*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1695 , 13:24:21 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


  ...ลอยล่องรอเพลา เพียงย่ำมาตามร่องรอย...


            “ฉันมีความฝัน และฉันต้องทำให้ได้ จะขอเป็นดาวที่ยิ่งใหญ่ ที่เปล่งประกายงดงาม...”  อยู่ ๆ ปากก็ดันไปฮัมเพลงนี้ขึ้นหลังจากสิ้นเสียงของพิธีกรในการปิดท้ายรายการว่า “...เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว” 

             “นี่ก็ปี 5 แล้วนะ เรียกว่าถ้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย น.ศ.ปี 5 คนนี้ คงเรียนเกินโควตาที่มหาวิทยาลัยจัดให้ ”  เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น

             “หรือไม่ก็เลื่อนชั้นจากปริญญาตรีที่เรียนครบ 4 ปี มาเป็นนักศึกษาปริญญาโทปีแรก”  ผู้หญิงอีกคนแทรกขึ้นมา

            พลันที่ความเห็นทั้งสองยุติลง ใจที่ครุ่นคิดว่าใครจะได้เป็นเดอะสตาร์ปี 5 ก็โพล่งออกมาทันทีว่า “เออนะ น่าสนใจดีแฮะ ดูรายการเดียวกันแท้ ๆ ดันคิดกันไปคนละทาง”

            อย่างที่คนสองคนพูดนั่นแหละครับ ในที่สุดแล้ว แต่ละคนก็จะมีชุดความคิดตามแบบฉบับของตัวเอง เจ้าชุดความคิดที่ว่า คือแหล่งรวบรวม ตรรกะต่าง ๆ ที่สั่งสมมาจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างตาที่มองว่าน่าดู อย่างหูที่มองว่าน่าฟัง อย่างจมูกที่มองว่าน่าดม อย่างลิ้นที่มองว่าน่ากินและอย่างสัมผัสที่มองว่าน่ากอด ถึงที่สุดของประสาทสัมผัส การรับรู้ด้วยหัวใจดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่ใครต่อใครกล่าวไว้ว่า “บางสิ่งมองด้วยตาไม่เห็นหรอก ต้องสัมผัสด้วยใจ” ชนิดที่ว่า “ใจส่งถึงใจ” การฟังเพลงก็เช่นเดียวกันครับ จะใช้ตาดู หูฟัง จมูกดม ลิ้นรับรสหรือกายกอดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ทว่า การจะฟังเพลงให้ได้อารมณ์และรับในสิ่งที่นักร้องพยายามถ่ายทอดให้(ผ่านท่วงทำนองและเนื้อร้อง) การใช้หูฟังนั้นเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งในทางรูปแบบที่ทำให้เราได้ยิน การใช้ใจฟังต่างหากเล่าที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของแต่ละประโยคที่นักร้องบรรจงใช้หัวใจสื่อสารมันผ่านโน้ตทั้ง 7 เสียงบนบรรทัดหัดเส้น

            ผมเชื่อว่า ทุกวินาที มีบทเพลง(แห่งความรู้สึก) เกิดขึ้น ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แม้กระทั่งธรรมชาติอย่างป่าไม้ ต้นน้ำ พื้นดิน สายลม แสงแดดและหมู่สัตว์นานาพันธุ์ ก็ได้ทำหน้าที่บรรเลงเพลงแห่งความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ (ความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ) และอมตะเพลงอย่าง “เพลงแห่งความอยู่รอด” อยู่ตลอดเวลา(ไม่เคยหยุดนิ่ง) ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตก จนถึงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะเวลานี้ ป่าไม้(ที่กำลังเหลือน้อยลงทุกที) ก็กำลังร้องเพลงกู่ก้องไปทั้งโลกว่า “Global is warming” ซ้ำ ๆ ทุกขณะ เพียงแต่ว่า ที่เราไม่ได้ยิน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเราอาจจะยังไม่ตั้งใจฟังเท่าที่ควร ก็แค่นั้นเอง

            จนมาวันหนึ่ง ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในโลกใบเล็ก(ที่ผมขออาศัยอยู่เพียงชั่วคราว) นี้ มีเพลงประเภทไหนมากที่สุด ความรู้สึกแว่บแรกดันไปตรงกับคำเฉลยหรือผลของทุกโพลล์ ทุกสำนักที่ยืนยันเป็นเอกฉันท์ว่า “เพลงว่าด้วยความรัก”  ผมกลับดีใจเป็นอันดับแรกเมื่อตอบคำถามนี้ได้และก็เสียใจเป็นอันดับที่สองตามมาติดกันเมื่อตั้งคำถามใหม่ว่า

            “ทั้งๆ ที่โลกของเรามีบทเพลงว่าด้วยความรักมากมาย เต็มไปทุกที่ และความรักก็ชนะและสร้างทุกสิ่ง ทำไมนะ โลกนี้จึงยังไม่สงบเสียที มีแต่การประหัตประหาร ทำไมนะสงครามแห่งความเกลียดชังจึงเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วัน”  ผมพยายามหาคำตอบต่อคำถามนี้ จนวันหนึ่งผมได้พบกับข้อความ ๆ หนึ่งบนกระดาษอันว่างเปล่า มันถูกเขียนขึ้นโดยปากกาที่ไร้น้ำหมึก ใจความว่า

            “ที่โลกของเรารุ่มร้อน ร้อนชนิดที่ว่า มีคนตาย ทั้งหมดก็เป็นเพราะบทเพลงที่เราร้อง เราบรรเลงใส่กัน ตั้งแต่เพลงแห่งความรัก เพลงแห่งความโลภ เพลงแห่งความโกรธไปจนถึงเพลงแห่งความหลง ร้องใส่กันทุกวัน ไม่มีวันหยุดและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ก็เพราะทุกคนพยายามแสดงตัวเป็นนักแต่งเพลงร้องเพลงเองทั้งสิ้น ร้องกันไปร้องกันมา ก็ขาดสติ พอขาดสติก็กัดกันอย่างหมากัดตอบ มันก็เลยไม่จบและไม่มีวันจบ เพลงที่ว่าจึงถูกร้องกันซ้ำ ๆ วนเวียนไปมา ไม่ต่างไปจากเดิม ใจความหลักก็ยังไม่เปลี่ยน โลกของเราจึงไม่มีวันยุติภาวะร้อนรุ่มไปได้ ไม่มีวันจริง ๆ”

            ผมอ่านไป งงไป ใจหนึ่งก็คิดไปว่า “ใครนะมาเขียนข้อความไม่เข้าท่าอย่างนี้” ผมพยายามอ่านซ้ำไปซ้ำมา ก็ไม่เข้าใจ แล้วอยู่ ๆ ก็หลับผล็อยไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งตื่นขึ้นอีกครั้งในอีกวันหนึ่ง พอตาเบิกกว้างผมนึกได้จึงหลับตาลงอีกครั้งและบรรจงเขียนข้อความนี้ซ้ำด้วยความอยากรู้ พอลืมตาขึ้นมาได้ ก็ตกใจว่าเขียนได้ยังไง ผมอ่านมันซ้ำอย่างช้า ๆ คราวนี้มีสติขึ้นมาบ้าง พออ่านมันจบลง ผมก็ตื่นจากความฝัน และรีบเขียนข้อความนั้นทันที เพราะกลัวว่าจะลืมเอาเสีย ผมเขียนเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์พร้อมทั้งบันทึกมันไว้ในหัวใจ และพยายามหาคำตอบที่ตั้งขึ้นเป็นครั้งที่สองว่า

            “ทำไมความรักกลับทำให้โลกทั้งใบอมทุกข์และแหกปากร้องไห้เจียนจะตายขนาดนี้” ผมตั้งตารอด้วยใจระทึกแทบทุกครั้ง เวลานั่งเพลงว่าด้วยความรัก แต่ก็ไม่ยักจะเข้าใจประโยค ๆ นั้นซะที ผมจึงวางใจกับประโยค ๆ นั้นพักใหญ่และไม่สนใจมันอีกต่อไป

            จนกระทั่งหลายปีผ่านไป ผมมีโอกาสไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ อยู่ ๆ ก็ถูกหัวใจแห่งความสงสัยและครุ่นคิดดึงเข้าไปยังห้องสัมมนาห้องหนึ่ง ผมเห็นว่า มันมีเพลงให้ฟังก็เลยไปลงทะเบียนเข้าฟัง แล้วไปนั่งที่เก้าอี้ คิดว่าจะลองฟังดูสักเพลงสองเพลง ที่จำได้มีอยู่เพลงหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นเพลงที่สั้นที่สุดในโลกกระมัง ตอนนี้ก็ยังจำเสมอได้เนื้อมันมีอยู่ว่า “เพชรในหัวคางคก ใครหาพบเบาสบาย” ผมฟังไปคิดไปแล้วก็ตอบตัวเองในใจ 

            “เออแล้วกูจะหาพบไหมเนี้ย หัวคางคกที่ไหนจะฝังเพชร จะบ้าหรือไง เพชรไม่มีหรอก ถ้าเอาเพชรที่เค้าว่าออกจากหัวคางคก คงมีแต่ความว่างเปล่า เพชรในหัวคางคกคือความว่างเปล่า ๆ แล้วใครหาพบจะเบาสบาย เออ หาพบความว่างเปล่าแล้วจะเบาสบาย”  ผมคิดจบกระบวนความ นิ่งไปครู่หนึ่งก็โพล่งออกมาเบา ๆว่า

“ก็พบความว่างเปล่าก็เลยเบาสบาย เออคิดไม่ออก หาไม่พบ ฟังเพลงสบาย ๆ ดีกว่า ไม่คิดแล้ว” 

            พลันโพล่งออกมาก็ตัดใจฟังเพลงอื่น ฟังไปก็เคลิ้มไปไม่รู้ความหมายอะไรกับเค้าหรอก (เพราะปกติผมฟังเพลงไม่ตามความหมาย) แต่พอคอนเสิร์ตจบ ผมกลับพบความรู้สึกบางอย่างขึ้นในจิตใจ เป็นความรู้สึกเบาสบาย อิ่มเอิบ ปิติ(อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน) พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นข้อความ “บทเพลงที่จะยุติภาวะโลกร้อนรุ่ม” บนปกอัลบั้ม ผมหันขวับไปอ่านมันอีกครั้งหนึ่ง ข้อความก็ยังเหมือนเดิม นึกขึ้นได้ว่า ต้องไปหาซื้อหนังสืออ่านแต่ยังไม่มีเงิน ก็เลบหยิบบัตร ATM ขึ้นมา แต่แล้วกระดาษเก่าๆ แผ่นหนึ่งที่หลบมุมอยู่ในกระเป๋าก็ตกลงบนพื้น ผมหยิบมันขึ้นแล้วเปิดอ่าน คราวนี้ ความรู้สึกบางอย่างก็บอกผมว่า

            “เงินที่เหลือใน ATM ขอยกมันให้กับ CD เพลง 3 แผ่นนี้ ไม่รู้ละ ไม่สนใจหนังสืออื่นแล้ว”

            ผมรีบเดินไปกดเงินมาซื้อแล้วก็รีบออกไปจากงานนี้ เป้าหมายคือ กลับบ้านให้เร็วที่สุด พอถึงบ้านก็แกะแผ่น CD เปิดฟัง ฟังไปแค่แผ่นเดียว เข้าใจว่ายังไม่จบครบทุกเพลง ก็ผล็อยหลับไปอีก แต่ทว่า ครั้งนี้มันหลับลงไปอย่างรู้สึกตัว

            ผมกลับไปนึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้นแทบทุกครั้ง ยามใดก็ตามที่ฟังเพลงเกี่ยวกับความรักแล้วรู้สึกว่า ฟังเพลงที่ชื่นชอบไปร้องตามไปโลกใบนี้ก็ยังไม่สงบ ยังไม่มีสันติภาพ พอมีโอกาสก็เปิดอ่านข้อธรรมที่ท่านพุทธทาสลิขิตไว้ในปกอัลบั้มเพลงพุทธทาส เปิดดวงตา 1 ว่า

ดนตรี                “...ดนตรี = อิทธิพลเสียงต่อระบบประสาท.ทั้งของคน-สัตว์-พฤกษาชาติ

                        2 อย่าง = ๑ กดให้หยุดระงับ
                                      ๒ กระตุ้นให้ลุก-เคลื่อน

                        ระวัง = อย่าให้มัด “เชิด” วิญญาณของเราเลย-จะนั่งไม่ลง

                        มันคือ = สื่อของปีศาจที่จะทำให้สูญเสียมนุษยธรรมได้ ,ไม่มีสันติแห่งวิญญาณ อาจเป็นยาเสพติดของวิญญาณ , ขนาดเป็นบ้าชนิดอจินไตย.

ประโยชน์ : สมัยแรกใช้ทางศาสนา
               สมัยนี้ใช้ส่งเสริมกิเลสอย่างแนบเนียน...”

จาก พุทธทาสลิขิต เล่ม 3 หน้า 287 สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

ดนตรีมีอิทธิพล            ดนตรีบางชนิด

                                       ,,          ,,     ทำให้ชีวิต  ยักไปยักมา

                                       ,,          ,,          ,,      ,,    ท้วมไปท้วมมา

                                       ,,          ,,          ,,      ,,    เหมือนลิงกำลังบ้า

                                       ,,       ที่แท้จริง ทำให้หยุดวิ่งไปวิ่งมา

                                       ,,       ธรรมะ จะสงบเย็นทันตา.

จาก พุทธทาสลิขิต เล่ม 1 หน้า 482 สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

            หลากหลายสิ่งที่ปรากฏบนโลกใบนี้ ความจริงเกิดขึ้นเพื่อรอเวลาและทำหน้าที่สุดท้ายคือการดับไปทั้งสิ้น การตั้งอยู่เพียงชั่วคราว ก็เพื่อให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ คุณค่าของสิ่งสิ่งนั้นและความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา แม้ว่ามันจะหายใจหรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับกับ ปรากฏการณ์เรียลลิตี้อย่าง “เดอะสตาร์”  ก็เกิดมาเพื่อทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบให้เราได้ศึกษา ดังนั้น การฟังเพลงและคำวิจารณ์เพียงผ่านไป แต่ละสัปดาห์แล้วช่วยกันกดโหวตนักร้องที่ตัวเองชื่นชอบ ไม่ได้ทำให้เราได้รับการบ้านจากรายการมาทำส่งตัวเองเลย ถ้าทำเพียงแค่นั้นก็อาจได้แค่ฟังแต่กลับไม่ได้ยิน ทั้ง ๆ ที่มีกลิ่นทะแม่ง ๆ และมีเสียงเพรียกหาดังก้องจากหัวใจของเราในขณะฟังอยู่ตลอดเวลาว่า เราสามารถเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยผ่านรายการเดอะสตาร์ได้ แต่ทว่าเหตุใดระบอบนี้กลับใช้ชื่อว่า “โทรธิปไตย” 



           

            “...ปกติการการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะต้องเลือกผู้แทนปวงชนไปทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี หากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนและถึงแม้มีแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ประชาชนก็ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ประชาชน 1 คนนั้น มีสิทธิเท่ากับ 1 เสียง...

            ...ขณะที่การปกครองโดยโทรศัพท์ หากประชาชนหรือผู้ชมไม่มีบัตรเติมเงิน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีซิมการ์ด ย่อมหมายถึง การไม่มีสิทธิในการโหวตใด ๆ  เมื่อไรก็ตามมีของสามสิ่งนี้ครบ การโหวต การลงคะแนน ก็จะทำได้ แต่ทว่า เป็นการโหวตที่ไม่จำกัดจำนวนครั้งหรืออายุของผู้โหวต อีกทั้งใครมีเงินทุนมาก การใช้สิทธินี้ก็เป็นไปอย่างไร้ขอบเขต...

 ...ทั้งนี้รายการก็เปรียบได้กับพรรคการเมือง ที่ทำหน้าที่ กำหนดนโยบายที่เป็นประชานิยม ประโคมประชาสัมพันธ์ทุกวิถีทาง เพื่อสร้างความนิยมในตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค และก็มีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ คือ บริษัทที่เป็นเจ้าของทุนผลิตรายการ เปรียบได้กับผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ดังนั้น โทรธิปไตยจึงโยงใยกับทุนนิยมอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้...”

            อีกไม่กี่อึดใจเดียว คำถามที่ว่า ปีนี้ใครจะเป็นเดอะสตาร์ คงไม่ต้องการคำตอบอีกต่อไปแล้ว เพราะเวลาได้พิสูจน์ความสามารถและศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดได้ เพียงแต่ระยะเวลาสั้น ๆ นี้อาจจะเป็น หลักสูตรเร่งรัด(Course Intensive) เกินไปหรือเปล่าที่จะสร้างคุณค่าทางสุนทรีย์ให้กับคนฟัง ขณะที่บางคนกลับคิดว่า ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ แค่นี้ คนที่มีรัศมีความเป็นดาว(มีพรสรรค์) และใช้พรแสวงเพื่อค้นพบตัวเองได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น คือผู้ชาญฉลาดที่ควรค่าแก่การได้ดาวจากฟากฟ้ามาประดับไว้ในหัวในผู้คน ก็แล้วแต่จะคิด ใครจะมองไปทางใหนก็สุดแท้แต่ สำหรับผมก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้ 6 ข้อเกี่ยวกับคณะกรรมการ การวิจารณ์และการโหวต ดังนี้

1.การตอกย้ำจุดยืนของรายการอยู่ตลอดเวลาว่า ความเหมาะสมของแปดคนสุดท้ายของผู้เข้าแข่งขันเดอะสตาร์ คือ หน้าตามากกว่าเสียงร้อง หลายคนเสียงร้องธรรมดา(แต่หน้าตาเข้าท่า) หลายคนเสียงเข้าท่า(แต่หน้าตาไม่ได้เรื่อง) แต่การตัดสินใจเลือกแปดคนสุดท้ายของผู้เข้าแข่งขันเดอะสตาร์โดยคณะกรรมการทั้งสาม เลือกอย่างแรกตามแนวทางตลาดไม่ดีกว่าหรือ

2.การชี้นำของกรรมการบางคนต่อผู้ซึ่งตนเชียร์ต้องยอมรับว่าเป็นอคติอย่างหนึ่ง แม้ดูเหมือนว่า ทั้งสามท่านจะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการผ่านหรือตกรอบอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกัน การชี้นำดังกล่าวก็ส่งผลในแง่จิตวิทยา ส่งผลต่อคะแนนโหวต มิใช่หรือ

3.การวิจารณ์การสื่อสารบทเพลง ด้วยการร้อง การเต้นของผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดโดยคณะกรรมการทั้งสามเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาทุกครั้ง หรือ วิจารณ์ปนโวหารเพื่อให้ตรงกับจริต/กระแสความรู้สึกของผู้ชมอย่างครึ่ง ๆ กลาง (ด้วยความแนบเนียน)

4.การแสดงความคิดเห็นของผู้ชมในห้องส่งอย่างมีโวหาร ดูเหมือนว่าหลาย ๆ ครั้งมิได้สอดคล้องกับคณะกรรมการซึ่งเชี่ยวชาญการร้องและเต้น ถ้านั่น มิใช่เป็นการให้กำลังใจตามกำลังอัตตา(ซึ่งเกินเลยความจริงไปบ้าง) การแสดงความคิดเห็นนั้นคงตรงไปตรงมาเป็นภาวะวิสัย

5.การเลือกโหวตผู้เข้าแข่งขัน คือ การแสดงตัวตนของคนไทยคนหนึ่ง(ซึ่งไม่ใช่คนไทยทั้งประเทศหรือแม้กระทั่งคนไทยส่วนใหญ่) ที่มีรสนิยมอันตื้นเขินในการฟังเพลง หรือไม่ก็เลือกโหวตเพราะเชื่อว่า การฟังเพลงจากผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้ คือสุดยอดในทางสุนทรีย์แล้ว

6.การควักกเงินในแต่ละสัปดาห์ของคนไทยที่คลั่งใคล้ ถึงขนาดตอบแทนด้วยการโหวตผ่านรายการให้กับผู้เข้าแข่งขันที่ตนชื่นชอบ เป็นการพัฒนาศิลปะเพื่อสร้างสุนทรีย์ในสังคมไทยหรือเป็นไปเพื่อปลุกเร้าพฤติกรรมการบริโภคที่มุ่งตอบสนองต่อระบบทุนนิยมกันแน่

            นอกจากความคิดเห็นธรรมดา(ที่เต็มไปด้วยอัตตา) แล้ว ผมขอเสนอแนะ ทางแก้ไข เพื่อการพัฒนาที่ยิ่งขึ้นต่อไปของรายการ ผมมี สามทางเลือกที่สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ครับ นั่นก็ คือ

            1.แทบทุกครั้งตั้งแต่ ปีหนึ่งไปจนถึงปีห้า(ยกเว้นปีสี่) ผลปรากฏว่าส่วนใหญ่เดอะสตาร์เป็นผู้ชาย และมีแค่สองครั้งที่ผู้ผ่านเข้ารอบ สองคนสุดท้ายคือปีหนึ่งและปีสี่ ที่หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง ด้วยเหตุผลที่สังคมน่าจะให้โอกาสผู้หญิงมากขึ้น การปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ของรายการจากเดิมที่เคยรับสมัครทั้งผู้ชายและผู้หญิง เป็นการรับสมัครเฉพาะผู้หญิงอย่างเดียว โดยเปลี่ยนชื่อรายการจาก “THE STAR” เป็น “THE LADY” น่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย(ที่เบือนหน้าหนี) ซึ่งต้องการความแตกต่างอย่างที่ไม่มีใครกล้าทำ

            2.แต่ก่อนเข้าใจว่า รายการนี้เปิดกว้างสำหรับคนที่รูปร่างและหน้าไม่ดี(ไม่ใช่แนวตลาด) จนในที่สุดเวลาผ่านไป รายการนี้ก็แทบไม่ต่างจากรายการประเภทเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่รายการแข่งขันร้องเพลง “สุนทรีย์ศิลป์” เป็นเป้าหมายหลัก ดังนั้น พลังเสียง เส้นเสียงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง นำหน้าตาและรูปร่างภายนอก การกลับไปยืน ณ ที่เดิม ด้วยการเปิดกว้างคัดเอาผู้สมัคร ที่หน้าตาไม่ดี แต่เสียงน่าฟัง เข้าสู่ รอบ 8 คนสุดท้าย น่าจะได้รับการตอบรับจากผู้เข้าแข่งขันอีกกลุ่มหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วก็บอกไปตรง ๆ เลยว่า รับสมัครเฉพาะคนหน้าตาดีและรูปร่างดี คนที่รูปร่างและหน้าตาไม่ดีจะได้ตัดใจเลิกสมัคร

            3.SMS ที่ประชาชนส่วนหนึ่งโหวตให้กับผู้เข้าแข่งขัน ถ้านับรวมออกมาเป็นทางการแล้ว ผมเชื่อว่าเป็นจำนวนเงินมหาศาล ทำไมรายการไม่คิดจะคืนบางส่วนของเงินจำนวนนี้ให้กับสังคมบ้าง (อย่างน้อย 90 % คืนให้กับมูลนิธิหรือจะให้ในรูปแบบใดก็สุดแท้แต่ ส่วนที่เหลืออีก 10% ก็เอามาแบ่งปันกันอย่างเดิม) ในเมื่อใช้วาทกรรมสวยหรูอย่างนักการเมืองเสมอ ๆทำนองว่า “คุณ คนไทยทั้งประเทศจะเป็นผู้ตัดสินว่า ใคร จะเป็นหนึ่งคนสุดท้ายที่ได้เป็นเดอะสตาร์” (ทั้งๆ ที่ความจริง คนส่วนน้อย(แต่เงินมหาศาล)เท่านั้น ที่เป็นคณะกรรมการร่วมตัดสิน)

            ฉันใดงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา ฉันนั้นเดอะสตาร์ก็ต้องมีวันลาเลิก และก่อนที่พวกเราจะเลิกอ่านงานเขียนชิ้นนี้ ผมขอฝากกาพย์ยานี 11 ไว้ให้อ่าน ไม่ต้องครุ่นคิดอะไรให้มาก อ่านมันผ่าน ๆ ก็พอ เอาแบบสบาย ๆ ครับ



เดอะสตาร์ เดอะสไตล์ เดอะสตางค์

ก็เพื่อดาวดวงนั้น

จึงปลุกปั้นกันมาคว้า

ลอยล่องรอเพลา

เพียงย่ำมาตามร่องรอย

…!@?

ทางเลือกเรียลลิตี้

มาดดูดีไม่มีถอย

ไม่ใช้ลูกเต๋าทอย

แล้วมาคอยเสี่ยวแต้มกัน

…!@?

สกุลเดอะสตาร์

ทำคลอดมาเป็นสีสัน

เพราะเกาถูกที่คัน

คนเลยดั้นด้นเป็นดาว

…!@?

ผ่านความพยายาม

ผ่านขวากหนามคนหนุ่มสาว

แปดคนหนึ่งเรื่องราว

ตะกายดาวมาครอบครอง

…!@?

โลโก้สามอัตรา

ฝีปากกล้ามีสมอง

คัดเอาคนน่ามอง

มาประลองเสียงโหวตคน

…!@?

วิจารณ์ปนโวหาร

รสจัดจ้านผลิตผล

เร่งกดอย่างอดทน

เหลือหนึ่งคนเดอะสตาร์

…!@?

สไตล์ความกว้างขวาง

นิยมค้างคนโหยหา

ควักเงินตัวเองมา

ยื่นจ่ายค่าตัวหน้าจอ

…!@?

ขบวนการคลับแฟน

ให้คะแนนตามความหล่อ

เสียงดีบ้างตกท่อ

เสียงเขารอยั้งยืนยง

…!@?

ไม่แน่คือแน่นอน

รูปสะท้อนความเหลือหลง

ตัวแทนเจตจำนง

โหวตไปลงตรงหน้าตา

…!@?

แข่งขันพลังเสียง

ต้องคัดเพียงเสียงเข้าท่า

ปีหนึ่งไม่เน้นหน้าตา

ปีห้ามาหน้าตาแรง

…!@?

สไตล์การตลาด

ดาวผงาดในสีแสง

เด่นดังการแสดง

เพราะพลิกแพลงเล่นบทเป็น

…!@?

ฉาบหน้าด้วยงานศิลป์

แฝงเล่ห์ลิ้นมิให้เห็น

ฉวยโอกาสคราวจำเป็น

แอบเลือกเฟ้นเค้นดารา

…!@?

สุนทรีย์มุ่งอิ่มเอิบ

ตบลูกเสริ์ฟตกตรงหน้า

โทรธิปไตยนำพา

ปกครองข้าค่านิยม

…!@?

กลยุทธ์การไล่ล่า

สร้างคุณค่าได้สาสม

ทำสัญญากับอารมณ์

คนชื่นชมสุขทั่วกัน

…!@?

จากฐานอุปถัมภ์

เสาหลักค้ำไม่แปรผัน

สุนทรีย์ศิลป์แบ่งปัน

ฤๅแข่งขันทุนนิยม...????

หลังม่านสีฟ้า
เมษายน
2552

          ผมพยายามบอกตัวเองตั้งแต่คิดจะเขียนงานชิ้นนี้ว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขียนเกี่ยวกับ “เดอะสตาร์” เพราะเหตุว่างานเขียนที่มีอยู่ มันดีและมีเพียงพออยู่แล้ว ถึงแม้งานชิ้นนี้จะมีประเด็นอื่นใดที่ตกหล่น และบกพร่องไปบ้างก็ตาม(ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย) ขอให้พวกเราไปตามอ่านในงานเขียนที่ผ่านมาแล้วกันนะครับ

            “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก...”  บทพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 6 ชิ้นนี้คงยืนยันความเป็นปกติของผู้คนได้ดี ดังนั้น ไม่มีใครไร้เสียงเพลงในหัวใจ ทุกคนต่างแต่งเพลงและร้องมันขึ้นมาตลอดเวลา บ้างก็มีค่ายคอยกำกับดูแล บ้างก็สังกัดอิสระ บ้างก็แต่งเพลงไร้ทำนอง บ้างก็แต่งเพลงไร้เนื้อร้อง

            และในที่สุด ใครก็ตามที่สามารถแต่งและร้องบทเพลงแห่งความว่างโดยเข้าใจเนื้อร้อง “สุญญตา” และทำนอง “อนัตตา” ได้ ผมว่า คนคนนั้นแหละ คือนักร้องตัวจริง ที่โลกเล็ก ๆ ใบนี้(โดยอนุมัติจากสภาแห่งธรรมชาติ) สมควรต้องยกปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศิลปะแห่งความว่าง ให้ต่อจากบุคคลแรกที่ได้รับมัน ซึ่งบุคคลนั้นคือ “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” 

ปล. หาอ่านเพิ่มได้ที่
Permalink : ฤาละครซ้ำรอยเรื่องนี้จะอวสาน http://www.oknation.net/blog/poetguide/2008/04/05/entry-2 
Permalink : สะดุด แล้วหยุดคิด... เดอะสตาร์ 4 บทเรียนที่ต้องเข้าใจเนื้อหาก่อนปิดตัวเองลง
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2008/04/20/entry-1


                                                          
                                                                                                             
หลังม่านสีฟ้า
                                                                                                                                                25 เมษายน 2552

ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่ง จากบทความ ‘โทรธิปไตย’ โหวตบ้าคลั่งในเรียลลิตี้ชีวิต ของ  ASTV ผู้จัดการรายวัน
ขอขอบคุณภาพดีดี จาก http://thestar4.gmember.com/

เพลง เพื่อดาวดวงนั้น
ศิลปิน : เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว

ฉันมีความฝัน และฉันต้องทำให้ได้
จะขอเป็นดาวที่ยิ่งใหญ่

จะเปล่งประกายงดงาม ...


ฉันจะไม่ท้อ เพราะฉันคือคนร้องเพลง

จะร้องไปตามที่ใจบรรเลง

ให้เพลงได้กู่ก้องไป


ดาวจะเต็มฟ้า แต่ฟ้าก็ยังกว้างใหญ่

ก็เห็นยังมีที่ว่างมากมาย

ที่พอให้ดาวอีกดวง


และฉันจะไม่ยอมแพ้

จะหนักหนาเพียงใดก็จะรับมัน

จะให้ถอยยังไงในเมื่อใจมันฝัน

ก็ทำไปตามหัวใจ


เพื่อดาวดวงนั้น ที่ฝันที่อยากเป็น

เพื่อดาวดวงนั้น และฝันคงไม่ไกล

เพื่อดาวดวงนั้น ต้องสู้จนสุดใจ

จะเป็นดาว ดวงหนึ่งบนฟากฟ้า


เพื่อดาวดวงนั้น แม้ฉันต้องฝ่าฟัน

เพื่อดาวดวงนั้น ฉันจะทำให้เหนือกว่า

เพื่อดาวดวงนั้น ฉันพร้อมจะไขว่คว้า

และจะทำให้โลกได้รับรู้ ฉันจะเป็นดาว


แม้ต่างความคิด ชีวิตก็ไม่เหมือนกัน

แต่เหมือนกันตรงที่ความมุ่งมั่น

ไม่มีวันจะเลิกลา


ต้องเหนื่อยแค่ไหน จะยิ้มจะมีน้ำตา

เมื่อทุ่มเทไปแล้วคุ้มค่า

จะอยู่เป็นคนสุดท้าย


และฉันจะไม่ยอมแพ้

จะหนักหนาเพียงใดก็จะรับมัน

จะให้ถอยยังไงในเมื่อใจมันฝัน

ก็ทำไปตามหัวใจ


เพื่อดาวดวงนั้น ที่ฝันที่อยากเป็น

เพื่อดาวดวงนั้น และฝันคงไม่ไกล

เพื่อดาวดวงนั้น ต้องสู้จนสุดใจ

จะเป็นดาว ดวงหนึ่งบนฟากฟ้า

เพื่อดาวดวงนั้น แม้ฉันต้องฝ่าฟัน

เพื่อดาวดวงนั้น ฉันจะทำให้เหนือกว่า

เพื่อดาวดวงนั้น ฉันพร้อมจะไขว่คว้า

และจะทำให้โลกได้รับรู้ ฉันจะเป็นดาว


เพื่อดาวดวงนั้น ที่ฝันที่อยากเป็น

เพื่อดาวดวงนั้น และฝันคงไม่ไกล

เพื่อดาวดวงนั้น ต้องสู้จนสุดใจ

จะเป็นดาว ดวงหนึ่งบนฟากฟ้า

เพื่อดาวดวงนั้น แม้ฉันต้องฝ่าฟัน

เพื่อดาวดวงนั้น ฉันจะทำให้เหนือกว่า

เพื่อดาวดวงนั้น ฉันพร้อมจะไขว่คว้า

และจะทำให้โลกได้รับรู้ ฉันจะเป็นดาว


และจะทำให้โลกได้รับรู้ ฉันจะเป็นดาว...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายบรรทัด วันที่ : 28/05/2009 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naibantad

ความฝัน..
ที่คนไทย
เยาวชนไทย
ต้องฝัน คือ การเป็น
ดารา นักร้อง จริงเหรอ...
สงสาร ประเทศไทย ในอนาคต จัง
เอวัง....สรุป
สื่อมวลชน นักธุรกิจบันเทิง คือ
ผู้ชี้นำทิศทาง ประเทศ ตัวจริง ชัดเจน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
SriNapa วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 14.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

เชียร์น้องดิว เสียดายน้องแกรนด์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน