผ่าน ASTVทีวีผู้จัดการ
นักพัฒนาเว็บระบุสื่อใหม่นำวัฒนธรรมสื่อสารใหม่มาด้วย
นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีการพูดถึงสื่อใหม่ในแง่ของเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีทีสิ่งที่มากกว่านั้น คือ สื่อใหม่นำพาวิธีคิดและกระบวนทัศน์ของวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่มาด้วย ไม่ได้มีเพียงแค่ย้ายเนื้อหาที่นำเสนอไปสู่พื้นที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น
แต่วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไป เช่น มีการโต้ตอบสองทาง มีความเร็วทันเวลา เหล่านี้ทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น เดิมเมื่อมีการจัดงานสัมมนา ผู้สรุปหรือเสนอข่าว อาจนำไปลงในสื่อซึ่งอาจเสนอในข่าวเย็นวันนั้นหรือหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น แต่ปัจจุบัน การรายงานข่าวสามารถทำได้สดเกือบทันเวลา และยังสื่อสารโต้ตอบได้ด้วย ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรม ชื่อทวิตเตอร์ (twitter.com) ซึ่งเป็นโปรแกรมส่งข้อความสั้น และสามารถส่งได้ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งหากมีคนอยู่ในงานเสวนาแล้วพิมพ์ข้อความสั้นเกี่ยวกับประเด็นของงานเสวนา ขึ้น ก็เปิดช่องให้คนที่อยู่ต่างพื้นที่ได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะส่งข้อความโต้ตอบ หรือฝากคำถามมายังวงเสวนานั้นๆ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เรื่อง "สถานที่" ลดความสำคัญลงไป เพราะคนที่อยู่ต่างที่กันก็สามารถมีส่วนร่วมในงานได้
มากกว่าเท่าทันสื่อ แต่พลเมืองต้องเขียนสื่อได้
นายอาทิตย์กล่าวว่า เรามักพูดกันเรื่อง "เท่าทันสื่อ" ซึ่งเป็นคำที่มาจากคำว่า "Media Literacy" ซึ่งแปลตรงตัวว่า การอ่านออกเขียนได้ ซึ่งความหมายของมันมากกว่าเพียงแค่การเท่าทันสื่อ ไม่ใช่แค่อ่านได้ แต่ต้องเขียนสื่อได้ด้วย ซึ่งลักษณะของข่าวพลเมืองนี้เอง ที่เป็นเรื่อง "เขียนสื่อได้" เพราะพลเมืองไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไปแล้ว พลเมืองสามารถเขียนสื่อได้
นอกจากนี้ ยังมีการพูดกันมากเรื่อง "สื่อเลือกข้าง" คือที่ผ่านมาเรามักพูดกันว่า แม้แต่ละคนจะมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน แม้ใจเลือกข้างแต่ก็ต้องพยายามทำให้เป็นกลาง พยายามไม่อคติ และพยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นแบบนั้น สื่อมวลชนมักถูกบอกว่า ให้พยายามมองเหตุการณ์แบบถอยห่างออกมา เพื่อจะได้ไม่จมกับประเด็น แต่ลักษณะของสื่อพลเมืองอาจจะต่างออกไปได้ เพราะในตัวของพลเมืองเขาก็มีส่วนร่วมอยู่ในการสังเกตสถานการณ์อยู่แล้ว เขาอาจจะไม่ได้ปิดบังว่าเขามีอคติ แต่ความมีอคติของเขานั่นล่ะที่ทำให้เรื่องนั้นน่าสนใจ และเมื่ออคติของแต่ละคนมันโผล่ขึ้นมา คุณเปิดเผยตัวคุณออกมา มันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยน สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีและเครื่องมือ แต่เทคโนโลยีนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้ได้พูด แล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไป
บก.โอเพ่นออนไลน์ ชวน ‘สื่อพลเมือง’ ออกจากกรอบ
ด้าน น.ส.สฤณี อาชวานันนทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) กล่าวถึงการทำงานในฐานะสื่อภาคพลเมืองว่า ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสื่อพลเมืองก็คือความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องไปติดกรอบกับความเป็นกลางหรือเลือกข้าง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริง ความที่น่าเชื่อถือ ก็คือ พยายามให้ความจริงพูดได้มากที่สุด
“เราไม่ควรไปตั้งเป้าว่าต้องมีความเป็นมืออาชีพ ภาษาดี ไม่ผิดเลย แต่สิ่งที่เราทำได้และเป็นประโยชน์ก็คือเทคโนโลยี ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง”
ชูสื่ออินเตอร์เน็ต ทำให้ ‘ข่าว’ ไม่หมดอายุ
สฤณีกล่าวว่าจุดแข็งของสื่ออินเตอร์เน็ตในฐานะสื่อใหม่ก็คือ ความไม่เก่า ไม่หมดอายุ “อินเตอร์เน็ต ข่าวทึกข่าวเป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเดือนที่แล้วหรือข่าวเมื่อสามนาทีที่แล้วจะมีโอกาสที่เท่าๆ กันให้คนรับรู้ ก็อยู่ที่วินัย ความตั้งใจของเราที่เก็บข้อมูล
สื่อพลเมืองไม่ควรจะคิดเรื่องเป็นนักข่าวมืออาชีพ และไม่ควรคิดมากเรื่องเลือกข้างตราบเท่าที่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง กับความเห็น ในส่วนตัวเวลาเขียนบล็อกก็พยายามที่จะแยกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรทีเป็นความเห็น และเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำเป็นข้อเท็จจริง ก็จะปรากฏ และอินเตอร์เน็ตก็จะทำให้ข้อเท็จจริงไม่มีวันตาย” สฤณีกล่าวในที่สุด
‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลผลักประเด็นสู่สื่อกระแสหลัก
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวตัวอย่างของการทำงานผลักดันประเด็นสังคมกับสื่อ โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างประเด็นเอฟทีเอ ซึ่งมีทั้งเรื่องสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา ประเด็นเหล่านี้อาจมีพื้นที่ข่าวในส่วนต่างๆ ของหนังสือพิมพ์ได้ เช่น ทั้งข่าวหน้าแรก หน้าเศรษฐกิจ และหน้าสาธารณสุข
แต่กับบางเรื่องการสื่อสารกับสื่อมวลชนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สมมติเช่นหากต้องเสนอประเด็นสิทธิผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม การทำข่าวของนักข่าวเรื่องนี้อาจจะไปกระทบกับค่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นผู้ สนับสนุนของหนังสือพิมพ์ที่นักข่าวสังกัดอยู่ ดังนั้น ความหวังจึงอาจจะอยู่ที่สื่อพลเมือง ที่ต้องสะสมข้อมูล และที่สุดแล้วประเด็นนั้นอาจได้รับการพัฒนาไปสู่สื่อกระแสหลักได้
น.ส.กรรณิการ์กล่าวว่า การทำงานแบบนักข่าวพลเมือง เช่น การทำบล็อก อย่าหวั่นไหวที่ยอดจำนวนของคนอ่านที่อาจจะไม่สูงเท่ากับสื่อกระแสหลัก เพราะโลกออนไลน์มีความพิเศษตรงที่การเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เช่นเมื่อเราเขียนบล็อก ก็อาจมีผู้อื่นนำไปอ้างถึงและทำให้ประเด็นนั้นๆ เป็นที่รับรู้ในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลดีดี จาก ประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24652

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
วสิทธ์ วันที่ : 26/07/2009 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

โอเคนะครับ

แต่ภาพที่ 4 นี้ ถ้่าใครจมเขี้ยวมัน มีหวังบวมแป๋งไปหลายสัปดาห์เลย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ฟ้าบ่กั้น วันที่ : 15/06/2009 เวลา : 22.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/underthesamesun

สส. ไทยแท้กี่คน
จีนแท้กี่คน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
meawruk วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meaw55

รูปสุดท้าย น่ากลัวจังเลยคะ อิอิ

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Mothemon วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 19.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mothemon

รูปที่ 2 สวยจังค่ะ
มาชวนไปดูหมาตัวจริงที่บ้าน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กอบธรรม วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

สื่อเมืองไทยก็แค่ตีกินไปวันๆ เพื่อเพิ่มยอดเงินในกระเป๋า
จิตสำนึกในการเสียสละเพื่อประเทศชาติยังอยู่ในเหวลึกคงดึงไม่ขึ้นเสียดายรายได้ไม่อยากเสียง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บุญชัย วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 17.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boonchai
 

พวกนี้ไม่ควรเรียกตัวเองว่าสื่อ.. เพราะไม่มีสมองคิดและขี้ขลาด น่าจัดเป็นจำพวก "นายว่า.. ขี้ข้าพลอย"

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน