*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 3855 , 11:50:40 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


            ก่อนจะวานคุณ “ตา” วิ่งลงไปอ่านงานเขียนข้างล่าง เรามาทำสัญญาไม่มีชื่อกันก่อน ด้วยการเขียน “คำตอบ”ของคำถามที่ว่า “อะไรคือ ข้อดีของการลืม หรือ ตัวอย่างของการลืมในบริบทที่ดี”ลงในหัวใจ บันทึกเก็บไว้แล้วพาคุณ “ตา” ลงไปอ่านงานเขียนข้างล่างพร้อม ๆ กับคำตอบนั้น โอเคนะครับ สัญญากันแล้วนะ ( ขอให้เราตอบว่า “สัญญา” ดังๆ(ในใจ) )

        พร้อมนะ เริ่มเขียนครับ จับเวลา .................................................2นาที
......................................................................................................

………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………

…………………………………………………………………

………………………………………………………

……………………………………………..

ใกล้หมดเวลาแล้ว ถอยหลังนะ

…………………………………10

………………………….9

…………………..8

……………7

………6

……5

….4

…3

..2

.1 

0

ถึงเวลาสนุกไปกับ “ความลืม”ของเราแล้วละ Let’sgo!

                                                                             

อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ


                1 คำ - พยางค์เดียว - 2 พยัญชนะ -1 สระ ที่จะกล่าวต่อไป เป็นคำสั้น ๆ อันแสดงอาการบางอย่างของจิตที่ขาดการจำได้หมายรู้  ผมเรียกมันว่า “ขาดสติ” เพื่อนของผมเรียกมันว่า “สัญญาเสื่อม” แต่หนังบางเรื่องเรียก  “ความจำสั้น” และที่ว่าความจำสั้น ก็เพราะคนที่มีอาการอย่างนั้นเป็นคน  “ขี้หลง ขี้ลืม” 

            คำว่า “ลืม” ในทางโลก นั้น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ให้ความหมายว่า

            “ก. หายไปจากความจํา, นึกไม่ได้, นึกไม่ออก, เช่น เขาลืมความหลัง ลืมชื่อเพื่อน, ระลึกไม่ได้เพราะขาดความเอาใจใส่ เป็นต้น เช่น ลืมทำการบ้าน ลืมรดน้ำต้นไม้.”

            ส่วนคำว่า “ลืม” ในทางธรรม นั้น พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๖  พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ ทุกนิทเทส กล่าวถึง “บุคคลผู้มีสติหลง”  “บุคคลผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว” “บุคคลผู้ไม่มีสัมปชัญญะ” และ “บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ” ว่า

            [๖๕] บุคคลผู้มีสติหลง เป็นไฉน


            ความเป็นผู้มีสติหลง ในข้อนั้นเป็นไฉน
ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้ ความกลับระลึกไม่ได้ ความไม่มีสติ ความระลึกไม่ได้ ความทรงจำไม่ได้ ความหลงใหล ความฟั่นเฟือน อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้มีสติหลง บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีสติหลงนี้ ชื่อว่า   ผู้มีสติหลง

           
            บุคคลผู้ไม่มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน


            สัมปชัญญะ ในข้อนั้นเป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้ตาม ความไม่รู้พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่รับทราบ ความไม่กำหนดลงทราบ ความไม่เพ่งเล็ง ความไม่พิจารณา การไม่ทำให้แจ่มแจ้ง ความเป็นผู้ทรามปัญญา ความเป็นผู้เขลา ความไม่มีสติสัมปชัญญะ ความหลง ความหลงทั่ว ความหลงพร้อม ความโง่ โอฆะ คืออวิชชา โยคะ คืออวิชชา อนุสัย คืออวิชชา ปริยุฏฐาน คืออวิชชา ลิ่ม คืออวิชชา อกุศลมูล คือโมหะ นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะนี้ ชื่อว่า    ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ


           
[๗๕] บุคคลผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นไฉน


            สติในข้อนั้น เป็นไฉน
ความระลึกได้ ความตามระลึกได้ ความหวนระลึกได้ ความนึกได้ คือสติ ความทรงจำ ความไม่ฟั่นเฟือน ความไม่หลงลืม นี้เรียกว่า สติ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยสตินี้ ชื่อว่า ผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว

            บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน

            สัมปชัญญะ ในข้อนั้น เป็นไฉน ความรอบรู้ ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความเลือกสรร ความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนดรู้ ความเข้าไปกำหนดรู้เฉพาะ ความเป็นผู้รู้ ความฉลาด ความรู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความคิดนึก ความใคร่ครวญ ความรู้กว้างขวาง ความรู้เฉียบขาด ความรู้นำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาเพียงดังปะฏัก ปัญญินทรีย์ กำลังคือปัญญา รัศมีคือปัญญา ประทีปคือปัญญา รัตนคือปัญญา ความสอดส่องธรรม คืออโมหะ สัมมาทิฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยสัมปชัญญะนี้ ชื่อว่า ผู้มีสัมปชัญญะ

            และใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวถึง “โทษของการนอนลืมสติ” และ “อานิสงส์ของการนอนมีสติ” ว่า


            โทษของการนอนลืมสติ

            [๑๒๒๔] อุ. บุคคลผู้นอนลืมสติไม่รู้ตัว นอนหลับ มีโทษเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?

                        พ. ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ลืมสติไม่รู้สึกตัว นอนหลับ มีโทษ ๕ นี้. โทษ ๕ อะไรบ้าง? คือ:-

                          ๑. หลับไม่สบาย

                          ๒. ตื่นขึ้นไม่สบาย

                          ๓. ฝันเห็นสิ่งเลวทราม

                          ๔. เทวดาไม่รักษา

                          ๕. น้ำอสุจิเคลื่อน

                        ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ลืมสติไม่รู้สึกตัวนอนหลับมีโทษ ๕ นี้แล.

            อานิสงส์ของการนอนมีสติ

            ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ตั้งสติ รู้สึกตัวอยู่ นอนหลับ มีอานิสงส์ ๕ นี้. อานิสงส์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:-

                          ๑. หลับสบาย

                          ๒. ตื่นขึ้นสบาย

                          ๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งเลวทราม

                          ๔. เทวดารักษา

                          ๕. น้ำอสุจิไม่เคลื่อน

           ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ตั้งสติ รู้สึกตัวอยู่ นอนหลับ มีอานิสงส์ ๕ นี้แล.

            โดยนัยทั้งหมดนี้ “ลืม” จึงเป็นคำที่มีความหมายในแง่ลบ พ้องความหมายเดียวกันกับคำว่า “หลง” และ “เผลอ”  อันหมายถึง “สติบกพร่อง  ไม่เข้มแข็ง”  ยิ่งไปกว่านั้นถ้าได้หลงและเผลอเป็นเวลานานเข้า  การระลึกรู้ว่า “กาย” และ “จิต” ของตัวเองกำลังแสดงอาการใด  ก็จะจางหายไป กลายเป็น “คนขาดสติ”  และการขาดสตินี่เองที่เป็นเหตุหนึ่งให้คนเราพากันโบกมือลา “ศีล 5”  อันเป็นเครื่องแบบตกแต่งกายและวาจาให้เป็น “ปกติ” (ในที่นี้ ผู้สวมใส่  ก็จะต้องมี “ศีล 5 คุมใจ” ก่อน)

            และใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต พระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวไว้ว่า

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของคนมีศีลเพราะความถึงพร้อมด้วยศีล ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ในธรรมวินัยนี้ย่อมถึงกองโภคทรัพย์มากมาย อันมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ของคนมีศีล

            เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล อีกประการหนึ่ง กิติศัพท์อันงามของคนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ ของคนมีศีล

            เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล อีกประการหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีลจะเข้าสู่บริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัทย่อมองอาจ ไม่เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ ของคนมีศีล

            เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล อีกประการหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นผู้ไม่หลงกระทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล

              อีกประการหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล

               ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของคนมีศีล เพราะความถึงพร้อมด้วยศีล ๕ ประการนี้แล ฯ

            โดยธรรมชาติของคนเรานั้น   หากมิใช่เป็นผู้เจริญสติอย่างสม่ำเสมอ(ทุกขณะตื่น) แล้วย่อม ลืม หลง และเผลอเป็นธรรมดา   ซึ่งการวนเวียนอยู่กับอาการ “จำๆ ลืมๆ หลงๆ เผลอๆ” อันเป็นวงจรของชีวิต  บางครั้งก็มีเหตุการณ์น่าประทับใจแวะมาเยี่ยมเยือน  เคาะประตูหัวใจ เตือนย้ำเพื่อให้เราจดจำมัน   บางครั้งก็มีเหตุการณ์ไม่น่าจดจำแหกโค้งเข้ามาบดขยี้เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจอันเปราะบาง  ทำให้หัวใจคนเราอ่อนล้าและเต้นช้าลงทุกที และหากเราได้พิจารณาถึงคุณค่าในการเดินทางมาของเหตุการณ์อันเป็น “คู่ตรงข้าม” อย่างนี้ อย่างดีแล้ว  เชื่อว่าคนเรามักเลือกที่จะจำในสิ่งที่ควรจดจำและเลือกที่จะลืมในสิ่งที่ควรลืม  ทั้ง ๆ ที่  “บางสิ่งเราอยากจำ(ไม่ชอบลืม) กลับลืม  บางสิ่งเราอยากลืม(ไม่ชอบจำ) กลับจำ”  ดังเนื้อเพลง “อยากลืมกลับจำ” ของ ศิลปิน “เรนโบว์ คลอรัส” ว่า

บางสิ่งที่อยากจำ เรากลับลืม
บางสิ่งที่อยากลืม เรากลับจำ
คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ

อดีตที่ผ่านไป ไม่กลับมา
ช่างเจ็บ ปวดอุรา เรากลับจำ
คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ

ถ้าลืม ความหลังได้ ใจจะเปี่ยมสุข
ไม่มีความทุกข์ คอยปลุก คอยตำ
คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ


ยามอ่านท่องหนังสือ เรากลับลืม
เรื่องโศก เรื่องเศร้าซึม เรากลับจำ
คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ


ถ้าลืม ความหลังได้ ใจจะเปี่ยมสุข
ไม่มีความทุกข์ คอยปลุก คอยตำ
คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ

ยามอ่านท่องหนังสือ เรากลับลืม
เรื่องโศกเรื่องเศร้าซึม เรากลับจำ
คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ

คนเรานี้ คิดให้ดี ก็น่าขำ
อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ
 

            ทำไมนะ หัวใจจึงเล่นเกมพลิกล็อคกับชีวิตของเราได้ถึงขนาดนี้  ถ้าคิดจะหาคำตอบจากผมละก็  ไม่มีครับ  ผมคงตอบไม่ได้  และขอโยนปัญหาให้เป็นภาระของความสมดุลที่ธรรมชาติสร้างให้เราได้ในสิงที่เราไม่ต้องการและสร้างให้เราไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ ตราบเท่าที่จิตของเรายังมี “ความอยากมีอยากเป็น” และ “ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น”อยู่ อย่างที่โบราณกล่าว “เกลียดอะไร ไม่ชอบอะไร มักจะได้อย่างนั้น”

            นับแต่โบราณกาลมาจวบจนปัจจุบัน  คนเรารู้จักตั้งคำถามขึ้นเพื่อหาคำตอบ  แล้วใช้คำตอบนั้น เป็นฐานของคำถามต่อไป  นี่เป็นวิธีหนึ่งในการล้วงเอาความรู้สึกจากที่ที่ลึกลับออกมาสู่ที่ที่เปิดเผย  เรียกว่าเป็นการสืบค้นหาต้นน้ำจากปลายน้ำ เลยทีเดียว! การรู้จักปุจฉา-วิสัชนานี้  เป็นวิธีการได้มาซึ่งคำตอบที่ง่ายที่สุดและเหมาะกับคนทุกประเภท ทุกชนชั้น ทุกการศึกษา ตามหลักการที่ว่า   “ไม่รู้อะไร ก็ให้ถาม ถามจนกว่าจะเข้าใจ” ด้วยการถาม-ตอบเกี่ยวกับ “ปัญหาและเป้าหมายของชีวิต”  การทำดั่งนี้ จึงเป็นการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเราเอง  แต่ทว่า จะมีสักกี่คนที่ถามตอบกับตัวเองอย่างจริงจังและจริงใจ  เชื่อว่า  น้อยคนนักที่จะทำแบบนี้

            คนส่วนใหญ่ที่ใช้วิธีถาม-ตอบปัญหาในชีวิตมักจะเป็น “วัยรุ่น” ซึ่งเป็นวัยแสวงหาความหมายของชีวิตและ “คนที่กำลังมีความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ”  ซึ่งเป็นคนชอบเปรียบเทียบเขา-เรา(หนักหนา)  เปรียบไปเปรียบมายิ่งทำให้ตัวเองด้อยค่า  กลัวว่าเขาจะได้ดีกว่าเราก็ “อิจฉา”  ก็ “โกหก” คนอื่นว่า  เขาไม่ดีบ้างอะไรต่ออะไร  โดยหารู้ไม่ถึงผลของสิ่งที่กระทำลงไปในขณะที่ขาดสติว่า เป็นการปล่อยใจของตัวเองให้ลงต่ำ ให้ตกต่ำจมอยู่ในกองทุกข์  จนถึงที่สุดหัวใจก็เต็มไปด้วยความเร่าร้อน  ร้อนรุ่ม ขุ่นมัวและมัวหมอง บั่นทอนกำลังใจของชีวิตต่อไป  จนกว่าจะรู้สึกตัวว่า  “สายเสียแล้ว  โอ่ยโอย  ปวดโอ๊ยโอย นั่งภาวนาไม่ได้เลย”  นั่นแหละ จึงจะเป็นสัญญาณ(ระยะสุดท้าย) ที่เตือนว่า “เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วสำหรับโอกาสที่กรรมเก่าให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา” 

            ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต พระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวไว้ว่า

            ๑๐. สัพพลหุสสูตร

            [๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต  อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งาณาติบาตอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นผู้มีอายุน้อย ให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทินนาทาน อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย 
            วิบากแห่งทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศแห่งโภคะให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาเมสุมิจฉาจาร อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารอย่างเบาที่สุด ย่อมยังศัตรูและเวรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย มุสาวาท อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

            วกกลับมาครับ “ลืม หลง เผลอ เคยเป็นบ้างเปล่า” ผมถามคำถามนี้กับตัวเองและสายลมด้วยมิได้มุ่งหมายคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่” เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า คนที่ตอบอย่างหลัง คือ “คนโกหก” ผมจึงสืบค้นถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งคำถามนี้ขึ้นมา จนแจ้งแก่ใจว่า ผมถามเพื่อหวังผลที่จะให้หัวใจตอบตัวเองว่า ลืม หลง เผลอ มิได้มีสาระสำคัญกับชีวิตแต่อย่างใด เพราะคนที่ชื่อว่า “นักลืม นักหลง นักเผลอ” นั้น คือ คนที่ขาดสติ ขาดการระลึกรู้ ผมกล่าวอย่างนั้น ด้วยความรู้สึกว่า คำว่า “ลืม”  เมื่อกล่าวในบริบทใดก็ตาม  เป็นอยู่ในแง่ลบเสมอมา  ยกตัวอย่างเช่น สำนวนที่ว่า  “วัวลืมตีน”  อันหมายถึง  “คนที่ได้ดีแล้วลืมฐานะเดิมของตน” หรือ การ กล่าววาจากลบเกลื่อนโดยทำเป็นลืมในสิ่งที่ตัวเองต้องอธิบายเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจ  อาจจะเป็นเพราะเหตุที่รู้ว่า  ตัวเองเป็นฝ่ายทำผิดต่อคนอื่น หรือ เพราะไม่อยากให้เขารู้ความลับของเราก็เลยดึงความสนใจไปอยู่ที่ประเด็นอื่น และ การถูกคนอื่นกล่าวย้อนกลับมา เมื่อเราไม่พูดและไม่ดูในสิ่งที่ควรจะต้องรู้ว่า “วันนี้ ลืมพาปาก พาตา มาเหรอ”  ทั้ง ๆ ที่เขาก็เห็นว่า เรามีทั้งปากและตา(มิได้ตาบอดหรือไม่มีปากแต่อย่างใด)

            อีกอย่างที่เห็นบ่อย ก็จะเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวันที่คนเรามักจะลืม เช่น ลืมอาบน้ำ ลืมแปรงฟันก่อนนอนจนติดเป็นนิสัย  ลืมทานข้าว ทานยาก่อนอาหารหรือหลังอาหาร ลืมทำการบ้านส่งครูจนถูกตำหนิและลงโทษ ลืมกระเป๋าเงินทั้ง ๆ ที่ถึงตาเราเป็นคนเลี้ยงข้าวเพื่อน ๆ  ไปจนกระทั่ง “ลืม”ที่ทำเอาเธอกับฉันต้องง้อและงอนกันบ่อย ๆ จนบางคู่ก็ต้องร้องไห้เสียใจกัน เลิกกันในที่สุด เช่น ลืมนัดที่เธอให้มารับกลับบ้าน ลืมวันเกิดของเธอ ลืมทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ลืมบอกรักหรือให้ของขวัญกับเธอในคราวครบรอบวันสำคัญ ลืมความรู้สึกเก่า ๆ ที่เราเคยมีให้กัน ลืมความดีที่เธอทำให้ ลืมช่วงเวลาที่เธอใส่ใจดูแล ลืมที่จะให้กำลังใจยามเธอท้อ จนถึงขนาดว่า ลืมว่า  “เราเคยรักกัน”  นี่เป็นบริบทที่ผมใช้สตินึกทวนเอาได้ว่า ลืมมีข้อเสียสำหรับเราทุกคน ยากที่จะมองหาบริบทของลืมในส่วนที่ดีได้         

            ตอนที่เขียนภาพกว้าง ๆ ขึ้นในใจ  ผมยังเชื่อครับว่า “ลืม ต้องมีข้อดีบ้าง เพียงแต่ยังนึกไม่ออก” จนเท้าไปสะดุดกับคำว่า     “ลืมตา”  (ไม่ใช่ลืมเอาตามาหรือยายลืมพาตามาด้วยนะ) คือ  “ลืม” ในความหมายที่คนเราลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองได้ อย่างสำนวนติดหู  “ลืมตาอ้าปาก”  ส่วน “ไม่ลืมหูลืมตา”  นั้นดูจะไปในทางลบว่า ทำงานแบบไม่สนใจสิ่งรอบข้าง รอบตัว

            อย่างที่ผมถามพวกเราตั้งแต่ต้นครับ “คุณลืม”เขามีความดีอะไรกับคนโน้น คนนี้บ้าง  เขียนมาจะจบก็ยังนึกไม่ออก จนคืนวันหนึ่งเผลอไปอ่านเจอะข้อความในหนังสือ “ตามรอยพ่อ”  ของคุณ “จุ้มจะริง”  ซึ่งจัดพิมพ์เผยแผ่โดย “ชมรมกัลยาณธรรม”  ข้อความมีว่า     “...เราต้องหัดให้โดยไม่มีเงื่อนไข คิดไว้ก่อนเลยว่า ให้แล้วเป็นสูญ อย่ารอผลตอบแทน ลืมไปเลยว่าเราให้เขา แต่ถ้าใครให้เรา ลืมไม่ได้นะลูก...” 

            ตั้งแต่นั้นมา ผมก็จดจำคำพูดเหล่านี้ไว้ในหัวใจ  อย่างน้อยก็ตอบตัวเองได้แล้วว่า สาระของการลืมมิใช่จะไม่มีเลย หากแต่มันแฝงอยู่ในข้อความเหล่านั้น และถูกแปลความ ดังข้อความข้างล่าง 

            “การลืมว่าเราเคยให้เขา เป็นการปล่อยวาง ไม่ยึดติดในบุญกุศลที่เราทำให้กับคนอื่น”

            คำกล่าวนี้สอนให้เรารู้ว่า การทำบุญด้วยการให้ทาน ซึ่งเป็นความดีอย่างหนึ่งนั้น เราทำด้วยมิได้หวังจะได้ผลดีมาตอบแทน อย่างที่โบราณกล่าวเป็นสำนวนคุ้นหู

             “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว”  

            แต่ทว่า มีคนเห็นผิดตีความย้อนกลับในทำนอง

             “ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป” ส่งผลให้ คนขาดปัญญาที่ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมและศรัทธาในความดีน้อยอยู่แล้ว ลด ละ และเลิกทำความดีในที่สุด โดยเชื่ออย่างคนไม่รู้ว่า

            “เมื่อใดทำดี ก็ต้องได้ผลดีตอบแทนในลักษณะ “รวดเร็ว” เป็นตำแหน่งหน้าที่ เป็นของรางวัล เป็นการชื่นชม แต่สิ่งที่ได้กลับมากลายเป็นตำแหน่งก็ไม่ขึ้น(ทรงตัว) รางวัลก็ไม่ได้ แถมยังถูกตำหนิ”  และ

            “เมื่อใดทำชั่ว ก็ต้องได้ผลชั่วตอบแทนในลักษณะ “รุนแรง” แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

            ประกอบกับ  เราถูกสอนโดยโครงสร้างของสังคม มิให้ทำความดี เพื่อความดี แต่ให้ทำมันเพื่อหวังผลได้ดีเป็น “รูปธรรม” ตอบแทน โดยไม่รู้ว่า  คุณงามความดีที่เราประกอบขึ้นมาเป็นกองบุญนั้น มิได้หายไปไหน แต่นอนเนื่องและถูกเก็บสะสมไว้ อยู่ ณ จิตใจของคนกระทำ    รอเวลาเพียงให้ “ธรรมะ” ทำหน้าที่จัดสรรวิบากจาก “กรรมซึ่งทำไว้ดีแล้ว” และ “กรรมไม่ดีที่ทำไว้” ตามกฎแห่งกรรม(หนักและเบา) กฎแห่งการกระทำซึ่งซื่อสัตย์และยุติธรรมที่สุด

            ดังคำกล่าวที่ควรเข้าใจเสียใหม่ว่า “ทำดี ดีอยู่ในตัว ทำชั่ว ชั่วอยู่ในใจ”

            และ ที่สุดของความลืม ก็คือ “ความไม่ลืม” ซึ่งเป็นโทษอย่างหนึ่งเคียงคู่ไปกับ “การลืม” ที่กล่าวไว้พอสมควรแล้ว เมื่อนำ  “ความไม่ลืม”  มาเทียบในบริบทของเวลา ตั้งแต่ “อดีต” คือ เวลาที่ล่วงไปแล้ว “ปัจจุบัน” คือ เวลา ณ ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ และ  “อนาคต” คือ เวลาที่ยังมาไม่ถึง “ความไม่ลืม" ลงรอยกันได้ เทียบเคียงกันได้ กับเรื่องอดีตและปัจจุบันเท่านั้น จะไปตั้งใจลืมในอนาคตไว้ล่วงหน้าก็เป็นไปไม่ได้ เพราะยังมาไม่ถึง ในเมื่อเป็นเรื่องของอดีต คือ ผ่านไปแล้ว ผลซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยที่ไม่ดีก็ตั้งอยู่เพื่อให้เราแก้ไขเยียวยาสิ่งที่ผิดพลาดให้เกิดผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่นน้อยที่สุด และให้ใช้ “อดีต” เป็นเครื่องเตือนสติ เป็น “เป้าหมาย” เพื่อค้นหาวิธีการในการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีอย่างนั้นซ้ำรอยขึ้นมาอีก

            แต่ทว่า  คนเรากลับเห็นผิด ถูกมิติของเวลาลากกลับไป “ย้ำคิดย้ำทำ” อยู่เรื่อย ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เสมือน น้ำที่หยดลงบนหิน   นานวันเข้าหินก็ถูกกัดกร่อน อธิบายคร่าวๆ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ได้ว่า เมื่อ รูปกระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น สัมผัสกระทบกาย อารมณ์กระทบใจ  ผัสสะก็เกิด เพราะมีผัสสะ จิตจึงนึก จึงคิด จึงรู้สึก เอาความจำได้หมายรู้ มาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ จนเกิดความไม่สบายใจ พอรู้สึกทุกข์จากความไม่สบายใจ จิตก็เกิดตัณหา คือ ความไม่อยากมีไม่อยากเป็นทุกข์ อยากสลัดทิ้ง   อยากหนี อยากออกจากสภาพที่เป็นอยู่ เพราะมีตัณหา ความยึดมั่นถือมั่นในความทุกข์หรืออุปาทานจึงเกิด เพราะมีอุปาทาน จึงเกิดภาวะที่พร้อมจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง(ปรารถนาที่จะเกิด) หรือภพ เพราะมีภพ จึงเกิดปรุงแต่งยึดขึ้นมาเป็นความรู้สึกว่า “ตัวกู”  และ “ของกู”  คือ เป็นชาติ และเพราะมีชาตินี่แหละจึงเกิด ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความโศก ความแห้งใจ) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญรำพัน) ทุกขะ(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ ความเสียใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) ขึ้นครบถ้วน เหล่านี้เป็น “กระบวนการย้ำคิดย้ำทำ” ในจิตใจที่อาศัยกันเกิดขึ้น (เป็นความซับซ้อนของจิตที่แนบเนียนยากที่ผู้ใดจะจำแนกแยกแยะให้เห็นชัดหากมิใช่ พระผู้มีพระภาคเจ้า) และไม่ก่อประโยชน์ต่อการพัฒนาที่สูงขึ้นของจิตของเราแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เมื่อใด

ตาเห็นรูป                      ตั้งสติไว้ที่ “ตา”      แล้วภาวนาว่า “เห็นหนอ ๆ”
หูได้ยินเสียง                  ตั้งสติไว้ที่ “หู”        แล้วภาวนาว่า “ยินหนอ ๆ”
จมูกได้กลิ่น                   ตั้งสติไว้ที่
“จมูก”    แล้วภาวนาว่า “กลิ่นหนอ ๆ”
ลิ้นได้รส                        ตั้งสติไว้ที่
“ลิ้น”      แล้วภาวนาว่า “รสหนอ ๆ”
กายถูกเย็นร้อนอ่อนแข็ง    ตั้งสติไว้ที่ “กาย”    แล้วภาวนาว่า “ถูกหนอ ๆ”
ใจคิด                             ตั้งสติไว้ที่
“ใจ”       แล้วภาวนาว่า “คิดหนอ ๆ”

            ทำดั่งนี้ ทุก ๆ วันหรือเมื่อยังหายใจเข้า-ออกได้ จะนั่งภาวนาหรือเดินจงกรมก็ขอให้ถือหลักว่า “เมื่อ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและอารมณ์เกิดขึ้นในขณะภาวนา(กำหนดลมหายใจ) มันจะตั้งอยู่เพื่อท้าทายความเพียรและขันติของเราเท่านั้น เดี๋ยวมันก็ดับไป(เพราะเหตุปัจจัยไม่มี)” ภายใต้กฎของความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของทุกสรรพสิ่งในโลก

            เมื่อนั้น “ความไม่ลืม” ของเราก็เป็นแค่ “ความจำได้” ที่ไม่ถูกปรุงแต่งเป็นอารมณ์ให้เราครุ่นคิดอีกต่อไป

            และ เมื่อนั้น “ความลืม หลง เผลอ” ก็จะลด ละ และเลิกกิจการไปจากจิตของเรา โดยมี “บริษัท สติสัมปชัญญะ จำกัด” จัดการ take over เข้ามาบริหารแทน

                                               

-พุทธองค์ทรงเมตตา-

 
หลังม่านสีฟ้า
   2-17 กรกฎาคม 2552

                แล้วเพื่อน ๆ ละครับลืมคำถามที่ผมถามหรือยัง ถ้าวันไหน “ปิ๊งแว็บ” จำได้ ก็มาบอกกล่าวกันบ้างนะ

                ปล.นี่ ฝากไว้เป็นเครื่องเตือนตนมิให้ลืม

ฝึกสติเพื่อ “ไม่เผลอตัว”

 รูป เสียง กลิ่น รส อารมณ์ สัมผัส(อายตนะภายนอก)
รับรู้ชัด “ทวาร” ใด
ตา หู จมูก ลิ้น ใจ กาย
(อายตนะภายใน)
กระทบไป กระเทือนมา(ผัสสะ)

รู้สึก “สุข” “ทุกข์” “เฉยเฉย”(เวทนา)
เหมือนอย่างเคย เลย
“ตัณหา” (ตัณหา)
ทะยานอยาก ลากดึงพา
โอบกอดมา
“อุปาทาน” (อุปาทาน)

ปรารถนาที่จะ
“เกิด” (ภพ)
 พร้อมกำเนิดเป็นแก่นสาร
เป็นตัวกู
“อหังการ”(ชาติ)
“มมังการ” เป็นของกู(ชาติ)

วนเวียนใน “กองทุกข์”
ดั่ง “หนอน” คลุก “กองขี้” สู
 หลง
“เพลิน” ในอาดูร
โดยหารู้ นัยย์
“ความจริง”

อัน
“กองขี้” คือ “กองทุกข์”
กลับเสพย์สุกอย่าง
“ผีสิง”
“เวียนตาย” “เวียนเกิด”
ประวิง
ยังบ่ทิ้ง
“อัตตา” มาร

“ลืม” “หลง” “เผลอ” เป็นนิสสัย
จิตเอนไหวใน
“สงสาร”
“โลภ” “โกรธ” “หลง”
คือ “ตัวมาร”
สร้างรากฐานก่อ “กรรมเวร”

ฝึก
“สติ” กันลืมหลง
เผลอเข้ากรงรับ “ทุกข์เข็ญ”
 ใช้
“จิต” เห็น “จิต” “กาย” เป็น
กำหนดเน้น
“ลมหายใจ”

“เวทนา” ใช้ “จิต” เห็น
พิจารณ์เป็น
“เกิด” “ดับ” หาย
“ธรรมะ”
ก็ ดับมลาย
ไม่เหลือไว้ ทาส “ตัวมาร”

“จิตที่ไประลึกรู้”
เป็นจิต “บูรพาจารย์”
“ระลึกชอบ”
เป็นสันดาน
อยู่
“วิหารธรรม” อันใด

“อานาปานสติ”
“สมาธิ” ระลึกได้
กำหนดรู้
“ลมหายใจ”
“เข้า” “ออก”
ไว้ “สั้น...” หรือ “ยาว...........”

หลังม่านสีฟ้า

2-17 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุชื่อเรื่องที่ไม่ได้รับเลือกจากผม
-
“ลืม” สาระที่ “โลก”ควร จดจำ  “จำ” สาระที่ “ธรรม”ต้อง บรรยาย
-ก็เพราะ...จังซี่มันต้อง จำ

ขอบคุณภาพดีดี จาก
http://www.moreschool.net/education/view.php?group=1&viewID=642http://www.vcharkarn.com/uploads/117/117218.jpg



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ surisa -

พี่ วสิทธ์ - ครับ ขอบใจที่เข้ามากินอาหารจานนี้เช่นกันครับ

พี่ ปรัชญาชนบท - ครับ ธรรมะที่พระตถาคตค้นพบ แล้วนำมาแสดงไว้ สุดยอดที่สุดแล้ว

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน ยี่

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
surisa วันที่ : 30/07/2009 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boongsurisa


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
วสิทธ์ วันที่ : 29/07/2009 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

ขอบคุณสำหรับอาหารสมองจานนี้ครับผม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรัชญาชนบท วันที่ : 18/07/2009 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/j-direk

ธรรมะสวัสดี
โอ้...
สุดยอด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน