*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1953 , 14:12:48 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรากฏการณ์ “ต้นหญ้าข้างกำแพง”

            มองไปทางไหน หันไปทางใด ก็เห็นแต่เจ้า “อัตตา” ที่นำพาผู้คนให้มีความทะเยอทะยาน ไต่บันไดความฝัน ไล่ล่าของรางวัล ไปตามยุคสมัยแห่งการประลองยุทธ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขแทบทั้งสิ้น ทำไมนะ ผู้คนถึงได้มีความพยายามเช่นว่านั้นหรือคงเป็นเพราะแรงบันดาลใจที่ถูกขับออกมาจากวิธีคิด ค่านิยม วัฒนธรรมและความเชื่อที่สังคมไทย(ยุคใหม่) ฝากไว้ให้กับลูกหลาน เรียกว่าถ้ามิได้ฝากไว้แบบมดแดงแฝงมะม่วง(ให้ลูกหลานได้เจ็บได้คัน) ก็คงหยิบยื่นให้เป็นกา ฝากไว้เป็นไม้ประดับกับต้นไม้อย่างสังคมกระมัง

            ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ โดยเฉพาะวัฒนธรรม ที่ดูเหมือนจะมีสภาพบังคับและเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สังคมต่างพื้นที่ มีสภาพไม่เหมือนกัน ทั้งทางรูปแบบที่เป็นพิธีกรรม ความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือแบบฉบับที่พัฒนาขึ้นจากวิถีแห่งความไม่รู้และความกลัวของผู้คนและทางเนื้อหาที่เป็นแก่นสาร เป็นเป้าหมายอันแท้จริง ซึ่งผู้คนได้เข้าถึงมันไปพร้อม ๆ กับการประพฤติปฏิบัติตามพิธีกรรมอันเป็นแบบฉบับเหล่านั้น นับแต่นี้ไป ด้วยความเป็นสังคมโลกาภิวัฒน์ที่ยอมรับวิทยาศาสตร์ วัตถุและทุนเป็นพระเจ้า อุบายที่เป็นกุศลและสมเหตุสมผลเท่านั้น ที่จะนำเสนอและจูงใจให้ผู้คนในยุคต่อ ๆ ไปอย่างรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา เชื่อถือและน้อมเอาวัฒนธรรมที่ดีงามเหล่านั้นมาปฏิบัติสืบต่อกันโดยไม่ขาดสายจนถึงรุ่นเหลนและโหลนในอนาคต

            การยอมตนอยู่ภายใต้วัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง อย่าง “หลักศีลธรรมอันดีของประชาชน” ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่(สภาพสังคม) นั้น เป็นการนำพาชีวิตที่มีคุณค่าไปฝากไว้กับค่านิยมและวัฒนธรรมที่ผิด ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เท่าที่เห็น เราก็ยอมรับมันมาจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของลูกโลก ทั้ง ๆ ที่ การก่อร่างสร้างตัวของวัฒนธรรมในบ้านเมืองฟากฝั่งนั้น มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน ผ่านวิถีชีวิตของความกล้าหาญและความเป็นตัวของตัวเอง(อย่างสูง) แต่ทว่าสังคมไทยกลับรีบไขว่คว้ามันมาผสมผสานกับวัฒนธรรมอันดีงามของเราโดยขาดวิจารณญาณ ทำให้สิ่งดีงามของแต่เดิมที่มีชื่อ ว่า “วัฒนธรรมไทยแท้” ผิดเพี้ยนไป ด้วยการกระทำที่บ้าบิ่นและหลงตัวเองอย่างเป็นที่สุด อย่างเช่น ค่านิยมการแต่งตัววาบหวิว ค่านิยมการไม่รักนวลสงวนตัวของฝ่ายหญิง ค่านิยมการไม่ให้เกียรติผู้หญิงของฝ่ายชาย ค่านิยมการพลอดรักในที่สาธารณะ ค่านิยมการมีเซ็กส์ในวันวาเลนไทน์และวันสำคัญอื่น ๆ และค่านิยมการอยู่(กินฉันท์สามีภริยา) ก่อนแต่งงาน ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น ราวกับว่า วัฒนธรรมของเขาที่เราคว้ามาเก็บไว้เสมือนหนึ่งเคยเป็นของของเราที่มีพัฒนาการมาอย่างนมนานเช่นกัน

            นั่นเป็นเพราะ ความมีอยู่ของตัวตนในสังคมนั้น เรายอมรับว่า มันเป็นหลักฐานของการมีชีวิตอยู่ เป็นการประกาศก้องให้โลกรู้ถึงลมหายใจของอีกชีวิตหนึ่ง โดยแสดงออกด้วยวิธีการต่าง ๆ ว่า กูสวย/หล่อ รวย เก่งและดัง ผ่านการสื่อสารทางโทรทัศน์ที่มีอำนาจสะกดผู้คน เพื่อให้จดจำภาพของเธอและเขาว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงของธรรมชาติสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉาบฉวย วูบวาบ กลวงและไม่มีหลักยีดที่ดีงามนั้น ต้องเป็นอันเสื่อมสลายไปทั้งสิ้นตามกฎแห่ง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เรียกว่า มาเร็ว(แบบไร้แก่นสาร) ก็ไปเร็ว(อย่างไม่เหลือความดีไว้ประดับวงการเลย) ต่างกับคนอื่น ๆ ที่ถูกยกให้เป็นดาวค้างฟ้า เป็นพระเอกเป็นนางเอกตลอดกาล เป็นเจ้าหญิงเจ้าชายแห่งวงการ ฯลฯ และถึงที่สุด ด้วยคุณงามความดีที่ประพฤติปฏิบัติมาตลอดชีวิตทั้งหน้าจอและนอกจอก็ส่งผลให้คนดีดีที่มีคุณค่าหลายต่อหลายคนได้รับตำแหน่ง “ศิลปินแห่งชาติ” นั่นเป็นเพราะท่านเหล่านั้นรักวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย มีวัตรปฏิบัติที่ควรค่าแก่การเลื่อมใส ศรัทธา เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและเสมอต้นเสมอปลาย เรียกได้ว่าท่าน คือ บุคคลที่มีประโยชน์ในวงการและเป็น “ทูตทางวัฒนธรรม” อย่างแท้จริง

            ในมุมมองครึ่งบน 360 องศา ที่ผู้คนเงยขึ้นไปยังสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างบุคคลที่เป็นต้นแบบ ไปยังนามธรรมอย่างสิ่งที่เป็นหลักในการยึดถือนั้น แสดงถึงความคิดที่จะถีบตัวเอง พาตัวเองไปสู่ความก้าวหน้า ดังที่มีคนที่เขาเชื่อถือและศรัทธาเคยทำทางไว้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การใช้สติกำกับตลอดเวลา ใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวของกิเลสภายในใจที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามภาวะความผันผวนของตัณหา โดยใช้จิตของเราตามความรู้สึกนึกคิดที่เป็นความอยากทั้งหลาย เช่น อยากได้นั่น อยากเป็นโน่น ไม่อยากเป็นนี่ แล้วพินิจพิเคราะห์หาทางแก้ไขตามหนทางแห่ง “อริยมรรค” ขณะเดียวกันก็มองหาแก่นสารที่แท้จริงของเส้นชัยหรือยอดเขาที่เรากำลังจะวิ่งไปถึงหรือปีนไปปักธงว่า เป็นทางเดินสีขาวหรือไม่ โดยต้องไม่ลืมคิดด้วยว่า ทางเดินสีขาวเหล่านั้น ก็อาจแปดเปื้อนด้วยสีขาว สีเทาและสีดำที่อยู่ภายในใจ(สีภายใน) ของเราได้ตลอดเช่นกัน นั่นหมายความว่า เป้าหมายเป็นสิ่งที่ดีงาม(สีขาวที่อยู่ภายนอก) แล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่การขัดเกลาจิตใจของเราที่พร้อมจะรับสีเทาและสีดำเข้ามาอยู่สม่ำเสมอ(ยามขาดสติ) ให้มีสีขาวอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ถึงที่สุดของสีภายนอกและสีภายใน สีที่สำคัญที่สุดก็คือ สีขาวที่อยู่ภายในหัวจิตหัวใจ(ซึ่งต้องมีมากพอสมควร) ที่จะคอยผสมให้สีเทาและสีดำซึ่งอยู่ภายใน กลืนเป็นสีขาว(บริสุทธ์) และเปลี่ยนแปลงสีเทาและสีดำที่อยู่ภายนอก บนทางเดินเหล่านั้นให้กลับกลายเป็นสีขาว(บริสุทธิ์) เช่นกัน

            ขณะเดียวกันในมุมมองคลึ่งล่าง 360 องศา ที่ผู้คนมองอยู่ประจำ(แต่ไม่เห็น) เพราะมิได้ใช้หัวจิตหัวใจก้มลง แล้วมองอย่างมีสติ อย่างเข้าอกเข้าใจในความแตกต่าง ความด้อยโอกาสของคนที่เสียเปรียบในทางสังคมนั้น การสร้างความนับถือให้กับตัวเองในการมีชีวิตอยู่(มิใช่มีตัวตน) ด้วยการมองไปยังบุคคลที่ไม่แม้แต่จะมีความหมาย(โดยตรง) สำหรับเรา แล้วมองไปรอบ ๆ อีกว่า มีใครมองเห็นเราไหม ถ้าไม่มี ก็ให้เราทำในสิ่งที่ดีงาม(ที่ไม่เคยทำ) กับคนเหล่านั้นมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น การหยิบยื่นน้ำใจให้กับคนขอทานด้วยอาหารและน้ำดื่ม(มิใช่เศษเงิน) ให้กับคนกวาดถนนด้วยน้ำเย็นสักขวด ให้กับคนพิการด้วยการพาข้ามถนน ให้กับพี่ยามด้วยรอยยิ้มเบิกกว้างที่เป็นการให้กำลังใจในการทำหน้าที่ ภายใต้ข้อจำกัดที่เราทำมันด้วยหัวใจที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน แม้กระทั่งคำชื่นชมของคนรอบข้างหรือคนเหล่านั้นเอง ภายใต้ข้อจำกัดที่เราทำมันเพราะไม่ต้องการสร้างภาพความเป็นคนดีให้กับคนอื่นเห็น นั่นเป็นการสร้างคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ให้กับตัวเองและเป็นการสร้างกำลังใจในการเพียรทำดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

            นอกจากสิ่งมีชีวิตที่มักจะเรียกตัวเองว่า “มนุษย์” (ทั้ง ๆที่ส่วนใหญ่ใจต่ำเป็นได้แค่คน) ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ ไม่มีนามตามขันธ์ 5 อย่างเรา ๆ มีเพียงแค่นามเล็ก ๆ ธรรมดาสามัญว่า “ต้นหญ้า” ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก แต่ทว่ามันกลับไปขึ้นอยู่ในที่ที่ไม่สมควรจะขึ้น อย่างกำแพง ผนังบ้าน ผนังตึก ข้อนี้ ผมไม่แปลกใจเท่าไร เพราะวิทยาศาสตร์บอกว่า ต้นพืชเจริญเติบโตและเจริญงอกงามได้เพราะอาศัยน้ำ ดิน อากาศ แสงแดด อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม ส่วนข้อที่ว่า ทำไมต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ (ที่ไร้คนดูแล) ถึงกล้าขึ้นมาเทียบกับรัศมีของความแข็งแกร่ง ความมั่นคงของป่าปูน ขึ้นมาเบียดเสียด ท้าทายสิ่งไม่มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่นั้น ผมว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ถ้าเราลองจินตนาการการภาพนี้ขึ้นในหัว เราจะมองเห็นชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างลงตัวบนความขัดแย้งและเกิดขึ้นเพื่อสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ คือเรื่องมันมีอยู่ว่า

                                                                      

กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าปูนใจกลางมหานคร ทีมีชื่อว่า “บางกอก”

กำแพง : ฉันใดป่าดงพงไพร มีสิงห์โตเป็นเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่ครองอาณาจักรอยู่ท่ามกลางหมู่สัตว์ ป่าปูนแห่งนี้ ข้ากำแพงอันแข็งแกร่ง มั่นคง ก็เป็นเจ้าป่าที่คอยปกป้องผู้คนในแถบบ้านหลังนี้ฉันนั้น 555+ ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าถนนเอ๋ย เจ้าลองคิดดูสิว่าใครนะที่จะยิ่งใหญ่กว่าข้าอีกในเวลานี้

เจ้าป่าแห่งป่าปูนพึมพำกับตัวเองทุก ๆวันหลังตื่นขึ้นมาจากความฝัน

ถนน : ใช่ ๆ ข้าน้อยว่า ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมาท้าทายความมีอยู่ของท่านได้

เจ้าถนนเสแสร้งพูดเอาใจ เพราะไม่ต้องการตอแยกับเจ้าป่าอย่างกำแพง ผู้ซึ่งหลงตัวเอง คุยโม้โอ้อวดว่า ตัวเองมีความสำคัญที่สุดในถิ่นนี้

กำแพง : พูดได้ดี ค่อยน่าฟังหน่อย แต่เมื่อวาน เจ้าหน้าต่างมันท้าทายข้า หาว่า “เจ้าป่าอย่างข้า เจ้าของบ้านไม่เคยสนใจ สู้หน้าต่างอย่างมันไม่ได้ อยู่ก็สูงกว่า เจ้าของบ้านก็มีความรักใคร่ เปิดปิดทุกวัน เพราะเค้าถือว่า มันเป็นคนให้ความปลอดภัยกับเค้าได้ดีที่สุด”

ถนนหันหน้าไปหลบมุมข้างหลังแล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า “ก็จริงอย่างหน้าต่างมันว่าแหละ ท่านก็แค่ลูกเมียน้อย”

กำแพง : เจ้าแอบพูดอะไร อย่าคิดว่าข้าไม่ได้ยินนะ

ถนน : ก็จริงอย่างที่ท่านว่านะครับ มันกำลังท้าทาย แต่ท่านอย่าไปใส่ใจเลยครับ

ทุก ๆ วัน เจ้าป่าจะแสดงความยิ่งใหญ่ คุยโม้โอ้อวดกับต้นชมพูมะเหมี่ยวที่สูงกว่ามัน ประตูหน้าบ้าน ผ้าม่าน แม่กุญแจ และแม้กระทั่งสัญญาณกันโขมย แสดงศักดาว่าตัวเองแข็งแรงที่สุด มีคุณค่ามากที่สุดและมันเป็นผู้เดียวที่รักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าของบ้านได้

อยู่มาวันหนึ่ง พี่สายลมก็พัดพาเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไปมาตกอยู่ข้างกำแพง มันอาศัยเวลาเพียงไม่กี่วันกี่คืน ก็เจริญเติบโตเป็นต้นหญ้าธรรมดา ๆ

กำแพง : ใครนะ ขึ้นมาท้าทายข้าอีก อ๋อ เจ้าต้นหญ้า นี่เจ้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้ นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า เจ้าต้นหญ้า ออกไป ๆ เป็นแค่ต้นหญ้า ศักดิ์ศรีก็ไม่มี อย่างเจ้าจะมาทำอะไรข้าได้ ไม่มีทางหรอก

ต้นหญ้า : ขอโทษพี่กำแพง ข้าน้อยมากับพี่สายลม และมาตกอยู่ที่นี่ ข้าน้อยขออยู่ที่นี่ด้วยคนเถอะ ข้าไม่มีที่ไป

กำแพงโกรธจัดที่ต้นหญ้าไม่ยอมทำตามคำสั่งของเจ้าป่าอย่างมัน ทุก ๆ วันมันจึงพยายามสั่นคลอนตัวเองเพื่อให้เศษกำแพงที่เก่า ๆ ผุพังหล่นลงไปทับต้นหญ้าต้นนั้น ให้มันตายอย่างเจ็บปวดและทุรนทุราย

ต้นหญ้า : ท่านอย่าทำข้าน้อยเลย ข้าน้อยอยากอยู่ของข้าน้อยอย่างสงบ เราต่างคนต่างอยู่เถอะนะ ขอร้องเถอะท่าน

กำแพง : ต่างคนต่างอยู่ได้ยังไง เจ้ามาอยู่ในพื้นที่ของข้า ไม่มีทางหรอก เจ้าต้นหญ้าผู้ไร้พละกำลัง เจ้าก็แค่ต้นหญ้าที่คนเดินเหยียบไปเหยียบมา ไม่มีทางจะสู้ข้าได้ 555+ ออกไปจากที่นี่ซะ ดีละ เจ้าต้นหญ้า ข้าจะถมเจ้าไว้เป็นที่ฝังศพตรงนี้เลย

กำแพงถมร่างของต้นหญ้าไว้ด้วยเศษก้อนปูนเก่า ๆ ที่ผุพังจากตัวของมัน จนมันคิดว่า สามารถฆ่าต้นหญ้าได้ หลังจากนั้นอีกนานเป็นปี ๆ กำแพงก็เที่ยวแสดงศักดากับทุกสิ่งอย่างที่มันไม่ชอบหน้า คำพูดและการกระทำของมันเป็นที่เบื่อหน่ายของทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในบริเวณนั้น โดยที่มันลืมหันมามองข้างหลังกำแพงว่า เจ้าต้นหญ้าที่มันเคยพยายามฆ่า บัดนี้กลายเป็นต้นไม้สูงเกือบเมตร มันหันกลับมามองด้วยความมึนงง แล้วเอ่ยปากถามเจ้าต้นไม้ต้นนี้ว่า เจ้ามาทำอะไรตรงนี้ ไม่รู้เหรอว่าข้าเป็นใคร ข้าว่าข้าคุ้นแววตาของเจ้า เจ้าเป็นใครมาจากไหนนะ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้

ต้นไทร : ท่านจำได้ไหม 1 ปีก่อนท่านทับถมข้าน้อย ท่านพยายามฆ่าข้าน้อยให้ตาย ท่านแสดงความยิ่งใหญ่ เกะกะระรานผู้อื่นไปทั่ว บัดนี้ข้าน้อยมาเพื่อแทนที่ท่านแล้ว ข้าน้อยว่าถึงเวลาของข้าน้อยบ้างแล้วละ

กำแพง : สามหาวจริง ๆ ตัวแค่นี้คิดจะมาแทนที่ข้า นี่แหนะ ๆ

กำแพงสั่นคลอนตัวเองเพื่อหวังจะพยายามทับถมให้ต้นไม้ต้นนี้ตาย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุมากและอ่อนกำลัง ไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว โดยหารู้ไม่ว่าใต้ดินที่มันตั้งอยู่มีรากของต้นไม้ต้นนี้ชอนไชไปทั้งทุกที่ มันยิ่งสั่นคลอนมากเท่าไร รากที่อยู่ภายในโครงสร้างของกำแพง มันก็สั่นตาม ในไม่ช้ากำแพงเจ้าป่าแห่งป่าปูนก็ถล่มทลาย หักพังครืนลงมาเหลือเพียงแค่กองเศษปูน หมดความยิ่งใหญ่ลงในพริบตา

ต้นไทร : ขอโทษด้วยนะท่าน ธรรมชาติของข้าน้อยเป็นอย่างนี้ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะทำลายท่านลงหรอก ไม่มีเจตนาจะทำลายท่านจริง ๆ

เศษกำแพง : ข้ารู้แล้วว่า ความจริงข้าก็เป็นแค่เศษก้อนหิน ดิน ทรายปูน และน้ำที่รวมตัวกัน ไม่มีความยิ่งใหญ่อะไรเลย ต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ อย่างเจ้าต่างหากคือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง ข้าฝากขอโทษทุก ๆคนด้วย ที่เคยไปดูถูก เกะกะระรานพวกเค้า เฮ้อ นี่แหละนะที่คนเค้าว่ากัน “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” “เหนือกำแพงอย่างข้าก็มีต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ อย่างเจ้า”

            อย่างที่เศษกำแพงพูดไว้แหละครับ เหนือฟ้ายังมีฟ้า และที่สำคัญความยิ่งใหญ่ ความมีศักดิ์ศรีก็ไม่ได้วัดกันที่รูปร่างหรือขนาดความใหญ่โต ไม่ได้มองกันที่ภายนอก แต่ทว่าความยิ่งใหญ่ ความมีศักดิ์ศรีนั้นวัดกันที่ภายใน ถึงแม้คนคนนั้นจะตัวเล็กนิดเดียว ถึงแม้คนคนนั้นจะมีขนาดหัวใจที่เล็กกว่า แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่า ขนาดหัวใจที่เล็กกว่า อาจจะมีคุณค่า อาจจะมีพื้นที่ว่างมากกว่า คนใหญ่คนโต คนที่มีตำแหน่ง(แต่หัวใจไม่มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่เลย) แล้วพยายามอ้าขาผวาปีกกู่ก้องบอกคนทั้งโลกว่า ตัวเองเป็นตัวแทนความเป็นประชาธิปไตย เป็นนายก(คิดใหม่ ทำใหม่) หัวใจพลังประชาชนตัวจริง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองรักความเป็นเผด็จการอย่างระบอบ...เหนือระบอบอื่นใด

            “ปรากฏการณ์ต้นหญ้าข้างกำแพง” อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนมองว่าไร้ค่า เป็นแค่หญ้าริมทางที่ไม่มีความหมาย เป็นแค่การเปรียบเทียบ แต่ถ้าลองตั้งสติให้ดีแล้วทบทวน หวนคิด มองสังคมในปัจจุบันของเราว่า เรามีค่านิยม วัฒนธรรมอะไรบ้างทีไม่เข้าท่า อย่างเช่น วัฒนธรรมการยกย่องคนรวย คนสวย/หล่อ คนเก่งและคนดัง ชื่นชอบกับทุกสิ่งอย่างที่อยู่ภายนอกและมองเห็นได้ด้วยตา โดยลืมตรองให้หนักว่าคนที่ว่านี้ มีคุณสมบัติของความเป็นคนดี(คนที่คิด พูดและกระทำในสิ่งที่เป็นไปเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว โดยทำเพื่อส่วนรวม) และความเป็นคนกล้า(หาญทางจริยธรรม) หรือไม่

            ในฐานะของคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางสองสังคม(เหลือง-แดง) หนึ่งรัฐ ที่มีวัฒนธรรมแบบผสมผสาน มีทั้งวัฒนธรรมที่ดี ซึ่งบรรพบุรุษได้ร่วมสร้างกันมาจนเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คน เป็นเอกลักษณ์ทางสังคมที่ดีงาม และวัฒนธรรมที่ไม่ดีซึ่งรุ่นลูกหลานเราได้เลียนแบบมาจากวัฒนธรรมฟากฝั่งอื่นและเต็มใจจะทำพินัยกรรมส่งต่อเป็นมรดกทางสังคมให้กับรุ่นต่อ ๆไป ผมว่าวิธีการหนึ่งที่จะควบคุมทางสังคมให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ก็คือ “กระบวนการขัดเกลาทางสังคม” ซึ่งก็หนีไม่พ้นวิธีธรรมดาสามัญที่เรียกว่า การให้การศึกษา ให้ความรู้ทั้งทางโลกและธรรมโดยสอนให้คนมีสัจจะเป็นรากฐานของชีวิตของทั้ง 7 สถาบันทางสังคม กล่าวคือ สถาบันศาสนา สถาบันสื่อสารมวลชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเมืองการปกครอง สถาบันเศรษฐกิจและสถาบันนันทนาการ โดยมีสถาบันพื้นฐานในทุก ๆ ด้านคือ “สถาบันครอบครัว” โดยสอนให้แก่คนที่ไม่รู้(มีอวิชชา) หรือรู้แบบผิด ๆ(มีมิจฉาทิฐิ) ให้เข้าใจว่า อะไรบ้างคือ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” อะไรบ้างคือ “ระเบียบวินัยของชาติ” อะไรบ้างคือ “หน้าที่พลเมืองทีดี” และอะไรบ้างคือ “วัฒนธรรมอันดีงาม” ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนทีมีความคิด คำพูด และการกระทำแตกต่างกันเหล่านั้น น้อมนำเอาสิ่งดีงามเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เร็วที่สุดในภาวะวิกฤตเช่นนี้

หญ้า  ขึ้นอย่างล้มลุก         รอเพียง เวลา
ข้าง  ทางขึ้นคู่เคียง        ความแกร่ง
กำ  ลังรากแทยงเฉียง              ชอนไช โครงสร้าง
แพง  ค้ำบ่เหลือแรง        ถล่ม ลงครืน

            อย่างน้อย การปลูกฝังให้คนเป็นต้นหญ้า ต้นกล้า ต้นเล็ก ๆ ที่มีความดีและความกล้า(หาญทางจริยธรรม) ในหัวจิตหัวใจตั้งแต่ยังเป็นเด็กเป็นเยาวชน(ซึ่งดัดได้ง่าย) ชนิดที่ว่า ต่อไปนี้ “ธรรมะต้องเดี๋ยวนี้และทำดีไม่ต้องเดี๋ยว” ให้เขาเหล่านั้นพร้อมลุกขึ้นมาต่อสู้และท้าทายผู้มีอำนาจและผู้ที่กระทำความชั่ว ในเวลาที่เหมาะสม(สำหรับส่วนรวมไม่ใช่ตัวเอง) ทุกเมื่อ ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านวัฒนธรรมและค่านิยมที่ผิด ๆ ที่ถูกฝังลึกในชุดความคิด ระบบคิดที่แข็งแกร่งราวกับกำแพงนั้น อาจจะเป็นวิธีการเล็ก ๆ ธรรมดา พื้น ๆ (ที่ถูกมองข้าม) เหมือนอย่างกับ ปรากฏการณ์ที่ต้นหญ้าต้นหนึ่งสามารถพังทลายกำแพงที่แข็งแกร่งได้ รอเวลาเพียงแค่ต้นหญ้าเล็ก ๆ ต้นนั้นเจริญเติบโตกลายเป็นต้นไทรที่หยั่งรากลึกและพร้อมที่จะชอนไช ความแข็งแกร่งของกำแพงแห่งมิจฉาทิฐิ ที่ไม่แม้แต่จะมีคุณค่าอะไรเลยต่อการพัฒนาสังคมไทย ให้สังคมไทยอยู่ยั้งยืนยงมีอายุยืนกว่าเรา ๆ ทั้งหลาย

หลังม่านสีฟ้า
21-22 เมษายน 2552

ขอประณามการโกหกของสมาชิกรัฐสภาบางคนและประณามกระทำที่ใช้ความรุนแรงของไอ้ปื๊ดทั้งหลายที่ถูกสมาชิกแห่งสภาอันทรงเกียรติโยนความผิดไปให้

ขอสดุดีในความกล้าหาญของประชาชนที่ลุกขึ้นจับอาวุธคือมือเปล่าออกมาปกป้องชุมชนของตัวเอง

และท้ายที่สุด...

ขอให้กำลังใจลุงสนธิด้วยการตอกย้ำคำกลอนของท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 ๏ กำลังใจให้ สนธิ ๏
       
       ๏ โลกไม่มี หลักประกัน ให้คนกล้า
       คนอยู่หน้า จะต้องล้ม ต้องจมคว่ำ
       ถึงฝนห่า จะฝ่าหน กลางฝนพรำ
       คนที่ถือ ธงธรรม จักชำนะ!!!

       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       
ส.๑๘/๔/๕๒
 


 

เพลง ดอกหญ้าในป่าปูน
นักร้อง ต่าย อรทัย

Intro : Am(4Times)
           C/Am/C/Am

              Am        
หัวใจติดดิน  สวมกางเกงยีนส์เก่า เก่า

                         Dm            G                  Em
ใส่เสื้อตัวร้อยเก้า เก้า กอดกระเป๋าใบเดียวติดกาย
                 C         Am                  Dm       
กราบลาแม่พ่อ หลังจากเรียนจบ ม. ปลาย
                     Em       G               Em
ลาทุ่งดอกคูณไสว มาอาศัยชายคาป่าปูน
                      Am
    
เอาแรงเป็นทุน สู้งานเงินเดือน ต่ำ ต่ำ
                                  Dm
    
เก็บเงินเข้าเรียนภาคค่ำ
                    G                   Em
    
ก่อความหวังบนทางเปื้อนฝุ่น
                        C            Am            Dm
    
สังคมเมืองใหญ่ขาดแคลนน้ำใจ เจือจุน
            Am              Em    G              Am
    
ใช้ความอดทนเติมทุน ให้ยืนสู้ไหวทุกวัน
               G                             Am
อยู่เมืองสวรรค์ แต่เป็นคนชั้นติดดิน
                     Dm     G                        Em  
เป็นผู้รับใช้จนชิน หูได้ยินแต่ยินแต่คำสั่งงาน
              Am                                  Dm
แต่ยังยิ้มได้ เพราะใจเหมือนดอกหญ้าบาน
                    C        Dm          Em
ถึงอยู่ในที่ต่ำชั้น แต่ก็บานได้ทุกเวลา
                   Am              
    *
หัวใจติดดิน สวมกางเกงยีนส์เก่า เก่า
                               Dm        G             Em
    
ใส่เสื่อตัวร้อยเก้า เก้า แต่ใจสาวบ่ด้อยราคา
                   C             Am         Dm
    
หวังวันหนึ่งเรียนจบชั้นที่เฝ้ารอมา
          Am                 Dm
    
จะสวมมงกุฏดอกหญ้า
            G                              Am
    
ถ่ายรูปปริญญาหวนมาบ้านเรา

ดนตรี : Am(4Times)/C/Am/C/Am
            (
ซ้ำ * )

ดนตรี : C/Am/C/Am



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kingkoon วันที่ : 06/08/2009 เวลา : 23.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/BARACUDA
ความพอ พอดี พอเพียง คือหลักของชีวิตที่ดี มีความสุข มั่งคั่งและยั่งยืน

*** ภาพสวยมากครับ สาระของเรื่องก็ดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน