*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1655 , 13:27:18 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ออกตัวก่อนเลยว่า ผมชื่นชมในตรรกะและความคิดเห็นของปัญญาชนสยาม ส.ศิวรักษ์ อยู่พอสมควร ท่านมีภูมิปัญญา ท่านเป็นคนกล้าหาญทางจริยธรรมคนหนึ่งที่มักจะออกมาต้านค่านิยมที่พาให้คนส่วนใหญ่หลงไปตามความคิดเห็นกระแสหลัก(ที่ผิด ๆ) อยู่เสมอ ๆ ซึ่งแน่นอนที่มีคนไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งกลับบ้าง ผมว่า นั่นเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ง่อนแง่นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ใกล้ 80  ปีแล้วนะครับ   และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรายังไม่คิดก้าวข้ามไปสู่สังคมอุดมปัญญาซะที หลาย ๆ ครั้งเรามักจะคิดกันว่า เดินมาก็นานแล้วนะ เหนื่อยแล้วละ ถึงทางแยกต้องเลี้ยวเข้าพักก่อน ความคิดแบบนี่แหละที่ทำให้เราเลี้ยวกลับไปสู่สังคมอุดมศรัทธา อุดมทรัพย์ ทุกที ทุกที เป็นเช่นนี้ เช่นนี้ เช่นนี้เอง ก็นั่นแหละครับ ลองหัดทำใจที่คับแคบ ที่ยึดกับความมีตัวกู ของกู อยู่แล้วของเราให้มีความแคบน้อยลงกว่าเดิมบ้างสิครับ ก็แค่ด้วยการรับฟังชุดความคิดที่แตกต่างจากที่เรารับรู้มาบ้าง จะเสื้อสีไหนก็ตาม แลกเปลี่ยนความรู้กัน ทำเป็นโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนเสื้อเหลือง-แดง-เขียว-ขาว ไม่แน่นะ สิ่งที่เราเชื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ถูกฝังหัวถูกครอบงำมา อาจไม่ใช้ทางออก ทางแก้ปัญหา และแม้กระทั่งเราเองอาจจะเสียใจที่หลงคิด พูดและกระทำผิดไปเกือบค่อนชีวิต ลองเถิดครับ เปิดใจให้กว้างสักนิด เชื่อผมเถิดครับว่า แม้ในใจเราจะคับแคบแต่ผมยังมองเห็นความกว้างในรูที่คับแคบนั้น เปิดมันออกมาสิครับ ทะลุทลวงมันออกมา บางครั้งเราอาจจะคิดว่าคนที่มีความเห็นต่างจากเรา เป็นรอยร้าวระหว่างช่องว่างของความคิดที่ไม่อาจต่อติดกันได้ แต่ไม่แน่นะ รอยร้าวนี่ สักวันมันอาจจะทำลายกำแพงอคติที่มีอยู่ในตัวตนของเราก็ได้ ไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์สิครับ

ก่อนที่เราจะอ่านข้อความข้างล่าง ผมคงต้องขออภัยก่อนที่ไม่สามารถเก็บความที่ท่านส.ศิวรักษ์ กล่าวไว้ทั้งหมดได้ นั่นเป็นข้อจำกัดในทางเทคนิคที่ผมไม่อาจก้าวล่วงพ้นไปได้ นั่นอาจทำให้เราไม่สามารถเข้าใกล้ถึงบรรยากาศในงานได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่า มันก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาสาระที่ท่านกล่าวไว้สูญหายไป อย่างน้อยมันก็ดำรงอยู่ในใจของผู้รับฟังทุกคนที่กำลังตั้งใจที่จะอ่านมัน เชิญครับ เชิญแวะมาทางนี้   

                                                               ด้วยจิตคารวะ ต่อ ท่าน ส.ศิวรักษ์
                                                                            หลังม่านสีฟ้า
                                                                  
     22 กุมภาพันธ์ 2552

   --------------------->                                               

...ได้ฟังปาฐกถาวันนี้นะครับ ทำให้ผมมี ภาษาบาลีเค้าเรียกว่า อตีตารมณ์ ชื่นชมโสมนัส คือ หมอเป็นคนหนุ่ม และเผอิญผมรู้จักหมอที่เคยเป็นหนุ่ม ๆ อย่างหมอวันเนี้ย เช่น วิชัย โชควิวัฒน์ ซึ่งรุ่นเดียวกับโกมล คีมทอง...โกมล คีมทองเป็นครูนะครับ เป็นครู...จริง ๆ หมอกับครูมีความคล้ายกันนะครับ  หรือจะว่าเหมือนกันก็ได้นะครับ พระพุทธเจ้าของเรานั้นทรงเป็นครู เป็นพระศาสดา แต่ขณะเดียวกันพระองค์ก็รับสั่งว่า พระองค์เป็นหมอ นะครับ และโดยเฉพาะในทางฝ่ายวัชรญาณนั้น มีพระพุทธรูปปางหนึ่งเรียกว่า พระไภสัชคุรุ...ไภสัชก็เภสัชนี่แหละครับ แพทย์ คุรุก็ครู...เพราะฉะนั้นฟังหมอปฐกถามาเนี้ย หมอเป็นทั้งครูและเป็นทั้งแพทย์...เราทุกคนเป็นทั้งครูและเป็นทั้งแพทย์ได้ครับ อย่าไปนึกว่าจะต้องเป็นคนมียี่ห้อนี้มีอาชีพนี้ เราเป็นครู คือ หนึ่ง เราเป็นคนที่หนักแน่น พร้อมที่จะสอนตัวเราเองไม่น้อยไปกว่าสอนผู้อื่น ถ้าเราเป็นแพทย์...รักษาตัวเอง รักษาผู้อื่น ไม่เฉพาะรักษาโรคภัยไข้เจ็บในทางร่างกาย ในทางจิตใจ ในทางสังคม ผมดีใจนะครับ ที่หมอเน้นถึงคนเล็ก ๆ น้อย ๆ  ความสำคัญอยู่ที่คนเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งนั้นแหละครับ เราเนี้ยมีความเป็นครูมากเท่าไร มีความเป็นแพทย์มากเท่าไร มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากเท่าไร เราก็จะเป็นคนเล็กคนน้อยตลอดไป ถ้าเราอ้าขาผวาปีกนึกว่า เป็นคนยิ่งใหญ่เมื่อไรเนี้ย ฉิบหายเมื่อนั้น และที่บ้านเมืองฉิบหายก็เพราะไอ้คนที่นึกว่ามันเป็นใหญ่ครับ เราเองก็จะฉิบหายนะครับ ถ้าเรานึกว่าเราเป็นใหญ่ ฝึกเป็นคนเล็กคนน้อยไว้ตลอดเวลา มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ตลอดเวลา และที่ผมชอบใจมากคือที่หมอบอกว่า เราต้องออกนอกกรอบของเราไปเห็นสิ่งซึ่งพ้นบริบทที่เราคุ้นเคย โหนี่สำคัญมากนะครับ พ้นบริบทที่เราคุ้นเคย ถ้าท่านมีบ้านช่องอะไรต่ออะไร ก็ออกนอกบ้านของเรา หันไปยึดติดอยู่กับTV น้ำเน่า หันไปยึดติดอยู่กับกับไอไอไอลัทธิบริโภคนิยม ต้องออกไปครับ พระบรมศาสดาของเราเองครับ เมื่อเสด็จออกไปเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย นั่นนะ เสด็จออกมหาภิเนษกรม นะครับ  ออกไปเสด็จไปทรงแสวงหาความจริง แล้วก็ทรงค้นพบความจริง แล้วความจริงอะไรละที่แท้จริง คือ ความทุกข์ ก็ทรงหาเหตุแห่งทุกข์ได้ ทรงสามารถดับทุกข์ได้ด้วยวิธีอันฉลาด เรียก อริยมรรคผล 8 บ้านเมืองของเราเนี้ยมีความทุกข์มากนะคับ ที่จะนะ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความทุกข์ ปัตตานี นราธิวาส เป็นความทุกข์ ซึ่งผมดีใจที่หมอเอ่ยถึง แต่ความทุกข์เหล่านี้ครับ นักการเมือง ข้าราชการมองไม่เห็น  ถึงเอาความรุนแรงไปแก้ ผมดีใจนะครับที่คุณหมอมองเห็น...ผมดีใจนะครับที่หมอเล่าประวัติให้เราฟัง และสิ่งหนึ่งซึ่งคือสาระสำคัญของประวัติของหมอที่เล่ามา คือ หมอเข้าไปที่ไหน หมอไปเห็นว่า ณ ที่นั้นหมอสามารถหากัลยาณมิตรได้ หาสิ่งที่ดีงามได้ ไม่ว่าจะสมัยเรียนอยู่ สมัยทำค่าย แล้วก็ออกไปร่วมกับชาวบ้าน มนุษย์เราที่สำคัญสุดครับ เราต้องหากัลยาณมิตร หาคนซึ่งสามารถตักเตือนกันได้ มีเวลาคุยกัน มีเวลาแลกเปลี่ยนกัน และทั้งหมดนี่ นึกถึงเสมอว่าเราเป็นคนเล็กคนน้อย และคนเล็กคนน้อยนั้นจำจะต้องมีอุดมคติ ข้อเสียในสังคมปัจจุบันนี้นะครับ มันเป็นสังคมที่...วัตถุนิยม บริโภคนิยม อำนาจนิยม ทุนนิยม แต่ถ้าเรามีอุดมคติแล้วเราจะเห็นว่า มันมีสิ่งหนึ่งซึ่งมีค่าในชีวิต ยิ่งกว่าอำนาจ ยิ่งกว่าเงิน ยิ่งกว่าชื่อเสียง อุดมคติคือสิ่งซึ่งประเสริฐพ้นวัตถุ  แม้กระทั่งมีค่ายิ่งกว่าชีวิตเราด้วยซ้ำไป อีกนัยหนึ่งอุดมคตินั้นเป็นสิ่งซึ่งเป็นสัจธรรม เป็นความจริง และถ้าเราหาความจริงได้ชัด ก็จะเป็นความงาม ก็จะเป็นความดี...

ส่วนหนึ่งจากคำกล่าวปิดปาฐกถาของ ส. ศิวรักษ์ ในงานปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๓๕ เรื่อง อุดมคติที่ยังมีตัวตน : คนเล็กๆ คือความหวังท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง โดยนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ณ ห้องประชุมศรีบูรพา(หอประชุมเล็กเก่า) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

ปล.ชื่อเรื่องเดิมที่ถูกยกเลิก หินก้อนแรกนะหรือ คือสิ่งซึ่งประเสริฐพ้นวัตถุ

หมายเหตุ .- มูลนิธิโกมล คีมทอง คืออะไร

มูลนิธิโกมลคีมทอง จัดตั้งขึ้นภายหลังจากการเสียชีวิตของนายโกมล คีมทอง บัณฑิตหนุ่มจากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ หรือครูโกมลของเด็กน้อยแห่งโรงเรียนเหมืองห้วยในเขา ต.บ้านส้อง กิ่งอ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี แบบอย่างของเขาได้สร้างความศรัทธาให้กับผู้อยู่ข้างหลัง ร่วม กันจัดตั้งมูลนิธิในนามของเขาขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๔ มิใช่เพียงเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เขาเท่านั้น หากมีวัตถุประสงค์ที่จะสานต่อและสนับสนุนผู้มีอุดมคติให้แพร่หลายเป็นจริงในสังคมนั่นคือเพื่อกระตุ้นเตือน และสนับสนุนให้บุคคลมีความเสียสละเพื่อสังคม มีอุดมคติเป็นผู้นำในทางที่ถูกต้อง

งานในระยะแรก มีการจัดทำสิ่งพิมพ์เพื่อเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ ให้แก่สังคม จัดตั้งกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับการศึกษา จัดทำวารสาร ปาจารยสาร และริเริ่มจัดทำหนังสือพิมพ์ ชาวบ้าน เพื่อชาวชนบทเล่มแรกในประเทศไทย ในด้านศาสนา มูลนิธิฯ มีส่วนช่วยส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ให้เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวมีบทบาทนำในวงการต่าง ๆ และสนับสนุนเงินทุนหรือหนังสือให้แก่กลุ่มกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา รวมถึงสนับสนุนผู้ที่ต้องการทำงานพัฒนาในหมู่บ้านชนบทอีกด้วย

หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มูลนิธิฯ ช่วยให้เกิดโครงการค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อการพึ่งตนเอง โครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และออกหนังสือพิมพ์ เพื่อนชาวบ้าน ขึ้นในปลายปี ๒๕๒๒ หลังจากนั้นได้ให้ความสนับสนุนแก่โครงการแด่น้องผู้หิวโหย โครงงานประสานงานชนบท โครงการส่งเสริมการศึกษาชุมชน โครงการเทคโนโลยีที่เหมาะสม โครงการส่งเสริมอาสาสมัครเพื่อการพัฒนาชนบท โครงการหมู่บ้านสหกรณ์นักเรียน โครงการศูนย์ยุวชนเพื่อนเด็ก โครงการปันรักเพื่อเด็กเร่ร่อน โครงการห้องสมุดแสงตะวัน โครงการทัศนศึกษาปัญหาสังคมไทย โครงการเพื่อนร่วมทาง โครงการอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โครงการอบรมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โครงการเพื่อคนรุ่นใหม่ในหัวเมือง โครงการนิเวศศึกษา โครงการพัฒนาอาชีพเสริมเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และโครงการอบรมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ปัจจุบัน มูลนิธิโกมลคีมทองมีหน่วยงานและกิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

สำนักพิมพ์ ก่อตัวขึ้นมาควบคู่กับการจัดตั้งมูลนิธิฯ ในระยะแรกจัดพิมพ์ในรูปแบบของจุลสาร ต่อมาเน้นหนังสือเกี่ยวกับการนำศาสนามาประยุกต์ใช้กับสังคมที่ซับซ้อน รวมถึงหนังสือในแนวการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง และการพึ่งตนเองของชุมชนระดับหมู่บ้าน ปัจจุบันสำนักพิมพ์ยังคงนำเสนอหนังสือที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นแนวคิดหลักของสังคมได้ในอนาคต อันได้แก่ แนวศาสนธรรมประยุกต์ แนวเกษตรกรรมธรรมชาติ แนวนิเวศวิทยา แนวอหิงสา-สันติวิธี แนวสุขภาพและวัฒนายุรศาสตร์ และอื่น ๆ

งายเผยแพร่อุดมคติ เริ่มกิจกรรมเมื่อปี ๒๕๒๖ เน้นงานทางด้านการเผยแพร่โดยใช้สื่อต่าง ๆ อาทิ จุลสาร สารโกมล ห้องสมุดแสงตะวัน การจัดอภิปรายเสวนาร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเด็นที่น่าสนใจ เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า ๒๕ ปี มูลนิธิโกมลคีมทองเปิดโอกาสให้สามัญชนคนหนุ่มสาวได้เริ่มคิด และร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมและตนเองเป็นที่เพาะต้นกล้าแห่งความดี ความงาม และความจริง เป็นแหล่งพักพิงของคนที่มีเชื้อไฟแห่งความเอื้ออาทร แม้มูลนิธิฯ แห่งนี้จะไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างระดับประเทศแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีเยาวชนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเคยได้รับแรงบันดาลใจและเกิดการพัฒนาจิตสำนึกฝ่ายดีขึ้นจากที่แห่งนี้ สมตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งมูลนิธิฯ และตามอุดมคติที่ดีงามของครูโกมล คีมทอง หนุ่มสามัญชนผู้ซึ่งยอมตนเป็นอิฐก้อนแรกก้อนนั้น

“หินก้อน แรกร่วง ลงพื้น

ก้อนอื่น ร่วงตาม ทับถม

กลบมิด ก้อนเก่า เจ้าจม

สะสม เป็นทาง ให้เดิน”


เพลง: อิฐก้อนหนึ่ง
คำร้อง ทำนอง : ประภาส ชลศรานนท์

ให้ลมมันแรงร้อนเพียงใด
ให้มีฝนมากมาย
แดดเกรียมเผาแทบตาย
อย่าไปยอมแพ้

อย่ายอมให้ลมพัดเราไป
อย่ายอมเพราะความง่าย
หยัดยืนสู้ด้วยใจ
ด้วยใจที่รวมกัน

อิฐก้อนหนึ่งซึ่งถูกวางอย่างเดียวดาย
มีความหมายแค่เพียงดินที่คนปั้น
ซ่อนความงามซ่อนความจริงและความฝัน
อิฐก่อนนั้นคงรอวันเพื่อมีค่า

อิฐหมื่นแสนที่ถูกวางอย่างสร้างสรรค์
อัศจรรย์จึงบันดาลขึ้นตรงหน้า
ก่อกำแพงสร้างบ้านเรือนตึกระฟ้า
แดดลมฝนจะพัดพาไม่มีหวั่น
อิฐก่อนนั้นช่วยป้องกันไม่หวั่นเลย
อิฐก่อนนั้นช่วยป้องกันไม่หวั่นเลย

อิฐก้อนไหนจะถูกวางไว้อย่างเดิม

อิฐก้อนไหนจะถูกวางไว้สร้างเมือง

อิฐก้อนไหน..จะถูกวาง..ไว้สร้างเมือง

ขอบคุณ ภาพดีดี จาก http://www.thaihardscape.com/images/1174123050/BRCK13.jpg



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน