*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 8705 , 15:37:22 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้

เผย ! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท
ตอกย้ำ...วงจรอุบาทว์ "ความรุนแรง"

เพลงชาติและธงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและความเสียสละของบรรพบุรุษไทย…เวลา 8 นาฬิกา

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี...

แม้เสียงเพลงชาติจะจบลงเพียงไม่กี่นาทีหลังจากเวลา 8 นาฬิกาของทุกวันและเริ่มต้นดังขึ้นอีกครั้งหลังจาก 10 ชั่วโมงผ่านไปก็ตาม ทุกวันนี้ ความรักและความสามัคคี ก็มิได้แพร่กระจายไปยังทั่วทุกตามรางนิ้วของประเทศแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ต่างหาก ที่กำลงทำหน้าที่แพร่ขยายไปยังทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกหัวระแหง ณ ที่ใดก็ตาม ที่คนไทยมีความเห็นแตกต่าง (ทางการเมือง)

คนละเรื่องเดียวกัน ย้อนไปในสมัยพุทธกาล ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายทะเลาะกันและกันด้วยหอก คือ ปาก ภิกษุรูปหนึ่งจึงทูลขอร้องให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไประงับเหตุ


ภิกษุทั้งหลาย ! พอที พวกเธอทั้งหลาย
อย่าหมายมั่นกันเลย
อย่าทะเลาะกันเลย
อย่าโต้เถียงกันเลย
อย่าวิวาทกันเลย
(ดังนี้ถึง ๒-๓ ครั้ง)

เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว มีภิกษุบางรูปทูลขึ้น

 

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นธรรมสามี !
ขอพระองค์จงหยุดไว้เถิด พระเจ้าข้า !
ขอจงทรงขวนขวายน้อยเถิด พระเจ้าข้า !

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! ขอจงทรงประกอบ ในสุขวิหารในทิฏฐธรรม อยู่เถิด พระเจ้าข้า !

พวกข้าพระองค์ทั้งหลายจักทำให้เห็นดำเห็นแดงกัน
ด้วยการหมายมั่นกัน
ด้วยการทะเลาะกัน
ด้วยการโต้เถียงกัน

ด้วยการวิวาทกัน
อันนี้เอง” ดังนี้

...ภายหลังภัตตกาล กลับจากบิณฑบาตแล้ว พระองค์ทรงเก็บบริกขารขึ้นมาถือไว้แล้วประทับยืน ตรัสคาถาประณามภิกษุเหล่านั้นว่า

“คนไพร่ ๆ ด้วยกัน ส่งเสียงเอ็ดตะโร แต่หามีคนไหน สำคัญตัวว่า เป็นพาลไม่

เมื่อหมู่แตกกัน ก็หาได้มีใครรู้สึกเป็นอย่างอื่นให้ดีขึ้นไปกว่านั้นได้ไม่

พวกบัณฑิตลืมตัว สมัครที่จะพูดตามทางที่ตนปรารถนาจะพูดอย่างไร ก็พูดพล่ามไปอย่างนั้น หkได้นำพาถึงกิเลสที่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกันไม่”
 

พวกใด ยังผูกใจเจ็บอยู่ว่า
“ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา”
เวรของพวกนั้น ย่อมระงับไม่ลง

พวกใด ไม่ผูกใจเจ็บว่า
“ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา”
เวรของพวกนั้น ย่อมระงับได้

ในยุคไหนก็ตาม
เวรทั้งหลายไม่เคยระงับได้ด้วยการผูกเวรเลย
แต่ ระงับได้ด้วยไม่มีการผูกเวร
ธรรมนี้เป็นของเก่าที่ใช้ได้ตลอดกาล

คนพวกอื่นไม่รู้สึกว่า 

“พวกเราจะแหลกลาญก็เพราะเหตุนี้


พวกใดสำนึกตัวได้ในเหตุที่มีนั้น
ความมุ่งร้ายกันย่อมระงับได้เพราะความรู้สึกนั้น


ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
(ในการทำตามกิเลส) ยังมีได้แม้แก่พวกคนกักขฬะเหล่านั้นที่ปล้นเมืองหักแข้งขาชาวบ้าน ฆ่าฟันผู้คนแล้วต้อนม้า โค และขนเอาทรัพย์ไป


แล้วทำไมจะมีแก่พวกเธอไม่ได้เล่า
?...”


ถ้าลองไล่เรียงสถานการณ์บ้านเมืองตั้งแต่พ.ศ. 2548-2553 ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในสังคม(การเมือง) ไทยก็คือ ความไม่แตกต่างกันของยุคสมัย ครั้งพุทธกาลภิกษุทั้งหลายทะเลาะกัน วิวาทกันอยู่อย่างไร ปัจจุบันกาล คนไทยที่อ้างว่านับถือ ศาสนาพุทธ ก็เป็นอยู่อย่างนั้น


คำประณามดังกล่าวนี้ แม้จะเป็นเรื่องจริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของภิกษุเหล่านั้นเท่าใดนัก แต่พระองค์ก็เลือกกาลที่เหมาะสมเพื่อกล่าวเตือนสติ ซึ่งปัจจุบันคำประณามนี้ก็ยังร่วมสมัยและยังคงใช้เตือนสติคนไทยทุกคนที่ลงไปขลุกอยู่ในสนามแห่งความขัดแย้งได้อย่างไม่จำกัดกาล ไม่ว่าคู่ขัดแย้งในสังคมจะเป็น


นักการเมือง-นักการเมือง

นักการเมือง-ข้าราชการ
ข้าราชการ-ข้าราชการ
นักการเมือง/ข้าราชการ-ประชาชน

หรือแม้กระทั่ง ประชาชนด้วยกันที่แบ่งแยกความเป็นคนไทย เพียงเพราะคนคนนั้นใส่เสื้อสี แดง เหลือง น้ำเงิน ซึ่งไม่เหมือนกันตน

และหากคนไทยยอมรับตรงกันว่า ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทของกลุ่มคนที่มีความเห็น (ทางการเมือง) ต่างกัน เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมที่ทำให้คนไทยแตกกันเอง ณ ขณะนี้

สิ่งหนึ่งที่คนไทยจะต้องเรียนรู้ร่วมกัน ก็คือ ปัญหาเรื้อรังของสังคมที่ถูกขนานนามว่า วิกฤติชาติ มีสาเหตุมาจากอะไร
 

คนละเรื่องเดียวกัน ย้อนไปในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ถึงมูลเหตุแห่งการวิวาทไว้ ถึง 6 มูลเหตุ

ดูก่อนอานนท์ ! มูลเหตุแห่งความวิวาทนี้มี 6 อย่าง 

6 อย่างเป็นอย่างไรเล่า ?

ดูก่อนอานนท์ !

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธ
ภิกษุที่เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธนั้น 

ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุเป็นผู้มีความลบหลู่ มีความตีเสมอ
ภิกษุที่มีความลบหลู่ มีความตีเสมอนั้น

ภิกษุเป็นผู้มีความริษยา มีความตระหนี่
ภิกษุที่มีความริษยา มีความตระหนี่นั้น

ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้มีมายา
ภิกษุที่เป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้มีมายานั้น

ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด
ภิกษุที่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิดนั้น

ภิกษุเป็นผู้มีความเห็นเอาเอง มีความเชื่อถือผิวเผิน มีความถือรั้นสละคืนได้ยาก
ภิกษุที่เป็นผู้มีความเห็นเอาเอง มีความเชื่อถือผิวเผิน มีความถือรั้น สละคืนได้ยากนั้น

ย่อมไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง
แม้ในพระศาสดา
แม้ในพระธรรม
แม้ในพระสงฆ์ อยู่ ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา

ภิกษุที่ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง
แม้ในพระศาสดา
แม้ในพระธรรม
แม้ในพระสงฆ์อยู่ ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขานั้น

ย่อมก่อความวิวาทให้เกิดในสงฆ์ ซึ่งเป็นความวิวาท มี
เพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก ไม่ใช่สุขของชนมาก ไม่ใช่ประโยชน์ของชนมาก
เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์

ดูก่อนอานนท์ !
ถ้าหากพวกเธอพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก
พวกเธอพึงพยายามละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนั้นเสียในที่นั้น

ถ้าพวกเธอพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก
พวกเธอพึงปฏิบัติไม่ให้มูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนั้นแล ลุกลามต่อไปในที่นั้น

การละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการเช่นนี้
ความไม่ลุกลามต่อไปของมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการเช่นนี้ ฯ

ดูก่อนอานนท์ ! เหล่านี้แล มูลเหตุแห่งความวิวาท 6 อย่าง

และหนึ่งในมูลเหตุสำคัญที่จะขยายความโดย พุทธวจนะ ก็คือ ทิฏฐิ (ความเห็น) ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการวิวาท ณ ขณะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ 3 จำพวก ณ ขณะนี้ ก็ยังคงมี 3 จำพวกเดียวกัน คือ

“สิ่งทั้งปวง ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฎฐิที่กระเดียดไปในทาง
มีความกำหนัดย้อมใจ
ประกอบตน(อยู่ในภพ)
เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
สยบมัวเมา และ
เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

“สิ่งทั้งปวง ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฎฐิที่กระเดียดไปในทาง
ไม่มีความกำหนัดย้อมใจ
ไม่ประกอบตน(อยู่ในภพ)
ไม่เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
ไม่สยบมัวเมา และ
ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

“สิ่งบางสิ่งควรแก่ข้าพเจ้า สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่ข้าพเจ้า”

ทิฎฐิใดที่ว่า “สิ่งบางสิ่ง ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฏฐิที่กระเดียดไปในทาง
มีความกำหนัดย้อมใจ
ประกอบตน (อยู่ในภพ)
เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
สยบมัวเมา และ
เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

ทิฎฐิใดที่ว่า “สิ่งบางสิ่ง ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฏฐิที่กระเดียดไปในทาง
ไม่มีความกำหนัดย้อมใจ
ไม่ประกอบตน(อยู่ในภพ)
ไม่เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
ไม่สยบมัวเมา และ
ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

ครั้งนั้น อัคคิเวสนะตรัสแก่พระสัมมมาสัมพุทธเจ้าว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้ามีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า
”

อัคคิเวสสนะ ! (ถ้าอย่างนั้น) ความเห็นของท่านเองที่ว่า
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้นั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน (ด้วยเหมือนกัน)

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความเห็นแม้โน้นของข้าพเจ้า ต้องควรแก่ข้าพเจ้าว่า

ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง) ดังนี้”

อัคคิเวสสนะเอ๋ย ! มันมีมากกว่า มากกว่านี้นักในโลกนี้ คือ พวกที่กล่าวอยู่ว่า

“ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
ความเห็นของข้าพเจ้านั้น  เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
”

แล้วเขาไม่ละความเห็นนั้นเสีย
แต่ไปทำความเห็นอื่นให้เกิดขึ้นอีก

อัคคิเวสสนะเอ๋ย ! มันมีน้อยกว่า น้อยกว่านี้นักในโลกนี้ คือ พวกที่กล่าวอยู่ว่า

“ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)”

แล้วเขาละความเห็นนั้นเสียได้
และไม่ทำความเห็นอื่นให้เกิดขึ้นอีก

อัคคิเวสสนะ ! มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งทั้งปวง ควรแก่ข้าพเจ้า”

มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งทั้งปวง ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้ก็มี

มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งบางสิ่งควรแก่ข้าพเจ้า สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้ก็มี

หลังจากนั้นพระองค์ก็อธิบายทิฏฐิแต่ละจำพวกดังที่แยกไว้ข้างต้น แล้วตรัสต่อไปว่า

อัคคิเวสสนะ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์สามพวกนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีวาทะ มีความเห็นว่า

“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา” ดังนี้ มีอยู่

ในสมณพราหมณ์พวกนั้น บุรุษผู้วิญญูชนย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า

ถ้าเราถือเอาทิฎฐิของพวกที่ถือว่า

“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”

“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา”

ดังนี้ มากล่าวยืนยันอยู่อย่างแข็งแรงว่า

“สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า” ดังนี้ไซร้ การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์อีกสองพวก ก็จะพึงมีแก่เรา คือ ขัดแย้งกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า

“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”

และกับพวกที่มีวาทะ มีความเห็นว่า

“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”

การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์สองพวกเหล่าโน้น ก็มีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้

เมื่อการถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่ การวิวาทกันก็ย่อมมี
เมื่อการวิวาทกันมี การพิฆาตกันก็ย่อมมี
เมื่อการพิฆาตกันมี การเบียดเบียนกันก็ต้องมี ด้วยอาการอย่างนี้ (วงจรอุบาทว์)

บุรุษวิญญูชนนั้น เห็นอยู่ซึ่ง
การถือเอาอย่างขัดแย้งกัน
การวิวาทกัน
การพิฆาตกัน และ
การเบียดเบียนกัน อันจะเกิดขึ้นในตน อยู่ดังนี้

เขาก็ละทิฎฐินั้นเสีย และไม่ถือเอาทิฎฐิอื่นขึ้นมาอีก

การละเสีย
การสลัดคืนเสีย ซึ่งทิฎฐิเหล่านั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

กล่าวอย่างสั้นที่สุด ความเห็นต่างกันทั้ง 2 จำพวก คือ

“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา” หรือ ฉันเห็นด้วย (กับความคิด คำพูดและการกระทำ) ทั้งหมด

“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา” หรือ ฉันไม่เห็นด้วย (กับความคิด คำพูดและการกระทำ) ทั้งหมด

ต่างก็เป็นความเห็นที่สุดโต่งทั้งคู่ สุดออกไปคนละขั้วคือ ไม่บวก ก็ลบ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง วิกฤติชาติ (ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท) ที่ปรากฏให้เห็นผ่านระยะเวลานานถึง 5 ปี

และที่เห็นชัดและคุกกรุ่นอยู่ ณ ปัจจุบัน ก็คือ แนวความคิด ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

หรือแม้กระทั่งความเห็นจำพวกสุดท้าย คือ

“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา” หรือ ฉันเห็นด้วย (กับความคิด คำพูดและการกระทำ) บางส่วนและ ไม่เห็นด้วย(กับความคิด คำพูดและการกระทำ) บางส่วน ก็ไม่ต่างกัน

เพราะฉะนั้น หากยึดมั่นถือมั่นในความเห็นต่าง จำพวกใดจำพวกหนึ่ง ในลักษณะกัดไม่ปล่อย นั่นก็เป็นที่มา เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (การเมือง+สังคม) ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทั้งแผ่นดิน

ในทางกลับกัน หากพิจารณา พุทธวจนะ ข้างต้น อย่างละเอียด ก็จะทราบนัยยะที่แฝงไว้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ผู้ซึ่งมีทิฏฐิ (ความเห็น) อย่างใดอย่างหนึ่งจากทั้ง 3 จำพวกนี้ ในลักษณะเตือนสติให้ระลึกอยู่เสมอว่า

“อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า”

วลีนี้เอง เป็นกุศโลบายสำคัญในการลดทิฏฐิ (ความเห็น) ของคู่ขัดแย้งให้น้อย ให้เบาบางลง เพื่อที่สุดจะได้ไม่นำพามวลชนไปสู่ ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท อันเป็นที่มาแห่ง “ความรุนแรง”

หลังจากเรียนรู้ร่วมและเห็นตรงกันแล้วว่า ปัญหาเรื้อรังของสังคมคือ... และมีสาเหตุมาจาก...แล้ว

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ ก็คือ ณ วันนี้ ความฝันอันสูงสุดของคนไทย จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากความรักและความสามัคคี

ความรักและความสามัคคีของคนไทย นี่แหละ คือ ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกคนปรารถนาได้และปรารถนาจะถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงที่คนไทยรักสุดหัวใจ...ขอจงทรงพระเจริญ !


อ่านต่อฉบับหน้า...เร็ว ๆ นี้ ทำอย่างไร ความรักและความสามัคคีจึงจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

ปล.วิธีการอ่านให้ได้ผลและต่อเนื่อง
ท่อนที่ 1 เผย
! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่ ! วงจรอุบาทว์ “ความรุนแรง”
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1 เพลงชาติ...

ท่อนที่ 2 เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 11.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ มุสิกะตะวัน - พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความจริงเหล่านี้ไว้ 45 (ระยะเวลาที่พระองค์ประกาศศาสนา) + 2553 (ระยะเวลาหลังจากพระองค์ปรินิพพาน) = 2598 คือ เกือบ 2600 ปีมาแล้ว

อะไร ๆ ที่ถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับ

พี่ คนช่างเล่า - ตามสะดวกเลยพี่ อ่านไปแล้วใคร่ครวญด้วยการวิตก(ตรึก)และวิจาร(ตรอง) จะดีที่สุดนะครับ

พี่ ภาณุมาศ_ทักษณา - สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้มีเค้าตรงกับความเชื่อของพี่บ้างไหมครับ

พี่ ณัฐรดา - ก็คงไขว่คว้าไปตราบเท่าที่ยังมีตัณหา คือ ความอยาก จึงทำให้มี อุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น แหละครับพี่

พี่ chompoopookha - ก็นั่นนะสิครับ เชื่อว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เลยเป็นกันซะอย่างนี้

ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า

อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า แล้วความขัดแย้งจะลดลงครับ

ผมทำลิงค์ ไว้ผิดแน่เลย พี่จึงหลงมาเรื่องนี้ ไม่เปนไรครับ

พี่ ลานเทวา - ความเชื่อมันสุดโต่ง สุดขั้วครับ มันจึงขัดแย้งได้ง่าย ไม่ต่างกันเลยกับความเชื่อที่ว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ที่เชื่อกันสุดไปทางใดทางหนึ่ง โดยไม่เข้าใจ กฏอิทัปัจจยตา

พี่ สนิมกฤช - 6 มูลเหตุนี่แหละครับ ทำให้เกิดความทะเลาะวิวาทขึ้น

แล้วคนคนนั้น...ก็เป็นผู้ร่วมสร้างเหตุขึ้นมา

พี่ chronomist - ตามความอยากแล้วครับ ท่อนที่ 2 มาแล้วลองเข้าไปดูงานชิ้นใหม่ได้ตามลิงค์ที่แปะไว้แล้วกัน

ขอบใจทุก ๆ คนที่เข้ามาเล่าเรียน ความจริงจากพระโอษฐ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความจริงที่ถูกต้อง ตรงจริง และไม่จำกัดกาล

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 17.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

เป็นมูลที่พุทธองค์ตรัสเตือนมาแล้ว เมื่อ 2553 ปีที่ผ่านมา

พุทธชน รุ่นหลังต้องระวัง ไม่ประมาท

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

จะมาอ่านเก็บแบบละเอียดอีกรอบครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 15.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

มารับทราบครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะ
ตามมาอ่านค่ะ
ทุกอย่าง
ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่า
จะไขว่คว้ากันไปถึงไหนกันนะคะ
ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chompoopookha วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 08.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chompoopookha

ใจยังร้อน ไม่ปล่อยวาง ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดมังคะ เลยเอาแต่พูด ไม่เคยหยุดฟังเสียบ้าง เฮ้อ...

อ้อ...พี่ไม่เคยดูหมอดูเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ
แต่สิ่งที่เชื่อคือ หากมันต้องเป็นไปก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป
ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดก็พอ เนาะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ลานเทวา วันที่ : 20/02/2010 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ความพอใจ
ความไม่พอใจ
มันสวนทางกัน

โลกจึงวุ่นวาย ไม่สิ้น


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สนิมกฤช วันที่ : 20/02/2010 เวลา : 00.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit

คงหาเหตุผล ร้อยพันที่จะทำอ้างได้ครับ

แต่สำหรับคนที่จะทำเลว...เพียงเหตุผลเดียวเขาก็ทำได้...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปวิภา วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 


...ด้วยสำนึก

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chronomist วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

เอาอีกๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ redribbons07 - กะว่าจะลง พุทธวจนะ ที่พระตถาคตตรัสว่าทำอย่างไร ความรักและความสามัคคีจึงจะเกิดขึ้น มีธรรมใดบ้างที่สงเคราะห์เรื่องความสามัคคี แต่มีปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อยครับ ไว้ติดตามท่อน 2 นะครับ

พี่ พฤจิกา - เราต้องช่วยกันละมูลเหตุแห่งความวิวาท+ไม่ให้มูลเหตุแห่งความวิวาทลุกลามต่อไปครับ

พี่ MT-PONG - ความรักและความสามัคคีของคนไทย นี่แหละ คือ ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกคนปรารถนาจะได้และปรารถนาจะถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงที่คนไทยรักสุดหัวใจ...ขอจงทรงพระเจริญ !

ผมรักพระเจ้าอยู่หัวครับ

พี่ Canไทเมือง - เกลียดความชั่ว คือ ละอายต่อชั่ว กลัวต่อบาป แต่เกลียดคนชั่ว ผมว่า สงสารเขาไม่ดีกว่าเหรอคับ ที่ยังดักดานอยู่กับความชั่ว เราต้องดึงเขากลับมาอยู่กับอุเบกขา แล้วค่อย ๆ ใช้สังขารคือความคิดพิจารณา ความเป็นไปที่เกิดขึ้น

ท่อนที่ 2 นี้ จะเสนอมรรควิธีที่จะช่วยให้เรารักและสามัคคีกันได้ง่ายขึ้น+วิธีระงับการวิวาท ที่รัฐบาลยังไม่เคยใช้

ต้องขออภัยนะครับ ถ้าใคร ๆ กำลังตามท่อนต่อไป รออีกสักพักครับ ก่อน 26 กุมภาพันธ์ 2553 คอนเฟิร์ม

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
redribbons07 วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

ค่ะ...สามัคคี คือพลัง



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พฤจิกา วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
MT-PONG วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NICHAKHAN
ห่างเพียงนิด ก็ คิดถึง เพราะไกล จึง คนึงหา


ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท อันเป็นที่มาแห่ง “ความรุนแรง”
.......................
ความรักและความสามัคคีของคนไทย นี่แหละ คือ ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกคนปรารถนาได้และปรารถนาจะถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงที่คนไทยรักสุดหัวใจ...ขอจงทรงพระเจริญ !

......................
ขอบคุณมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 17.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

5-6 ปีมานี้ คนไทยถูกชักนำให้เกลียด ความชั่ว เกลียดคนชั่ว เลยแบ่งข้างกันสุดขั้ว

ว่าไปก็ต้องลดการเกลียดกันลง

ให้ทุกคนยอมรับกฎหมาย ก็น่าจะพอ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน