*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2552
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 4852 , 14:11:18 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้

แค่ ! ละนันทิ (ความเพลิน) = เดินสู่...ความไม่ตาย ?

หลังจากร่างกายได้ทำงานหนัก เหนื่อยและนานมาตลอดทั้ง 12 เดือน การได้มีโอกาสพักผ่อนประจำปีสัก 1-2 สัปดาห์ คงจะเป็นการดีไม่น้อย การพักผ่อนในระยะเวลาที่เพียงพอนี้ นี่แหละที่จะนำมาซึ่งความกระตือรือร้นและความอยากกลับไปสู้กับงาน (เดิม ๆ) ต่อในสัปดาห์ถัดไป เนื่องจากความเครียดถูกผ่อนคลายจนกระทั่งสลายตัวไปเป็นความสบายอกสบายใจเสียแล้ว

            ในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ นอกจากการพักผ่อนตามฐานะที่เหมาะสมและโอกาสที่แต่ละคนพึงมี การใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ใน 1 วันเพื่อการนอนหลับ ย่อมเป็นการพักผ่อนอย่างธรรมดาสุด ๆ เป็นการพักผ่อนที่รางกายเรียกร้องเพื่อจัดสมดุลให้กับอวัยวะต่าง ๆ ตามธรรมชาติ หลังจากที่มันทำงานหนัก เหนื่อยและนานมาแล้วทั้งวันเต็ม ๆ

           เมื่อ 6-8 ชั่วโมงในแต่ละวัน ถูกร่างกายเบียดเบียนไปใช้ตามธรรมชาติแล้ว ที่เหลืออีก 16-18 ชั่วโมงก็คงจะถูกแบ่งสรรปันส่วนไปตามวิถีการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะแบ่งสรรปันส่วนเวลาที่มีค่าเหล่านี้ให้กับเรื่องที่มี “สาระ” น้อยแค่ไหน และมากแค่ไหนกับเรื่อง “ไร้สาระ” ดังเช่น

           บางคนเลือกใช้เวลาที่มีคุณค่า หมดไปกับการชื่นชมความงดงามของภาพวาดที่ถูกจัดเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวตามฝาผนัง ภาพถ่ายที่ถูกจัดแสงและเงาจนแปรเปลี่ยนสภาพเกินความเป็นจริง รูปปั้นที่สื่อถึงความไม่ได้สัดส่วนตามธรรมชาติ หรือสถาปัตยกรรมที่ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาสมเคียงคู่กับพื้นที่ว่างที่เหลือ

           บางคนเลือกใช้เวลาที่มีคุณค่า หมดไปกับการนอนฟังเพลงสบาย ๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ หมดเงินไปกับการฟังคอนเสิร์ตของนักร้องชั้นนำระดับโลกหรือชื่นชมฝีมือการกำกับละครเวทีโดยผู้กำกับชั้นครู

           บางคนเลือกใช้เวลาที่มีคุณค่า หมดไปกับการสูดรับไอดินเคล้ากลิ่นไอฝนในยามแห้งแล้ง ฝนขาดช่วงในพื้นที่ชนบทห่างไกลเมือง การสูดรับกลิ่นจากน้ำหอมที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น เบิกบานในสปาหรู ๆ กลางเมืองหลวง

           บางคนเลือกใช้เวลาที่มีคุณค่า หมดไปกับการตั้งลิ้นรอรับรสชาติของอาหารต่างประเทศ อาหารไทยที่ขึ้นชื่อในภัตตาคาร ห้างชั้นนำ ได้ลิ้มลองความอร่อยที่คงรสชาติจากรุ่นสู่รุ่นของอาหารที่คงอยู่ยาวนานเป็นสิบ ๆ ปี

           บางคนเลือกใช้เวลาที่มีคุณค่า หมดไปกับการสัมผัสบรรยากาศความพลุกพล่านในช่วงระยะเวลาเร่งด่วนของคนในเมืองหลวง การสัมผัสบรรยากาศความเงียบสงบในยามค่ำคืนของชุมชนในชนบท การสัมผัสกับความมีชีวิตชีวาของผู้คนริมสองฝั่งแม่น้ำ

           บางคนเลือกใช้เวลาที่มีคุณค่า หมดไปกับการครุ่นคิดเหตุการณืที่ยังไม่เกิดขึ้น การขุดคุ้ย รื้อค้น ใคร่ครวญความทรงจำเก่า ๆ ที่มีความหายในทางจิตใจ หรือแม้กระทั่งความทรงจำที่เป็นลิ่มทิ่มแทงสภาพจิตใจให้ตกต่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม ดังนี้

           (แต่ทว่า จะมีสักกี่คนที่สละเวลาอันมีค่าสัก ½-1ชั่วโมง ในเวลาที่เหลืออีก 16-18 ชั่วโมง เพื่อเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสีย คือ เจริญทำให้มากซึ่ง “อานาปานสติ” อันจะทำให้ "สติปัฎฐาน" ทั้งสี่บริบูรณ์ได้ ด้วยการ

            รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจเข้า-ออก (สั้น-ยาว) เมื่อหายใจเข้า-ออก (สั้น-ยาว) นั่นคือ เป็นผู้ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ หรือ

            ทำในใจเป็นอย่างดีต่อลมหายใจเข้า และ ลมหายใจออกทั้งหลาย นั่นคือ เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ หรือ

            เป็นผู้มีสติ ไม่ลืมหลงในลมหายใจ และมีสัมปชัญญะ นั่นคือ เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ หรือ

เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา นั่นคือ เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ)  /9

ก็ตาม ดังนี้ เป็นอาการที่วิญญาณ (ผู้รู้แจ้งอารมณ์) เข้าไปรับรู้ (ผัสสะ) 

รูปที่เห็นด้วยตา
            เสียงที่ฟังด้วยหู
            กลิ่นที่ดมด้วยจมูก
            รสที่ลิ้มด้วยลิ้น
            โผฏฐัพพะที่สัมผัสด้วยกาย
และ

            ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ

การเข้าไปรับรู้ในลักษณะข้างต้น ย่อมเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ  เป็นที่ยวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยแห่งความใคร่ ความกำหนัด ซึ่งเป็นปกติธรรมดาสามัญที่สุด  เมื่อใดก็ตามที่

เห็นรูปด้วยตา
            ฟังเสียงด้วยหู
            ดมกลิ่นด้วยจมูก
            ลิ้มรสด้วยลิ้น
            สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย
และ
            รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ    

ยิ่งถ้าเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาซึ่งอารมณ์มี

รูป
            เสียง
            กลิ่น
            รส
            โผฏฐัพพะ
และ

            ธรรมารมณ์

นันทิ (ความเพลิน) ย่อมบังเกิดขึ้น

เมื่อนันทิ (ความเพลิน) มี ราคะ (ความพอใจ) ย่อมมี ขณะเดียวกัน

เมื่อราคะ (ความพอใจ) มี นันทิ (ความเพลิน) ก็ย่อมมี /1-2 วนเวียนกันเกิดขึ้นตามกฎอิทัปปัจจยตา

“เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”

 แต่ทว่า การที่เราอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้ว บันเทิงแล้วในสิ่งเหล่านี้ จนมีความรู้สึกนึกคิดว่า

“นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” /8 แล้ว

เพราะความแปรปรวน เปลี่ยนแปลง เสื่อมสลายและจางคลายดับไปของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์

“ความทุกข์” คือ

ความโศก (โสกะ)
ความใคร่ครวญ 
(ปริเทวะ)

ความทุกข์กาย
(ทุกขะ)

ความทุกข์ใจ
(โทมนัส)

ความแห้งผากใจ
(อุปายาส)

การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก
ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และ
ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ย่อมเกิดขึ้น /
3

นั่นหมายถึง ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีนันทิ (ความเพลิน) และ ราคะ (ความพอใจ) ใน “รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์” จึงมีความรู้สึกนึกคิดว่า ขันธ์ 5   “เป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา” /8 เป็นเครื่องก่อขึ้น แล้วดับลงไปตามเหตุปัจจัย (เนื่องด้วยเงื่อนไข เงื่อนเวลา)

นันทิ (ความเพลิน) และราคะ (ความพอใจ) จึงหยุดชะงัก ทั้ง ๆ ที่เรายังมีนันทิ (ความเพลิน) และราคะ (ความพอใจ) ค้างคา ! ในสิ่งเหล่านั้นอยู่

ในพระสูตรหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงขนาดตรัสเปรียบโทษของ “นันทิ(การกำหนัดแล้วด้วยความยินดี)” ในอินทรีย์ทั้ง 5 ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !    อินทรีย์คือ ตา     ถูกแทงด้วยซี่เหล็กอันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน
อินทรีย์คือ
หู       ถูกกระชากด้วยขอเหล็ก
อันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน
อินทรีย์คือ
จมูก   ถูกคว้านภายในด้วยมีดที่คม
อันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน
อินทรีย์คือ
ลิ้น     ถูกตัดเสียด้วยมีดโกนที่คม
กล้าอันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน
อินทรีย์คือ
กาย   ถูกแทงด้วยหอกที่คมอันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน

เสียยังดีกว่า  การถือเอา

โดยลักษณะที่เป็นการรวบถือ หรือ
โดยการแยกถือเป็นส่วน ๆ ในรูปอันเห็นด้วยตานั้น ไม่ดีเลย.

ภิกษุทั้งหลาย !

วิญญาณอันกำหนัดด้วยความยินดี ในการถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมดก็ตาม
วิญญาณอัน
กำหนัดแล้วด้วยความยินดีในการถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการแยกถือเป็นส่วน ๆ ก็ตาม กำลังตั้งอยู่
,

ถ้าและบุคคลตายลงในขณะนั้นไซร้ คติที่เขาจะพึงไป มีสองอย่าง คือ นรก หรือ กำเนิดเดรัจฉาน,ข้อนี้เป็นฐานะที่แน่นอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวอย่างนี้เพราะเห็นโทษอันนี้เอง.

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนหลับ ยังดีกว่า, แม้เราจะกล่าวว่า การนอนหลับเป็นโทษ ไร้ผล เป็นความหลงใหล สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่ ก็จริงแล,

แต่เพราะการตื่น ที่เต็มไปด้วยวิตกอันเลวทราม อาจทำลาย (ภาวะแห่ง) สงฆ์เสียได้นั้น ไม่ดีเลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวดังนี้ เพราะเห็นโทษอันต่ำทรามสำหรับผู้ที่มีชิวิตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้.

อีกนัยยะหนึ่งหากพิจารณาตามขันธ์ 5 แล้ว วิญญาณ (ผู้รู้แจ้งอารมณ์) ก็จักวนเวียนคือ มา ไป จุติ อุบัติ เจริญ งอกงาม และไพบูลย์อยู่ใน 4 ธรรมชาติ คือ ถือเอา

รูป (กาย) 
เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา) 
สัญญา (ความจำได้หมายรู้) 
สังขาร
 
(ความคิดปรุงแต่ง) ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้

เป็นวิญญาณที่มีรูป (กาย) เวทนา (สุข ทุกข์ อุเบกขา) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) เป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิ (ความเพลิน) เป็นที่เข้าไปสองเสพ เมื่อนั้น วิญญาณก็จะมีความเจริญ งอกงาม และไพบูลย์ /4 ใน 4 ธรรมชาติเหล่านี้ ตราบเท่าที่ยังไม่เบื่อหน่าย หลงในรสอร่อย ไม่รู้จักโทษ ไม่มีความสามารถที่จะละความเพลิน (นันทิ) และความพอใจ (ราคะ) ใน “รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์” ได้

ในทางกลับกัน ถ้าละ “นันทิ” ได้ เมื่อใดก็ตามที่

เห็น       “รูป”              ด้วย “ตา”                     แล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน “รูป”
            ฟัง        “เสียง”           ด้วย “หู”                       แล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน “เสียง”

            ดม        “กลิ่น”           ด้วย “จมูก”                   แล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน “กลิ่น”
            ลิ้ม        “รส”              ด้วย “ลิ้น”                     แล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน “รส”

            สัมผัส    “โผฏฐัพพะ”   ด้วย “กาย”                   แล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน “สัมผัส”

            รู้แจ้ง     “ธรรมารมณ์” ด้วย “ใจ”                      แล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน “ธรรมารมณ์” 

อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก หรือ เมื่อใดก็ตามที่

เห็น       “รูป”                 ด้วย “ตา”                      แล้ว ย่อมไม่ขัดเคืองใน “รูป”
            ฟัง        “เสียง”              ด้วย “หู”                        แล้ว ย่อมไม่ขัดเคืองใน
“เสียง”
            ดม        “กลิ่น”              ด้วย “จมูก”                    แล้ว ย่อมไม่ขัดเคืองใน “กลิ่น”

            ลิ้ม        “รส”                 ด้วย “ลิ้น”                      แล้ว ย่อมไม่ขัดเคืองใน “รส”

            สัมผัส    “โผฏฐัพพะ”      ด้วย “กาย”                    แล้ว ย่อมไม่ขัดเคืองใน “สัมผัส”

            รู้แจ้ง     “ธรรมารมณ์”    ด้วย “ใจ”                       แล้ว ย่อมไม่ขัดเคืองใน “ธรรมารมณ์”

อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง...

เมื่อละเสียได้แล้วซึ่ง

ความยินดี และ
           
ความยินร้าย อย่างนี้

เสวยเวทนาใด ๆ
            อันเป็น
สุขก็ตาม
            เป็น
ทุกข์ก็ตาม
           
มิใช่ทุกข์ มิใช่สุขก็ตาม

ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ

เมื่อไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ในเวทนานั้น ๆ

“นันทิ” (ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป

เนื่องด้วย นันทิ (ความเพลิน) ใด ใน

รูป
เวทนา
สัญญา
สังขาร และ
วิญญาณ

นันทิ (ความเพลิน) นั้น คือ “อุปาทาน” /5 ดังนั้น

เพราะความดับไปแห่ง “นันทิ”         จึงมีความดับแห่ง “อุปาทาน”
            เพราะความดับไปแห่ง “อุปาทาน”   จึงมีความดับแห่ง
“ภพ”
            เพราะความดับไปแห่ง “ภพ”           จึงมีความดับแห่ง
“ชาติ”
            เพราะความดับไปแห่ง “ชาติ”         จึงมีความดับแห่ง “ชรา มรณ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส” /
6

สอดรับกับอีกพระสูตรหนึ่งที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสให้ทิ้งความรู้สึกว่า “ตัวเรา ของเรา” ในอายตนะทั้ง 6 เสียจะเป็นประโยชน์ ด้วยการอุปมาไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน อะไรๆในแคว้นนี้ ที่เป็นหญ้าเป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้ ที่คนเขาขนไปทิ้ง หรือเผาเสีย หรือทำตามปัจจัย ; พวกเธอรู้สึกอย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป หรือเผาเรา หรือทำแก่เราตามปัจจัยของเขา ?

“ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า!”

เพราะเหตุไรเล่า ?

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่าตัวตน (อตฺตา) ของตน (อตฺตนิยา) ของข้าพระองค์ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น 
จักษุ...โสตะ...ฆานะ...ชิวหา...กายะ...มโน ไม่ใช่ของเธอ
เธอจงละมันเสีย สิ่งเหล่านั้นอันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล.

นอกจาก การ “ละนันทิ(ความเพลิน)”อันเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล้ว การ “...สักแต่ว่า...” คือ

เห็นรูป                            สักแต่ว่า “เห็น”
            ฟังเสียง                          สักแต่ว่า
“ฟัง”
            ได้กลิ่น                           สักแต่ว่า
“ดม”
            ลิ้มรส                             สักแต่ว่า
“ลิ้มรส”
            สัมผัสทางผิวกาย              สักแต่ว่า “สัมผัส” 
และ
            รู้แจ้งธรรมารมณ์               สักแต่ว่า
“รู้แจ้ง” /
7

ด้วยการสำรวม “ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ” มิให้ไหลไปตามความรู้สึกนึกคิดเมื่อได้ “เห็นรูป ฟังเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวกายและรู้แจ้งธรรมารมณ์” คือ ทำอย่างลักษณะ “สักแต่ว่า...ทำ” ก็เป็นอีกมรรควิธีหนึ่ง ที่เคียงคู่ไปกับการ “ละนันทิ” ได้

            เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ถ้าการ “ละนันทิ (ความเพลิน)” และการ “...สักแต่ว่า...” อันเป็นมรรควิธี ถูกฝึก ถูกทำอย่างสม่ำเสมอพร้อม ๆ ไปกับ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกอย่างมีสติ (อานาปานสติสมาธิ) ด้วยปรารภความเพียรที่ไม่จัดและไม่หย่อนเกินไปแล้ว เมื่อนั้น การทำที่สุดแห่งทุกข์ คือ ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น (ไม่เวียนตายเวียนเกิดอีก) ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับใครต่อใคร แม้กระทั่ง “ตัวคุณ”

“ไม่ลอง ไม่รู้ นะครับ” 

หลังม่านสีฟ้า
รวบรวมและเรียบเรียง
เริ่มต้น ขึ้น 2-3 ค่ำ เดือน 12 - สำเร็จ แรม 2 ค่ำ เดือน 12

ขอบคุณภาพดีดี จาก http://www.baanjomyut.com/webboard/writer/picture/0434_0.gif

อ้างอิงพุทธวจนะ

/1 ความเพลินเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์
(อุปริ. ม. ๑๔/๔๘๑/๗๕๕.)

ปุณณะ!

รูป ที่เห็นด้วยตาก็ดี,
เสียง ที่ฟังด้วยหูก็ดี
,
กลิ่น ที่ดมด้วยจมูกก็ดี
,
รสที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี
,
โผฏฐัพพะ ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี
, และ
ธรรมารมณ์ ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี,

อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ที่ยวนตายวนใจให้รัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่,

ถ้าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำ สรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นไซร้
เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นอยู่,

นันทิ (ความเพลิน) ย่อมบังเกิดขึ้น.

เรากล่าวว่า เพราะความเพลินเป็นสมุทัย (เครื่องก่อขึ้น) จึงเกิดมีทุกขสมุทัย (ความก่อขึ้นแห่งทุกข์), ดังนี้ แล.

/1 ความดับทุกข์มี เพราะความดับแห่งนันทิ
(อุปริ. ม.๑๔/๔๘๒/๗๕๖.)

ปุณณะ !
รูป ที่เห็นด้วยตาก็ดี
,
เสียง ที่ฟังด้วยหูก็ดี
,
กลิ่น ที่ดมด้วยจมูกก็ดี
,
รส ที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี
,
โผฏฐัพพะ ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี
ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี,

 

อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ
เป็นที่ยวนตายวนใจให้รัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่;

ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำ สรรเสริญ ไม่เมาหมก ซึ่งอารมณ์มีรูป เป็นต้นนั้น.
เมื่อภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกซึ่งอารมณ์มี รูปเป็นต้นนั้นอยู่,

นันทิ (ความเพลิน) ย่อมดับไป.

ปุณณะ ! เรากล่าวว่า "ความดับไม่มีเหลือของทุกข์มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของความเพลิน" ดังนี้ แล.

/2 ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี (อีกนัยหนึ่ง)
(สฬา.สํ.๑๘/๑๘๐/๒๔๘.)

ภิกษุ ท.! พวกเธอจงกระทำในใจซึ่ง รูปทั้งหลายโดยแยบคาย และจงตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลาย ให้เห็นตามที่เป็นจริง.

ภิกษุ ท.! ภิกษุ เมื่อกระทำในใจซึ่งรูปทั้งหลายโดยแยบคายอยู่ ตามดูความไม่เที่ยงแห่งรูปทั้งหลาย ให้เห็นตามที่เป็นจริงอยู่ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย.

เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ ย่อมมีความสิ้นราคะ ;
เพราะความสิ้นราคะ ย่อมมีความสิ้นนันทิ
;
เพราะความสิ้นนันทิและราคะ ก็กล่าวได้ว่า จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี ดังนี้. 

(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ก็มีข้อความที่กล่าวไว้อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป ที่กล่าวไว้ข้างบนนี้).

/3 ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ
(สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.)

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อม อยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.

(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และ ธรรมมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ท .! ส่วน ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งความ เกิดความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปตามเป็นจริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.

(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะและ ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).

/3 เป็นทุกข์เพราะติดอยู่ในอายตนะ
(สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๘.)

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี รูป เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในรูป บันเทิงด้วยรูป.

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของรูป;

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี เสียง เป็นที่รื่นรมย์ใจยินดีแล้วในเสียง บันเทิงด้วยเสียง.

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของเสียง;

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี กลิ่น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในกลิ่น บันเทิงด้วยกลิ่น.

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของกลิ่น ;

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี รส เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในรส บันเทิงด้วยรส.

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของรส ;

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี โผฎฐัพพะ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วโผฎฐัพพะ บันเทิงด้วยโผฎฐัพพะ

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของโผฏฐัพพะ ;

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี ธรรมารมณ์ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ บันเทิงด้วยธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท.! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลายและความดับไปของธรรมารมณ์ แล.

/4 ผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น
(ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๖/๑๐๕.)

ภิกษุ ท.! ผู้เข้าไปหา เป็นผู้ไม่หลุดพ้น ; ผู้ไม่เข้าไปหา เป็นผู้หลุดพ้น.

ภิกษุ ท.! วิญญาณ ซึ่ง เข้าถือเอารูป ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถือความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้
;

ภิกษุ ท.! วิญญาณ ซึ่ง เข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัยมีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้
;

ภิกษุ ท.! วิญญาณ ซึ่ง เข้าถือเอาสัญญา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ ;

ภิกษุ ท.! วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสังขาร ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ได้.

ภิกษุ ท.! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า "เราจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบัติ ความเจริญ ความงอกงาม และความไพบูลย์ ของวิญญาณ โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา และเว้นสังขาร" ดังนี้นั้น, นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

ภิกษุ ท.! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว; เพราะละราคะได้อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี.

วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นก็ไม่งอกงาม หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง ;
เพราะหลุดพ้นไปก็ตั้งมั่น เพราะตั้งมั่นก็ยินดีในตนเอง
;
เพราะยินดีในตนเองก็ไม่หวั่นไหว; เมื่อไม่หวั่นไหวก็ปรินิพพานเฉพาะตน ;
ย่อมรู้ชัดว่า

"ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้.

/5 นันทิเกิดเมื่อใด ก็มีปฏิจจสมุปบาทเมื่อนั้น
(สูตรที่ ๕ นกุลปิตุวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘/๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง.

ก็ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า?

ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งรูป ...แห่งเวทนา ...แห่งสัญญา ...แห่งสังขารทั้งหลาย…แห่งวิญญาณ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็การเกิดขึ้นแห่งรูป...แห่งเวทนา...แห่งสัญญา...แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ. เป็นอย่างไรเล่า?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญย่อมเมาหมกอยู่.

ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งอะไรเล่า?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งรูป เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป,นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น.

ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้นคืออุปาทาน.

เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนา ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งสัญญา ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งสังขารทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ, นันทิ ย่อมเกิดขึ้น.

ความเพลินใด ในวิญญาณ, ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน.

เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป...แห่งเวทนา...แห่งสัญญา...แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ.

/6 ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนเรา
(มหาตัณหาสังขยาสูตร มู.ม. ๑๒/๔๙๔/๔๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน)

(ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถึงการที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก; ได้ทรงแสดงธรรม ประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย; คหบดีหรือคหบดีบุตรเป็นต้น ได้ฟังธรรมแล้ว; เกิดสัทธา พิจารณาเห็นว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี,บรรพชาเป็นโอกาสว่าง จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ในเพศฆราวาสนั้น ยากเกินไป; จึงละจึงละฆราวาสวิสัยออกบวช แล้วกระทำเต็มที่ในศีลอันเป็นสิกขาสาชีพของภิกษุ; เป็นผู้สันโดษ มีความประพฤติเบาพร้อมเหมือนนกมีภาระแต่ปีกสำหรับบินไป; สำรวมอินทรีย์ทั้งหก ในลักษณะที่อภิชฌาและโทมนัสไม่เกิดขึ้นครอบงำจิต; มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ในทุกอิริยาบถ; เสพเสนาสนะอันสงัด บำเพ็ญความเพียรในอธิจิต;กำจัดนิวรณ์ทั้งห้าเสียได้แล้ว บรรลุรูปฌานในอันดับที่สี่ อยู่เป็นปรกติ; แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ; ถึงความดับซึ่งกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทอันเป็นรอบสุดท้าย ในชีวิตแห่งตนได้ตามข้อความที่กล่าวไว้ ในตอนต่อไปข้างล่างนี้:-)

ภิกษุนั้น เห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรูป อันลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ;

ย่อมไม่ขัดเคืองในรูป อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง ;
เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตหาประมาณมิได้ ด้วย ;
ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ด้วย.

ภิกษุนั้น เป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้ายอย่างนี้แล้วเสวยเวทนาใด ๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ.

เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ในเวทนานั้น ๆ ;

นันทิ(ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป.

เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ;
เพราะมีความดับแห่งอุปทาน จึงมีความดับแห่งภพ
;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ
;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

(๒) ภิกษุนั้น ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในเสียง อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ...ฯลฯ...นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ...ฯลฯ...ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

(๓) ภิกษุนั้น รู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ...ฯลฯ...นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป...ฯลฯ...ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

(๔) ภิกษุนั้น ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรส อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ;...ฯลฯ...นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป…ฯลฯ...ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

(๕) ภิกษุนั้น ถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในสัมผัสทางผิวหนัง อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ;...ฯลฯ...นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

(๖) ภิกษุนั้น รู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในธัมมารมณ์ อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ย่อมไม่ขัดเคืองในธัมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง ;เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตหาประมาณมิได้ ด้วย ;ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ด้วย.

ภิกษุนั้น เป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้าย อย่างนี้แล้ว เสวยเวทนาใด ๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ. 

เมื่อ ภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนา นั้น ๆ ;

นันทิ (ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับไป.
เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน
;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ
;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ
;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น 

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.

หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตในข้อที่ว่า ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์จบโดยแท้จริงนั้น คือผู้ที่หยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เสียได้เป็นครั้งสุดท้าย หรือรอบสุดท้าย; ต่อจากนั้นจะรับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชนิดใดอีกก็ตาม ย่อมไม่มีทางที่จเกิดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เช่นนั้นอีกได้. ขอให้พิจารณาดูลักษณะอาการและเหตุผลต่าง ๆ ที่แสดงอยู่ในข้อความเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ว่า "ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ มิได้ด้วยอาการอย่างนี้" นี้นั้น มิได้หมายความว่าผู้นั้นจะต้องตาย(อย่างเข้าโลง)ไปเสียก่อน จึงจะดับทุกข์ได้, การดับของนันทิ ในเวทนาทั้งหลายนั้น ดับกันที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยอำนาจเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ, ซึ่งดับอวิชชาที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยเหมือนกัน,ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนมีได้ด้วยอาการอย่างนี้, ทั้ง ๆ ที่ในตอนต้น ๆ แห่งชีวิตของเขานั้น เต็มไปด้วยปฏิจจสมุปบาท นับสาย หรือนับรอบไม่ถ้วน. ศึกษากันให้ชัดเจนในข้อเท็จจริงอันนี้ ก็จะได้รับประโยชน์จากความรู้เรื่องนี้ โดยสมบูรณ์ และไม่เหลือวิสัย.

/7 เมื่อ "เธอ" ไม่มี !
(อุ. ขุ. ๒๕/๘๓/๔๙.)

พาหิยะ !
เมื่อใดเธอเห็นรูป แล้ว สักว่าเห็น
,
ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าฟัง
,
ได้กลิ่น, ลิ้มรส, สัมผัสทางผิวกาย, ก็สักว่า ดม ลิ้ม สัมผัส,
ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ก็สัก ว่าได้รู้แจ้ง แล้ว;

เมื่อ นั้น "เธอ " จัก ไม่มี. เมื่อใด "เธอ" ไม่มี;

เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้, ไม่ปรากฏในโลกอื่น, ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง

นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ ละ.

/8 อาการที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะยึดถือเบญจขันธ์
(- ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔/๓๔.)

ภิกษุ ท.! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ในโลกนี้ ย่อมตามเห็นซึ่ง รูปว่า "นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นอัตตา(ตัวตน)ของเรา" ดังนี้.

รูปนั้น ย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแก่เขา;

โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะอุปายาส ย่อมปรากฏแก่เขา เพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแห่งรูป.

(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ได้ตรัสอย่างเดียวกัน)

/8 ทิฏฐิและการหยั่งลงแห่งทิฏฐิเนื่องมาจากการยึดซึ่งขันธ์ทั้งห้า
 (สูตรที่ ๒ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๑/๓๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.)

[๑. อัตรา-อัตตนิยานุทิฏฐิ]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร บุคคลจึงตามเห็นว่า

 "นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็นตัวตนของเรา", ดังนี้?

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด

ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูปบุคคลจึงตามเห็นว่า

"นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร?

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!")

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า!")

แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว เขาจะตามเห็นได้ไหมว่า

"นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้?

("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!").

(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และภิกษุทูลตอบอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แตละขันธ์ เท่านั้น.)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป, แม้ในเวทนา, แม้ในสัญญา, แม้ในสังขารทั้งหลาย, แม้ในวิญญาณ.

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด;
เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น;
เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า

"หลุดพ้นแล้ว"ดังนี้.

อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า

"ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้.

/9 สติปัฏฐานบริบูรณ์เพราะอานาปานสติบริบูรณ์
(อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๕/๒๘๙)

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำสติปัฎฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ได้ ?

[หมวดกายานุปัสสนา]

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ

[๑] เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้, หรือว่า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้ก็ดี;

[๒] เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้. หรือว่า เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ก็ดี;

[๓] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้;

[๔] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้;

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่าเป็นกายอันหนึ่ง ๆ ในกายทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.

[หมวดเวทนานุปัสสนา]

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ

[๑] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้าดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้;

[๒] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้;

[๓] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้ ;

[๔] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้ , ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวการทำในใจเป็นอย่างดีต่อลมหายใจเข้า และ ลมหายใจออกทั้งหลาย ว่าเป็นเวทนาอันหนึ่ง ๆ ในเวทนาทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหุตนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัม-ปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.

[หมวดจิตตานุปัสสนา]

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ

[๑] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้

[๒] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;

[๓] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำ จิตตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;

[๔] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำ จิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิลส มีสัมปชัญญะมีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่กล่าวอานาปานสติ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.

[หมวดธัมมานุปัสนา]

ภิกษุ ท.! สมัยใด ภิกษุ

[๑] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยง อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;

[๒] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลาย อยู่เป็นประจำจักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;

[๓] ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออกดังนี้ ;

[๔] ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้าดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้;

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว อย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ชื่อว่าทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ได้.

/10 ทิ้งเสียนั่นแหละกลับจะประโยชน์
(สฬา.สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙)

ภิกษุทั้งหลาย !
สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ
,
สิ่งนั้น จงละมันเสีย
;
สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว ; จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ?

ภิกษุทั้งหลาย !
จักษุไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย
จักษุนั้นอัน เธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ.

(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อ ความอย่างเดียวกัน).

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน อะไรๆในแคว้นนี้ ที่เป็นหญ้าเป็นไม้ เป็น กิ่งไม้ เป็นใบไม้ ที่คนเขาขนไปทิ้ง หรือเผาเสีย หรือทำตามปัจจัย ; พวกเธอรู้สึกอย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป หรือเผาเรา หรือทำแก่เราตามปัจจัยของเขา ?

“ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า!”

เพราะเหตุไรเล่า ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !

เพราะเหตุไรเล่า?

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่าตัวตน (อตฺตา) ของตน (อตฺตนิยา) ของข้าพระองค์ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น
จักษุ......โสตะ......ฆานะ......ชิวหา..... กายะ....มโน ไม่ใช่ของเธอ
เธอจงละมันเสีย สิ่งเหล่านั้นอันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล.

 [สำหรับสิ่งที่เรียกว่า "ไม่ใช่ของเธอ" นั้น ในสูตรอื่น (๑๘/๑๖๒ /๒๒๐) ทรงแสดงด้วย อาตนะภายนอกหก คือ รูปะ.....สัททะ.....คันทะธะ...รสะ.......โผฏฐัพพะ.....ธัมมารัมมณะ ดังนี้ก็มี ;
ในสูตรอื่นอีก
(๑๒/๒๗๙/๒๘๗; ๑๗/๔๒/๗๑-๗๒.) ทรงแสดงด้วยเบญจขันธ์ คือ รูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณดังนี้ก็มี;
ในสูตรอื่น(๑๘/๑๐๐/๑๔๙) ทรงแสดงด้วย อายตนิกธรรมห้าหมวด คืออายตนะภายในหก ....อายตนะภายนอกหก.....วิญญาณหก.....สัมผัสหก.......เวทนาหก......รวมเป็นสามสิบ ดังนี้ก็มี].



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 26/11/2009 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ กุมุท - เห็นด้วยกับการปรารภความเพียรครับ

ปล.ขอแก้ข้อมูลที่อ้างอิงในความเห็นที่ 10 จาก

พระตถาคตตรัสไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็น ในพระไตรปิฎก ปรากฎข้อความว่า

เนื่องจาก ความดังกล่าวน่าจะมาจากอรรถกถา มิใช่ พุทธวจนะ

ขออภัยในความผิดพลาดของข้อมูลครับ

หลังม่านสีฟ้า
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน อ้าย

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
กุมุท วันที่ : 26/11/2009 เวลา : 05.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kumut
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมรู้เห็นธรรมนั้นได้ด้วยตนเองแล

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่ได้แนะนำครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 08/11/2009 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ พญาสุขุม - ขอบคุณที่เข้ามาศึกษาครับ ไม่หนักเกินไปหรอกครับ ลองปริยัติไปเรื่อย ๆ อ่านซ้ำไปซ้ำมา ก็จะเข้าใจเอง ชาวพุทธ ควรสืบต่อคำของพระตถาคตให้คงอยู่ไว้ มิฉะนั้น คำของตถาคตที่เป็นตัวแทนของพระองค์ก็จะค่อย ๆ สูยหาย เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก ๆ ครับ ส่วนอาหารที่พี่เสิร์ฟให้จานนี้ ถ้าให้ผมจัดการกระเดือกลงท้อง ไม่หนักไปหรอกครับ แต่มันจะอิ่มจนอึดอ้ด

พระตถาคตตรัสไว้อย่างน่าสนใจว่า

"บทว่า รู้ประมาณในโภชนะ มีอธิบายว่า ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะมีอยู่ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะมีอยู่ใน ๒ อย่างนั้น ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ เป็นไฉน

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ ไม่พิจารณาโดยแยบคายบริโภคอาหาร เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อให้ผิวพรรณสวยงาม เพื่อให้อ้วนพี ความเป็นผู้ไม่สันโดษ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณ การไม่พิจารณา ในโภชนะนั้น อันใด นี้เรียกว่า ความเป็น
ผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ เป็นไฉน
ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ พิจารณาโดยแยบคายว่า เราบริโภคอาหาร ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมา ไม่ใช่เพื่อให้ผิวพรรณสวยงาม ไม่ใช่เพื่อให้อ้วนพี เราบริโภคอาหาร เพียงเพื่อความดำรงอยู่แห่งกายนี้ เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป เพื่อระงับความหิว เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยอุบายนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่า(ความหิว)เสียได้ และจักไม่ให้เวทนาใหม่(อิ่มจนอึดอัด)เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์ ความไม่มีโทษและการอยู่โดยผาสุก จักมีแก่เรา ดังนี้ แล้วจึงบริโภคอาหาร ความสันโดษความรู้ประมาณ การพิจารณาในโภชนะนั้น อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ

ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า รู้ประมาณในโภชนะ"

พี่ ญิบพันจันทร์ - ใช่ครับ ไม่เกิดก็ไม่มีอะไรให้ตาย แต่ถ้าไม่ต้องการเกิดก็ต้อง "ละความเพลิน" เมื่อตายไปจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

หลังม่านสีฟ้า
แรม 6 ค่ำ เดือน 12

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 07/11/2009 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak


สิ่งที่พี่ท่านเขียน
นับเป็นอาหารหนัก

ผมอัพเดทแล้ว
คราวนี้อาหารหนักครับ

อาหารมื้อนี้หนักหน่อย
อิ่มมั้ยเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 06/11/2009 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

ไม่เกิดก็ไม่ตายครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 06/11/2009 เวลา : 11.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ pronto - ขอบคุณเช่นกันครับ ที่แวะมาเยี่ยมเยียน

พี่ ลานเทวา - ถ้าพักทั้งกาย ทั้งใจ นี่คือ ให้นอนหลับขณะภาวนาใช่ไหมครับ พระอาจารย์ สาธุในคำพระตถาคตเช่นกันครับ

หลังม่านสีฟ้า
แรม 4 ค่ำ เดือน 12

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
pronto วันที่ : 05/11/2009 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/finesta


ขอบพระคุณนะคะ ที่มาเยี่ยมบ้านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลานเทวา วันที่ : 05/11/2009 เวลา : 15.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

พักใจ ให้ภาวนา
พักกายา ให้หลับตานอน

สาธุ
ใจดีใจสบายนะ







ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 05/11/2009 เวลา : 13.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ พญาสุขุม - ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ด้วยการโหวตนะครับ พระตถาคตกล่าวเฉพาะวาจาที่จริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์เสมอครับ

พี่ อักษราภรณ์ - บ่อยครั้งเหมือนกันนะครับที่คนเรา ละความเพลินได้ยาก สาธุในคำพระตถาคตเหมือนกันครับ

พี่ ปรัชญาชนบท - ธรรมสวัสดีครับ คำพระพุทธเจ้าเลิศที่สุดแล้วครับ

หลังม่านสีฟ้า
แรม 3 ค่ำ เดือน 12

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปรัชญาชนบท วันที่ : 04/11/2009 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/j-direk


ธรรมะสวัสดี

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 04/11/2009 เวลา : 17.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 04/11/2009 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak


ลึกซึ้งครับผม

ความเพลินของโลกต้องมีเส้นแบ่ง
แบ่งระหว่างความเพลิดเพลินกับอบายมุข

แต่ความเพลินในพุทธพจน์นี้
ลึกซึ้งกว่า
ต้องหารือกันยาว
แต่ปฏิบัติง่าย
คือดูแลความคิดให้เป็นได้ตามนี้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน