*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 3248 , 09:42:46 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

           “ครบ 1 ปีแล้วครับ สำหรับวันก่อตั้ง บล็อคเกอร์ ปรากฎการณ์หลังม่านสีฟ้า ผมรอคอยวันเวลานี้มายาวนาน และแล้วมันก็มาถึงจนได้ ผมดีใจ ผมสุขใจ ผมปลื้มใจเสมอที่ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ตนเองมีบอกเล่ามันผ่านปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า หวังเพียงแต่ว่า ข้อมูลที่เราเห็นไม่ตรงกัน มันจะทำให้เกิดการสะดุดและหยุดคิด ผมว่าแค่นี้ก็เพียงพอใจแล้วครับ ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น ทุกกำลังใจที่มีให้เสมอมา ผมสัญญาว่าเขียนงานชิ้นต่อ ๆ  ไปด้วยความตั้งใจที่มากกว่าเก่า และให้ได้ดีกว่าเก่า ขอบคุณครับ ขอบคุณจริง ๆ สำหรับผู้อ่านทุกท่าน”  

 


มายา “ละครไทย” มนตราแห่งยุคสมัย(ทุนนิยม)

            “ดู
มืย้ดูตัว” คำกล่าวนี้ น่าจะพอเป็นข้อสนันสนุนที่เพียงพอต่อการยกขึ้นกล่าวอ้างให้ฝ่ายที่มองว่า  “น้ำน่”  รับฟังข้อมูลที่จะกล่าวต่อไปได้ในเบื้องต้น แต่จะทนรับฟังต่อไปถึงคุณค่าของละครไทยที่มีต่อการพัฒนาสังคมได้หรือไม่นั้น ผมว่า น้ำหนักของคำกล่าวข้างต้น ไร้ซึ่งเหตุผลอันน่าฟัง เพราะตราบใดก็ตามที่ทางสถานี ฟรีทีวีทั้งหลาย(บางช่อง) ยังไม่ยอมคืนเวลาที่เป็นเงินเป็นทอง ซึ่งควรเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมอุดมปัญญาให้กับสถาบันครอบครัวไทยแล้ว ตราบนั้น ครอบครัวไทยก็ยังหนีไม่พ้นการถูกชี้นำและครอบงำการใช้ชีวิตโดยอาศัยละครไทยบางเรื่องบางตอนเป็นต้นแบบ เป็นเค้าโครงในการใช้ชีวิต ซึ่งวันหนึ่งหากผู้ใหญ่ในครอบครัวขาดวิจารณญาณที่เพียงพอในการชม และหรือขาดสติไปแล้ว ไม่แน่ว่า ละครบางเรื่องบางตอนนั้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ฉุดรั้งครอบครัวไทยหลายครอบครัวที่ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด อย่างมีสติปัญญา ให้ล้มเหลวไม่เป็นท่าจนท้ายที่สุด นำไปสู่ปัญหาครอบครัวแตกแยกเลยก็ว่าได้

นั่นเป็นเพราะ ในทางรูปแบบ

ละครไทยเสมือนเป็นเหตุที่เข้ามาแทรกแซงชีวิตครอบครัว เป็นวงกว้างได้อย่างดีที่สุด เป็นสื่อที่มีทั้งภาพและเสียง แพร่กระจายไปทุกหลังคาบ้านที่มีเสาอากาศ ตั้งแต่คนรวยไปจนถึงคนจน ได้ดีกว่าสื่อประเภทอื่น ๆ  ทั้งยังง่ายต่อการศึกษา เลียนแบบและเอาอย่างโดยเฉพาะส่วนที่ไม่ดี และ

ละครไทยส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้ฉายในช่วงเวลา Prime Time ตั้งแต่เวลา 19.00 . ไปจนกระทั่ง 22.00 น. ซึ่งเป็นเวลาอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ตั้งแต่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ ไปจนถึงคุณลูก คุณหลาน ฯลฯ และความเป็นจริงมีหลายครอบครัวที่ยกให้โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตเป็นพ่อแม่บุญธรรม เป็นพี่เลี้ยงเลี้ยงลูกแทนตัวเอง หรือแม้กระทั่งผู้ซึ่งอยู่ร่วมกับเด็ก ๆ ในการดูโทรทัศน์มิได้มีความรู้ความเข้าใจ มีวิจารญาณเพียงพอในการสอนให้เด็ก ๆ รู้ถึงความคิด คำพูดและการกระทำที่ตัวละครแต่ละตัวสื่อออกมาตามบทว่า อย่างไหนเป็นสิ่งที่ดีและควรเอาอย่าง อย่างไหนเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรเลียนแบบ นั่นคือผลกระทบของละครไทยที่ทำให้เด็ก  ๆ มักจะซึมซับเอาแต่พฤติกรรมส่วนที่ไม่ดี (ซึ่งง่ายต่อการเรียนรู้) เป็นแบบอย่างในการใช้มันเพื่อทดลองแสดงต่อคนในครอบครัวหรือไม่ก็คนรอบข้างอย่างเป็นทางการ
         
         
นั่นเป็นเพราะ ในทางเนื้อหา

ละครไทยส่วนใหญ่สรรสร้างสาระน้อยกว่าความบันเทิง อาศัยความโลภ ความโกรธ ความหลงของตัวละครนำเป็นธีมในการดำเนินเรื่อง เป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ผลงานออกมา เพื่อรับใช้ความอยากรู้ อยากดู อยากเห็น เพื่อสนองความพึงพอใจ ความสะใจ ความเอามันของผู้ดูละคร และถึงที่สุดแต่ละช่องก็เปิดเกมชิงมวลชนจากอีกช่องมาเป็นฐานเสียงในการได้มาซึ่งเรตติ้งที่สูงกว่า ยิ่งโทรทัศน์ช่องไหน ตีแผ่การประชดประชัน การเสียดสี ความโลภ ความใคร่ ความอิจฉา ความริษยา ความพยาบาทอาฆาตแค้น ความหลง ในรูป ทรวดทรงองค์เอว รสชาติความเร่าร้อน  กลิ่นพิศวาส เสียงอันเคลิบเคลิ้ม และสัมผัสสวาทของเธอ ได้มากเท่าไร โทรทัศน์ช่องนั้นก็จะกอบโกยเอากำไรในทางชื่อเสีย(ง)ไป ขณะเดียวกันก็เหลือทิ้งไว้แต่ผลิตผลที่เป็นกับระเบิด รอคอยเพียงเวลาและจังหวะที่พร้อมจะทำลายล้างครอบครัวที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดวิจารณญาณและใช้ชีวิตตามยถากรรม

ขณะเดียวกันละครไทยยังเป็นถังขยะของอารมณ์ให้กับผู้ดูละคร ถึงขนาดให้เกียรติผู้ดูละครรับตำแหน่งนักแสดงรับเชิญ แสดงร่วมในฐานะผู้ชม ด้วยการสร้างความรู้สึกร่วมให้ผู้ดูละครรู้สึกดีใจ ปลื้มใจ โกรธ เกลียด อิจฉา ริษยา เสียใจ ร้องไห้ไปตามตัวละคร ด้วยความเข้าใจว่า บางครั้งชีวิตจริงของผู้ดูละครนั้นไม่สามารถปลดปล่อยอารมณ์เหล่านั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ ละครไทยจึงขันอาสาเป็นทางออกให้

นั่นเป็นเพราะ ในเชิงคุณภาพ

ละครไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศนั้น ถ้าพิจารณาตามมาตรฐานความคิดของคนสร้างละครส่วนใหญ่แล้ว ก็คงจะถือได้ว่า ยังได้ตามมาตรฐาน หากแต่ว่ามาตรฐานที่ว่า ยังมิใช่มาตรฐานของละครน้ำดี ละครสร้างสรรค์สังคม ละครที่ให้แง่คิดแฝงสาระคู่กับความบันเทิง ที่เป็นเสมือนเข็มทิศชี้นำให้คนดูหลุดพ้นจากภาพเดิม ๆของละครไทยที่มีแต่การรับใช้และสนองกิเลสอันไม่มีสิ้นสุด การใช้น้ำดีผลักน้ำเสียลงสู่ท่อน้ำทิ้ง จึงน่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการฉุดรั้งจิตใจที่ตกต่ำของเหล่าผู้ดูละครให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ยกระดับจิตวิญาณที่แต่เดิมอยู่ภายใต้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่บางส่วนได้มาจากละครให้ดำรงอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งความมีสติ เรียนรู้และเข้าใจชีวิตอย่างมีปัญญา

และถึงที่สุด นั่นเป็นเพราะ ในเชิงปริมาณ

ละครไทยส่วนใหญ่ที่ครอบงำและชี้นำสังคม ที่ยังคงสนองความต้องการของคนดูได้ ยังเป็นละครประเภทฉากเดิม ๆ เริ่มตั้งแต่ความคิดที่เห็นแก่ตัว (คิดเอาแต่ได้ คิดเบียดเบียนผู้อื่น คิดแย่งผัว คิดแย่งมรดก ฯลฯ) คำพูดที่เห็นแก่ตัว (พูดไม่ถนอมน้ำใจ พูดประชดประชัน พูดเสียดสี พูดด่าทอ พูดหยาบคาย ฯลฯ) และการกระทำที่เห็นแก่ตัว (การฆ่า การทำร้าย การข่มขืนใจ การรังแกผู้หญิง การตบตี  ฯลฯ) ซึ่งความเห็นแก่ตัวที่ว่า คือ พื้นฐานความคิดที่เข้ากันได้และสอดคล้องกับระบบทุนนิยม ลัทธิวัตถุนิยมหรือแม้กระทั่งบริโภคนิยมที่คนมีส่วนให้เกิดละครไทยยึดถือตัวเองเป็นใหญ่และเอาผลกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น มิได้หมายความหรอกนะว่า ละครไทยนั้นมิได้มีแต่ส่วนไม่ดี หากแต่ในความไม่ดีข้างต้นก็ยังพอมีความดีอยู่บ้าง  เรียกว่า ละครน้ำเน่านั้น หากพิจารณาตั้งแต่ต้นเรื่องจนอวสาน ตอนจบ หรือจบบริบูรณ์ก็สุดแท้แต่ ข้อคิด แง่คิดที่มักจะได้กลับมาเสมอ ๆ ของทุก ๆ เรื่อง คือสอนให้รู้ว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”  แต่ทว่ากว่าจะชนะอย่างแท้จริง เริ่มแรกนั้นธรรมะ มักจะแพ้ทางอธรรม ใช้เวลานานพอสมควรจนถึงจุดที่นิ่งแล้ว หลังจากใช้เวลารอคอยให้อกุศลจากการกระทำในอดีตของฝ่ายธรรมะแสดงผลจนหมดสิ้น กุศลกรรมที่เคยทำและกำลังกระทำในอดีตจนปัจจุบัน ก็ออกตัวทำหน้าที่แสดงผลอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ทำให้ฝ่ายอธรรมที่เป็นของปลอม ของมายาแพ้ภัยตัวเอง ดับสลายไปตามกฎธรรมชาติ  เป็นเช่นนั้นตามกฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำซึ่งซื่อสัตย์และยุติธรรมที่สุด

และถ้าอ่านลึกลงไปอีกถึงเจตนาของผู้มีส่วนให้เกิดละครไทยนั้น ก็พอจะทราบว่า ละครไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับฝ่ายอธรรมมากกว่าฝ่ายธรรมะ โดยการถ่วงน้ำหนัก หมายความว่า เวลาที่ละครไทยให้กับเนื้อหาส่วนที่เป็นธรรมะนั้นน้อยกว่าเวลาที่ให้กับเนื้อหาส่วนที่เป็นอธรรมมาก ๆ น่าจะในอัตราส่วน 80 : 20 ก็เห็นจะได้ เน้นหนักไปที่การเสนอ พุ่งเป้าเข้าไปถึง เจาะลึกไปที่สิ่งไม่ดีมากกว่าสิ่งดี ทำนองว่า “สิ่งไม่ดี ทำง่าย หาใช้หัว สิ่งดีบ่ชั่ว ทำยาก หากไม่ข่มใจ” ถ้าถามว่า “เจตนา” นั้น พวกเขาได้มาอย่างไร ที่กล่าวไว้ข้างต้น มีพอสมควรแล้ว

แต่ผมขอเน้นย้ำด้วยผลวิจัยของมีเดียมอนิเตอร์ในปี 2549 ที่มีการศึกษาไว้ พบว่า ละครไทย 88 % มีฉากรุนแรงถึง 4 ครั้งต่อชั่วโมง มีเนื้อหาเหยียดเพศ ดูถูกผู้ด้อยกว่า 1.33 ครั้งต่อชั่วโมง ใช้ภาษาไม่เหมาะสม 0.25 ครั้งต่อชั่วโมง มีการคุกคามทางเพศ การข่มขืน 0.13 ครั้ง ต่อชั่วโมง และผลวิจัยล่าสุดความรุนแรงไม่ลดลงและอาจจะเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

และที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้จัดเสวนาเรื่อง “เจาะลึกจอตู้ วันนี้หนู ๆ ดูอะไร”  จากผลการศึกษา “ความรุนแรงในรายการโทรทัศน์” อาจารย์ท่านหนึ่งเปิดเผยว่า มีรายการสำหรับเด็กออกอากาศแค่ 6.49% โดยช่องทีวีไทยมีมากที่สุด  ซึ่งรายการเด็กในทีวีทุกช่อง เกินครึ่ง 54.95% มีเนื้อหารุนแรงไม่เหมาะสมกับเด็กและนำเสนอผ่านการ์ตูนมากถึง 63.81% (ซึ่งหาอ่านได้จากความเห็นที่ 1 ท้ายบทความนี้)

ด้วยความห่วงใย ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความมีมิตรไมตรี และด้วยหัวใจ ผมในฐานะผู้บริโภคละครไทย ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งจากผลกระทบของละครไทยทีมีต่อสังคม จึงเป็นการสมควรที่ผมจะมีส่วนในการเสนอแนะต่อผู้มีส่วนให้เกิดละครไทยทุกคน นั่นหมายความว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในวงการละครไทยขนานใหญ่ อย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของคนละครไทยต่อกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่สื่อประเภทละครมีผลอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้นท้าทายสังคมนิยมวัตถุโดยไม่รู้ตัว เท่าที่ใช้สติพอนึกทวนได้ผมเห็นว่า ผู้มีส่วนให้เกิดละครไทย ต้อง

1.ย้ายเวลาละครจากเดิม 20.30-22.30 น. ไปเป็นเวลา 22.30-00.30 น. แล้วเอารายการสร้างสรรค์สังคมมาออกอากาศแทน ถ้าย้ายไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็ขอความร่วมมือผู้มีอำนาจในแต่ละช่อง ใช้ละครน้ำดีผลักละครน้ำเน่าลงท่อน้ำทิ้งเสียเถิด

2.ส่งเสริมละครน้ำดีให้อยู่ได้ด้วยการยิงสปอต เปรียบเทียบผลกระทบของละครน้ำดี กับ ละครน้ำเน่าต่อสังคม เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนดูให้หันไปให้ความสำคัญกับละครน้ำดีมากกว่าละครน้ำเน่า

3.นำละครต่างประเทศ (เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว) ที่ออกอากาศในช่วงเวลา prime time มาตีแผ่เปรียบเทียบกับละครไทยที่ออกอากาศในเวลาเดียวกันว่า ละครแบบใดควรค่าแก่การยกย่อง ควรค่าแก่การสร้างสรรค์สังคมมากกว่ากัน

4.พูดคุยอย่างเป็นทางการกับคนมีส่วนให้เกิดละครน้ำเน่าถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมไทย ถึงผลกระทบทั้งในทางที่ดีและร้าย เพื่อให้เขาเปลี่ยนความคิด หันมาทำละครน้ำดีแข่งกัน

ในทางทฤษฎีนั้น มีความเป็นไปได้เสมอในการเปลี่ยนแปลง แต่ทว่าในความเป็นจริง การจะทำเช่นว่านี้ได้ ผู้มีส่วนให้เกิดละครไทยจะต้องเสียสละ ต้องยอมแลก โดยต้องยอมกัดฟันทิ้งผลประโยชน์หลักล้าน หันหลังให้เรื่องไร้แก่นสารเหล่านั้น แล้วมาอุดหนุน สนับสนุน จริงจังและจริงใจในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในการร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่า แม้ทางปฏิบัติจะเป็นสิ่งที่ผู้มีส่วนให้เกิดละครไทยยอมรับที่จะทำใจได้ยาก แต่ในทางทฤษฎีการเดินไปหาความจริง ความงามและความดีนั้นเป็นสิ่งที่ควรเข้าใกล้มิใช่หรือ

ก็นั่นแหละ “ดูมืย้ดูตัว” ถ้าพิจารณาตามความหมายดั้งเดิม อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับสังคมที่สลับซับซ้อนต่างจากสังคมในสมัยก่อน แต่คำว่า “ดู” ทั้งสองคำในคำกล่าวนี้ สามารถตีความครอบคลุมไปถึง ผู้มีส่วนให้เกิดละครไทย ที่ต้องหันกลับมามองตัวเองบ้างว่า หลังจากที่ละครออกอากาศไปแล้ว นอกจากเรตติ้งที่เป็นอาหารอันโอชะที่แต่ละช่องหวังจะได้ส่วนแบ่งการตลาดที่มากกว่าแล้ว มันยังสร้างคุณงามความดีให้กับคนดูบ้างหรือไม่ ถ้าเทียบกับผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เด็กและเยาวชน(แม้กระทั่งลูกหลานของท่าน)ได้ลอกเลียนแบบเอาแต่ส่วนที่ไม่ดี (เรตติ้งสูง)ไปใช้

ปล.เผื่อว่ายังจุใจไม่พอกับงานร้อยแก้ว ลองบรรจงตาอ่านร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 ในชื่อ มายา “ละครไทย” ต่อข้างล่างได้เลยครับ

มายา “ละครไทย”

งานสร้าง “ฉากชีวิต”

ผลผลิต “การละคร”

“ปัจจัย” ประทานพร

ก่อคำสอน “ย้อนดูตัว”

ชีวิตจริงยิ่งกว่า

คราวฟ้าผ่าลงกลางหัว

“แปดด้าน” ความมืดมัว

บอดถ้วนทั่วจนทางไป

…!??!

ละครสอน “ชีวิต”

“กรรมลิขิต” เป็นไฉน

“ธรรมะ” ชนะใจ

อธรรมภัยพ่าย “ความดี”

สร้างสรรค์จรรโลงจิต

ยกชีวิตให้เป็นศรี

ใจสูงเพราะทำดี

ใจอัปรีย์เพราะทำเลว

…!??!

ละครคร่า “ชีวิต”

บีบคั้นจิตตกลงเหว

ผูกปมทำ “คนเลว”

ด้วยไฟเปลวเผา “ใจ” ตน

“น้ำเน่า” เป็นแก่นสาร

ดูทุกบ้านทุกแห่งหน

ครอบงำชีวิตคน

“เจ็บ โง่ จน” หมุนวนเวียน

“ซ้ำซาก” จึ่งรากงอก

มัน “ล้อมคอก” ให้เราเพี้ยน

แทรกซึม “ความแนบเนียน”

จดจำเรียนเขียนตามกัน

…!??!

เราตามร่วม “รู้สึก”

คะนองคึกนึกหุนหัน

“โลภโกรธหลง” เร็วพลัน

สำแดงมันผ่าน “อารมณ์”

หาใช่ “คนแสดง”

จึง “พลิกแพลง” เล่นบทสม

ฐานะคนชมคน

ละครดลให้เราตาม

…!??!

ผิดหลงเผลอ “ความคิด”

“ดวงเก่าจิต” มันผลีผลาม

ดับไปจนจบความ

“จิตใหม่” ตามจนรู้ตัว

…!??!

ปรานีคนดูเถิด

“เล็งผลเลิศ” หยุดยวนยั่ว

กำกับทิ้ง “ตนตัว”

จบความยั่วเมามัวคน

ลัม่สีฟ้
23-24 มีนาคม 2552

ปล. ถ้าข้อเสนอแนะของผมเป็นไปไม่ได้ ผมก็คงต้องอธิบายให้เด็กและเยาวชน รวมทั้งตัวผมเองฟังได้ว่า ที่ละครไทยมีฉากซ้ำ ๆ เดิม ๆ ตราบนานเท่านานไม่เปลี่ยนแปลงก็เป็นเพียงเพราะ ละครไทยนั้นต้องคำสาปหรือไม่ก็โดนมนตราของเจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งวงการละครไทยนี่แหละ เฮ้อ...ต้องทำใจ


เพลง โลกนี้คือละคร

คำร้อง ไพบูลย์ บุตรขัน
ทำนอง ไพบูลย์ บุตรขัน


โลกนี้นี่ดูยิ่งดูยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร ถึงบทเมื่อตอนเร้าใจ
บทบาทลีลาแตกต่างกันไป ถึงสูงเพียงใด ต่างจบลงไปเหมือนกัน
เกิดมาต้องตายร่างกายผุพัง ผู้คนเขาชัง คิดยิ่งระวังไหวหวั่น
ต่างเกิดกันมาร่วมโลกเดียวกัน ถือผิวชังพรรณ บ้างเหยียดหยามกันเหลือเกิน
โลกนี้คือละคร บทบาทบางตอน ชีวิตยอกย้อนยับเยิน
ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ แสนเพลิน เหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมาน
โลกนี้นี่ดูยิ่งดูเศร้าใจ ชั่วชีวิตวัย หมุนเปลี่ยนผันไปเหมือนม่าน
ปิดฉากเรืองรองผุดผ่องตระการ ครั้นแล้วไม่นาน เปิดผ่านเป็นความเศร้าใจ

ปล.ขอบคุณภาพดีดีจาก
http://www.oknation.net/blog/mindhand/2007/08/01/entry-1 บล็อคเกอร์ อะหนึ่ง

หมายเหตุ.-  ชื่อเรื่องที่ไม่ได้รับเลือกจากผม

-ละครไทย...ยังไงก็ไปไม่ถึง
-ก้าวข้ามไม่พ้น...คนละครไทย
- “ร้อยแก้ว ร้อยกรอง เพลง” ไตรภาคีว่าด้วยละครไทย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
pimyda วันที่ : 16/06/2009 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimyda
แม่ญิง^_^ชอบฝัน...อันเสรี..ดนตรีกังวานผ่านศิลป์อักษร..

อืม...ขอบคุณสิ่งดีดีที่เพิ่มการมองเห็นเงา...ละครโรงใหญ่ใบนี้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 03/06/2009 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

เก็บไว้ใช่ว่า ศึกษาวิจารณ์

ลับ ลวง พราง ละครไทย(1) : แฉเล่ห์เหลี่ยมซื้อเรื่องทำละคร

การเช่าช่วงลิขสิทธิ์บทประพันธ์ เพื่อกักตุนเป็นเรื่องสำคัญมากของช่อง 7 สี และช่อง 3 ณ วันนี้พรมแดนที่มีคนดูเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ ซึ่งเคยแบ่งกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ไม่เป็นจริงซะแล้ว

เพราะทุกช่อง ทุกค่ายล้วนซูฮกว่า ทิศทางการมองละครของ คุณแดง "สุรางค์ เปรมปรีดิ์" นั้นยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ ดังนั้น... จึงมีความเพียรพยายามที่จะปั๊มสูตรละครให้ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 ทุกวันนี้ซึ่งหันมาทำละครตลาดมากขึ้น หรือแม้แต่ช่อง 5 ที่ exact ผูกขาดอยู่นั้น ก็พยายามเลือกละครที่ผู้ชมเข้าถึงง่าย โดยใช้โปรดักชั่นตามแบบฉบับของตัวเอง ที่ทำให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลา

เอ็กแซ็กท์ ภายใต้การนำทัพของ ถกลเกียรติ วีรวรรณ และถูกโอนถ่ายมายัง นิพนธ์ ผิวเณร ในปัจจุบัน ผู้เคยเป็นแค่ "ม้านอกสายตา" ของช่อง 3 และช่อง 7 สีตัวนี้ ก็ควรแก่การจับตามองเช่นเดียวกัน

เชื่อหรือไม่ว่า ละครเกือบทุกเรื่องของ exact และ/หรือ คณะละครของช่อง 3 ที่เริ่มจะมีมากขึ้น ก็ได้เริ่มใช้แบบอย่างและขนบที่ช่อง 7 สีทำ คือ ถ่ายไป ออนแอร์ไป

ในอดีต ช่อง 7 สี เคยวางกลุ่มเป้าหมายผู้ชมละครโดยใช้ฐาน B+ ลงมา ในทางกลับกัน ช่อง 3 ใช้ฐาน B+ ขึ้นไป และเคยอวดโอ้เอกลักษณ์ในการเป็นผู้นำ "ละครคนกรุง" หรือ "ละครปัญญาชน" ดังนั้น...การเลือกเรื่อง เลือกสไตล์ในการทำละครของทั้ง 2 ช่อง จึงมีความแตกต่างกันอยู่อย่างชัดเจน

แต่ ณ วันนี้ฐานผู้ชมถูก (จงใจ !?) ขยับให้มาใกล้เคียงกัน ส่งผลกับการเลือกเรื่องทำละครใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในกลุ่มงานของนักเขียนรุ่นใหญ่บางคน

บทประพันธ์หลายเรื่องที่อยู่ในการครอบครองลิขสิทธิ์ของช่อง 3 เวลานี้ เคยเป็นละครฮิต ของช่อง 7 สีมาก่อนแทบทั้งสิ้น!!
...
ละครช่อง 3 เหล้าเก่าในขวดใหม่
สมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้จัดการฝ่ายรายการ สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 เคยยอมรับว่า ตลาดละครกรุงเทพฯของช่อง 3 นั้นไปได้สวย ฐานของเรตติ้งห่างกันไม่มาก 7 : 9 (โดยประมาณ) ขณะที่ต่างจังหวัด ผู้ชมโทรทัศน์ยังให้ความสนใจกับละครช่อง 7 สี อย่างเนืองแน่น ส่งผลให้เรตติ้งทิ้งห่างกันครึ่งต่อครึ่ง ราว 14 : 6

การเลือกจับบทประพันธ์ที่ช่อง 7 สีเคยทำเป็นละครมาแล้ว น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับช่อง 3 ได้

"การนำเอาละครมาลงจอ เราจะดูที่กระแส ดูตลาด และสภาวะของผู้ชมเป็นองค์ประกอบกัน อะไรที่ขาดหายไป เราก็เอามาเติม ที่บอกว่าเอาละครช่อง 7 มา ไม่ใช่หรอก บทประพันธ์ใครสนใจ อยากซื้อ นักเขียนก็มีสิทธิ์ที่จะขาย ขายให้กับช่อง 3 ขายให้กับช่อง 7 ได้ทั้งนั้น นักประพันธ์ไม่มีค่ายนี่ครับ" สมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้เป็นคนชี้นิ้วว่าละครเรื่องไหน ของผู้จัดคนใด หรือนักแสดงคนไหนกล่าว

"อย่างต่างประเทศเขาก็เอา คิงคอง มาทำใหม่ ของทุกอย่างอยู่ที่การตีความ การสื่อสาร ว่าจะสื่อสารกับคนสมัยนี้ให้มันสนุกได้ยังไงเท่านั้นเอง เรามีนวนิยายคลาสสิกที่มีความสมบูรณ์พร้อมในการนำมาทำเป็นละคร คือเรามองว่า ถ้าของใหม่มันแต่งแล้วไม่ดี สู้ของเก่าไม่ได้ เอาของเก่าดีกว่า สนุกกว่า งานชิ้นไหนที่มันดี เราก็เอามาทำ"

"อย่าไปคิดว่า เอาของเก่ามาทำอีกแล้ว นิยายใหม่ส่วนมากอ่านแล้วมันไม่มีอะไร เขียนสู้งานเก่าไม่ได้ แล้วนิยายใหม่ๆ กลิ่นไปทางญี่ปุ่นหมดเลย นานๆจะเจอสักเรื่องที่เหมาะสมกับการนำมาทำเป็นละคร ผมอยากให้รอดูละครเรื่อง ปราสาทมืด รับรองไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นเดิมๆ ที่เราเคยดูกันแน่นอน แล้วจะรู้สึกว่า คิดอย่างนี้กันได้ด้วยเหรอ"

ช่อง 7 สี เคยพยายามจะแก้เกมที่ช่อง 3 เปลี่ยนสูตรละคร โดยประชุมคณะผู้จัดละคร และทีมเขียนบท ในเบื้องต้น มีความคิดว่า อยากจะย้อนศรเจรจาเช่าซื้อบทประพันธ์ละครที่ช่อง 3 เคยทำไว้ มาเป็นของช่อง 7 สี แต่คณะผู้จัดละครส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย ด้วยจะทำให้ทิศทางและฐานผู้ชมละครเปลี่ยนไป และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ไม่อยากวัด "รอยเท้าเดิม" ที่เคยทำโด่งดังมาแล้ว และอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม ซึ่งก็ได้ปรากฏมาแล้ว เช่น แม่หญิง (บทประพันธ์ของ วราภา) ที่บริษัทคำพอดีทำขึ้นมา คิดว่าจะโด่งดังเหมือนที่ดาราวิดีโอเคยทำ แต่กลับล้มคว่ำไม่เป็นท่า แถมถูกตัดให้ลดตอนอีกด้วย

ความจริงแล้ว ช่อง 7 ใช่ว่าอยากจะทำละครรีเมกก็หาไม่ แต่ก็ไม่ยอมที่จะให้ใคร "ลูบคม" เช่นกัน จึงต้องหาวิธีดับเครื่องชนในบางครั้ง ทั้งที่รู้ว่าการทำละครรีเมกนั้นจะโด่งดังกว่าครั้งแรกนั้น เรียกว่า "หืดขึ้นคอ" ก็ว่าได้
...
ซื้อบทประพันธ์ หน้าที่สถานี
ณ วันที่ทิศทางและกลุ่มเป้าหมายของละครทั้ง 2 ช่องละม้ายคล้ายคลึงกัน จึงเป็นที่มาของการกว้าน ฉก ชิง เช่าซื้อลิขสิทธิ์บทประพันธ์มา "กักตุน" เพื่อความอุ่นใจ อายุลิขสิทธิ์การเช่าซื้อมาตรฐานอยู่ที่ 3-5 ปี
เมื่อ 10 -15 ปีที่แล้ว ค่ายละครและสถานีจะช่วยกันเจรจาซื้อบทประพันธ์ แต่ ณ วันนี้เป็นสิทธิ์ขาดของสถานีแต่เพียงฝ่ายเดียว ทำไม ... จึงเป็นเช่นนั้น

เหตุผลหนึ่งคือ สถานีเกรงว่า หากผู้จัดละครแปรพักตร์ไปทำงานให้กับวิกคู่แข่ง ก็อาจจะหอบบทประพันธ์เหล่านี้ไปด้วย เนื่องจากค่ายละครเป็นคู่สัญญากับเจ้าของบทประพันธ์โดยตรง ไม่ใช่สถานี ดังนั้น การใช้ตัวแทนของสถานีซึ่งไว้ใจได้ ย่อมดีกว่าทั้งในแง่ของแนวทางป้องกันและแนวรบอันแข็งแกร่ง

ทุกวันนี้ การเช่าช่วงลิขสิทธิ์บทประพันธ์จะผ่าน "ตัวแทนช่อง" ไม่ใช่คณะละคร ผู้จัดฯ อาจมีสิทธิ์เสนอเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจมายังต้นสังกัด เมื่อต้นสังกัดผ่าน ซื้อลิขสิทธิ์แล้ว คณะละครที่ทำการเสนอเรื่องนั้นๆ จะได้เอกสิทธิ์เป็นผู้จัดสร้างละครเรื่องนั้นๆ

บุคคลภายนอก หรือผู้ปฏิบัติงานจะไม่รู้สถานภาพ หรืองานอีกด้านหนึ่งของคนผู้นี้ ภาพที่คุณเห็นกับงานประจำวันที่สถานีฯ กับงานที่ปฏิบัติการลับอยู่นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวแทนนี้นอกจากเป็นคู่เจรจาแล้ว ยังต้องรู้ทุกเรื่องราวของบทประพันธ์ ยิ่งในสมัยแข่งขันในการสร้างละครที่ค่อนข้างรุนแรงอย่างยุคนี้ อาจจะย่นย่อเวลาการทำงานด้วยการอ่านเรื่องย่อ หรือฟังโครงเรื่องของนักเขียนแต่ละคนที่มีอยู่แล้ว

ในขณะที่สมัยก่อน ต้องอ่านนวนิยายเป็นเล่มๆ เพื่อให้ทราบเนื้อหาทั้งหมด หน้าที่ซึ่งไม่เปิดเผยนี้ ทำงานราวกับหน่วยราชการลับ และ/หรือ กองโจร โดยรับคำสั่งและขึ้นตรงต่อกองบัญชาการ ผู้แทนนี้จะรู้กันในหมู่ผู้จัดละคร , สถานีโทรทัศน์ (ระดับผู้บริหาร) และนักประพันธ์ เท่านั้น

มารยาทปฏิบัติต้องรู้ว่า ถ้าตัวแทนช่องมา ค่ายละครซึ่งเจรจา พูดคุยอยู่กับนักประพันธ์ต้องหลีกทางให้กับผู้ถือป้ายอาญาสิทธิ์นี้ แต่ถ้าตัวแทนต้องเจรจาซื้อ – ขายในเรื่องเดียวกับวิกคู่แข่งก็ต้องใช้ "วิชามาร" โดยงัดกลยุทธ์ทุกวิถีทางมาสกัดและกำจัดคู่แข่งให้พ้นทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งบทประพันธ์นั้นมาครอบครอง

ตัวแทนสถานี ทั้ง 2 ช่อง เป็น "ผู้หญิงเก่ง" ด้วยกันทั้งคู่ ตัวแทนของช่อง 3 อักษรย่อคือ "ศ" และตัวแทนของช่อง 7 อักษรย่อคือ "จ" ต่างกันที่ ช่อง 3 รับเงินเดือนจากสถานี แต่ช่อง 7 สี รับเงินเดือนจากคุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์

ปกติปฏิบัติการเจรจาซื้อขายเรื่องเป็นความลับสุดยอด ของสถานี ช่อง 7 สี นั้นไม่ค่อยเปิดเผยบทประพันธ์ที่ซื้อ นอกจากเรื่องที่กำลังจะเปิดกล้องถ่ายทำเท่านั้น ตรงกันข้ามกับช่อง 3 ที่มักจะออกข่าวขย่มคู่แข่งอยู่เสมอ

นอกจากบทประพันธ์จากนักเขียนใหญ่กลุ่มหนึ่งที่นิยมซื้อลิขสิทธิ์ซ้ำเพื่อทำละครรีเมก ยังมีงานใหม่ๆ ของนักเขียนในรุ่นกลางที่ทางคณะละครก็ดี ทางสถานีก็ดี นิยมซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นละครเช่นกัน นักเขียนรุ่นนี้หลายคนพยายามลดความวิจิตรพิสดารทางภาษาอย่างนักประพันธ์รุ่นพี่ลงมา ให้เป็นนวนิยายมีเรื่องราว เนื้อหา และภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และหลายเรื่องก็มีเหตุจูงใจในการวางพล็อต เพื่อให้ง่ายที่จะโน้มเอียงไปในทางจัดสร้างเป็นละคร

แม้ว่า นักเขียนจะเป็นอิสระ ไม่มีค่าย ไม่มีสังกัด แต่สายสัมพันธ์ที่เชื่อมร้อยจากธุรกิจที่ต้องทำร่วมกัน ก็ทำให้นักเขียนบางคนมีช่องทางในการเสนองานกับช่องนั้นๆได้ถี่กว่านักเขียนคนอื่น เนื่องจากมีงานก่อนหน้านี้เป็นเครื่องการันตี
...
ราคาลิขสิทธิ์
ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 10 – 15 ปี ราคาค่าลิขสิทธิ์ ประมาณ 30,000 – 80,000 บาท เป็นที่รับรู้ว่าทุกๆ 3-5 ปีราคาจะขยับขึ้นเล็กน้อย ราคาและข้อตกลงเป็นข้อตกลงเฉพาะระหว่างนักเขียนกับช่อง แม้จะมีมาตรฐานรองรับอยู่ระดับหนึ่ง แต่ก็สามารถพลิกแพลงได้ เช่น บทประพันธ์เรื่องนี้ ยืดอายุลิขสิทธิ์ให้เป็นกรณีพิเศษ มากกว่า 5 ปี เนื่องจากมีการเหมาซื้อบทประพันธ์กันเป็นล็อต 5-10 เรื่อง ของนักเขียนคนเดียวกัน เป็นต้น

ณ วันนี้ ราคาเริ่มต้นสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ถอดด้าม จะอยู่ที่ 3-5 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ราคามาตรฐานที่ใช้กันอยู่จริงๆโดยเฉพาะนักเขียนที่มีชื่อเสียงติดตลาดแล้วซึ่งจะอยู่ในราคา 100,000 – 150,000 บาท ทว่า บางเรื่อง บางเงื่อนไขสำหรับนักเขียนรุ่นใหญ่ที่เป็นมือระดับขั้นเทพเท่านั้นที่เคยไต่ราคาสูงสุดถึง 3 แสนบาทต่อเรื่อง! แต่ก็มีน้อยคน ซึ่งก็คือ "ว" "ท" "ก" เป็นต้น

นอกจากขายเรื่องแล้ว ปัจจุบันยังมีการขายพล็อต (เรื่องย่อแบบสั้นขนาดยาวประมาณไม่เกิน 10แผ่นกระดาษ A4) ราคาขายอยู่ที่ 10,000 บาท แต่นักเขียนใหญ่ท่านหนึ่งที่เคยอยู่ในวงการน้ำหมึกมานาน เคยขายพล็อตเพียง 10 บรรทัด ราคาเท่ากับบทประพันธ์ 1 เรื่องก็เคยปรากฏมาแล้ว

การลงรายละเอียดกับพล็อต เป็นหน้าที่ของผู้เขียนบทโทรทัศน์ ซึ่งตัวนักประพันธ์มีสิทธิ์นำพล็อตนั้นไปเขียนนวนิยายได้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกัน ทางสถานีและค่ายละครไม่แคร์ว่ารายละเอียดของของนวนิยายจะต่างกับบทโทรทัศน์ ในกรณีที่นักเขียนนำพล็อตนั้นไปเขียนนวนิยายและเสร็จก่อนบทโทรทัศน์ การให้นวนิยายกับสถานีถือเป็นน้ำใจในการแบ่งเบาภารกิจของนักเขียนบทโทรทัศน์เท่านั้นเอง และไม่มีสิทธิ์มาทวงหรือขอค่าลิขสิทธิ์เพิ่มแต่อย่างไร
...
กรณีที่เคยเกิดขึ้นในปฏิบัติการซื้อ-ขาย
1. เปิดช่องทางให้ขึ้นค่าลิขสิทธิ์-สมมติว่า ตัวแทนของสถานีโทรทัศน์ไปติดต่อกับนักเขียนท่านหนึ่งซึ่งอาจจะคุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคยก็ตาม การเปิดโอกาสให้นักเขียนขึ้นค่าลิขสิทธิ์ เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้นักเขียนสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น

ตัวแทนช่อง : ตอนนี้ค่าลิขสิทธิ์เท่าไหร่คะ?
นักเขียน : หนึ่งแสนบาท
ตัวแทนช่อง : ราคายังไม่ขึ้นนะคะ
นักเขียน – ขึ้นก็ได้ค่ะ เป็นแสนห้าแล้วกัน !?

เมื่อบทประพันธ์เรื่องหนึ่ง ทางสถานีหนึ่งจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในราคา "แสนห้า" ส่งผลให้บทประพันธ์เรื่องอื่นๆ และสถานีอื่นต้องจ่ายในราคาเดียวกัน เพราะโดนฝ่ายตรงข้ามใส่ไข่ ตีผงฟู แถมยังปาดหน้าเค้กไปกินอย่างเอร็ดอร่อย

เงินค่าลิขสิทธิ์นี้ ช่อง 7 สีจะบวกภาษี ณ ที่จ่ายเพิ่มให้ ส่งผลให้นักเขียนได้รับค่าลิขสิทธิ์เต็มจำนวน แต่ช่อง 3 ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และเป็นอัตราภาษีก้าวหน้าอีกด้วย นี่คือ อีกความต่าง !! กรณีที่ช่อง 7 สีบวกเพิ่มให้น่าจะมาจากกการที่สุรางค์ เปรมปรีดิ์มีเพื่อนนักเขียนมาตั้งแต่ในยุคนั่งบริหารนิตยสาร "สตรีสาร" ก่อนที่จะมาทำงานให้ที่ช่อง 7 สี

2. นักเขียนปั่นราคา - ในบางกรณี นักเขียนบางคนจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองด้วยข้ออ้างว่า อีกคณะหนึ่งกำลังเจรจาอยู่ ส่งผลให้สถานีต้องเร่งซื้อบทประพันธ์ตัดหน้า ในบางกรณีทางสถานีอาจจะต้องขยับราคาค่าลิขสิทธิ์ให้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งๆที่เรื่องกำลังเจราจากับ "คณะละครอื่น" อยู่ จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ !? จิตวิทยา เรื่องนี้ได้ผลมาก เพราะทันทีที่หูแว่วว่า สถานีคู่แข่งสนใจ อีกสถานีหนึ่งจะพยายามหาทางซื้อตัดหน้าทันที นี่คือเรื่องจริง โดยเฉพาะกรณีนี้ มักจะเกิดขึ้นกับนักเขียนหน้าใหม่ที่อยากดังเร็วแทบทั้งสิ้น ขณะที่นักเขียนที่เคยค้าขายกันมานานปีนั้น แค่มองหน้าก็รู้กันแล้ว

3. นักเขียนรุ่นใหญ่ขอวางตัวดารานำ - นี่เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นจากผู้จัดละครที่ชอบ "นำเสนอ" เรื่องโน่น นี่ นั่น จูงใจแถมให้กับนักเขียน โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหญ่บางคน เช่น ถามว่า บทนี้ใครเหมาะที่จะเป็นพระเอก – นางเอก กรณีนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เจ้าของบทประพันธ์พึงพอใจ และเก็บงานไว้ให้ค่ายและสถานีตน ตัวอย่างนี้ มักจะถูกนักเขียนเอาไปอ้างกับสถานีและค่ายคู่แข่งว่า ค่ายโน้นให้ตนวางตัวละครเป็นต้น ส่งผลให้เกิดการกำหนดตัวละครหลักมาพร้อมกับการเช่าซื้อลิขสิทธิ์

กรณีที่จะกล่าวถึงนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับนักเขียน!! คราวหนึ่งช่อง 7 สี และช่อง 3 หมายตา "เรือนมยุรา" ของ "แก้วเก้า" เหมือนกัน โดยทั้ง 2 ช่องบังเอิญใจตรงกันอีกว่า คนที่จะมารับบท "มยุรา" ต้องเป็น แหม่ม คัทลียา แมคอินทอช ที่กำลังฮอตสุดขีด เท่านั้น

ครั้นเมื่อทั้ง 2 ช่องได้ขอเช่าซื้อโดยระบุตัวนางเอกเช่นนั้น เจ้าของบทประพันธ์ถึงขั้นออกอาการหนักใจ แต่ได้ร่วมกันลงฉันทามติ กับ 2 ช่องไว้ว่า ถ้าหากใครได้ "แหม่ม" คัทลียา แมคอินทอช มาเป็นนางเอก ลิขสิทธิ์บทประพันธ์จะเป็นของช่องนั้น เชื่อหรือไม่ว่า เป็นครั้งแรกที่ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ และ นักเขียนบท ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ต้องเดินทางไปพบกับแหม่ม คัทลียา แมคอินทอชที่ RCA.! เนื่องจากวันนั้น แหม่มต้องไปเป็นแขกรับเชิญในงานหนึ่งบริเวณนั้น

แม้จะยังไม่บรรลุข้อตกลงและแนวโน้มที่ ช่อง 7 ทำท่าจะได้ลิขสิทธิ์ กลับตาลปัตร เนื่องจากตอนนั้นผู้จัด ไก่ วรายุธ มิลินทจินดา เป็นคนถือคิวของ "วิลลี่ แมคอินทอช" และได้ให้พี่ชายไปเกลี้ยกล่อมน้องสาว สุดท้ายไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ลิขสิทธิ์บทประพันธ์นี้ ตามข้อกำหนดร่วมกัน เป็นต้น

4.สกัดคู่แข่ง แค่ซื้อเก็บไว้เล่นๆ – จนถึงวันนี้ 15 ปีแล้วที่นวนิยายเรื่อง "ฟ้าจรดทราย" ของโสภาค สุวรรณ ถูกช่อง 7 สีเช่าช่วงลิขสิทธิ์มาเก็บไว้ ดาราวิดีโอ เคยลงทุนด้วยเงินร่วมล้านบาทเพื่อซื้อต้นปาล์มและทรายหลายตันมาลงไว้ที่โรงถ่ายลาดหลุมแก้ว เพื่อเตรียมสำหรับถ่ายทำละครเรื่องนี้ แต่โครงการนี้ก็พับไป ในหลายข้ออ้างว่า บทละครไม่เสร็จ, วางตัวพระ – นางไม่ได้ , ทุนสูงไม่คุ้มค่า นางเอกที่เคยระบุไว้มีหลายคน เช่น ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต (ปัจจุบันย้ายไปอยู่สังกัดที่ช่อง 3 แล้ว) , แคทรียา อิงลิช, ปู ไปรยา สวนดอกไม้, พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช , อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ จนมาถึง ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์ แต่เหตุผลจริงๆ น่าจะอยู่ที่ 1. ซื้อบทประพันธ์เก็บไว้เพื่อสกัดฝ่ายตรงข้าม

และ 2 . เนื่องจากนวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวข้องอยู่กับการเมือง – ศาสนาของอิสลาม ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากซึ่งดาราวิดีโอ เคยได้รับบทเรียนมาหลายครั้ง เช่น เมื่อตอนที่ทำละครเรื่อง "นวลนางข้างเขียง" ชาวอิสลามที่อยู่กันมากในแถบโรงถ่ายลาดหลุมแก้ว มาบอกว่า ต้องงดดูละครเรื่องนี้ !? ครั้งถามว่า ทำไม คำตอบคือ "มันมีเขียงหมูในละครด้วย"!! หรือในกรณีที่ละครเรื่อง "ตองหนึ่ง" ให้ผู้ร้ายซึ่งเป็นแขกอิสลามกินเหล้า ปรากฏว่า ได้รับการต่อว่าจากผู้นับถือศาสนาอิสลาม เรื่องใหญ่โตถึงขนาดวันรุ่งขึ้นต้องขึ้นข้อความขอโทษชาวอิสลามในตอนใหม่ทันที เหล่านี้คือสิ่งคณะผู้จัดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

เหล่านี้นี่คือเรื่องราวเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับซื้อบทประพันธ์มาทำเป็นละคร ให้เราๆ ท่านๆ ได้ชมกัน (ติดตามอ่านตอนที่ 2 : อักษรโลดแล่นเป็นตัวละคร ทำความรู้จักกับ โสภี พรรณราย, วัตตรา และพงศกร)
...
หมายเหตุ
1. ส่วนหนึ่งของบทประพันธ์ที่ช่อง 3 และช่อง 7 ครองลิขสิทธิ์อยู่

2. ส้มหวาน น้ำตาลเปรี้ยว (ก้อง สหรัถ สังขปรีชา และปิยธิดา วรมุสิก)เป็นละครของค่ายมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ดำเนินงานโดยชาลอต โทณวณิก ดำเนินการซื้อบทและลงทุนเองทั้งหมดโดยไม่เกี่ยวกับสถานี ละครในล็อตเดียวกันนี้ มี "คุ้มผาคำ" (บทประพันธ์ของ นิดา) ที่ศิริลักษณ์ ผ่องโชค เล่นประกบครั้งแรกกับจิรนันท์ มะโนแจ่ม อีกด้วย

3. ละครพล็อตของช่อง 7 สี ที่ยังพอมีอยู่บ้าง เช่น รักแท้แก้ได้ (ดาราวิดีโอ) และ ธิดาวานร 2 (ดีด้า) เฉพาะธิดาวานรนี้ได้รับเรตติ้งดีมากเมื่อเป็นละครเย็น จึงถูกปรับให้เป็นมาเป็นละครหลังข่าว ส่วนรุกฆาตก็ถือเป็นละครพล็อตเช่นกัน

คมแฝกซึ่งถือเป็นภาคแรกนั้น นำมาจากบทประพันธ์ของเสนีย์ บุษปะเกศ พ่อของ คฑาหัสต์ ซึ่งเป็นคนเขียนบทละครโทรทัศน์ด้วย รวมทั้งเพลิงพระนาง ที่เคยเป็นละครพล็อตที่โด่งดังจากช่อง 5 และกันตนาจะกลับมารีเมกใหม่ที่ช่อง 7 นี้ โดยใช้เจ้าของบทประพันธ์และบทโทรทัศน์คนเดียวกัน คือ แรเงา กลับมาเขียนใหม่โดยเฉพาะบทโทรทัศน์ที่จะไม่เหมือนเก่า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 มิถุนายน 2552 14:17 น.


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 27/03/2009 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

ท้ายบทความ

ความรุนแรง...ซึม ลึก เด็กไทย
แนะพ่อแม่หากิจกรรม ดึงเด็กออกจากทีวี

โครงการเพื่อเด็กไทย ใส่ใจสื่อ โดยการสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน(สสย.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำเสนอผลการวิจัย เรื่อง “การวิเคราะห์ความรุนแรงในรายการโทรทัศน์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำนวนรายการ / ปริมาณเวลา / ลักษณะของความรุนแรง / จำนวนและลักษณะภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอความรุนแรง รวมทั้ง ศึกษาความคิดเห็นของเด็กและผู้ปกครองที่มีต่อความรุนแรงในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก โดยทำการศึกษาสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี ได้แก่ ช่อง 3 , 5 , 7 , 9, NBT และ THAI PBS สำรวจ 1 สัปดาห์ในช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 2551 ที่ผ่านมา พบว่า รายการการ์ตูนเป็นรายการที่มีปริมาณเวลาการออกอากาศมากที่สุด

“แต่สิ่งที่ตามมาคือ พบว่ารายการต่างๆที่นำเสนอให้เด็กๆดู มีความรุนแรงเกินกว่าครึ่ง ถึงร้อยละ 54.95 โดยปรากฏในรายการประเภทการ์ตูนมากที่สุด รองลงมาคือละคร” ผศ.ลักษมี คงลาภ ในฐานะคณะผู้วิจัยกล่าว

สิ่งที่ผู้วิจัยค้นพบในรายการโทรทัศน์ที่ปัจจุบันมีภาพความรุนแรงปรากฏอย่างชัดเจน คือ ความรุนแรงที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์มีการแสดงออกทั้งทางวาจา การกระทำทางร่างกายโดยใช้อุปกรณ์และไม่ใช้ ความกดดันทางจิตใจ ความก้าวร้าว การทำข้าวของเสียหาย ฯลฯ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ

ส่วนภาพยนตร์โฆษณาในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กส่วนใหญ่เป็นโฆษณาขนมขบเคี้ยวมากที่สุด และมีการนำเสนอความรุนแรงในภาพยนตร์โฆษณาเช่นกันคิดเป็นร้อยละ 31.89

“เด็กๆ ได้รับผลเสียอย่างไม่รู้ตัวจากโทรทัศน์ 2 ต่อ คือ ภาวะโรคอ้วนจากการซื้อขนมที่ดูโฆษณาทางโทรทัศน์ และความรุนแรงจากสื่อโฆษณา ซึ่งเป็นสิ่งที่ซึมลึกมากกว่าจะเห็นผลในทันที”
ผู้วิจัยกล่าวเสริม

คณะนักวิจัยร่วมสนทนากลุ่มเด็กอายุ 6-12 ปีและผู้ปกครอง พบว่า ทีวีเป็นสื่อที่เด็กๆชอบดูกับครอบครัว โดยรายการตลก รายการผีเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบ แต่รายการละครจะดูกับคนในบ้านที่เปิดดูอยู่แล้ว เด็กยอมรับว่าเคยเลียนแบบตัวละครในทีวี เช่น การเตะ ถีบ ต่อย ดึงผม ข่วนหน้า ใช้อาวุธ และเด็กๆเห็นว่า ละครหลังข่าวมีความรุนแรงมากที่สุด

ส่วนผู้ปกครองเห็นว่า การจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์มีประโยชน์สำหรับผู้ปกครอง เพราะหากเป็นรายการสำหรับเด็กที่มีตัวอักษร ด ก็จะให้ลูกดู โดยไม่ห่วง ส่วนการที่เด็กดูรายการละครที่มีบางฉากไม่เหมาะสมกับวัย ก่อให้เกิดปัญหากับพ่อแม่ในเรื่องการอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับลูก ผู้ปกครองมีความกังวลว่า เด็กๆชอบดูการ์ตูน แต่การ์ตูนมักนำเสนอความรุนแรง และบางเรื่องมีความล่อแหลมทางเพศ

รายการโทรทัศน์สำหรับเด็กที่ผู้ปกครองอยากให้มีเพิ่มมากขึ้น คือ รายการให้ความรู้พื้นฐานที่ใช้ในการเรียน ให้ข้อคิด คติสอนใจ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมความรู้ แต่หากรายการที่เป็นการแข่งขัน อยากให้สะท้อนถึงความมีน้ำใจ นอกจากนี้ อยากให้มีการ์ตูนที่เป็นวรรณคดีหรือวรรณกรรมพื้นบ้านของไทยเพิ่มมากขึ้น

ในโครงการเดียวกัน ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมการเปิดรับและความต้องการของเด็กที่มีต่อรายการโทรทัศน์ โดยศึกษาเด็กชั้น ป.1 – ป. 6 ทั่งประเทศ จำนวน 1,600 คน พบว่า เด็กๆดูทีวีในช่วงค่ำมากที่สุดในวันธรรมดา ส่วนวันหยุด เด็กสามารถตื่นเช้ามาดู ทีวีได้ในช่วงเวลา 06.00 – 09.00 น. ส่วนใหญ่ดูกับพ่อแม่ผู้ปกครอง รายการที่ชอบที่สุดคือ ละครแนวต่อสู้ รู้สึกสนุก รายการโทรทัศน์ที่เด็กต้องการให้เพิ่มขึ้น คือรายการสารคดี ข่าว และการ์ตูน เด็กๆไม่มีความรู้เรื่องการจัดเรตติ้งเป็นส่วนมาก

“ดูเหมือนว่าความรุนแรงจะอยู่กับเด็กเราจนเคยชินทางโทรทัศน์ เราจึงอยากเสนอให้พ่อแม่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆกับเด็กมากกว่าการใช้เวลาว่างดูทีวีอย่างเดียว” คณะผู้วิจัยกล่าว

“...หัวคิดคนละคร แลยอกย้อนและสับสน
คดเคี้ยวและวกวน ชี้โพรงคนดูละคร...”

หลังม่านสีฟ้า
23 มีนาคม 2552

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน