*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 2054 , 12:27:55 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้

มอง “อริยสัจ” ผ่าน “พุทธวัจน์”
แฉ ! “วิธีลัด” สำหรับ “นักเดินทาง”

ถ้าจะเปรียบชีวิตของมนุษย์ให้เข้ากับวัตถุสักชิ้นหนึ่ง เราทุกคนก็ไม่ต่างอะไรจากขยะดี ๆ ที่ถูกนำมา (Recycle) รีไซเคิล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้เสร็จทิ้ง ทิ้งเสร็จเข้าสู่ “กระบวนการผลิตซ้ำ” แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ เช่นเดียวกัน หากจะถอยกลับไปในอดีต   มนุษย์แต่ละคนที่มีชีวิตอยู่ ณ ขณะนี้ ต่างก็เวียนตายเวียนเกิดมาแล้วนับภพนับชาติไม่ถ้วน ตลอดกาลยืดยาวนาน ทั้งหมดนี้ เพราะเหตุผลเดียวกัน คือ ไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอดซึ่ง     “อริยสัจ 4” /1 ก็เพราะความไม่รู้ในสิ่งเหล่านี้ นี่แหละ การท่องเที่ยวครั้งใหม่ในสังสารวัฏ จึงเริ่มต้นขึ้น…

บนเส้นทางอันไกลโพ้นกับการเดินทางที่ยากจะไปถึงจุดหมาย คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า “เสบียง” คือ อาหารและน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เช่นเดียวกัน การที่มนุษย์คนหนึ่งจะเดินไปสู่จุดหมาย คือ “ความหลุดพ้น” เสบียงที่เตรียมไว้ก็ควรจะเป็น “ความว่าง” คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่า “นั่น นี่ โน่นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา” แต่ทว่ามนุษย์จำนวนไม่น้อย “ตาบอด” คือ ไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศล อกุศล - ธรรมมีโทษ ไม่มีโทษ - ธรรมเลว ธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำ ธรรมฝ่ายขาว/2 กลับเห็นผิดแบกของหนัก/3 (อุปาทานักขันธ์ทั้ง 5) แบกขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ห้าอย่าง คือ   รูป (กาย) เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) วิญญาณ (ผู้รู้แจ้งอารมณ์) ไปด้วยในการเดินทาง โดยมีตัณหา (ความอยาก) อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจแห่งความเพลิน คือ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น เป็นกิริยา คือ การแบก การเดินทางไปสู่จุดหมายแทนที่จะสบายจึงกลายเป็นทั้งเหนื่อย หนัก และนาน ดังนั้น เพื่อไม่ให้การเดินทางครั้งนี้มีอุปสรรค การปลงภาระหนักจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างถึงที่สุด ก็เมื่อการแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก/4 ในทางกลับกัน ถ้าจะเดินทางอย่างมีความสุข การวางของหนักลง ย่อมทำให้ตัวเราเบายิ่งขึ้น

ในหมู่นักเดินทางด้วยกัน บางคนอาจคิดว่า เรากำลังเดินทางอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดายบนถนนเส้นนี้ แต่ทว่าความเป็นจริง ไม่มีใครเดินทางไปสู่จุดหมายเพียงคนเดียว และถนนเส้นหนึ่งก็คงไม่ได้สร้างมาเพื่อเราเพียงหนึ่งคนเป็นแน่ ความปรารถนาต่อความเป็น “พุทธ” คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนี้ นี่แหละจักทำให้เรามองเห็นเพื่อนร่วมทางเดินจำนวนไม่น้อย เพราะแต่ละคน ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน

พอเดินมาได้สักพัก บางคนในหมู่นักเดินทาง ก็อาจจะหลงคิดไปได้อีกว่า การเดินทางครั้งนี้สิ้นสุดลงและเราได้มาถึงจุดหมายนั้นแล้ว โดยหารู้ไม่ ที่ตรงนี้เป็นเพียง “กับดัก” ที่ธรรมชาติสร้างให้เราปรารถนา รักใคร่ พอใจ ยั่วยวนชวนให้รัก/5 ซึ่ง “รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์” ยิ่งถ้าได้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในธรรมชาติเหล่านี้ผ่าน “ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ” เข้าแล้วละก็ ราคะ (ความพอใจ) ก็เกิดขึ้น ยิ่งเพลินก็ยิ่งพอใจ ยิ่งพอใจก็ยิ่งเพลิน หมุนวนเวียนซ้ำรอยเดิม ยากที่จะหาทางลงจากวัฏจักรนี้ (ตราบเท่าที่ยังไม่ละความเพลินในอารมณ์)

ในท่ามกลางหมู่นักเดินทางทั้งหลายมี มหาบุรุษคนหนึ่ง นามอันบัณฑิตกล่าวว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ก็เพราะเหตุที่ได้ตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ  4 อย่าง  /6 มหาบุรุษคนนี้จึงเป็นคนเดียวที่สามารถบอกทางไปสู่จุดหมายที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ได้ ไม่ว่ากาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ฝ่ายอนาคต หรือแม้กระทั่งปัจจุบัน มหาบุรุษคนนี้ก็เป็นแค่ “ผู้บอกทาง”/7 เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะการเดินทางของมหาบุรุษคนนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของมหาบุรุษ ซึ่งก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ หลังจากที่ได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริงแล้ว พระองค์เห็นว่า หมู่นักเดินทางทั้งหลายต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังทนทุกข์เพราะประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักและปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น/8 พระองค์จึงตัดสินใจเดินทางเผยแผ่ “ความจริงอันประเสริฐ” อันประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อมและนิพพาน/9ซึ่งความจริงอันประเสริฐนั้น ถูกเรียกว่า “อริยสัจ 4” 

“อริยสัจ 4” คือ ความจริงอันประเสริฐที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแนะนำให้นักเดินทางสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เมื่อเราเอ็นดูใครและใครเชื่อฟังเรา/10 การชักชวนให้เขาเข้าไปตั้งมั่นในความจริงอันประเสริฐนี้ ก็เป็นหน้าที่ที่จักต้องกระทำ ในฐานะที่เป็น “พุทธบริษัท 4”

ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างนี้ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ กล่าวอย่างสั้นที่สุด “อริยสัจ 4” คือ ความจริงเกี่ยวกับ “ทุกข์”และ “ความดับทุกข์” ในที่นี้ การเห็นอริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันถูกต้องนั้น สามารถทำได้ด้วยมรรควิธีง่าย ๆ คือ “การเจริญสมาธิ” และ “การประกอบความเพียรในการหลีกเร้น” ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด-จงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว-หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.

รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งอะไรเล่า ? รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งความจริงอันประเสริฐว่า

            นี้ เป็นทุกข์,
            นี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
,
            นี้ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
            นี้ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
; ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด-จงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว-ผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.

และถ้าสังเกตให้ดี ๆ ขณะที่เรากำลัง “เจริญสมาธิ”  คือ “สัมมาสมาธิ” หนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 นั้น มรรควิธี ข้ออื่น ๆ อีก 7 ข้อ คือ

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา (วาจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ (อาชีวะชอบ)
สัมมาวายามะ
(ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)

            ก็จักถูกเจริญ ถูกทำให้มากไปโดยปริยาย นั่นหมายความว่า แค่การลงมือนั่งสมาธิ (นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า) บ่อย ๆ แล้วกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก

            เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว,
            เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว.
             
            เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
,
            เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น.

            โดยมิต้องบริกรรมคาถาใด ๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นอริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันถูกต้องได้อย่างธรรมดาสามัญแล้ว เมื่อเจริญสมาธิ กายและวาจาก็หยุดอยู่กับที่ ศีลจึงสมบูรณ์ ขณะเดียวกันถ้าเห็นการเกิด-ดับของจิตความรู้สึกนึกคิด ปัญญาก็จักเกิดตามมา เป็นเรื่องปกติ

            อีกทั้ง ยังมิต้องพึ่งพาพิธีกรรมอันใดให้ยุ่งยาก นี่แหละเป็นวิธีลัดง่าย ๆ ที่ต้องการแฉ !

แต่ทว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในระบบการศึกษาไทย “พุทธวจนะ” (คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง) ทั้งธรรมและวินัยมิได้ถูกให้ความสำคัญหรืออย่างน้อยที่สุดถูกผลักไสให้ดูเป็นของยากที่จะเริ่มต้นเรียนรู้ การศึกษาในระบบจึงมิได้ให้คุณค่าใด ๆ เลย มิได้สนับสนุนให้เราเล่าเรียน “อริยสัจ 4” คือ ความจริงอันประเสริฐผ่านพุทธวจนะ อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับธรรมข้ออื่นที่เป็นพุทธวจนะได้ ทั้ง ๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำชับแล้วกำชับเล่าให้พุทธบริษัทปริยัติและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ให้ละทิ้งคำของสาวกที่แต่งเติม อธิบายและเพิ่มขึ้นใหม่

นี่กระมังเป็นเหตุหนึ่งที่ยืนยันว่า พุทธศาสนา (เฉพาะพุทธวจนะ) ไม่เคยหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของผู้คนที่ออกปากเรียกตัวเองว่า “ชาวพุทธ” เสียที

การเรียนรู้ “อริยสัจ  4” อย่างโดดเดี่ยวจึงไม่เป็นหนทางที่จะทำให้เราเข้าใจความจริงอันประเสริฐเหล่านี้ จนถึงที่สุดสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเหตุที่ความจริงอันประเสริฐเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างไม่ขาดกับ “ขันธ์ 5” และ “ปฏิจจสมุปปบาท” ซึ่งเป็นธรรมอีกข้อหนึ่ง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงไว้เกี่ยวเนื่องกัน

กรณีแรก /11 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวถึงอริยสัจ 4 ในมุมมอง “ขันธ์ 5” ดังนี้

ความจริงอันประเสริฐ คือ

ทุกข์ คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง ได้แก่
                        รูป
(กาย)
                        เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา)
                        สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
                        สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)
                        วิญญาณ (ผู้รู้แจ้งอารมณ์)

เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหาอันเป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน ได้แก่
                        ตัณหาในกาม
                        ตัณหาในความมีความเป็น
                        ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น

ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ คือ ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหา
                        ความสละลงเสีย
                        ความสลัดทิ้งไป
                        ความปล่อยวาง
                        ความไม่อาลัยถึง ซึ่งตัณหา

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ คือ หนทางอันประเสริฐอันประกอบด้วยองค์ 8 ได้แก่
                        ความเห็นชอบ
                        ความดำริชอบ
                        วาจาชอบ
                        การงานชอบ
                        อาชีวะชอบ
                        ความเพียรชอบ
                        ความระลึกชอบ
                        ความตั้งใจมั่นชอบ
           

กรณีที่สอง/8 พระองค์กล่าวถึงอริยสัจ 4 ในมุมมอง “ปฏิจจสมุปปบาท” (ธรรมชาติของจิตและกายที่อาศัยกันเกิดขึ้น) ดังนี้

ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์ ได้แก่
                        ความเกิด
                        ความแก่
                        ความตาย
                        ความโศก
(โสกะ)
                        ความใคร่ครวญ (ปริเทวะ)
                        ความทุกข์กาย (ทุกขะ)
                        ความทุกข์ใจ (โทมนัส)
                        ความแห้งผากใจ (อุปายาส)
                        ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก
                        พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก
                        ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น

กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลายเป็นทุกข์

ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุแห่งทุกข์
            เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย               จึงมีสังขารทั้งหลาย
            เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย                จึงมีวิญญาณ
            เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
            เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย                จึงมีสฬายตนะ
            เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย           จึงมีผัสสะ
            เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย                  จึงมีเวทนา
            เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย                 จึงมีตัณหา
            เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย                จึงมีอุปาทาน
            เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย             จึงมีภพ
            เพราะมีภพเป็นปัจจัย                     จึงมีชาติ

            เพราะมีชาติเป็นปัจจัย                   ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
            เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชา     จึงมีความดับแห่งสังขาร
            เพราะมีความดับแห่งสังขาร                                    จึงมีความดับแห่งวิญญาณ
            เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ                                 จึงมีความดับแห่งนามรูป
            เพราะมีความดับแห่งนามรูป                                   จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ
            เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ                               จึงมีความดับแห่งผัสสะ
            เพราะมีความดับแห่งผัสสะ                                      จึงมีความดับแห่งเวทนา
            เพราะมีความดับแห่งเวทนา                                    จึงมีความดับแห่งตัณหา
            เพราะมีความดับแห่งตัณหา                                    จึงมีความดับแห่งอุปาทาน
            เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน                                 จึงมีความดับแห่งภพ
            เพราะมีความดับแห่งภพ                                         จึงมีความดับแห่งชาติ
            เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส
อุปายาส
ทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ประกอบด้วยองค์ 8 คือ

            สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
            สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
            สัมมาวาจา (วาจาชอบ)
            สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ)
            สัมมาอาชีวะ (อาชีวะชอบ)
            สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
            สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)
            สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ)

เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ การใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรมจึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เมื่อใคร่ครวญแล้วจักรู้ตามเป็นจริงว่า “ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพิสูจน์” ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด ผู้เกิดฉันทะแล้ว ย่อมมีอุตสาหะ ครั้นมีอุตสาหะ ย่อมพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรม และย่อมตั้งตนไว้ในธรรมได้/12โดยเฉพาะการตั้งตนไว้ใน “อริยมรรคมีองค์ 8” ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาให้นักเดินทางทั้งหลาย ค้นพบความจริงและสามารถมองปรากฏการณ์เกิด-ดับของสรรพสิ่ง (ตามความเป็นจริง) ภายใต้กฎธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) ว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา”/13 ในที่นี้สิ่งๆ นั้น ก็คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม (รูป ) และนามตามขันธ์ 5 นั่นเอง

สำหรับการตั้งตนไว้ใน “อริยมรรคมีองค์ 8” บ้างก็เข้าใจกันว่า เป็นนามธรรมชั้นสูง ยากที่จะทำความเข้าใจ แต่ทว่าความเป็นจริงมิใช่นามธรรมใด ๆ เลย หากแต่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้และสามารถพิสูจน์ด้วยการกระทำ เนื่องจากเป็นข้อปฏิบัติทาง “กาย วาจาและใจ” ที่เป็นกุศล เป็นที่ตั้งแห่ง “ศีล สมาธิและปัญญา” ซึ่งจำแนกได้ 8 ประการดังนี้

สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) คือ ความรู้
            ในทุกข์  
            ในเหตุแห่งทุกข์
            ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
            ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) คือ การละทิ้งความคิด
            ในทางกาม
            ในทางพยาบาท
            ในทางเบียดเบียน           

สัมมาวาจา (วาจาชอบ) คือ การเว้นจาก
            การพูดเท็จ
            การพูดยุให้แตกกัน
            การพูดหยาบ
            การพูดเพ้อเจ้อ

สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) คือ การเว้นจาก
            การฆ่าสัตว์
            การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
            การประพฤติผิดในกาม

สัมมาอาชีวะ (อาชีวะชอบ) คือ ละมิจฉาและสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ

สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) คือ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร
ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อ
            ความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก  ที่ยังไม่ได้บังเกิด
            การละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก  ที่บังเกิดขึ้นแล้ว
            การบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด
            ความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย  ที่บังเกิดขึ้นแล้ว

สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) คือ เป็นผู้มีปรกติพิจารณา
            เห็นกายในกาย อยู่
            เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่
            เห็นจิตในจิต อยู่
            เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่
มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) คือ
            เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่
1 อันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก  แล้วแลอยู่
            เพราะวิตก วิจาร รำงับลง เธอเข้าถึง ฌานที่
2 อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ  แล้วแลอยู่
            เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่
3 อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญ  แล้วแลอยู่
            เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่
4 อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา  แล้วแลอยู่
/14

ถึงที่สุด เมื่อนักเดินทางทั้งหลาย เจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ 8” ผู้นั้น ก็จักได้ชื่อว่า “มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี”/15 และด้วยการได้อาศัยกัลยาณมิตร (อริยมรรคมีองค์ 8) เป็นเพื่อนร่วมทางเดินในครั้งนี้ ย่อมทำให้นักเดินทางสามารถหลุดพ้นจาก “ความแก่ชรา ความเจ็บป่วย ความตาย ความโศก ความใคร่ครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความแห้งผากใจ” ไปได้ นั่นหมายความถึง “การทำที่สุดแห่งกองทุกข์” พร้อมกันนั้นจิตก็จักรู้ชัดตามเป็นจริงว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” /16 ดังพุทธวจนะที่ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้เข้าไปหา เป็นผู้ไม่หลุดพ้น ผู้ไม่เข้าไปหา เป็นผู้หลุดพ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ (ผู้รู้แจ้งอารมณ์) ซึ่งเข้าถือเอา

           
รูป (กาย)
            เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา)
            สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
            สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)

ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มี

           
รูป (กาย)
            เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา)
            สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
            สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)

เป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย มี
นันทิ (ความเพลิน) เป็นที่เข้าไปสองเสพ
ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “เราจักบัญญัติซึ่ง การมา การไป การจุติ การอุบัติ ความเจริญ ความงอกงามและความไพบูลย์ของวิญญาณ (ผู้รู้แจ้งอารมณ์) โดยเว้นจาก

รูป (กาย)
            เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา)
           
สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
            สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) ” ดังนี้นั้น นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะ (ความพอใจ)

ใน รูปธาตุ
            ใน
เวทนาธาตุ
            ใน
สัญญาธาตุ
            ใน
สังขารธาตุ
            ใน
วิญญาณธาตุ 

            เป็นสิ่งที่ภิกษูละได้แล้ว
            เพราะละ
ราคะ (ความพอใจ) ได้ อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
            ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ต้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
            หลุดพ้นไป  เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
            เพราะหลุดพ้นไป  ก็ตั้งมั่น
            เพราะตั้งมั่น  ก็ยินดีในตนเอง
            เพราะยินดีในตนเอง  ก็ไม่หวั่นไหว
            เมื่อไม่หวั่นไหว  ก็
ปรินิพพานเฉพาะตน

หลังม่านสีฟ้า
17-19 ต.ค. 2552
แรม
13-15 ค่ำ เดือน 11

ขอขอบคุณ ภาพภาพดีดี จาก http://www.bloggang.com/data/orni/picture/1197730613.jpg
อริยสัจ 4- ธรรมะจากรถเข็นข้างทาง

ปล.สนใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องเข้าไปได้ที่  http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/10/11/entry-1
หัวข้อ “ร่วมเผยแผ่พุทธวจนะ ประกาศความเป็น "พุทธะ" บนทางเลือก”

ภาคผนวก อ้างอิงพุทธวจนะ

1 ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจ
( บาลี มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๔๑/๑๖๙๘ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โกฏิคาม แคว้นวัชชี )

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจสี่อย่าง เราแหละพวกเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยวไปแล้วในวัฏฏสงสารตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึงเพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ อริยสัจคือทุกข์, อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์, อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจสี่ ประการเหล่านี้แล, เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้.

2 การรู้อริยสัจทำให้มีตาครบสองตา
( - ติก. อ°. ๒๐/๑๖๒, ๑๔๗/๔๖๘, ๔๕๙. )

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล ๓ จำพวกนี้มีอยู่ หาได้อยู่ในโลก.สามจำพวกอย่างไรเล่า ? สามจำพวกคือ คนตาบอด(อนฺโธ),คนมีตาข้างเดียว(เอกจกฺขุ), คนมีตาสองข้าง (ทฺวิจกฺขุ).

ภิกษุทั้งหลาย ! คนตาบอดเป็นอย่างไรเล่า ? คือคนบางคนในโลกนี้ ไม่มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่ง; และไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลอกุศล - ธรรมมีโทษไม่มีโทษ - ธรรมเลวและธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้อีกอย่างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คนตาบอด (ทั้งสองข้าง).

ภิกษุทั้งหลาย ! มีคนตาข้างเดียวเป็นอย่างไรเล่า ? คือคนบางคนในโลกนี้ มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมาก; แต่ไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลอกุศล - ธรรมมีโทษไม่มีโทษ - ธรรมเลวและธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว. 

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คนมีตาข้างเดียว.

ภิกษุทั้งหลาย ! คนมีตาสองข้างเป็นอย่างไรเล่า ? คือคนบางคนในโลกนี้ มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่ง; และมีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลอกุศล - ธรรมมีโทษไม่มีโทษ -ธรรมเลวและธรรมประณีต - ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้อีกอย่างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คนมีตาสองข้าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุมีตาสมบรูณ์ (จกฺขุมา) เป็นอย่างไรเล่า ? คือภิกษุในกรณีนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ความทุกข์, นี้เหตุให้เกิดแห่งทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ภิกษุมีตาสมบรูณ์.

3 ผู้แบกของหนัก
( - ขนฺธ. ส°. ๑๗/๓๒/๔๙-๕๑. ) 

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงของหนัก ผู้แบกของหนัก และการแบกของหนักแก่พวกเธอ,  เธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่าชื่อว่าของหนัก ?

ภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานักขันธ์ทั้งห้านั้นแหละ เรากล่าวว่าเป็นของหนัก อุปาทานักขันธ์ทั้งห้าเหล่าไหนเล่า ? ห้าคือ;- ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ รูป, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สัญญา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สังขาร, และขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ วิญญาณ,

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ของหนัก.

ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่าชื่อว่าผู้แบกของหนัก ?

ภิกษุทั้งหลาย! บุคคล(ตามสมมติ)นั้นแหละเราเรียกว่าผู้แบกของหนักเขามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนั้น ตามที่รู้กันอยู่.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ผู้แบกของหนัก.

ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่าชื่อว่าการแบกของหนัก ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหานี้ใดที่ทำให้มีการเกิดอีก อันประกอบด้วยความกำหนัดเพราะอำนาจแห่งความเพลิน ซึ่งมีปรกติทำให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า การแบกของหนัก.

4 ดับตัณหา คือปลงภาระหนักลงได้
( - ขนฺธ. ส°. ๑๗/๓๒/๕๒-๕๓. ) 

ภิกษุทั้งหลาย ! การปลงภาระหนักลงเสียได้ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับสนิทเพราะความจางคลายไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้นนั่นเทียว, ความละไปของตัณหานั้น, ความสลัดกลับคืนของตัณหานั้น, ความหลุดออกไปของตัณหานั้น, และความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้นอันใด ;

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่า การปลงภาระหนักลงเสียได้ ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพุทธวจนะนี้ ซึ่งเป็นคำร้อยกรองสืบต่อไป : -

“ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนัก !
บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป.
การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก.
การปลงภาระหนักเสียได้ เป็นความสุข.
พระอริยเจ้าปลงภาระหนักลงเสียแล้ว.
ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก.
ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก(อวิชชา)
;
เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ
”ดังนี้.

5 ความดับทุกข์มี เพราะความดับแห่งนันทิ
( - อุปริ. ม. ๑๔/๔๘๒/๗๕๖. ) 

ปุณณะ ! รูปที่เห็นด้วยตาก็ดี, เสียงที่ฟังด้วยหูก็ดี, กลิ่นที่ดมด้วยจมูกก็ดี, รสที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะที่สัมผัสด้วยกายก็ดี, ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจมีอยู่ ;ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้น. เมื่อภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกซึ่งอารมณ์ มีรูปเป็นต้นนั้นอยู่, นันทิ(ความเพลิน) ย่อมดับไป.

ปุณณะ ! เรากล่าวว่า“ความดับไม่มีเหลือของทุกข์มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของความเพลิน” ดังนี้แล.

6 พระพุทธองค์ ทรงพระนามว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจสี่
( - มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๔๓/๑๗๐๓. ) 

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์, และความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์: นี้แลความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะได้ตรัสรู้ตามเป็นจริงซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่างเหล่านี้ ตถาคตจึงมีนามอันบัณฑิตกล่าวว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ”.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงทางดับไม่เหลือของทุกข์ดังนี้เถิด.

7 ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น
( บาลี คณกโมคคัลลานสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๘๕/๑๐๑ ตรัสแก่พราหมณ์ชื่อคณกโมคคัลลานะ ที่บุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี. )

“ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมได้กล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ทุกๆองค์ได้บรรลุนิพพานเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่ง หรือว่าบางองค์ไม่ได้บรรลุ พราหมณ์คณกโมคคัลลานะ ทูลถาม.

พราหมณ์ ! สาวกของเราแม้เรากล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวกที่ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่ง,บางพวกไม่ได้บรรลุ.

“พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย,ที่พระนิพพานก็ยังตั้งอยู่, หนทางเป็นที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพานก็ยังตั้งอยู่, พระโคดมผู้ชักชวน (เพื่อการดำเนินไป) ก็ยังตั้งอยู่,ทำไมน้อยพวกที่บรรลุ และบางพวกไม่บรรลุ

พราหมณ์ ! เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านจงตอบตามควร ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในหนทางไปสู่เมืองราชคฤห์ มิใช่หรือ,มีบุรุษผู้จะไปเมืองราชคฤห์ เข้ามาหาและกล่าวกับท่านว่า

 “ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์ ขอท่านจงบอกทางไปเมืองราชคฤห์ แก่ข้าพเจ้าเถิด” ท่านก็จะกล่าวกะบุรุษนั้นว่า

“มาซิท่าน, ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ไปได้ครู่หนึ่งจักพบบ้านชื่อโน้นแล้วจักเห็นนิคมชื่อโน้น จักเห็นสวนและป่าน่าสนุก จักเห็นภูมิภาคอันน่าสนุก สระโบกขรณีน่าสนุก ของเมืองราชคฤห์” ดังนี้. บุรุษนั้น อันท่านพร่ำบอกพร่ำชี้ให้อย่างนี้ ก็ยังถือเอาทางผิด กลับหลังตรงข้ามไป, ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่ง (อันท่านพร่ำบอกพร่ำชี้อย่างเดียวกัน) ไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี.

พราหมณ์ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ, อะไรเล่าเป็นปัจจัย ที่เมืองราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่, หนทางสำหรับไปเมืองราชคฤห์ ก็ยังตั้งอยู่,ท่านผู้ชี้บอกก็ยังตั้งอยู่, แต่ทำไมบุรุษผู้หนึ่งกลับหลังไปผิดทาง,ส่วนบุรุษผู้หนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี ?

“พระโคดมผู้เจริญ ! ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรเล่า,เพราะข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น”.

พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น, ที่พระนิพพานก็ยังตั้งอยู่ ทางเป็นเครื่องถึงพระนิพพานก็ยังตั้งอยู่ เราผู้ชักชวนก็ยังตั้งอยู่ แต่สาวก, แม้เรากล่าวสอนพร่ำอย่างนี้ น้อยพวกได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ.

พราหมณ์ ! ในเรื่องนี้เราจักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะเราเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น.

8 ใจความสำคัญอยู่ในงานเขียนแล้ว จึงขออนุญาตไม่ลงพุทธวจนะซ้ำ

9 สิ่งที่ตรัสรู้แต่ไม่ทรงนำมาสอน มีมากกว่าที่ทรงนำมาสอนมากนัก
( บาลี มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ป่าไม้สีสปา ใกล้เมืองโกสัมพี )

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำใบไม้สีสปา ที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า :-

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร: ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มาก หรือว่าใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำขึ้นหน่อยหนึ่งนั้นเป็นของน้อย ส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก”

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วไม่กล่าวสอนนั้น มีมากกว่าส่วนที่นำมาสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุไรเล่า เราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้นๆ ?

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุว่า ธรรมะส่วนนั้นๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ที่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน, ฉะนั้นเราจึงไม่กล่าวสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมะอะไรเล่าเป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมะที่เรากล่าวสอน คือข้อที่ว่าความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ, เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ,ความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่านี้ๆ, ข้อปฏิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุไรเล่า ธรรมะส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน ?

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน, เพราะเหตุนั้นแล เราจึงนำมากล่าวสอน.

10 จงสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยการให้รู้อริยสัจ
( - มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๔๔/๑๗๐๖. )

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเอ็นดูใคร และใครถือว่าเธอเป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง เขาจะเป็นมิตรก็ตาม อำมาตย์ก็ตาม ญาติหรือสายโลหิตก็ตาม; ชนเหล่านั้นอันเธอพึงชักชวนให้เข้าไปตั้งมั่น ในความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ด้วยปัญญาอันรู้เฉพาะตามที่เป็นจริง ความจริงอันประเสริฐสี่ประการอะไรเล่า ?สี่ประการคือ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์, ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดแห่งทุกข์, ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้,ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ดังนี้.

11 อริยสัจสี่โดยสังเขป ( ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ ๕ ) 
( - มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๓๔-๕/๑๖๗๘-๑๖๘๓. ) 

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้, สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์,ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์, และความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คำตอบคือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง. ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? ห้าอย่างคือขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ. ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลินมักทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม,ตัณหาในความมีความเป็น, ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสียความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ ๘ นั่นเอง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การงานชอบการเลี้ยงชีวิตชอบ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบความตั้งใจมั่นชอบ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แลคือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ดังนี้เถิด.

12 สนใจพุทธวจนะเต็ม ๆ เข้าไปดูได้ใน www.twitter.com/wishwelltou

13 ลำดับการหลุดพ้น เมื่อเห็นไตรลักษณ์
( - ขนฺธ. ส°. ๑๗/๕๗/๙๓. )
*ความเห็นที่ปรารภขันธ์ในเบื้องต้น หรือความเห็นที่เป็นไปในส่วนของอดีต
**ความเห็นที่ปรารภขันธ์ในเบื้องปลาย หรือความเห็นที่เป็นไปในส่วนของอนาคต

ภิกษุทั้งหลาย ! รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์, สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา, สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นนั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา: เธอทั้งหลายพึงเห็นข้อนั้นด้วยปัญญาโดยชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ด้วยประการดังนี้. ( ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญาสังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป ทุกประการ ).

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้, ปุพพันตานุทิฏฐิ* ทั้งหลาย ย่อมไม่มี;เมื่อปุพพันตานุทิฏฐิไม่มี, อปรันตานุทิฏฐิ ** ทั้งหลาย ย่อมไม่มี;เมื่ออปรันตานุทิฏฐิไม่มี, ความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าย่อมไม่มี; เมื่อความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าไม่มี, จิตย่อมจางคลายกำหนัดในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ;ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น.

เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ ;
เพราะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ จิตจึงยินดีร่าเริงด้วยดี
;
เพราะเป็นจิตที่ยินดีร่าเริงด้วยดี จิตจึงไม่หวาดสะดุ้ง
;
เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตน นั่นเทียว.

เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

14 ขยายความแห่งอริยมรรคมีองค์แปด
( - มหา.ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙. )

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้เอง, องค์แปดคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีวะชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความเห็นชอบเป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้ในทุกข์, ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด, นี้เราเรียกว่า สัมมาทิฐิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริชอบเป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริในการออก(จากกาม), ความดำริในการไม่พยาบาท, ความดำริในการไม่เบียดเบียน, นี้เราเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! วาจาชอบเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการพูดเท็จ, การเว้นจากการพูดยุให้แตกกัน, การเว้นจากการพูดหยาบ, การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ, นี้เราเรียกว่า สัมมาวาจา.

ภิกษุทั้งหลาย ! การงานชอบเป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการฆ่าสัตว์, การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้, การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย, นี้เราเรียกว่า สัมมากัมมันตะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อาชีวะชอบเป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในศาสนานี้ ละมิจฉาชีพเสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ, นี้เราเรียกว่า สัมมาอาชีวะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความเพียรชอบเป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในศาสนานี้

ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายามย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ที่ยังไม่ได้บังเกิด ;

ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้ว ;

ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด ;

ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า สัมมาวายามะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความระลึกชอบเป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในศาสนานี้

เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นกายในกาย อยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ;

เป็นผู้ปรกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ;

เป็นผู้ปรกติพิจารณา เห็นจิตในจิต อยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ;

เป็นผู้ปรกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ.

ภิกษุทั้งหลาย! ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร?

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในศาสนานี้

เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้ว แลอยู่ ;

เพราะวิตกวิจารรำงับลง, เธอเข้าถึง ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ ;

เพราะปีติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่ ;

เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ ;

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

15 การสนทนากับพระอานนท์ เรื่อง กัลยาณมิตร
( บาลี สคา. ส°. ๑๕/๑๒๗/๓๘๒ ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี. )

มหาราชะ ! ครั้งหนึ่ง อาตมาภาพพักอยู่ที่นิคมแห่งพวกศากยะชื่อว่านครกะ ในแคว้นสักกะ.

มหาราชะ ! ครั้งนั้นแลภิกษุอานนท์เข้าไปหาอาตมาภาพถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควร.

มหาราชะ ! ภิกษุอานนท์ได้กล่าวคำนี้กับอาตมาภาพว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี นี้เป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระเจ้าข้า !” ดังนี้.

มหาราชะ! เมื่อภิกษุอานนท์ได้กล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมาภาพได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า

“อานนท์ ! เธออย่ากล่าวอย่างนั้นเลย,อานนท์ข้อนี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทั้งสิ้นทีเดียว คือความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี,

อานนนท์ ! พรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้นเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้มีมิตรดีพึงหวังได้. เมื่อเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนผู้แวดล้อมดี เธอนั้นจักทำอริยมรรคมีองค์แปดให้เจริญได้ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดได้” ดังนี้.

นี่แหละนะ ความจริง (อันประเสริฐ) วันนี้ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
forgive วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tocare
Forgive others and you will be forgiven.

สาธุค่ะ.

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 26/11/2009 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ bewinning - เปิดกว้างกับทุกความคิดเห็น ที่นี่เป็นที่พักใจ สะดวกเมื่อไรเข้ามาอ่านได้เลย !

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน อ้าย

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
bewinning วันที่ : 25/11/2009 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bewinning

แวะมาทักทาย เยี่ยมชมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 25/11/2009 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ มันตรา - กำลังคิดจะเขียนเรื่องนี้อยู่พอดีครับ เรื่องนี้ค่อนข้างยาก คงอีกนานกว่าจะตกผลึก ไว้ติดตามอ่านนะครับ คงในปีนี้แหละ !

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 8 ค่ำ เดือน อ้าย

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
มันตรา วันที่ : 25/11/2009 เวลา : 14.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lifetime

ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องที่ผมน่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 06/11/2009 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ monkeybadboy - ลองทำตามวิธีลัดที่พระตถาคตให้ไว้สิครับ อะไรอะไรจะเบา สบายขึ้น เช่นกันครับ ขอคุณความดีรักษาคนดีครับ...

หลังม่านสีฟ้า
แรม 4 ค่ำ เดือน 12

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
monkeybadboy. วันที่ : 05/11/2009 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/IceNattanaphumin

อืม... ขอบคุณกัลยาณมิตร ที่นำทรัพย์อันมีค่ามามอบให้แต่ในทางธรรมเราได้ทราบแล้ว...ในเรื่องมรรคมีองค์ 8
แต่ต้องการให้ข้อคิดทางโลก กับความจริงอันเกิดขึ้นเท่านั้น...
ขอน้อมนำ ความรู้อันกัลยาณมิตรนำมาบอกกล่าวไว้ในการรับทราบ ขอคุณความดีรักษาคนดีนะครับ...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 01/11/2009 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ yentaa - อริยสัจ 4 ความจริง (อันประเสริฐ) ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกัน

พี่ อักษราภรณ์ - ด้วยความศรัทธาในคำของพระตถาคตสาธุ เช่นกันครับ

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
yentaa วันที่ : 21/10/2009 เวลา : 21.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yentaa
"คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำหวาน"

อริยสัจสี่

สาธุค่ะ

ขอบคุณค่ะที่นำธรรมมาเผยแผ่

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 21/10/2009 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 21/10/2009 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ลานเทวา - เช่นกัน ครับทางมี เราแต่ไม่เดิน ขอบพระคุณพระอาจารย์ที่มาให้กำลังใจครับ

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 12

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลานเทวา วันที่ : 21/10/2009 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ทาง มีอยู่
แต่ผู้ที่จะเดินไปนั้น
มักเดินไม่ตรงทาง

สาธุ

ใจดี ใจสบายนะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน