*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< มกราคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
9 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 16 คน
วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 6556 , 12:02:04 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้

ต้องออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่ผลพวงจากปรากฏการณ์ X-ray กรรม แสกนกรรม จี้จุดกรรม หรือ เป็นความลับสวรรค์ใด ๆ ที่เหมาะกับจริตของผู้หลงอดีตและเพ้ออนาคตผ่านปรากฏการณ์ ถอน แก้ ตัดกรรม ทั้งสิ้น หากแต่เป็นสิ่งที่พิสูจน้ได้และมีอยู่จริงในโลกเล็ก ๆ ใบนี้ ที่กล้าพูดว่าพิสูจน์ได้และมีอยู่จริง เพราะสิ่งที่พวกเรากำลังจะล่วงรู้ในย่อหน้าถัดจากนี้ ๆ ไปก็คือ วิบากกรรมทั้งอย่างหนักและอย่างเบา ซึ่งคำว่า วิบากกรรม ตามพุทธวจนะ ก็คือ  วิบากในทิฏฐธรรม (คือ ทันควัน) วิบากในอุปะปัชชะ (คือ ในเวลาต่อมา) และวิบากในอปรปริยายะ(คือ ในเวลาต่อมาอีก) ซึ่งในที่นี้ เรามิอาจรู้ได้ว่า เวลาต่อมา หรือ ต่อมาอีกจะอาศัยระยะเวลานานเท่าใด เพราคนที่รู้จริงในเรื่องนี้โดยไม่มีประมาณ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทุกคนทำได้ ณ ปัจจุบันนี้ ก็คือ สร้าง กรรม ด้วยการตั้งเจตนาเว้นขาดจากกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย(กายทุจริต 3) ด้วยวาจา(วจีทุจริต 4) (ผ่านงานชิ้นนี้) ด้วยใจ(มโนทุจริต 3) เจริญให้มากซึ่งกายสุจริต วจีสุจริตและมโนสุจริต จนเป็นนิสัยสันดาน กระทำทุกมรรควิธี เพื่อสักวันหนึ่งจะได้บรรลุเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบัน เมื่อนั้น เราก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ซื้อประกัน เพื่อปิดอบายภูมิ เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน และไม่มีโอกาสก้าวลงสู่อบาย ทุคติ วินิบาตได้แน่นอน 100 % อย่างน้อยก็อาจกลับมาเกิดสู่ความเป็นมนุษย์ หรือไม่ก็ได้วีซ่ากระโดดไปเยือนเทวโลก นั่นก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่สร้างมา ว่าพอเหมาะควรกับคติที่ไปหรือไม่

 และก่อนที่จะเผย ! วิบากกรรมว่า ใคร ทำอะไร ได้ผล คือ วิบากกรรมอย่างไร ขอให้ลองตรึกดู ว่าตั้งแต่ปี 2544 จนมาถึงปัจจุบัน เราได้เคยพบเห็นใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ผ่านตา ผ่านสื่อ บ้าง เมื่อลองตรึกดูแล้ว กำหนดเนื้อความเหล่านั้นให้ดี แล้วกวาดสายตาอ่านงานชิ้นนี้ด้วยความมีสติ เชื่อว่าด้วยวิจารณญานที่พวกเรามีอยู่ ย่อมสามารถทำข้อเท็จจริงข้างต้นให้ยุติ แล้วปรับ พุทธวจนะ นี้เข้ากับกรรมของบุคคลใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุนในเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา แล้วสิ่งที่อยากรู้ผ่านงานเขียนชิ้นนี้ก็จะปรากฏวางตรงหน้าพวกเราเอง

ที่สำคัญเตือนตัวเองอยู่เสมอนะครับว่า อย่าคิดว่าสิ่งนั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า จนกว่าจะได้ลองพิสูจน์ด้วยกรรมและวิบากกรรมของตนเอง...สวัสดี

แทงตลอด สัมมาวาจา

ด้วย “ตถาคตภาษิต”

ที่ผ่านมา เหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนในสังคมลุกขึ้นหยิบท่อนไม้ ศัสตรา ลงมือประหัตประหารสัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งคนขี้เหม็นด้วยกันอย่างไร้ความกรุณาปรานี นอกจากความคิดที่ต้องการเบียดเบียนเพื่อให้ได้มาซึ่งลมหายใจของเพื่อนสิ่งมีชีวิตด้วยกันแล้ว การใช้คำพูดที่เหมือน “หอก” ทิ่มแทงกันและกัน ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ (บางคน) ที่ขนานนามตัวเองเป็น สัตว์ประเสริฐ ที่แท้ ก็ไม่ใช่อื่นไกล ชอบใช้กำลังจนเป็นนิสัยอย่างสัตว์เดรัจฉาน !

กล่าวถึงนิยามของ “ความรุนแรง” ทุกคน (รวมถึงผมด้วย) ย่อมนึกถึงการใช้กำลัง (ทางกายภาพ) ปะทะกันก่อนอะไรอื่น จะหมัด เข่า ศอก หรือใช้บาทาตะบี้ตะบัน ก็แล้วแต่ทักษะและความสามารถ ทว่ามีสิ่งหนึ่ง ที่บางคนอาจมองข้าม ด้วยเพราะเห็นผิด เข้าใจไปว่า ที่เปล่งเสียงออกมาแต่ละพยางค์ คือ ความกล้าที่ควรค่าแก่การนับถือ (ของเพื่อนฝูง) ก็เลยได้ใจใช้เท้าคุ้ยเขี่ย แล้วจิกวาจาสามหาวขึ้นมาใช้ อาศัยว่า มีต้นทุน คือ ความเคยชินเป็นสันดาน ก็เลยโพล่ง “มึง กู ไอ้... เอี้ย อ่า” ทำนองปากหมา ออกมาอย่างไร้ความละอาย !

ถ้าลองนึกย้อนกลับไป ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย่อมเห็นได้ชัดว่า ชนวนแห่งความรุนแรง  เริ่มต้นที่...คำพูด จากอาการคันปากของคนที่คิดก่อนพูดหรือพูดไม่คิด ทั้งสิ้น

และคำพูดซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงใด ๆ ย่อมหนีไม่พ้นคำพูดใน 4 ลักษณะ ต่อไปนี้
มุสาวาท คือ คำโกหก
ปิสุณวาท คือ คำยุยงให้แตกกัน
ผรุสวาท คือ คำหยาบ และ
สัมผัปปลาวาท คือ คำเพ้อเจ้อ

ทั้ง 4 ลักษณะ ถูกเรียกว่า มิจฉาวาจา  

ซึ่งพระตถาคตตรัสถึงวิบากกรรมไว้อย่างน่าสนใจ คือ
มุสาวาท (คำโกหก)
ปิสุณวาท (คำยุยงให้แตกกัน)
ผรุสวาท (คำหยาบ) และ
สัมผัปปลาวาท (คำเพ้อเจ้อ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม

เป็นไปเพื่อนรก /1 คือ สัตว์นรกผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว /2

เป็นไปเพื่อกำเนิดเดรัจฉาน /1 คือ สัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน ได้แก่
งู

แมลงป่อง
ตะขาบ
พังพอน
แมว
หนู
นกเค้า
หรือ สัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่นที่เห็นมนุษย์แล้วกระเสือกกระสน

ทั้งนี้ก็เพราะความกระเสือกกระสนด้วยกรรมทางวาจา ทำให้วจีกรรมของเขาคด
ส่งผลทำให้คติ (ที่ไป) และอุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ของเขาคดตามไปด้วย /2 และ

เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย /1 ดัง “พุทธวจนะ” ที่เราเคยได้ยินผ่านหูอยู่บ่อย ๆ ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย 

กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น /2

เหล่านี้เป็น วิบากกรรมอย่างหนัก

ส่วน วิบากกรรมอย่างเบา /1 แห่ง
มุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ เป็นไปเพื่อ การถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง
ปิสุณวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ เป็นไปเพื่อ การแตกจากมิตร
ผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ เป็นไปเพื่อ การได้ฟังเสียงที่ไม่น่าพอใจ
สัมผัปปลาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ เป็นไปเพื่อ วาจาที่ไม่มีใครเชื่อถือ

ในทางตรงกันข้าม หากใครก็ตามเจริญให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาวาจา /3

เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง...
พูดแต่ความจริง
ไปสู่สภาก็ดี
ไปสู่บริษัทก็ดี
ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี
ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี
ไปสู่ท่ามกลางราชสกุลก็ดี อันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า

“บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น” ดังนี้

บุรุษนั้น
เมื่อไม่รู้ ก็กล่าวว่า “ไม่รู้”
เมื่อรู้ ก็กล่าวว่า “รู้”
เมื่อไม่เห็น ก็กล่าวว่า “ไม่เห็น”
เมื่อเห็น ก็กล่าวว่า “เห็น”

รักษาความสัตย์
มั่งคงในคำพูด
มีคำพูดควรเชื่อถือได้
ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก
/4

เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด…
ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ หรือ
ได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น
แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้ว ให้กลับพร้อมเพรียงกัน
อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น
เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง
เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง
เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง
กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพียงกัน /4

เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ...
กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก
เป็นคำฟูใจ
เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน
เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน
กล่าวแต่วาจาเช่นนั้นอยู่ /4

เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ กล่าวคือ…
กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร
กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย
กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา
/4

ย่อมเรียกได้ว่า ผู้นั้นกำลังเดินตามรอยเท้าพระตถาคตอย่างใกล้ชิด แม้มิได้เกิดมีชีวิตในสมัยพุทธกาลก็ตาม

อีกลักษณะหนึ่ง พระตถาคตได้ตรัสถึงวาจาสุภาษิตที่สอดคล้องกับ สัมมาวาจา เป็นวาจาที่ไม่มีโทษและเมื่อกล่าวแล้ววิญญูชนไม่ติเตียน ไว้ 2 นัยยะ ได้แก่

วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ คือ /5
กล่าวแล้วควรแก่เวลา (กาเลน ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง (สจฺจ ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน (สณฺหา ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ (อตฺถสญฺหิตา ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต (เมตตฺตจตฺเตน ภาสิตา โหติ) นี้ นัยยะแรก และ

วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือ /6
กล่าวเป็นสุภาษิตเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นทุพภาษิต
กล่าวเป็นธรรมเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นอธรรม
กล่าววาจาน่ารักแก่ผู้ฟังเท่านั้น ไม่กล่าววาจาไม่น่ารักแก่ผู้ฟัง
กล่าววาจาสัจจ์เท่านั้น ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ นี้ นัยยะที่สอง

นอกจาก สัมมาวาจา อันเป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 แล้ว พระตถาคตยังตรัสถึง หลักในการวินิจฉัยวาจา ไว้อีก 3 สถาน ทั้งก่อนที่จะพูด ขณะกำลังพูด และหลังจากพูดแล้ว ไว้เป็นพุทธวจนะว่า

ก่อนพูด /7

ราหุล ! เธอใคร่จะทำกรรมใดด้วยวาจา พึงพิจารณากรรมนั้นเสียก่อนว่า

“วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อ
เบียดเบียนตนเองบ้าง

เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง

เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?”
ดังนี้

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้

เธอไม่พึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณารู้สึกดังนี้ว่า

“วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง
เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ดังนี้ไซร้”

ราหุล ! เธอพึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้น

ขณะพูด /7

ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาอยู่ พึงพิจารณากรรมนั้นว่า

“วจีกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้เป็นไปเพื่อ
เบียดเบียนตนเองบ้าง
เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง
เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?”
ดังนี้

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้

เธอพึงเลิกละวจีกรรมชนิดนั้นเสีย

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

“วจีกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง
เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้”

ราหุล ! เธอพึงเร่งเพิ่มการกระทำวจีกรรมชนิดนั้น

หลังพูด /7

ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาแล้ว พึงพิจารณากรรมนั้น ว่า

“วจีกรรมที่เรากระทำแล้วนี้เป็นไปเพื่อ
เบียดเบียนตนเองบ้าง
เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง

เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?”
ดังนี้

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้

เธอ
พึงแสดง
พึงเปิดเผย
พึงกระทำให้เป็นของหงายซึ่งวจีกรรมนั้น
ในพระศาสดา หรือ
ในเพื่อนพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย

ครั้นแสดง ครั้นเปิดเผย ครั้นกระทำให้เป็นของหงายแล้ว พึงถึงซึ่งความระวังสังวรต่อไป

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

“วจีกรรมที่เรากระทำแล้วนี้
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง
เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้”

ราหุล ! เธอพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์ ตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด

ในที่นี้ เห็นได้ชัดว่า พุทธวจนะ ดังกล่าว สอดคล้องกับ อริยมรรคมีองค์ 8 อีกข้อหนึ่งที่สำคัญ คือ สัมมาสังกัปปะ หรือ การละทิ้งความคิดในทางเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อีกด้วย

ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว ก็จะพบว่า หลักการที่กล่าวทั้งหมดนี้ ล้วนแตกแขนงมาจาก หลักใหญ่ใจความ อันเป็นหลักที่พระตถาคตใช้ในการตรัสทุกครั้งคราว ดังพุทธวจนะที่พระองค์ตรัสกับราชกุมาร

ราชกุมาร !

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ
ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ
ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ก็เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
ประกอบด้วยประโยชน์ และ
เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละที่เหมาะ เพื่อกล่าววาจานั้น /8

สรุปง่าย ๆ ก็คือ พระตถาคตจะกล่าวเฉพาะวาจา จริง แท้ เป็นประโยชน์ แม้จะไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น พระองค์ก็เลือกเวลาที่เหมาะสม เพื่อกล่าววาจานั้น สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระองค์ตรัสกับ พระอานนท์ ว่า

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอมเหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่

อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด
อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด

ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ /9

และอีก พุทธวจนะ หนึ่งตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! วันนี้ เช้านี้เอง เราครองจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกบิลพัสดุ์

เสร็จการบิณฑบาต กลับจากการบิณฑบาตแล้ว เข้าไปอยู่พักกลางวันที่โคนต้นมะตูมหนุ่มในป่ามหาวัน

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ทัณฑปาณิสักกะ ก็เดินเที่ยวเล่นบริหารแข้งอยู่

ได้เข้าไปสู่ป่ามหาวัน ตรงไปที่ต้นมะตูมหนุ่มอันเรานั่งอยู่

เข้าไปหาเราแล้วกล่าวทักทายปราศรัย แล้วยืนยันคางด้วยไม้เท้า มีมือทั้งสองกุมปลายไม้เท้าอยู่ใต้คาง ได้กล่าวกะเราว่า

"พระสมณะมีถ้อยคำอย่างไร มีการกล่าวอย่างไร อยู่เป็นประจำ ?"

เพื่อนเอ๋ย! คนเรามีการกล่าวอย่างไรแล้ว
ไม่เกิดการทะเลาะวิวาทกับ
ใครๆในโลก พร้อมทั้ง
เทวโลก
มารโลก
พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ พร้อมทั้ง
เทวดา และ
มนุษย์ อยู่ ก็ดี

อีกอย่างหนึ่ง
คนเรามีปกติกล่าวอย่างไรแล้ว
สัญญา (เรื่องราวก่อนๆ) ไม่มาติดตามอยู่ในใจผู้นั้น ซึ่ง (บัดนี้) เป็นผู้หมดบาป
ไม่ประกอบตนอยู่ด้วยกาม
ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่าอะไรเป็นอย่างไร อีกต่อไป
มีความรำคาญทางกายและทางใจอันตนตัดขาดแล้ว ปราศจากตัณหาในภพไหนๆอยู่ก็ดี

เพื่อนเอ๋ย เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ อยู่เป็นประจำ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเราตอบไปเช่นนี้แล้ว

ทัณฑปาณิสักกะก็ก้มศีรษะ แลบลิ้น แตะหน้าผากด้วยนิ้วสามนิ้ว เลิกคิ้วแล้วลากไม้เท้าหลีกไป /10

ความข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมด(ตั้งแต่ต้นจนจบ) เป็นหลักทีปรากฏอยู่ใน ตถาคตภาษิต ซึ่งอริยสาวกใด ๆ แม้จะเป็นผู้เลิศทางปัญญาอย่างพระสารีบุตร (อัครสาวกเบื้องขวา) ก็ไม่มีความสามารถเพียงพอ ที่จะเปล่งถ้อยคำแทงตลอดซึ่งสัมมาวาจา สร้างความสัมพันธ์ เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย คำพูด ที่สอดรับกันทุกประการ ไม่แย้งกัน แม้แต่พยางค์เดียว ! 

รวบรวมและเรียบเรียง

หลังม่านสีฟ้า
(บลู เลอสง่า)
แรม 7 ค่ำ เดือน ยี่

ปล.งานเขียนชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่ง ของ งานเขียนชุด อริยมรรคมีองค์ 8 ที่วางแผนจะเขียนให้ครบทั้ง 8 เรื่องในเร็ว ๆ นี้ (อีกนาน) แต่ที่ถูกนำขึ้นเสนอก่อนเวลาที่ควรจะเป็น เพราะพฤติกรรมของเสี่ยตู่ จตุพร ที่ที่พยายามแล้วพยายามอีก เพื่อยุยงให้คนในสังคมไทย-เทศแตกความสามัคคีกัน

ปล.ไม่แน่นะครับ วิบากกรรมที่พระองค์ตรัสไว้นี้ อาจเป็นความยุติธรรม (แท้ ๆ) ที่คุณทักษิณกำลังโหยหาก็เป็นได้ เพียงแต่...มันยังไม่ถึงเวลา ก็เท่านั้น

อ้างอิงพุทธวจนะ

/1 วิบากแห่งมิจฉาวาจา
(อฏฐก. อํ. ๒๓/๒๕๒/๑๓๐)

ภิกษุ ท ! มุสาวาท ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

วิบากแห่งมุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อ การถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง

ภิกษุ ท ! ปิสุณวาท(คำยุยงให้แตกกัน) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

วิบากแห่งปิสุณวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ การแตกจากมิตร

ภิกษุ ท ! ผรุสวาท(คำหยาบ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

วิบากแห่งผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ การได้ฟังเสียงที่ไม่น่าพอใจ

ภิกษุ ท ! สัมผัปปลาวาท(คำเพ้อเจ้อ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

วิบากแห่งผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ วาจาที่ไม่มีใครเชื่อถือ

/2 กรรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความกระเสือกกระสน
(ทสก.อํ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓)

ภิกษุ ท ! เราจักแสดงธรรมปริยาย อันแสดงความกระเสือกกระสนไปตามกรรม(ของหมู่สัตว์)แก่พวกเธอ

เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้ดี

ธรรมปริยายอันแสดงความกระเสือกกระสนไปตามกรรม (ของหมู่สัตว์) เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท ! สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

ภิกษุ ท ! คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติทำปาณาติบาตหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต

เขา
กระเสือกกระสนด้วย(กรรมทาง)กาย
กระเสือกกระสนด้วย(กรรมทาง)วาจา
กระเสือกกระสนด้วย(กรรมทาง)ใจ

กายกรรมของเขาคด
วจีกรรมของเขาคด
มโนกรรมของเขาคด

คติของเขาคด อุปบัติของเขาคด

ภิกษุ ท ! สำหรับผู้มีคติคดมีอุบัติคดนั้น เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ เหล่า
สัตว์นรกผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือว่า
สัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน
ได้แก่ งู แมลงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้า หรือ
สัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่นที่เห็นมนุษย์แล้วกระเสือก กระสน

ภิกษุ ท ! ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ อุปบัติ(การเข้าถึงภพ) ย่อมมีแก่ภูตสัตว์

เขาทำกรรมใดไว้ เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น

ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้นผู้อุปบัติแล้ว

ภิกษุ ท ! เรากล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้

(ในกรณีแห่งบุคคลผู้กระทำอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ก็ได้ตรัสไว้ด้วย ข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีของผู้กระทำปาณาติบาตดังกล่าวมาแล้วข้างบนทุกประการ และยังได้ตรัสเลยไปถึง วจีทุจริตสี่ มโนทุจริตสาม ด้วยข้อความอย่างเดียวกันอีกด้วย)

/3 อุทเทศแห่งสัมมาวาจา
(มหา.ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙)

ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาวาจา เป็นอย่างไรเล่า ?
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวาจา

/4 คำไขความของสัมมาวาจาสี่
(สี.ที. ๙/๘๓/๑๐๓)

(อมุสาวาท) เธอนั้น ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท
พูดแต่ความจริง
รักษาความสัตย์
มั่งคงในคำพูด
มีคำพูดควรเชื่อถือได้
ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก

(อปิสุณวาท) เธอนั้น ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด
ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้วไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ หรือ
ได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น
แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน
อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น
เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง
เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง
เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง
กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพียงกัน

(อผรุสวาท) เธอนั้น ละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ
กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก
เป็นคำฟูใจ
เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน
กล่าวแต่วาจาเช่นนั้นอยู่

(อสัมผัปปลาวาท) เธอนั้น ละคำพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำพูดเพ้อเจ้อ
กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร
กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย
กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา 

/5 สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา
(ปญฺจก.อํ ๒๒/๒๗๑/๑๙๘)

ภิกษุ ท ! วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ
เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต
เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน

องค์ห้าประการอย่างไรเล่า?

ห้าประการ คือ
กล่าวแล้วควรแก่เวลา (กาเลน ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง (สจฺจ ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน (สณฺหา ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ (อตฺถสญฺหิตา ภาสิตา โหติ)
กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต (เมตตฺตจตฺเตน ภาสิตา โหติ)

ภิกษุ ท ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการเหล่านี้แล

เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต
เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน

/6 สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา(อีกนัยหนึ่ง)
(สุตต. ขุ. ๒๕/๔๑๑/๓๕๖)

ภิกษุ ท ! วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ

เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต
เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน

องค์สี่ประการอย่างไรเล่า?

สี่ประการ คือ
กล่าวเป็นสุภาษิตเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นทุพภาษิต
กล่าวเป็นธรรมเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นอธรรม
กล่าววาจาน่ารัก (แก่ผู้ฟัง) เท่านั้น ไม่กล่าววาจาไม่น่ารัก (แก่ผู้ฟัง)
กล่าววาจาสัจจ์เท่านั้น ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ

ภิกษุ ท ! วาจา อันประกอบด้วยองค์ ๔ ประการเหล่านี้แล

เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต
เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน

/7 หลักวินิจฉัยวจีกรรม ๓ สถาน
(ม.ม.๑๓/๑๒๘/๑๓๐)

หมวดที่ ๑ : เมื่อจะกระทำ

ราหุล ! เธอใคร่จะทำกรรมใดด้วยวาจา พึงพิจารณากรรมนั้นเสีย ก่อนว่า

"วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ?" ดังนี้

ราหุล !ถ้าเธอพิจารณารู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้

เธอ ไม่พึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว

ราหุล !ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกดังนี้ว่า

"วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อ เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้

ราหุล !เธอพึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้น

หมวดที่ ๒ เมื่อกระทำอยู่

ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาอยู่ พึงพิจารณากรรมนั้นว่า

"วจีกรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ?" ดังนี้

ราหุล !ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้

เธอพึงเลิกละวจีกรรมชนิดนั้นเสีย

ราหุล !ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

"วจีกรรมที่เรากำลังกระทำ อยู่นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้

ราหุล !เธอพึงเร่งเพิ่มการกระทำวจีกรรมชนิดนั้น

หมวดที่ ๓ เมื่อกระทำแล้ว

ราหุล ! เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยวาจาแล้ว พึงพิจารณากรรมนั้น ว่า

"วจีกรรมที่เรากระทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้างเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ?" ดังนี้

ราหุล !ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้

เธอพึงแสดงพึงเปิดเผย พึงกระทำให้เป็นของหงาย ซึ่งวจีกรรมนั้น ในพระศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย

ครั้นแสดง ครั้นเปิดเผย ครั้นกระทำให้เป็นของหงายแล้ว พึงถึงซึ่งความระวังสังวรต่อไป

ราหุล ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

 

"วจีกรรมที่เรากระทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้

ราหุล ! เธอพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์ ตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด

/8 หลักเกณฑ์แห่งสัมมาวาจาขั้นสูงสุด
(ม. ม. ๑๓/๙๑/๙๔)

ราชกุมาร !

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ
ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ
ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ก็เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
ประกอบด้วยประโยชน์ และ
เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละที่เหมาะ เพื่อกล่าววาจานั้น

/9 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! 
(มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖)

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอมเหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่

อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด
อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด

ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่

/10 สัมมาวาจาชั้นสูงสุด (ระดับพระพุทธเจ้า)
(บาลี มธุปิณฑิกสูตร มู.. ๑๒/๒๒๑/๒๔๔ ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์

คำถามนี้ผู้ถามถามเป็นเชิงหยั่งเสียงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระเทวทัตนั้น ใครเป็นคนก่อเรื่อง)

ภิกษุทั้งหลาย ! วันนี้ เช้านี้เอง เราครองจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกบิลพัสดุ์

เสร็จการบิณฑบาต กลับจากการบิณฑบาตแล้ว เข้าไปอยู่พักกลางวันที่โคนต้นมะตูมหนุ่มในป่ามหาวัน

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ทัณฑปาณิสักกะ ก็เดินเที่ยวเล่นบริหารแข้งอยู่

ได้เข้าไปสู่ป่ามหาวัน ตรงไปที่ต้นมะตูมหนุ่มอันเรานั่งอยู่

เข้าไปหาเราแล้วกล่าวทักทายปราศรัย

แล้วยืนยันคางด้วยไม้เท้า มีมือทั้งสองกุมปลายไม้เท้าอยู่ใต้คาง ได้กล่าวกะเราว่า

“พระสมณะมีถ้อยคำอย่างไร มีการกล่าวอย่างไรอยู่เป็นประจำดังนี้

เพื่อนเอ๋ย! คนเรามีการกล่าวอย่างไรแล้ว
ไม่เกิดการทะเลาะวิวาทกับ
ใครๆในโลก พร้อมทั้ง
เทวโลก
มารโลก
พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ พร้อมทั้ง
เทวดา และ
มนุษย์ อยู่ ก็ดี

อีกอย่างหนึ่ง
คนเรามีปกติกล่าวอย่างไรแล้ว
สัญญา (เรื่องราวก่อนๆ) ไม่มาติดตามอยู่ในใจผู้นั้น ซึ่ง (บัดนี้) เป็นผู้หมดบาป
ไม่ประกอบตนอยู่ด้วยกาม
ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่าอะไรเป็นอย่างไร อีกต่อไป
มีความรำคาญทางกายและทางใจอันตนตัดขาดแล้ว ปราศจากตัณหาในภพไหนๆอยู่ก็ดี

เพื่อนเอ๋ย เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ อยู่เป็นประจำ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเราตอบไปเช่นนี้แล้ว

ทัณฑปาณิสักกะก็ก้มศีรษะ แลบลิ้น แตะหน้าผากด้วยนิ้วสามนิ้ว เลิกคิ้วแล้วลากไม้เท้าหลีกไป 

ไม่เชื่อ ก็ไม่ห้ามลบหลู่ แต่ขอ...ท้าพิสูจน์ !



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ chaiyos – ขอบใจสำหรับคำแนะนำครับ รู้อย่างนี้ ร่วมกันเผยแผ่ พุทธวจนะ + ทิ้งคำกล่าวสาวกไหมละ

พี่ NN1234 – สังเกตการณ์ต่อไปเถิดครับ โกหก จนเชื่อคำโกหกตัวเองแล้ว ไม่ธรรมดาแล้วละ

พี่ ภาณุมาศ_ทักษณา – นั่นจึงเป็นที่มาให้ศาสนาเสื่อมยังไงละคับ เพราะเผยแผ่ แต่คำกล่าวสาวกด้วยกัน คำพระตถาคตเลยค่อย ๆ เสื่อมสลายไป

พี่ wika – กำลังใจนี้ทำให้ผมเขียนงานต่อ ๆ ไปครับ

พี่ chronomist – ก็อยากให้เขาอ่าน แต่ทำไงดีละครับ เข้าถึงตัวเขาได้ซะที่ไหนกัน

พี่ ครูแดง – อนุโมทนาในการเข้ามาเล่าเรียน พุทธวจนะเช่นกันครับ

พี่ ปรัชญาชนบท – ดวงตาเห็นธรรม เนี้ยโสดาบัน หรือว่า อรหันต์ครับ

พี่ MT-PONG – นี่คือเรื่องพูดดี ครับ แต่นายนั่น พูดไม่เคยดี

พี่ ลานเทวา - ใช่ครับ พะอาจารย์ กรรมใครกรรมมัน

พี่ chaiyassu – พระอาจารย์จะลองเผยแผ่ พุทธวจนะดูบ้างไหมครับ จะได้ช่วยพระศาสนาอีกแรง

ไตรปิฎก = พุทธวจน+อรรถกถาครับ

ขอบคุณสำหรับข้อสังเกตนะครับพระอาจารย์

พี่ สนิมกฤช – นั่นไง ใครทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น

ปล.ขอบใจมากนะครับที่ทุกคนเข้ามาเล่าเรียน พุทธวจนะกัน ยินดีมากถ้าคนเหล่านั้นจะได้อ่านความจริง

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
chaiyos วันที่ : 15/02/2010 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dhammadhanang

การถ่ายทอด บอกสอนธรรมะ หากกระทำด้วยเมตตาเป็นกุศลมูล จะมีความยั่งยืน ซึมซาบ รับได้ง่าย หากเจือด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ยากที่จะได้ผล
เพราะพุทธวจนะมาจากพระพุทธโอษฐ์ที่มีรากฐานคือพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่มีประมาณต่อผู้ฟัง จึงยังจิตของผู้ฟังให้เย็น รับง่ายปราศจาก อคติ นิวรณ์

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
NN1234 วันที่ : 29/01/2010 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ชีวิตที่ควรจะเอวัง...ได้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 29/01/2010 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

ผมไม่น่าพลาดเรื่องดี ๆ มีสาระ มานานขนาดนี้เลยนะครับ

ขอบคุณที่แนะนำให้อ่านครับ

พระพทุธเจ้านั้นสุดยอดสุดประเสริฐ ลิขิตแต่คำสอนดี ๆ

แต่เสียดายพระสงฆ์ผู้เผยแพร่คำสอนทัน เละเทะกันจัง

คุณนำพุทธพจนะของท่านมาเผยแพร่ ยอมได้กุศลครับ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
wika วันที่ : 24/01/2010 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wika

พยายามเขียนต่อไปนะ...อาจมีวันนั้น

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
chronomist วันที่ : 24/01/2010 เวลา : 06.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

ส่งต่อให้คางคกอ่านบ้างก็ดี

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
ครูแดง วันที่ : 21/01/2010 เวลา : 20.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-อนุโมทนาค่ะ

-ปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว ปลูกงา ย่อมได้งา สาธุ

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
ปรัชญาชนบท วันที่ : 21/01/2010 เวลา : 13.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/j-direk

โอ้ดวงตาเห็นธรรม


ธรรมะสวัสดี

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
MT-PONG วันที่ : 21/01/2010 เวลา : 13.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NICHAKHAN
ห่างเพียงนิด ก็ คิดถึง เพราะไกล จึง คนึงหา

สวัสดีค่ะ

มารับข้อมูลดีดี

แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้น

ทุกอย่าง อยู่ที่การมีสติ ไตร่ตรอง กับทุกย่างก้าวของชีวิต

คิดดี พูดดี ทำดี ใจมีสุขค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
ลานเทวา วันที่ : 21/01/2010 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

การกระทำ ย่อมส่งผล
ไม่ว่า ดี หรือ ชั่ว


ความคิดเห็นที่ 33 (0)
chaiyassu วันที่ : 18/01/2010 เวลา : 05.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ชื่นชมในความเพียรพยายาม
นำพระพุทธพจน์
มาเรียบเรียบ และจับกระแสปัจจุบัน

ปล. มีข้อสังเกตประการหนึ่ง
คำว่า "ตถาคต"
ที่ใช้กันอยู่ในสำนวนของคัมภีร์
ไม่ว่าจะพระไตรปิฎก/อรรถกถา
เป็นสรรพนามที่พระพุทธเจ้าเรียกพระองค์เอง
ไม่ใช่คำที่เราจะใช้เรียกพระองค์ท่าน
เพราะจะดูเป็นการ "ไม่บังควร"

ทำนองเดียวกันกับคำว่า "สมณะโคดม"
เป็นคำที่พวกเดียรดีย์ใช้เรียกพระพุทธเจ้า
แม้จะไม่ใช่คำหยาบคาย
แต่ก็มีท่าทีของการ "ตีเสมอ" อยู่ในตัว
เราชาวพุทธจึงไม่นิยมนำคำนี้มาใช้กับพระพุทธเจ้า




ความคิดเห็นที่ 32 (0)
สนิมกฤช วันที่ : 12/01/2010 เวลา : 12.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก.....ครับ.

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 11/01/2010 เวลา : 13.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ นางมารตัวยุ่ง - ตามความเห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคติ คือที่ไปอยู่ 5 อย่าง คือ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และเทวดา ครับ ก็แล้วแต่คุณทักษิณนะครับ เค้าจะเลือกไปสู่ทุคติ ใคร ๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้

พี่ NiiiiZ - สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

พี่ หวานหวาน - ขอบคุณเช่นกันครับ ที่เข้ามาเล่าเรียน พุทธวจนะ นอกจากเล่าเรียนแล้วต้องปฏิบัติตามและเผยแผ่ ด้วยนะครับ สวัสัดีปีใหม่นะ

พี่ yentaa - พระตถาคต แจกแจงทุกอย่างไว้หมดแล้ว ผมเพียงรวบรวมและเรียบเรียงเท่านั้นครับ

พี่ นายหัวไทร - ถ้าพี่ต้องการศึกษา แก่นของ ธรรม ลองเปิดใจรับ พุทธวจนะ เข้ามาเล่าเรียน ปฏิบัติตาม และเผยแผ่ สิครับ ไม่ได้ยากกว่าคำครูบาอาจารย์อันเป็นเพียงแค่สาวกเลย ง่ายกว่า perfect กว่ามากมาย

พี่ Canไทเมือง - ศีลขาด ไม่ต้องขอสมาทานศีลหรอกครับ ไม่ต้องพิธีกรรมใด ๆ แค่ ตั้งเจตนา เว้นขาดจาก...การทำมิจฉาวาจาทั้ง 4 ก็เพียงพอแล้วครับ อนุโมทนาในการทำความดีครับพี่

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 11 ค่ำ เดือน ยี่

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
นางมารตัวยุ่ง วันที่ : 10/01/2010 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ladydevil666
นางมารตัวยุ่ง รักประเทศไทย

ทักษิณ ชินวัตร เลยความเป็นคนมานานแล้วค่ะ

แม้แต่เดรัจฉานก็เป็นไม่ได้ค่ะ

เป็นได้อย่างดีแค่สัมภเวสีพเนจร


...............

นางมารตัวยุ่ง

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
NiiiiZ วันที่ : 10/01/2010 เวลา : 11.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NiiiiZ

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
หวานหวาน วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 20.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warnwarn
คาราโอเกะกับหวานหวาน http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong


สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

ขอบคุณมากค่ะที่ชี้แจงได้กระจ่างแจ้ง
คอยวันนั้นอยู่ค่ะ วันที่กรรมสนอง
เห็นออกมาลอยหน้าลอยตา พูดจา วกวน กวนโทโส
หมดความสุขเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
yentaa วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yentaa
"คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำหวาน"

สวัสดีค่ะคุณปรากฏการณ์ฯ
สาธุอนุโมทนาค่ะ
ที่แจกแจงได้กระจ่างชัด

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
นายหัวไทร วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naiman

คนอย่างผมคงอ่านแล้วไม่เข้าใจครับ
เพราะยังศึกษาเข้าไม่ถึงแก่นธรรม
แก่นธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบและ
นำมาเผยแพร่ต่อชาวโลก.....

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 15.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

ก่อนปีใหม่ ตั้งใจสมาทานศีลข้อ 4 เพราะรู้สึกตนเอง พูด เขียนรุนแรงเกินเหตุในปีที่ผ่านมา

ปีนี้จะลองตั้งใจทำดู..วันไหน "ศีลขาด" ก็คงต้องขอสมาทานศีลกันใหม่ อิ อิ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ซันญ่า - สิ่งใดมีการเกิดปรากฏ สิ่งนั้นมีความเสื่อมปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏเป็นนี้เป็นลักษณะของสังขตธรรมครับ

ขอบคุณในพุทธวจนะเช่นกันที่ทำให้พี่ ซันญ่า เบิกบาน

พี่ กุมุท - สาธุ ในตถาคตภาษิต เช่นกันครับ

พี่ indexthai - ขอบคุณเป็นอย่างสูงครับที่ ช่วยกันเผยแผ่ พุทธวจะ พุทธวจนะ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่แน่เดือน กุมภาพันธ์ ถ้ามีเวลาว่างพอกะจะเขียนเรื่อง การทะเลาะกันผ่าน พุทธวจนะอีกครับ

พี่ มุมมืด - พุทธวจนะ สุดยอด กว่า ถ้อยคำของสาวกรูปใด ๆ ครับ

พี่ Payont - ใช่เลย ! คุณทักษิณ กำลังรอวิบากกรรมที่ยังไม่ส่งผล สักวันมันอาจกระหน่ำมาอย่าง tsunami เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน

พี่ singlemom99 - เล่าเรียน ปฏิบัติตาม และเผยแผ่ พุทธวจนะ ส่วนคำของสาวก ให้ตัดใจทิ้งเลย ช่วยกันนะครับ

พี่ LittleMonkey@^o^@ - ต้องกล่าว ธรรม ด้วยเมตตาจิต + ... อย่างที่ว่า ไว้นั่นแหละครับ

พี่ คนช่างเล่า - สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

พี่ พฤจิกา - สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

พี่ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด - ใช่ครับ...กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

พี่ Jomchan - ภิกษุทั้งหลาย ! สมถะ เมื่ออบรมแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? อบรมแล้ว จิตจะเจริญ จิตเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? เจริญแล้วจะละราคะได้

ภิกษุทั้งหลาย ! วิปัสสนาเล่า เมื่อเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? เจริญแล้ว ปัญญาจะเจริญ ปัญญาเจริญแล้วจะได้ประโยชน์อะไร? เจริญแล้วจะ ละอวิชชาได้แล

พี่ ไทยแท้ - ขอบคุณในกำลังใจที่มีให้ครับ + ถึงจะอย่างไร พระองค์สอนให้ละทิ้งความคิดในทางกาม พยาบาท เบียดเบียนครับ นี้เป็นสัมมาสังกัปปะ จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องกล่าววาจาไม่ดี กับคนไม่ดีครับ

พี่ วันพุธ - พุทธวจนะ เป็นเรื่องดีงามเสมอครับ !

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 9 ค่ำ เดือน ยี่

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ซันญ่า วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  


ซันญ่า ศรัทธาในพระธรรม ของพระพุทธองค์

อย่างสูงสุด และไม่มีธรรมไหนที่ไม่จริง...

ความจริงคือ เสื่อม ...เป็นธรรมดา...

..............

ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ

ที่แวะไปส่ง ...อาหารใจ ให้...อิ่มเอิบในธรรม

............

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
กุมุท วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 08.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kumut
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

สาธุ ด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
indexthai วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 08.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

แนะนำไว้ที่ Twitter แล้วครับ..
http://twitter.com/indexthai

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
indexthai วันที่ : 09/01/2010 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


มิจฉามรรค

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
มุมมืด วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 22.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/katika

ยอดเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
Payont วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

น่าจะใช่ ความยุติธรรมที่เขาเรียกหา มันคือ "วิบาก" หรือ ผลกรรมนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
singlemom99 วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 18.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MotherandSon

พุทธวจนะเป็นของจริงแท้แน่นอน
..
ปฏิบัติตามได้หมด ถึงนิพพาน
หรือค่อยๆลด ละ ไป ตั้งใจทำ..ก็เห็นผลในทางดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
LittleMonkey@^o^@ วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monkeynoi

พูดธรรมะ ด้วยโมหะ
ธรรมะ ต้องพูดด้วย "เย็น" ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

กั มุ นา วั ติ โล โก

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
พฤจิกา วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 17.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 16.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mysteryman

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วครับ...ผมเชื่อคำสอนนี้เสมอ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Jomchan วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Jomchan13713

ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นสุข คนทำไม่ดีก็อยู่ร้อนนอนทุกข์ ตราบจนสิ้นกรรม

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ อธิฏฐาน - คนที่หมดกิเลสในการสร้างกรรมเพื่อมารับวิบาก ผมคิดว่าคนคนนั้น อยู่เหนือกรรม ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกันครับ

พี่ คมเย็น - กฎแห่งกรรม ซื่อสัตย์+ยุติธรรม ที่สุด เราเพียงแต่ลอยคอ รอคอยตามดูวิบากของมัน ก็เท่านั้น

พี่ ชมพู่แก้มแหม่ม - ไม่มีข้อยกเว้น สำหรับสัมมาวาจาครับ

เราไม่จำเป็นต้องโกหก พูดหยาบ ส่อเสียดและเพ้อเจ้อเพื่อปกป้องสถาบัน แต่ขอให้พูดตามความจริง แท้และประกอบด้วยประโยชน์ ซึ่งหลักการต่าง ๆ ในเกี่ยวกับสัมมาวาจา บอกไว้พอสมควรแล้วครับ

ส่วนวิบากกรรม คงต้องเฝ้าสังเกตครับ ไม่ช้าไม่นานหรอก

ขอบคุณสำหรับกำลังใจดี ๆ ครับ

พี่ กอบธรรม - ขอบคุณเช่นกันที่เข้ามาเล่าเรียน คำพระตถาคตครับ

แต่ผิดมากไหมครับ เพราะเราเจตนาทำเพื่อปกป้องสิ่งที่มีบุญคุณกับเรา เช่น ชาติที่เราอาศัย ?

...เรากล่าวเจตนาว่า เป็นกรรม

ความจริง เราจะปกป้องอะไร ไม่จำเป็นต้องพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ เลย เพราะนั่นคือ การทิ่มแทงกันด้วยวาจา ผิดศีล ครับ ยังไงก็ผิด ถ้ามีเจตนา เปลี่ยนมาใช้วาจา

กล่าวแล้วควรแก่เวลา
กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง
กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน
กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์
กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต ดีที่สุดครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 8 ค่ำ เดือน ยี่

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ไทยแท้ วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/scblock

แวะมาเยือนตามคำเชิญครับ และขอบคุณที่มีความตั้งใจสูงมากในการเขียนประเด็นนี้ ก็น้อมรับด้วยความยินดีครับ แต่บางที่อาจจำเป็นต้องใช้ วาจาไม่งามกับคนบางคนบ้างเพราะมันเต็มกลืนจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
วันพุธ วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 15.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kritwat

สวัสดีครับ ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมเยียน
และเชิญชวนมาอ่านเรื่องราวดีดีแบบนี้
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
เป็น 3 สิ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก
หากเราทำกรรมดี เราจะได้รับกรรมดี
หากเราทำกรรมชั่ว กรรมชั่วจะตอบสนองเรา

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
อธิฏฐาน วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sandstone
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่มีใครใหญ่เกินกรรมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
คมเย็น วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 15.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen

หวังว่ากรรมคงสนองพวกที่ว่าไม่ช้าเกินไป
เดี๋ยวมันจุดไฟเผาบ้านเมืองวอดวายหมดครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ชมพู่แก้มแหม่ม วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 15.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prisanasweetsong
" ที่นี่มีเพลง ที่นี่มีเพื่อน รักเพื่อนไม่ขาดเพลง รักเพลงไม่ขาดพื่อน "  สโลแกนของครูชาลี  อินทรวิจิตร ...บ้านหลังที่ 2 : http://www.oknation.net/blog/prisanasweetsong2

ขอบคุณค่ะ ที่แนะนำให้มาอ่านเรื่องดีและเป็นมงคลเช่นนี้

ทุกคนเกิดมาในโลกนี้เนื่องมาจากมีกรรมเป็นของตนกันทั้งสิ้น

เกิดมาเป็นคนแล้ว ควรที่พึงกระทำแต่สิ่งที่ดีๆ

แต่อยากรู้ว่าการที่ปกป้องสถาบัน ปกป้องประเทศชาตินี้ คงละเว้นน่ะ

แต่พวกที่ชอบทำลายล้างประเทศชาติ ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อไรคนพวกนั้นจะโดนลงโทษขั้นรุนแรงสักที สาธุ สาธุ รอดูผลกรรมของพวกมันอยู่
สำแดงสักทีเถิด

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กอบธรรม วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

สวัสดีครับ ขอบคุณมากที่แนะนำให้มาอ่านเรื่องดี ใช้มิจฉาวาจา กับคนที่ที่เราคิดแล้วว่าเป็นคนไม่ดี คงผิดแน่ แต่ผิดมากไหมครับ เพราะเราเจตนาทำเพื่อปกป้องสิ่งที่มีบุญคุณกับเรา เช่น ชาติที่เราอาศัย ฯ.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ting - เรื่องโรคนี้อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นเรื่องของกรรมครับ มันอาจจะเกิดจาก เหตุปัจจัยอย่างอื่นก็ได้

ผมก็เคยคิดนะครับว่า คนเมือง ไม่ค่อยผิดศีลข้อ 1 + เห็นแก่ตัว ส่วนคนชนบท ผิดศีล ข้อ 1 ฆ๋า หมู วัว ไก่... + ไม่ค่อยเห็นแก่ตัว ขำ ๆ ครับ

ขอบคุณในกำลังในที่พี่ ting มีให้นะครับ ผมยืนยันครับว่า ปัญหาสังคมทุกวันนี้ แก้ได้ด้วย พุทธวจนะ ครับ อลงศึกษา พุทธวจนะ ดูสิครับ

พี่ กำหนัน - ผมอยากจำกัดความคำว่า ธรรม ให้หมายเฉพาะ พุทธวจนะ จัง ขอบคุณในกำลังใจเล็ก ๆ น้อยมาก ๆ ครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 8 ค่ำ เดือน ยี่

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ting วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 14.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

สังเกตไหมว่าทำไมฅนรวยเป็นโรคโนน่โรคนี่
ตายมากกว่าฅนจน
ก็คงเพราะกรรม ใครเชื่อกรรมอุ่นใจไว้
ไม่ไปนรกแน่ถ้าทำดี


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ting วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

สวัสดีคะ
ดีมากคะ สมัยนี้บางฅนไม่กลัวการทิ่มแทงฅนอื่น
ด้วยการนินทานะคะ
อ่านบทความนี้แล้วกระตุ้นจิตใจให้ฝึกสมาธิมากยิ่งขึ้นคะ
เพราะกรรมใดใครก่อก็ต้องรับกรรมนั้นไป
เมืองไทยต้องรณรงค์จริยธรรมให้จริงๆ จังๆ
รัฐบาลต้องช่วยเด็กที่ยากจนให้มีการศึกษา
และให้มีโอกาสมากกว่าฅนรวยคะ
ว่าไปแล้วก็กรรมของเด็กอีกแหละนะที่เกิดมาจนอย่างเช่นดิฉันเป็นต้นแต่ธรรมะเกิดในใจตั้งแต่เด็กคะ
เด็กนี่สำคัญมากไม่ใช่เขาไม่รู้อะไรนะ
เรื่องมันยาวใครที่เชื่อเรื่องภพเรื่องชาติคงเข้าใจดี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กำหนัน วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 12.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ....ขอเจริญในธรรมครับ..ผู้มีธรรมประจำใจเป็นหลักชัยของคนดี..ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน