*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 3274 , 16:07:59 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้

เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! คนอย่าง...ทักษิณ คือ จุดอ่อน
...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ หรือยัง?


ถ้า ความรักละความสามัคคี คือ สิ่งที่คนไทยทุกคนปรารถนา เราทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมทำให้มันเกิดขึ้นพร้อมกัน ๆ

และทุกคนที่ว่านั้น ก็หนีไม่พ้น มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ณ วันนี้ มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบ กลับถูกกล่าวถึง หลังจากวันวาน รับบทบาทผู้สังเกตการณ์ซึงมีหน้าเฝ้าดูความเคลื่อนไหว(อย่างเดียว) ทั้งมิได้แสดงออกด้วยท่าทีใด ๆ (อย่างเป็นทางการ) ว่า ไม่ต้องการ “ความรุนแรง”

นั่นจึงทำให้มวลชนกลุ่มนี้ ถูกดูแคลนจากมวลชนกลุ่มที่ลงไปขลุกตัวอยู่ใน “สนามแห่งความขัดแย้ง” ว่า นิ่งเฉย เพิกเฉย ละเลย ไม่แยแส ต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น

ต่างกับปัจจุบัน หลังจาก มวลชนกลุ่มนี้ได้เรียนรู้ร่วมกันแล้วว่า การสร้างความรักและความสามัคคีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

หากมองในมุมกลับ หน้าที่เช่นว่านั้น ก็คือ การมีส่วนร่วมในการยุติความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท อันเป็นที่มาแห่ง “ความรุนแรง” นั่นเอง

กล่าวอย่างสั้นที่สุด หน้าที่หลักของมวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบและไม่ต้องการ “ความรุนแรง” ก็คือ มีส่วนร่วม

พยายามละมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทเสีย

ทว่า ไม่เห็นมูลเหตุดังกล่าว ก็ต้องมีส่วนร่วม
พยายามมิให้มูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ลุกลามต่อไปในที่นั้น

นี่แหละ คือ ทางออกที่ดีที่สุด ในการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการ “ความรุนแรง”

และขณะที่มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบมิได้ลงไปขลุกตัวอยู่ใน “สนามแห่งความขัดแย้ง” ขณะนั้นเรียกได้ว่า กำลังสร้างความรักและความสามัคคีให้เกิดขึ้นโดยปริยาย

กล่าวถึงความรักและความสามัคคี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มี

กายกรรม
วจีกรรม
มโนกรรม

ประกอบด้วยเมตตา

ปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 1-3

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุมี

ลาภใด ๆ
เกิดโดยธรรม
ได้โดยธรรม

ที่สุดแม้เพียงอาหารติดบาตร

เป็นผู้ไม่แย่งกันเอาลาภ เห็นปานนั้นไว้บริโภคแต่เฉพาะผู้เดียว

ย่อมเป็นผู้บริโภคเฉลี่ยทั่วไป

กับเพื่อนร่วมพระพฤติพรหมจรรย์ผู้มีศีล

นี้เป็น ธรรมประการที่ 4

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุถึง

ความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลในศีลทั้งหลาย
ที่ไม่ขาด
ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง
ไม่พร้อย
เป็นไท
อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง

เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิเห็นปานนั้น

กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 5

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุ

ถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยทิฏฐิ  ในทิฏฐิที่เป็นของพระอริยะ
อันนำออก
ชักนำ

ผู้กระทำตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบเห็นปานนั้น

กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 6

ดูก่อนอานนท์ ! นี้แล

ธรรม 6 อย่าง
เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ก่อความรัก ก่อความเคารพ
เป็นไปเพื่อ...
สงเคราะห์กัน
ไม่วิวาทกัน
ความพร้อมเพรียงกัน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ดูก่อนอานนท์ !

ถ้าพวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ประพฤติอยู่

พวกเธอจะยังเห็นทางว่ากล่าว พวกเราได้น้อยก็ตาม มากก็ตาม ซึ่งจะอดกลั้นไว้ไม่ได้ละหรือ

พระอานนท์กราบทูลว่า

“ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า”

ดูก่อนอานนท์ ! เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ประพฤติเถิด

ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อ…
ประโยชน์
ความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน

สอดคล้องกับอีก “พุทธวจนะ” หนึ่งที่พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุก ห้าอย่างเหล่านี้

ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ?

ห้าอย่างคือ

การคิด
การพูด
การทำ ซึ่งประกอบด้วยเมตตา

ที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งไว้เฉพาะแล้ว

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 1-3

ศีลเหล่าใดซึ่งเป็นศีล
ไม่ขาด
ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง
ไม่พร้อย
เป็นไท
ผู้รู้สรรเสริญ
ไม่ถูกแตะต้องด้วยตัณหาทิฏฐิ และ
เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

เธอเป็นอยู่อย่างผู้มีศีลเสมอกัน ด้วยศีลทั้งหลายเช่นนั้น

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 4

ความเห็นอันใดซึ่งเป็นความเห็นอันประเสริฐ
เป็นความเห็นที่ผลักดันไปในทางที่ถูก

ย่อมนำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามความเห็นนั้น

เธอเป็นอยู่อย่างผู้มีความเห็นเสมอกัน ด้วยความเห็นเช่นนั้น

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 5

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุก ห้าอย่าง เหล่านี้แล

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ธรรมทั้ง 2 ประการข้างต้นนี่แหละ เป็นธรรมที่สงเคราะห์ให้ ความรักและความสามัคคี เกิดมีขึ้นได้ในสังคม

...และนับจากวันนี้เป็นต้นไป 

เมื่อ การถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่
การวิวาทกันก็ย่อมมี
การพิฆาตกันก็ย่อมมี

เมื่อ การพิฆาตกันมีอยู่
การเบียดเบียนกันก็ต้องมี

วงจรอุบาทว์ นี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้นได้ตาม กฎอิทัปปัจยตา

“เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี...
...เพราะความเกิดขึ้นแห่ง
สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”

ซึ่งนั่นหมายความว่า “ความรุนแรง” มิใช่จะเกิดขึ้นได้ยากอีกต่อไป ทั้งนี้ เพราะความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทกำลังใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว

และก่อนจะถึงจุดสูงสุดนั้น เราจะมีส่วนร่วมในการยุติมิให้สถานการณ์สร้าง “ความรุนแรง” ได้อย่างไร และหากมีการยั่วยุและปลุกปั่นให้สถานการณ์กลายเป็น “สงครามกลางเมือง” และมีผู้เสียชีวิตจาก “การใช้อาวุธประหัตประหาร” ระหว่างกันขึ้น (ไม่ว่าจากฝ่ายใด) และเรากำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนั้นด้วย !

โปรดสะดุดแล้วหยุดคิดสักครู่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!..............................คุณ จะทำอย่างไร ?

ก่อนที่จะใช้กฎ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ห้ำหั่นกับคนไทยด้วยกันเอง

สติและสัมปชัญญะ คือ สิ่งที่ต้องเรียกกลับมาให้เร็วที่สุด

ปรากฏดัง “พุทธวจนะ” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ผัดคุนะว่า

ผัดคุนะ !

ถ้ามีใคร
กล่าวติเตียนเธอต่อหน้า
ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศาตรา

ผัดคุนะ ! ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงละฉันทะ (ความพอใจ) และวิตก (ความตรึก) ชนิดที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเสีย

ผัดคุนะ ! ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ว่า

“จิตของเราจักไม่วิปริต
เราจักไม่เปล่งวาจาหยาบ และ
เราจักยังคงเป็นผู้
...
มีความเอ็นดูเกื้อกูล
มีเมตตาจิต ไม่มีโทษอยู่ในภายใน
” ดังนี้ 

ผัดคุนะ ! เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้

สอดคล้องกับอีก “พุทธวจนะ” ที่พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หากจะมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีที่จับทั้งสองข้าง

เลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยของพวกเธอ แม้ในเหตุนั้นภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดมีใจคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น

ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้น ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ในข้อนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

“จิตของเราจักไม่แปรปรวน
เราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก
เราจักอนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์
เราจักมีเมตตาจิต ไม่มีโทสะในภายใน
เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และ
เราจักแผ่เมตตาอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง

หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร
ไม่มีพยาบาท
ไปตลอดโลกทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น”
ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล

กล่าวอย่างสั้นที่สุด แม้ว่า ความตายจะหยุดยืนจดจ่ออยู่ตรงหน้า สิ่งที่เราต้องทำ ณ ขณะนั้น กลับไม่ใช่การใช้กฎ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ห้ำหั่นกัน

หากแต่ต้องใช้ความเพียรข่มใจมิให้กายและวาจาเป็นอย่างเดียวกับคนที่หยิบยื่นความตายให้…!!!

มองอย่างผิวเผินแล้ว เราอาจ “ตายเปล่า” แต่ความจริง นี่คือ การตายอย่างมีสติและสัมปชัญญะ ซึ่งอาจเป็นการตายที่ดีและมีคุณค่ากว่าการตายของ “ใครบางคน ?” ที่เป็นคนสร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทครั้งนี้

...และไม่ว่าสถานการณ์ นับแต่นี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ก็คือ การสร้างความรักและความสามัคคีที่จะต้องมีต่อไปและไม่มีวันหยุด

เราจะย่ำเดิน เดิน และเดินไปด้วยกันบนแนวทาง พระตถาคต ผ่าน “พุทธวจนะ” ผ่านคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์(โดยตรง)

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด ความรักและความสามัคคี สร้างขึ้นได้ด้วยธรรม 2 ประการ ข้างต้น หากแต่จะเกิดมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ในสถานการณ์ ณ ขณะนี้ ก็ด้วย “เงื่อนไขสุดท้าย” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง

นั่นก็คือ การกำจัด “ใครบางคน ?” ออกจาก “สนามแห่งความขัดแย้ง” ปรากฏตาม “พุทธวจนะ”

“เพราะอยู่รวมกัน จึงรู้จักกันได้ว่า คนนี้
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ทุกคนพึง...
ร่วมมือกัน
กำจัดเขาออกไปเสีย
ช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง

พึงช่วยกัน...
ขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้น
คัดเอาคนที่มิใช่สมณะ แต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย

ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลมเพื่อตัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสีย ฉะนั้น

อนึ่ง คนเรา เมื่อมีการอยู่รวมกันกับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม ต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยเสมอ

แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน มีปัญญาทำที่สุดทุกข์แห่งตนเถิด”

และ “ใครบางคน ?” ที่เราต้องกำจัดก็คือ ใครก็ตามที่...
มีความปรารถนาลามก
มักโกรธ
มักลบหลู่คุณท่าน
หัวดื้อ
ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยา
มีความตระหนี่
โอ้อวด
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม
ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน และ
โป้ปด

ซึ่งใครคนนั้นก็คือ นช... คนไทยผู้สร้างมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ขึ้น

และมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท นั้นก็สอดรับกับ ลักษณะที่ปรากฏอยู่ในคนคนนั้น ณ ขณะนี้ ด้วย

นั่นทำให้ ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท เป็น
“จุดอ่อน”


ที่ไม่สามารถทำให้ประเทศเดินต่อไป
 และ
ที่คนไทยจะต้องกำจัด

เมื่อใด ทุกคนร่วมมือกันกำจัด “คนคนนี้” ออกไปจากสังคมไทยได้

เมื่อใด "คนคนนี้" ไม่สามารถเข้ามามีส่วนในการสร้างมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทอีก

เมื่อนั้น “เพลงชาติ” ท่อนต่อไป...

...ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

ก็ไม่ยากที่จะร้องให้จบไป พร้อม ๆ กับความรักและความสามัคคีที่เราจะได้กลับคืนมา!
ไชโย ไชโย ไชโย !

รวบรวมและเรียบเรียง

หลังม่านสีฟ้า

บลู เลอสง่า
ร่าง ขึ้น 6-7 ค่ำ เดือน 4
เสร็จ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4

ปล.วิธีการอ่านให้ได้ผลและต่อเนื่อง
ท่อนที่ 1 เผย
! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่ ! วงจรอุบาทว์ “ความรุนแรง”
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1 เพลงชาติ...

ท่อนที่ 2 เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
Man-of-Tomorrow วันที่ : 17/03/2010 เวลา : 17.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/theManOfTomorrow
บนเส้นทางสายสมมุติ  เธอกลายเป็นทุกอย่าง เว้น เป็นจริง

ตอบคุณ #7 ศุภศรุต

ไม่แปลกเลยที่คุณจะบอกว่า เจ้าของเอนทรี่ คิดแบบชาวอโศก

และไม่แปลกเลย ที่เจ้าของเอนทรี่ ไม่คัดค้านหรือยอมรับ

หากแต่ยืนยันว่าเป็นพุทธวจนะ

นั่นเพราะ อโศก สอนทุกอย่างตาม พุทธวจนะ

อโศก ไม่เคยสอนนอก พระไตรปิฏก อ้างอิงคำพูดของพุทธองค์

ไม่สอนตามคำภีร์ เถรวาท หรืออาจารวาท รุ่นหลังใดๆ

เมื่อวงการพุทธส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

ไม่สอนกันตามตรงของคำพุทธองค์

กลับมาแต่งเพิ่มเติมเสียเอง จากคำพระเถระชั้นรองๆมา

หรือจากครูบาอาจารย์ ยุคร่วมสมัย จึงผิดเพี้ยนไปมาก

กลายเป็นมีแต่พิธีกรรม กว่า 80-90%


สรุป : ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่ศึกษาตาม พุทธวจนะ
ยอมตรงกัน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นศิษย์ เป็นอาจารย์
ไม่ว่าจะเป็น อโศก หรือสำนักใดๆ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 05/03/2010 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู - ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา...

สิ่งนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

พี่ เบดูอิน - เข้ามาเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ กันนะครับ

พี่ พอเพียงที่เพียงพอ - ครับ ลองเข้ามาเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ การบัญญัติศัพท์ก็จะง่ายขึ้น

เพราะเราบัญญัติศัพท์ตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 4 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 04/03/2010 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puprasit
puprasit

สาธุ ขอให้เป็นดังนั้นเถิด

อนัตตา อนิจจัง

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
เบดูอิน วันที่ : 02/03/2010 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

ฮาฮ่า.....เฃิญได้

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 28/02/2010 เวลา : 06.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

สวัสดีครับท่าน

แวะมาเยือนเพื่อรับสาระความรู้

ขอบคุณมากครับที่แวะไปเยือน พร้อมให้คำแนะนำ

เพิ่มเติม เป็นการช่วยต่อยอดและเป็นประโยชน์มากครับ


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 27/02/2010 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide


พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! อธินนาทาน
ที่เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้วย่อม

เป็นไปเพื่อนรก
เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน
เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย และ

วิบากแห่งอธินนาทานของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งโภคะ

พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ เกือบ 2600 ปีมาแล้วว่า นี่คือ วิบากกรรมอย่างเบา เหตุเพราะเขาถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ คือ ประชาชน มิได้ให้

ทรัพย์ของเขาจึงต้องเสื่อมไปตามวิบากกรรม นี้

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 26/02/2010 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ เด็กชายนะโม – วิธีเขียน คือ การอ้างอิง พุทธวจนะใช่ไหมครับ มาร่วมกันเผยแผ่ พุทธวจนะเถิดครับ นั่นจะช่วยให้ศาสนาเสื่อมช้าที่สุดนะ

การสรุปว่า ทักษิณ คือ จุดอ่อนเป็นภาษาของผม ซึ่งเป็นสาวกครับ ในพระสูตร จริง ๆ พระองค์กล่าวว่าอย่างไร ลองไปเล่าเรียน ทบทวนได้ แล้วก็จดจำเฉพาะสิ่งที่พระองค์ตรัส อะไรเป็นความเห็นของผม ทิ้งให้หมดนะครับ อย่าไปจดจำเลย

พี่ chronomist – มาเขียนงานต่อจากฉบับที่แล้ว คงเห็นภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ

พี่ chaiyassu – พระองค์ชี้ชัดครับว่า คนอย่าง...นี้ ต้องกำจัด และผมก็มองว่า ลักษณะเช่นนั้น คือ ลักษณะของเขา เพราะฉะนั้น ด้วยคุณสมบัติการถ่ายทอด ก็ต้องกำจัดเขาอย่างที่พระองค์ตรัสนั่นแหละครับ

และการกำจัด หากตีความตาม พุทธวจนะ ก็ต้องหมายว่า พยายามละมูลเหตุแห่งความวิวาท และมิให้มูลเหตุแห่งความวิวาทลุกลามต่อไป ไฉนเลยถ้าเขาเป็นมูลเหตุ แล้วเราจะไม่กำจัดละครับ
ขอบคุณในคำชี้แนะมากครับพระอาจารย์

พี่ นางมารตัวยุ่ง – พระพุทธเจ้าตรัสว่า การมีมโนกรรมที่ประกอบด้วยเมตตา ปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

เป็นธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ก่อความรัก ก่อความเคารพ
เป็นไปเพื่อ...
สงเคราะห์กัน
ไม่วิวาทกัน
ความพร้อมเพรียงกัน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ทำจิตใจให้สบายเถิดครับ อย่าเกลียดเขาเลย

พี่ คมเย็น – ตถตา ความเป็นเช่นนั้นเอง นะเหรอ สุดท้าย เขาก็ต้องเป็นเช่นนั้นเองแหละครับ

พี่ กำหนัน – พระองค์ ตรัสว่า บุคคลทำกรรมใดดีหรือชั่วก็ตาม ต้องรับผลขอลกรรมนั้น

ปัญหาก็คือ วิบากกรรมอย่างเบาที่เขาจะได้รับ ก็คือ ความเสื่อมแห่งโภคะ เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะเขาไปถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ(ประชาชน) มิได้ให้ยังละ

พี่ ได้ได้ – ความรู้เพิ่มเติม คือ พุทธวจนะ พุทธวจนะ แก้ปัญหาได้ทุกอย่างครับ แม้กระทั่งปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ตาย

ปล.วิบากกรรมอย่างเบาของผู้ที่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ความเสื่อมแห่งโภคะ และนั่นอาจอาจเป็นวิบากกรรมที่ เขากำลังจะได้รับ ...ลุ้นต่อไปด้วยใจระทึก

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 14 ค่ำเดือน 4

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
เด็กชายนะโม วันที่ : 26/02/2010 เวลา : 07.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rattamontri
นครพนม

ผมชอบวิธีเขียนของพี่นะคับ
ยิ่งเฉพาะประโยคที่ว่า
ทักษิณคือจดอ่อน
ถึงเวลากำจัดทักษิณ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
chronomist วันที่ : 25/02/2010 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy


ความคิดเห็นที่ 19 (0)
chaiyassu วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ประเด็นปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวพระพุทธพจน์
แต่อยู่ที่การนำพระพุทธพจน์มาจับตัวบุคคล
อาตมาอ่านหัวข้อเอ็นทรี่นี้หลายเที่ยว
ก็ยังรู้สึกขัด ๆ
โดยเฉพาะประโยคว่า
"พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ"
หมิ่นเหม่มาก
พระพุทธเจ้าทรงชี้จริง แต่ไม่ใช่ชี้ไปที่ทักษิณ
ข้อท้วงติง คห ๑ จึงน่ารับฟัง

ปล. ประเด็นเรื่องสุดโต่ง หรือไม่สุดโต่ง ไม่ใช่ประเด็นปัญหา
และอาตมาก็ไม่ได้ใส่ใจพิจารณา
บทความโดยรวมก็ไม่มีนัยของความสุดโต่ง
เพียงแต่ หัวข้อเอนทรี่ดูหวือหวาไปหน่อย
และชวนให้ตีความเกินเลยกว่านัยแห่งพระพุทธพจน์

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
นางมารตัวยุ่ง วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ladydevil666
นางมารตัวยุ่ง รักประเทศไทย

เห็นหน้ามันก็มีแต่จะเพิ่มความทุกข์

มีแต่จิตใจร้อนรุ่ม อยากจะสาปแช่งมันอยู่ร่ำไป

....................

นางมารตัวยุ่ง ยุ้งยุ่ง

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
คมเย็น วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen

ทักษิณเองก็ชอบอ้างธรรมะต่างนาๆ
แต่ที่ตัวมันทำนั้น ล้วนแต่เรื่องเลวๆ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
กำหนัน วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ คุณบลู เลอสง่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ chaiyassu - โดยสภาพ เนื่องด้วยมิอาจเขียนรายละเอียดให้ครอบคลุมทุกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้ทั้งหมด การวางหลักการไว้ในลักษณะเป็นการทั่วไปจึงสามารถแก้ปัญหาตรงนี้

และอะไรก็ตามที่เป็นหลักการ นั่นย่อมใช้อธิบายและปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและตรงกับหลักการนั้น ๆ ได้เสมอ ถ้าหลักการนั้น ถูกต้อง ตรงจริงและไม่จำกัดกาล อย่าง พุทธวจนะ

จึงขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่ ที่จะต้องตีความ ปรับหลักการนั้น ๆ ให้เข้ากับข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ด้วยความบริสุทธิ์ เป็นธรรมและปราศจากอคติ

นั่นจึงจะเป็นการทำความจริงให้ปรากฏแก่ผู้คนในสังคมได้

ประเด็นที่ 1 ....................เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่ พุทธวจนะ จะปรากฏ ชื่อ ใครคนใด คนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เรามิอาจตีความใด ๆ ได้เลย ในเมื่อข้อเท็จจริงก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ตำตาว่า คนคนนั้น

มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด
ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ซึ่งพระองค์ ก็ตรัสชัดว่า ให้กำจัด...

แต่ทว่าการตีความ พุทธวจนะ นั้นต้องอยู่ภายใต้ พุทธวจนะ ด้วยกัน จะยกคำกล่าวสาวกใด ๆ มาตีความไม่ได้

เพราะฉะนั้น ผมจึงมิได้ตีความ พุทธวจนะ ใด ๆ ทั้งสิ้น

และแม้ผมจะมิได้เขียนงานชิ้นนี้ขึ้น ความจริงที่ถูกต้องตรงจริง ไม่จำกัดกาลอย่าง พุทธวจนะนั้น ๆ ก็มีอยู่แล้ว และคนคนนั้น ณ ขณะนี้ ก็มีลักษณะนั้น ๆ อยู่แล้วเช่นกัน

เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นการเผยแผ่ พุทธวจนะ ตามความเป็นจริงครับ

ประเด็นที่ 2 ..............................ทว่า เราอยู่เฉย ๆ แล้วปล่อยให้คน ซึ่งเป็นผู้สร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท (มี 6 อย่างและสอดรับกับลักษณะของคนคนนี้) ทำหน้าที่โพล่ง ๆ ออกมาสร้างความเกลียดชังทุก ๆ วัน นั่นเท่ากับเรายอมรับให้เกิดความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทมากขึ้นมิใช่หรือ

และการกำจัดคนคนนั้น ก็มิได้หมายความว่าเราต้องทำลายล้างเขา มิใช่

แต่ทุกคนพึงทำอย่างไรก็ได้ด้วยวิธีการอันใดก็ได้ที่สามารถทำให้เขามิอาจใช้ ประเทศเป็นที่สร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทนั้น ๆ อีกต่อไป จึงจะสมดังที่พระองค์ตรัสว่า

...พยายามละมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทเสีย

ทว่า ไม่เห็นมูลเหตุดังกล่าว ก็ต้องมีส่วนร่วม
...พยายามมิให้มูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ลุกลามต่อไปในที่นั้น

ผมเข้าใจความรู้สึกของพระอาจารย์ครับ และมิได้มีเจตนาอันใดที่จะทำความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้น!

ขอบพระคุณในความปรารถนาดีของพระอาจารย์อย่างจริงใจครับ

แตกต่างแต่ไม่แตกแยกนะครับ

พี่ สนิมกฤช – ใช่ครับ พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

พี่ Augustman – ถ้าเราเอาความยากง่ายมาเป็นข้อแม้ อะไร ๆ ก็ยากที่จะทำครับ ผมเห็นด้วยว่า นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหรอก ถ้าคนในสังคมร่วมมือกัน อย่างน้อยที่สุดเราก็ต้องเริ่มก่อน เริ่มสร้างเหตุที่ทำให้ความรักและความสามัคคีเกิดขึ้นในตัวเราตามธรรมะจากพระโอษฐ์

ใช่ครับ มันยากสำหรับคนไม่คิดจะทำ
แต่มันก็ง่ายขึ้นสำหรับคนที่พยายามจะทำ ผมเห็นอย่างนั้นครับพี่

พี่ ปรัตยา – เรื่องงอนเหรอครับ ตกไปผมไม่วินิจฉัย ยกคำร้องครับ

ประเด็นแรก..................ผมยืนยันครับว่า คำพระตถาคต คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล ส่วนคำกล่าวสาวกรูปใด ๆ ก็มีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด

ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย

สอดคล้องกับอีก พุทธวจนะหนึ่งที่พระองค์ตรัส

อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ

ย่อม ตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้

ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีความเป็น จิตเอก

ดังเช่นที่คนทั้งหลายเคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้

ประเด็นที่สอง.....................การพาดหัว มิได้มีเจตนาให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด ถ้าการพาดหัวหมิ่นเหม่/ล่อแหลม คนคนนั้นก็ใช้สิทธิฟ้องผมได้เลย ว่าผมหมิ่นประมาทเขา

ประเด็นที่สาม.....................ผมไม่แน่ใจนะครับว่าจะมีคนนำ พุทธวจนะไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าคำกล่าวสาวกแล้ว ผมว่านั่นนะเยอะ

ส่วน พุทธทำนาย อันนี้ผมยังไม่รับรอง ไม่คัดค้านนะครับ ยังไม่ศึกษาเป็นจริงเป็นจังว่า นั่นเป็น พุทธวจนะหรือเปล่า จึงไม่ขอแสดงความเห็นครับ

ประเด็นที่สี่.........................ผมขอชี้แจงอย่างนี้ก็แล้วกันครับ แม้ว่างานเขียนชิ้นนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
พุทธวจนะ คือ คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังคงมีอยู่ และถูกต้อง ตรง จริง และไม่จำกัดกาล นี่ประการที่ 1

และคนคนนั้น ก็ยังมีลักษณะ คือ
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด
ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ซึ่งพระองค์ ก็ตรัสชัดว่า ให้กำจัด...อยู่แล้ว

ผมเชื่อว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองเห็น ข้อเท็จจริงนี้ ว่าคนคนนั้นเป็นอย่างนี้จริง ๆ และมีอีกไม่น้อยที่ไม่เชื่อข้อเท็จจริงนี้ ทั้ง ๆ ที่มันก็ยังคงมีอยู่
นี่ประการที่ 2

ถ้างานเขียนชิ้นนี้ไม่มีอยู่ ข้อเท็จจริงประการที่ 1 และ 2 ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้น ผมแค่ทำหน้าที่ เผยแผ่ พุทธวจนะ ว่า อะไรเป็นอะไร ก็เท่านั้น

ประเด็นที่ห้า........................
พี่ ปรัตยา-----ผมก็อยากจะถามว่าการนำศาสนามาพัวพันกับการเมืองโดยการตีความพระพุทธวัจนะให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตน เป็นเรื่องที่สมควรกระทำหรือไม่ ?

บลู เลอสง่า-----ผมขอตอบว่า การตีความ พุทธวจนะ ต้องตีความด้วย พุทธวจนะด้วยกันเท่านั้น การตีความว่า คนคนนั้นมีลักษณะตรงกับพุทธวจนะ ไม่ใช่การตีความ พุทธวจนะครับ เพราะ พุทธวจนะนั้นชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นการตีความ ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับ พุทธวจนะ

และผมก็ไม้ได้นำศาสนามาพัวพันกับการเมือง และเห็นว่าศาสนา ในที่นี้คือ พุทธวจนะ ต้องเข้ามามีบทบาทฝังอยู่ในใจของนักการเมืองทุกคน

หน้าที่ของผมก็คือ บอกกล่าวให้คนได้รู้ความจริง จาก พุทธวจนะ แล้วการบอกกล่าวอย่างนั้น สมควรกระทำหรือเปล่าละครับ

แล้วก็เชื่อว่า ผมมิได้เห็นผิด เพราะ ณ วันนี้ คนคนนั้น มีลักษณะ เช่นว่านั้นจริง ๆ

คุณ ปรัตยา เห็นเช่นเดียวกับผมไหมละว่า เขาเป็นของเขาอย่างนั้น มีข้อใดบ้างที่เขามิได้เป็น

ประเด็นที่หก.............................และถ้าพิจารณาให้ดีลักษณะของคนที่ปรากฏตาม พุทธวจนะ นี้ยังสอดคล้องกับ 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาวิวาท ดังพุทธวจนะ

ดูก่อนอานนท์ ! มูลเหตุแห่งความวิวาทนี้มี 6 อย่าง

6 อย่างเป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนอานนท์ !
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธ…ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุเป็นผู้มีความลบหลู่ มีความตีเสมอ…
ภิกษุเป็นผู้มีความริษยา มีความตระหนี่…
ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้มีมายา…
ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด…และ
ภิกษุเป็นผู้มีความเห็นเอาเอง มีความเชื่อถือผิวเผิน มีความถือรั้นสละคืนได้ยาก…ลองเข้าไปอ่านได้ในเรื่องที่แล้วนะครับที่ลิงค์นี้

เผย ! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่ ! วงจรอุบาทว์ “ความรุนแรง”
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1 เพลงชาติ...

ซึ่งพระองค์ก็ตรัสอีกว่า
...พยายามละมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทเสีย

ทว่า ไม่เห็นมูลเหตุดังกล่าว ก็ต้องมีส่วนร่วม
...พยายามมิให้มูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ลุกลามต่อไปในที่นั้น

ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับ การกำจัด มิใช่หรือ ส่วนการกำจัดจะเป็นลักษณะไหน นั่นก็ต้องตีความพุทธวจนะ โดย พุทธวจนะ

ก็คือ การทำอย่างไรก็ได้ที่ไม่ขัดกับ พุทธวจนะบทอื่น และเป็นการทำให้คนคนนั้นซึ่งเป็นผู้สร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทออกไปจากความทรงจำของคนประเทศ ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท มิให้เขาสามารถยั่วยุ ปลุกปั่นคนในสังคมได้ ผมว่านี่แหละที่คนไทยต้องร่วมกัน

ประเด็นที่เจ็ด..............................

-----ถ้ามีพวกเสื้อแดงมาอ่านเอนทรีนี้ แล้วเอาเยี่ยงอย่างตีความพระพุทธวัจนะเข้าข้างเสื้อแดงบ้าง เมืองไทยของเราคงจะดูงามตาไม่น้อย

-----ผมยอมรับได้ แม้คนเสื้อแดงเข้ามาอ่าน เพราะ อะไรก็ตามถ้ามันจริง มันก็จริงอยู่วันยังค่ำ แล้วเขาก็มีสิทธิ์ตีความได้

แต่ปัญหาก็คือ ข้อเท็จจริงที่เขานำมาปรับใช้จะเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง นั่นคือ เขากำลังบิดเบือนข้อเท็จจริง นี่ต่างหากที่น่าเป็นห่วง

ส่วน พุทธวจนะ ก็ยังคงอยู่ครับ เขามิได้บิดเบือน พุทธวจนะแต่อย่างใด ถ้าจะบิดเบือน พุทธวจนะ เราก็ตรวจสอบได้อยู่แล้ว ด้วยหลักมหาปเทส 4ที่ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้าฟังมาแล้วได้รับมาแล้ว เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธออย่าเพิ่งรับรอง อย่าเพิ่งคัดค้าน เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดีแล้วนำไปสอบสวนในสูตร นำไปเทียบเคียงในวินัย

--------ถ้าลงกันไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

--------ถ้าลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว พวกเธอพึงรับเอาไว้ นี่เป็นมหาปเทส ข้อที่หนึ่ง

(ข้อต่อไปความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่คำอ้าง ข้อที่สองอ้างว่า รับฟังมาจากสงฆ์ พร้อมทั้งเถระหัวหน้า เป็นพหุสูตอยู่ในอาวาสโน้น ๆ ข้อที่สามรับฟังมาจากพวกเถระ พหุสูต ในอารามโน้น ๆ ข้อที่สี่รับฟังมาจากพวกเถระพหุสูต พักอยู่อาศัยอยู่ในอาวาสโน้น ๆ แล้วทรงแสดงศีล-สมาธิ-ปัญญา โดยนัยเดียวกับที่สวนอัมพลัฏฐิกาอีกเป็นอันมาก)

ซึ่งการบิดเบือน พุทธวจนะ ก็มีให้เห็นทั่วไป พูดง่าย ๆ ก็คำกล่าวสาวกทั้งหลายนั่นแหละครับ ที่แต่งเติม เพิ่มเติม แก้ไข คำพระตถาคตด้วยเจตนาที่ดี หวังจะทำให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สาวกที่เจตนาดีไม่น้อยคน ไม่รู้ความจริงว่า พระองค์เท่านั้นที่บัญญัติวินัย บัญญัติธรรม สาวกมิได้มีหน้าที่นั้น ดังที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย

จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติ ไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

................สรุปว่า สาวกอย่างเรา ๆ อย่าเอาความยาก+ง่ายมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ ทว่าเกณฑ์จริง คือ ความถูกต้อง แม้ยากหรือง่าย เราก็ต้องเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่มัน

ปล.ผมเข้าใจสิ่งที่พี่ปรัตยากล่าว และแปลความเข้าใจแตกเป็นประเด็นต่าง ๆ แล้วครับ ก็ต้องขอบคุณจากใจจริงในความเห็นแย้ง ผมถือว่าทั้งหมดนี้ คือความแตกต่างกัน ที่อยู่ร่วมกันได้ และมันเป็นความสวยงามครับ ไว้สงสัยประเด็นไหน เข้ามาแลกเปลี่ยนเสมอ ด้วยความยินดี

พี่ คนช่างเล่า – ใช่ ครับกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมต้องประกอบด้วยเมตตา ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

ปล.ขอบใจทุกคนทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ ทุกความเห็นผมถือเป็นกำลังใจที่ดีทั้งสิ้นครับ

มีคนบอกว่า คนในสังคมมี 4 ประเภทคือ
คนที่รู้+ชี้
คนที่รู้+ไม่ชี้
คนที่ไม่รู้+ชี้
คนที่ไม่รู้+ไม่ชี้

ผมเห็นว่า สังคมของเรายังขาดพื้นที่ให้กับคน ประเภทที่ 1 ซึ่งพื้นที่นี้ถูกคนประเภทที่ 3 เอาไปตีกินซะหมด!

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ได้ได้ วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 13.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ican
 ร่วมกันสร้างสรรสังคม เพาะบ่มความคิดดีดี

มาหาความรู้เพิ่มเติมครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chaiyassu วันที่ : 23/02/2010 เวลา : 05.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

พระพุทธพจน์ที่อ้างถึง
พระพุทธเจ้าตรัสในลักษณะทั่วไป ไม่ใช่เป็นการเฉพาะ
แต่ทันที่ที่เราหยิบมาใช้เป็นการเฉพาะ
ซ้ำระบุชื่อ (ทักษิณ) ลงไปด้วยจะเกิดปัญหาตามมาทันที
จริง ๆ พิจารณาดูแล้วคงไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก
การนำพระพุทธพจน์มาอ้างในบทความนี้
จึงค่อนข้างจะล่อแหลม และเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น
ยิ่งเราเพิ่มขื่อคนที่ควรถูกกำจัดมากขึ้นเท่าใด
ความขัดแย้งก็จะยิ่งขยายวงกว้าง
ดังนั้น เมื่อพระพุทธพจน์ไม่ได้ระบุถึงใครเป็นการเฉพาะ
เราก็ไม่ควรทำเกินเลยกว่าที่พระพุทธเจ้าทรงทำ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สนิมกฤช วันที่ : 23/02/2010 เวลา : 00.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit

สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม...


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Augustman วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 17.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

☺ อ่านตลอดแล้ว...ดีมาก..เข้าใจ...แต่ปฏิบัติยาก ครับ


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ปรัตยา วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

นึกว่าคุณบลู เลอสง่า จะงอนผมซะแล้ว ที่ผมเขียนแย้ง ไม่ได้แย้งในส่วนพระพุทธวัจนะ ผมแย้งในส่วนการนำมาเชื่อมโยงการเมือง

การพาดหัว "เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ"

หมิ่นเหม่และล่อแหลม

คำสอนของพระพุทธองค์ย่อมเป็นจริงและศักดิ์สิทธิ์เสมอไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปนานเท่าใด เหมือนเช่นดังคำสอนของศาสดาของศาสนาอื่น ๆ

มันไม่แปลกอะไรหรอกที่มักมีคนนำเอาพระพุทธวัจนะมาใช้ประโยชน์ในแง่การเมืองอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะพุทธทำนาย คุณบลูคงจะเป็นคนที่รักชาติรักแผ่นดินคนหนึ่ง เป็นห่วงชาติบ้านเมือง เขียนเอนทรีนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงความคิดเห็นว่าทักษิณเป็นบุคคลที่ตรงตามลักษณะในพระพุทธวัจนะ

ผมจึงตอบเอนทรีนี้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์ไม่เคยชี้ว่าทักษิณเป็นจุดอ่อนอะไรนั่น คุณต่างหากที่ชี้โดยอ้างพระพุทธวัจนะ ซึ่งเป็นการตีความพระพุทธวัจนะตามใจตน

นอกจากจะเป็นคนรักชาติรักแผ่นดินแล้ว คุณบลูคงจะเป็นคนที่รักศาสนาด้วย การเขียนเอนทรีประเภทศาสนาต้องมีความมุ่งมั่น เพราะเอนทรีประเภทนี้ไม่ค่อยมีใครอ่าน (แม้กระทั่งพระสงฆ์หลายรูปในโอเคเนชั่น ยังเขียนแต่การเมือง) ผมก็อยากจะถามว่าการนำศาสนามาพัวพันกับการเมืองโดยการตีความพระพุทธวัจนะให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตน เป็นเรื่องที่สมควรกระทำหรือไม่?


ทุกวันนี้ สถาบันหลัก ๆ ของชาติถูกตีความตามความพอใจของแต่ละฝ่ายจนเปรอะไปหมดแล้ว ถ้ามีพวกเสื้อแดงมาอ่านเอนทรีนี้ แล้วเอาเยี่ยงอย่างตีความพระพุทธวัจนะเข้าข้างเสื้อแดงบ้าง เมืองไทยของเราคงจะดูงามตาไม่น้อย



ความคิดเห็นที่ 9 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

กายกรรม

วจีกรรม
มโนยกรรม

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ศุภศรุต - ขอบคุณมากครับที่เห็นแย้ง

ผมไม่รับรอง ไม่คัดค้านครับว่า คิดเหมือนสันติอโศกเป็นอย่างไร เพราะไม่ได้ตามแนวทางของสำนักนั้น หากแต่ทำหน้าที่เผยแผ่ เฉพาะพุทธวจนะ เพื่อบอกกล่าวความจริงแก่ ทุกคนที่ไม่มีโอกาสเล่าเรียน

พุทธวจนะ คือ คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ทั้งหมายรวมถึงคำกล่าวสาวก เฉพาะที่ถูกรับรองโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

นั่นหมายความว่า คำสาวก จะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งที่บริโภคกามและถือพรหมจรรย์ ล้วนแล้วแต่ต้องละทิ้งทั้งสิ้นครับ ไม่นำมาจดจำ ไม่ว่าสาวกคนนั้นจะเลิศทางปัญญาอย่างพระพระสารีบุตร หรืออย่างสาวกรูปใดก็ตามในปัจจุบันเราก็ต้องละทิ้งคำกล่าวของท่านครับ

ผมมิได้อคติกับสาวกรูปใด ๆ ท่านใด ๆ นะครับ หากท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ ก็ควรค่าแก่การทำอัญชลีกรรม+ยกย่องในวัตรปฏิบัติ

ดังนั้นคำสอนไม่ว่าของสำนักไหนก็ตาม ผมละทิ้งหมดครับ ไม่นำมาใคร่ครวญ

แม้กระทั่งความเห็นของผมเอง ก็ต้องทิ้ง

ดังที่พรองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว
กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะเรียกว่า อานกะ มีอยู่

เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตกหรือลิ

พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น(ทุกคราวไป)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้า ก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น

ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย
สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา
จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

นี่เป็นอกาลิโก คนจำนวนมากไม่ให้ความสำคัญกับ พุทธวจนะ เพราะอาจไม่รู้จักว่า พุทธวจนะ คืออะไร

บางคนเมื่อรู้แล้วว่า พุทธวจนะคืออะไร และสำคัญมากขนาดไหน กลับต่อต้าน แล้วก็เล่าเรียนคำกล่าวของสาวกตามเดิม ทั้ง ๆ ที่ การทำเช่นนั้น เป็นการทำให้ศาสนาเสื่อม

ถ้าสนใจลองเข้าไปศึกษางานเก่า ๆ ที่บล็อคนี้ได้นะครับ พี่ศุภศรุต

- ร่วมเผยแผ่ พุทธวจนะ ประกาศ ความเป็น พุทธ บนทางเลือก และ
- ธรรมะ จะยาตรา ทว่า ศาสนากำลัง 0

ต่อคำถามที่ว่า พระพุทธองค์ไม่เคยชี้ คุณต่างหากที่ชี้

ปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ในส่วน กรัณฑวสูตร ความว่า

“เพราะอยู่รวมกัน จึงรู้จักกันได้ว่า คนนี้
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ทุกคนพึง...
ร่วมมือกันกำจัดเขาออกไปเสีย
ช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง

พึงช่วยกัน...
ขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้น
คัดเอาคนที่มิใช่สมณะ แต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย

ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลมเพื่อตัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสีย ฉะนั้น

อนึ่ง คนเรา เมื่อมีการอยู่รวมกันกับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม ต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยเสมอ

แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน มีปัญญาทำที่สุดทุกข์แห่งตนเถิด"

นี่คือสิ่งที่พระองค์ชี้ มาเกือบ 2600 ปีว่า คนประเภทนี้ ควรถูกกำจัด

และคนประเภทนี้ก็คือ บุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผี / คนกลวงเป็นโพรง และผมก็ชี้โดย พุทธวจนะ อย่างที่พระองค์เคยชี้ไว้ เกือบ 2600ปีมาแล้ว

เพียงแต่ว่า แทนบุคคลดังกล่าว ด้วยคำว่า จุดอ่อน ก็เท่านั้น

ถึงที่สุด การตีความ พุทธวจนะ ด้วย พุทธวจนะ ดีที่สุดครับ จะไม่มีทางเห็นแย้งได้เลย เพราะคำพระตถาคต ถูกต้อง ตรงจริง และไม่จำกัดกาล

ขอน้อมรับความเห็นไว้ด้วยความยินดี
ความเห็นพี่ เยี่ยมมากครับ

ปล.สงสัยอันใดอีก สอบถามได้เสมอครับ

พี่ musachiza - อ่านแล้ว พอเห็นภาพนะครับ

พี่ ปรัชญาชนบท - ผมมิได้ชี้เอง ว่าทักษิณควรกำจัด ผมชี้เพียงว่า บุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผี / คนกลวงเป็นโพรง นั้นคือ จุดอ่อน ดังพุทธวจะข้างต้น เพราะฉะนั้น หากมีบุคคลนั้นจริง เขาก็ควรถูกกำจัดดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

พี่ พฤจิกา - ร่วมเผยแผ่ พุทธวจนะ กันนะครับ

พี่ ไกอาร์ - ถ้าแบ่งวรรคตอน สักนิดจะอ่านง่ายขึ้นนะ

พี่ ฉันท์ชนก - คำว่า จุดอ่อน เป็นคำที่ผมยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับ บุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผี / คนกลวงเป็นโพรง ซึ่งพระองค์ตรัสว่า

ทุกคนพึง...
ร่วมมือกันกำจัดเขาออกไปเสีย
ช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง

พึงช่วยกัน...
ขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้น
คัดเอาคนที่มิใช่สมณะ แต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย

ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลมเพื่อตัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสีย

พี่ ปรัตยา - ต่อคำถามที่ว่า พระพุทธองค์ไม่เคยชี้ คุณต่างหากที่ชี้

ปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ในส่วน กรัณฑวสูตร ความว่า

“เพราะอยู่รวมกัน จึงรู้จักกันได้ว่า คนนี้
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ทุกคนพึง...
ร่วมมือกันกำจัดเขาออกไปเสีย
ช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง

พึงช่วยกัน...
ขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้น
คัดเอาคนที่มิใช่สมณะ แต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย

ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลมเพื่อตัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสีย ฉะนั้น

อนึ่ง คนเรา เมื่อมีการอยู่รวมกันกับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม ต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยเสมอ

แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน มีปัญญาทำที่สุดทุกข์แห่งตนเถิด"

นี่คือสิ่งที่พระองค์ชี้ มาเกือบ 2600 ปี ว่า คนประเภทนี้ ควรถูกกำจัด

และคนประเภทนี้ก็คือ บุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผี / คนกลวงเป็นโพรง และผมก็ชี้โดย พุทธวจนะ อย่างที่พระองค์เคยชี้ไว้ เกือบ 2600ปีมาแล้ว

เพียงแต่ว่า แทนบุคคลดังกล่าว ด้วยคำว่า จุดอ่อน ก็เท่านั้น

ถึงที่สุด การตีความ พุทธวจนะ ด้วย พุทธวจนะ ดีที่สุดครับ จะไม่มีทางเห็นแย้งได้เลย เพราะคำพระตถาคต ถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล

ขอน้อมรับความเห็นไว้ด้วยความยินดี
ความเห็นพี่ เยี่ยม! จริง ๆ

ปล.ขอยืนยันอีกครั้งครับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ทุกคนพึง...
ร่วมมือกันกำจัดเขาออกไปเสีย
ช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง

พึงช่วยกัน...
ขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้น
คัดเอาคนที่มิใช่สมณะ แต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย

ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลมเพื่อตัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสีย

ซึ่งบุคคลที่

มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 08.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

คิดแบบอโศก คิดว่าตัวเองเป็น...

เห็นด้วยกับความเห็น 1


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
musachiza วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 02.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านครับ
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรัชญาชนบท วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 22.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/j-direk

นิคนฺเห นิคนฺหารหํ
ปคฺคนฺเห ปคฺคนฺหารหํ

ขชยกย่อคนที่ควรยกย่อง
ข่มคนที่ควรข่ม
ทักษิณควรกำจัดครับ


ธรรมะสวัสดี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
พฤจิกา วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ไกอาร์ วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 17.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kulkomut

อลังการ สมาพันธ์ย่านการค้าไทยเตรียมยกพลสินค้าแฟชั่นเข้าร่วมงานBIFF&BIL 2010 สมาพันธ์ย่านการค้าไทย ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกเตรียมกลุ่มผู้ประกอบการทั้งที่เป็นExport List (EL) และSMEsที่กำลังจะก้าวไปสู่การเป็นผู้ส่งออกรายใหม่ เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Bangkok International Fashion Fair and Bangkok International Leather fair 2010 (BIFF&BIL 2010) ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2553 นี้ สำหรับการจัดงานในปีนี้ นายชนินทร์ จิตต์โกมุท ประธานสมาพันธ์ย่านการค้าไทย และ ผู้อำนวยการสมาคมธุรกิจวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์หนัง เผยว่า คณะกรรมการของสมาพันธ์ย่านการค้าไทยมีความตั้งใจที่จะจัดกลุ่มคูหาในปีนี้ให้มีความพิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเน้นที่หัวใจสำคัญของการสร้างรูปแบบคูหาให้เป็นจุดหัวมุมสำหรับแสดงสินค้าที่มีพื้นที่เปิดกว้างมากที่สุดในทุกจุด บวกกับThemeการจัดงานในโทนสีของ "Magic Turquoise" ที่สว่างสดใส ซึ่งเมื่อมีการจัดวางสินค้าลงไปภายในกลุ่มคูหาแล้วจะทำให้สินค้าเกิดความโดดเด่นสะดุดตา ในส่วนของการเชิญกลุ่มฺBuyerจากต่างประเทศนั้น ทางสมาพันธ์ฯได้มีการอัดฉีดการประชาสัมพันธ์ตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งสมาคมทุกสมาคมที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฯได้ทำการประสานความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งจริงจัง คาดว่ารูปแบบการจัดงานBIFF&BIL 2010 ที่สมาพันธ์ย่านการค้าไทยจะจัดขึ้นในปีนี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและเป็นจุดดึงดูดให้ผู้ค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนได้หันกลับมาสนใจและเกิดความคึกคักในตลาดแฟชั่นของไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทางสมาพันธ์ฯยังได้มีการจัดสัมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการแฟชั่นเพื่อให้เกิดความพร้อมในการเตรียมตัวสู่ตลาดการค้าเสรีในกลุ่มอาเซียนที่จะเริ่มมีผลจริงจังมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมเป็นต้นไป

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฉันท์ชนก วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/juab77
oe!l

ผมคิดว่า ทักษิณไม่ใช่จุดอ่อนหรอกครับ
แต่เป็น คนที่หลงเข้าไปในวงวน ของกิเลศมากกว่า

ศาสนาพุทธ ไม่ได้ให้แอนตี้เรื่อง เงิน ทอง ทรัพ สมบัติ แต่บอกไม่ให้ยึดติดกับมัน

ทักษิณยึดติดกับมันแล้วอ้างความชอบธรรม มันเห็นชัดเจน

แต่ก็เห็นด้วยกับบทความนะครับ ฮ่าๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรัตยา วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

"เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน"


พระพุทธองค์ไม่เคยชี้ คุณต่างหากที่ชี้



พูดจาเรื่อยเปื่อย


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน