*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 6228 , 15:33:48 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้



นอกจากคนที่เป็นโรคหวัด คัดจมูกและเป็นโรคหอบแล้ว คนที่เป็นโรคอื่น ๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ย่อมรู้ดีว่า ณ ขณะที่โรคกำเริบ

              อากาศ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด

              และ ณ ขณะนั้นเอง คนเหล่านี้ก็จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด สั่งให้อากาศที่อยู่รายรอบตัวไหลเข้าและไหลออกอย่างเป็นธรรมชาติในฐานะ “ลมหายใจ” ของชีวิต

                                               ใครว่า ลมหายใจสำคัญกับชีวิต ยกมือขึ้น ?

              ลองถามคำถามนี้ กับคนข้าง ๆ ตัวของคุณ ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ทุกคนที่ถูกถามก็พร้อมที่จะยกมือขึ้นตอบ

              แต่ทว่าจะมีสักกี่คนในจำนวนนั้น ทราบผลธรรมดาที่เกิดขึ้นจากการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก จนกระทั่งให้ความสำคัญกับมัน

              แน่นอนที่สุด แม้จะไม่มีสักคนในจำนวนนั้น ทว่ามีหนึ่งคนที่รู้ความจริงทั้งหมดในเรื่องนี้ นั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

              และผลธรรมดานี้ก็คือ อานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ซึ่งพระองค์กล่าวไว้อย่างพิสดาร

              แต่ก่อนที่จะกล่าวลึกลงไปถึงอานิสงส์ทั้งหลาย สิ่งที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ อานาปานสติ(สมาธิ) และการเจริญอานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไร

              ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความเหล่านี้ไว้แก่พระอานนท์ว่า

อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่...
ป่า
โคนไม้ หรือ
เรือนว่าง

ก็ตาม

นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง
ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้น...
มีสติ หายใจเข้า
มีสติ หายใจออก

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกยาว

เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจออกสั้น

ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้…
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง กายทั้งปวง
ทำ กายสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่า
เป็นกายอย่างหนึ่ง  ในบรรดากายทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
ปีติ
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุข
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร
ทำ จิตตสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์
 ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดีถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทั้งหลายว่า
เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง  ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

านนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
จิต
ทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง อยู่
ทำจิตให้ ตั้งมั่น อยู่
ทำจิตให้ ปล่อย อยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราไม่กล่าวว่า อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้...
มีสติอันลืมหลงแล้ว
ไม่มีสัมปชัญญะ

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
ตามเห็น
ความไม่เที่ยง
ตามเห็น ความจางคลาย
ตามเห็น ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น ความสลัดคืน
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว
เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มี
สติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

นี้เรียกว่า อานาปานสติ(สมาธิ)

และอีกครั้งหนึ่งด้วยเนื้อความทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ตรัสไว้เป็นอุปมาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

...
เช่นเดียวกับนายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ

เมื่อเขาชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า

เราชักเชือกกลึงยาว

เมื่อเขาชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราชักเชือกกลึงสั้น ฉันใดก็ฉันนั้น...

              นี่แหละ คือ ตัวอย่างของการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

              เมื่อเราสามารถนิยามความหมายของอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เป็นกรอบอย่างชัดเจนแล้ว

              นั่นทำให้เราสามารถจำแนกสมาธิอย่างอื่น (ที่ไม่ใช่ อานาปานสติ(สมาธิ)) ซึ่งอยู่นอกกรอบที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ออกไป เพื่อทราบอานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วน

              ดังที่พระองค์ตรัสไว้สอดคล้องซึ่งกันและกัน ในต่างกรรมต่างวาระ

อานิสงส์ประการแรก คือ ไม่มีความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายและจิต ดังพุทธวจนะ

...
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเห็น
ความหวั่นไหว หรือ
ความโยกโคลงแห่งกายของมหากัปปินะบ้างหรือไม่
?

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวลาใดที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เห็นท่านผู้มีอายุนั่งใน...

ท่ามกลางสงฆ์
ที่ลับคนเดียว ก็ดี ในเวลานั้นๆ

ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เห็น
ความหวั่นไหว หรือ
ความโยกโคลงแห่งกายของ
ท่านผู้มีอายุรูปนั้นเลย พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย !
ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง...
กาย

จิต ก็ตาม 

มีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิใด

ภิกษุมหากัปปินะนั้น เป็นผู้ได้...
ตามปรารถนา
ไม่ยาก
ไม่ลำบาก ซึ่งสมาธินั้น

ภิกษุทั้งหลาย !
ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง...
กาย

จิต ก็ตาม 

มีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิเหล่าไหนเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย !
ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง...
กาย

จิต ก็ตาม

ย่อมมีไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่ง อานาปานสติสมาธิ
…

อานิสงส์ประการที่สอง คือ เป็นไปเพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม  ประการนี้ ๓ ประการอย่างไรเล่า ?
คือ

...ความฟุ้งซ่านแห่งจิต

ภิกษุทั้งหลาย
! นี้แล ธรรม  ประการ

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม  ประการ อันภิกษุพึงทำให้เจริญ เพื่อละธรรม  ประการเหล่านี้

ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
คือ

…อานาปานสติ
  อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต

ภิกษุทั้งหลาย
! นี้แล ธรรม  ประการ อันภิกษุพึงทำให้เจริญเพื่อละ ธรรม  ประการเหล่านั้น

อานิสงส์ประการที่สาม คือ เป็นเหตุให้ละเสียได้ซึ่งความคับแค้น ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย
จงเป็นผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่
จงเข้าไปตั้งอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เฉพาะหน้าในภายใน และ
จงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่เถิด

ภิกษุทั้งหลาย !

เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่
ย่อมละราคานุสัยในเพราะความเป็นธาตุงามได้ 

เมื่อเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เฉพาะหน้าในภายใน
ธรรมเป็นที่มานอนแห่งวิตกทั้งหลาย
 (มิจฉาวิตก) ในภายนอก อันเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ย่อมไม่มี

เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่
ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย
มีสติเฉพาะในลมหายใจ
มีความเพียรทุกเมื่อ พิจารณาเห็นซึ่งนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง

ภิกษุนั้นแล ผู้เห็นโดยชอบพยายามอยู่ ย่อมน้อมไปในนิพพาน อันเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง

ภิกษุนั้นแล ผู้อยู่จบอภิญญา สงบระงับล่วงโยคะเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี

อานิสงส์ประการที่สี่ คือ เป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมทั้งหลายถูกกำจัด ดังพุทธวจนะ

อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วย่อมมี...
ผล
อานิสงส์ ใหญ่
?

ก็อานาปานสติ (สมาธิ) อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วจึงมี...
ผล
อานิสงส์ ใหญ่
?

…

อานนท์ ! เปรียบเหมือนกองฝุ่นใหญ่มีอยู่ที่หนทางใหญ่  แพร่ง
ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทิศ...
ตะวันออก
ตะวันตก
เหนือ
ใต้
ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น
 นี้ฉันใด

อานนท์ ! เมื่อบุคคลมีปกติ...
ตามเห็นกายในกาย
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
ตามเห็นจิตในจิต
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย

อยู่เป็นประจำ ย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท้ ฉันนั้นเหมือนกัน

อานิสงส์ประการที่ห้า คือ เป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และระงับได้ซึ่งอกุศล ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธินี้และ อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้ว


ย่อมเป็น...
ของรำงับ
ของประณีต
ของเย็น
สุขวิหาร 
และ
ย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว
และเกิดขึ้นแล้ว ให้...
อันตรธาน
รำงับไปโดยควรแก่ฐานะ


ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมา

ย่อมทำฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้...
อันตรธาน
รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะ ข้อนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิอันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว
ก็เป็น
...
ของรำงับ
ของประณีต
ของเย็น
สุขวิหาร และ
ย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
และเกิดขึ้นแล้ว ให้...
อันตรธาน
รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะได้ ฉันนั้น

… 

อานิสงส์ประการที่หก คือ เป็นเหตุให้รู้ต่อเวทนาทุกประการ (สุข ทุกข์ ไม่ใช่สุขทุกข์) ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ(สมาธิ) อันภิกษุ...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้
 

ถ้าภิกษุนั้นเสวย เวทนาอันเป็น...
สุข
ทุกข์
อทุกขมสุข (ไม่ใช่สุขทุกข์)

เธอย่อมรู้ตัวว่า
เวทนานั้น
ไม่เที่ยง
เวทนานั้นอันเรา...
ไม่สยบมัวเมาแล้ว

ไม่เพลิดเพลิน เฉพาะแล้ว 
ดังนี้ 

ภิกษุนั้น ถ้าเสวยเวทนาอันเป็น
สุข
ทุกข์
อทุกขมสุข
(ไม่ใช่สุขทุกข์)

ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น

ภิกษุนั้น
เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่า
เราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ เธอย่อมรู้ตัวว่า
เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

เธอย่อมรู้ชัดว่า
เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของดับเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว
จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย
ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันได้อาศัยน้ำมันและไส้แล้วก็ลุกโพลงอยู่ได้

เมื่อขาดปัจจัยเครื่องหล่อเลี้ยง
เพราะขาดน้ำมันและไส้แล้ว
ย่อมดับลงนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น
 คือ ภิกษุ

เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ก็รู้ชัดว่า
เราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ก็รู้ตัวว่า
เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า (เป็นอันว่า)
เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว
จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย
ดังนี้

อานิสงส์ประการที่เจ็ด คือ เป็นเหตุให้อาพาธอันเป็นทุกข์หนักระงับไป ดังพุทธวจนะ

อานนท์ !
ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการแก่เธอแล้ว

ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

ภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้ว
อาพาธอันเป็นทุกข์หนักของเธอก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ

สัญญา ๑๐ ประการเหล่านั้น คือ

…อานาปานสติ…

ลำดับนี้แล ท่านอานนท์จำเอาสัญญาสิบประการเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเข้าไปหาท่านคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการแก่ท่าน

เมื่อท่านคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้วอาพาธก็ระงับไปโดยฐานะอันควร
ท่านคิริมานนท์หายแล้วจากอาพาธ และอาพาธก็เป็นเสมือนละไปแล้วด้วย แล

ติดตามอ่านอานิสงส์ประการที่ 8-21 (ตอนจบ) ได้เร็ว ๆ นี้
ไม่เชื่อ ไม่ลบหลู่ และไม่ห้ามพิสูจน์ใด ๆ ทั้งสิ้น



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 24/05/2010 เวลา : 13.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ลานเทวา - อานาปานสติ(สมาธิ) มีอานิสงส์เอนกประการครับพระอาจารย์ ถึงที่สุด ก็สามารถหลุดพ้นได้

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ลานเทวา วันที่ : 22/05/2010 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

อานิสงส์ของการทำสมาธินั้น สุดคณา

สาธุ




ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 14/05/2010 เวลา : 15.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ SriNapa - ครับ พอใจก็ต้องทิ้ง ไม่พอใจก็ต้องทิ้ง แล้วให้อยู่กับความเฉย ขอบคุณมาก ๆ นะครับ สงสัยอะไรเข้ามาแลกเปลี่ยกันได่อีก ยินดีครับ

พี่ kanakon - พยายามเถิดครับ ผมอนุโมทนาในการทำสัมมาวายามะ

สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) คือ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร
ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อ
ความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ที่ยังไม่ได้บังเกิด

การละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้ว

การบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด

ความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแล้ว

ทำเถิดครับ ทำไปเรื่อย ๆ

พี่ ni_gul - สิ่งหนึ่งในการตัดสิน ข้อสงสัยของพี่ ก็คือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์(มิใช่จากคำกล่าวสาวก) ผมขอเรียนตามตรงครับ ว่ามิได้ตามเรื่องพุทธประวัติสักเท่าไร จึงไม่สามารอธิบายให้พี่เข้าใจได้ ต้องขออภัยจริง ๆ ไว้มีโอกาสเล่าเรียนก่อนแล้วกัน

เพราะการที่จะทราบว่า ประวัติของพระเทวทัตเป็นอย่างไร ต้องทราบโดยพุทธวจนะ ดังนั้น คำถามที่ว่าท่านเป็นโสดาบันหรือไม่ ณ ขณะนี้ ผมจึงยังไม่อาจตอบได้

แต่ที่พี่สะดุดว่า เมื่อบรรลุโสดาบันแล้วคงไม่ลงนรกแน่ คงไปถึงนิพพานได้ นั้น ผมมีพุทธวจนะยืนยัน 1 พุทธวจนะเป็นอย่างน้อยครับ

อานนท์ ! เราจักแสดงธรรมปริยายอันชื่อว่า แว่นธรรม ซึ่งหากอริยสาวกผู้ใดได้ประกอบพร้อมแล้ว

เมื่อจำนงจะพยากรณ์ตนเอง ก็พึงทำได้ในข้อที่ตนเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรต วิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว

ในข้อที่ตนเป็นพระโสดาบันผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน เป็นผู้มีอันจะตรัสรู้ธรรม ได้ในกาลเบื้องหน้าดังนี้ … หาเพิ่มเติมได้ใน มหา วาร . สํ . ๑๙ / ๔๕๐ - ๔๕๑ / ๑๔๗๙ - ๑๔๘๐


ง่ายมากเลยในการตรวจสอบความเห็นของเรา ถ้าสงสัยว่าเรามีความเห็นผิดหรือไม่ เครื่องมือพื้นฐานในการตรวจสอบก็คือ พุทธวจนะ ที่ว่าด้วยสัมมาทิฐิครับ ดังนั้น การที่เราจะกล่าวว่า ความรู้ใดเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ก็ต้องอาศัย พุทธวจนะเท่านั้น เป็นมาตรฐานในการวัดสอบ เราจะต้องอาศัยภูมิปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อย่าง คุณธรรมความเป็นพระสาดาบัน มีหลายแง่มุมในการตรวจสอบว่า คนคนนั้น เป็นโสดาบันหรือไม่ เพราะฉะนั้น คนที่จะรู้ว่า ใครเป็นโสดาบันหรือไม่ ก็คือ พระพุทธเจ้า หรือไม่ก็ผู้เป็นโสดาบันพยากรณ์ตัวเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำก็คือ การเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ

-------------แต่พระพุทธองค์ท่านอนุญาตให้เราวิพากษ์ผู้อื่นได้แค่ไหน?

การจะวิพากษ์ผู้อื่น พระองค์ก็มีเกณฑ์ในการตรัส

ราชกุมาร !

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ
ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และ
ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่ก็เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม ไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตรู้ชัดซึ่ง
วาจาใด อันจริง อันแท้
ประกอบด้วยประโยชน์ และ
เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละที่เหมาะ เพื่อกล่าววาจานั้น

อันนี้คร่าว ๆ นะครับพี่ ความเต็มตามได้ใน เผย ! วิบากกรรม (อย่างหนัก+เบา) ? ทักษิณ จตุพรและลิ่วล้อ ผ่าน ปากคำ “พระพุทธเจ้า” http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/01/08/entry-1

-----------------------------------แล้วเราสมควรจะกระหน่ำเกจิ สาวก ที่คงมีคุณูปการต่อๆ มา ผู้ยังทำให้เราคงมีโอกาสได้ศึกษาพระสัทธรรมต่อเนื่องมาได้ยาวนานต่อเนื่อง กระนั้นหรือ?

ต่อคำถามนี้ผมไม่แน่ใจว่า คำกล่าวตอนใดในงานเขียนหรือความเห็นเป็นการกระหน่ำเกจิ สาวก ผมมองท่านเป็นกัลยาณมิตรในการเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่พุทธวจนะครับพี่ ท่านเป็นผู้เดินตามมรรค เหมือนกับเรา เพียงแต่ท่านเดินตามหลังพระองค์ไปก่อนเรา เราจึงปฏิสัมพันธ์กับท่านในฐานะผู้ปฏิบัติดี ตรง ควร ชอบ

ส่วนที่พี่เข้าใจว่า การเสื่อมศาสนา เป็นธรรมดาของโลกนั้น อาจจะเข้าใจผิดไปนิดหนึ่ง เพราะแท้จริงแล้วศาสนาเสื่อมเพราะ พุทธบริษัท 4 ยอมรับว่า ผมก็เคยเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดคำกล่าวของสาวก แต่ ณ ขณะนี้ ผมก็พยายามทิ้งคำกล่าวเหล่านั้น แล้วมาเล่าเรียน พุทธวจนะอย่างเต็มที่ครับ

ศาสจะเสื่อมเพราะอะไรตามอ่านได้ใน ธรรมะจะยาตรา ! ทว่าศาสนา กำลัง 0 ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/12/04/entry-1

...ดังนั้นมองแต่แง่ดีเถิด อย่าแรงต่อผู้อื่นนักเลย
........พระเทวทัตพึงเป็นอุทาหรณ์แห่งเราๆ ท่านๆ มิให้ถือ "ดี" เกินไป นั้นหรือมิใช่?

ในส่วนนี้ หากคำกล่าวของผมเองตอนใด อาจไปกระทบกับความรู้สึกของใครบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ทั้งหมด ก็ด้วยความเลื่อมใสในพุทธวจนะ และอยากที่จะเป็นส่วนเล็ก ๆ น้อย ในการชี้ให้คนทั่วไปที่ยังเข้าใจผิดทราบ ว่าอะไรกัน คือ พุทธประสงค์ของพระองค์

ท้ายที่สุด ขอบคุณพี่มาก ๆ นะครับ ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ผมมองว่า นี่เป็นกระจกสะท้อน ให้รู้ว่า สิ่งที่ผมพยายามกระทำ มีผลต่อคนในสังคมบ้างหรือไม่ ในระดับใด

ด้วยความยินดีเสมอ ๆ ในการถกในความเห็นที่ต่างกัน ขอบคุณในความเมตตาของพี่มาก ๆ ครับ



หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 12 ค่ำ เดือน 6

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ni_gul วันที่ : 11/05/2010 เวลา : 07.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ยังอ่านไม่ละเอียดนะคะ
แต่สะดุดในความเห็นที่ว่า
เมื่อบรรลุโสดาบันแล้วคงไม่ลงนรกแน่ คงไปถึงนิพพานได้

ถ้างั้นกรุณาเล่าถึงพฤติการณ์แห่งกรรมของพระเทวทัต พระญาติแห่งพระพุทธองค์หน่อยสิคะ
จริงอยู่ในวาระสุดท้ายเมื่อพระพุทธเจ้ามาโปรด พระเทวทัตจะสำนึกผิด และแม้พระเทวทัตจะไปถึงนิพพานได้ในที่สุด
แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความเห็นที่ผิดก็ยังเกิดขึ้นได้ในพระโสดาบัน (พระเทวทัตบรรลุโสดาบันใช่หรือไม่?)
ถ้าเราละวัตรปฏิบัติในการพิจารณาตน
แล้วเราจะสอบทานความรู้ผิดแห่งความเห็นของเรา
ได้อย่างไร
จริงอยู่อานิสงส์ในการพิจารณาพุทธวจนะจากพระโอษฐ์เป็นสิ่งที่ควรทำ
แต่พระพุทธองค์ท่านอนุญาตให้เราวิพากษ์ผู้อื่นได้แค่ไหน?

ส่วนใหญ่(เท่าที่ได้พบ อ่าน เพียงเล็กน้อย) พบแต่พระพุทธองค์ทรงยกย่องข้อดีของแต่ละสาวกที่ดีเด่นแตกต่างกันไป
ที่ปรากฏนั้นมีถึง 80 รูป ดังเช่น อสีติเถรสาวก นั่นอย่างไร

แล้วเราสมควรจะกระหน่ำเกจิ สาวก ที่คงมีคุณูปการต่อๆ มา ผู้ยังทำให้เราคงมีโอกาสได้ศึกษาพระสัทธรรมต่อเนื่องมาได้ยาวนานต่อเนื่อง กระนั้นหรือ?

จึงเห็นว่าควรมองในแง่ดีต่อกันมากกว่า

การเสื่อมแห่งพระพุทธศาสนานั้นเป็นธรรมดาโลก
ที่พระพุทธองค์ก็ทำนายไว้แล้วว่าจักต้องเกิด
ปัจจัตตังเว
...ดังนั้นมองแต่แง่ดีเถิด อย่าแรงต่อผู้อื่นนักเลย
........พระเทวทัตพึงเป็นอุทาหรณ์แห่งเราๆ ท่านๆ มิให้ถือ "ดี" เกินไป นั้นหรือมิใช่?
จะเข้ามาฟังวิสัชชนาแห่งธรรมต่อนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ชวนให้มาอ่าน กำลังมองหาอ่านอยู่พอดี
แล้วจะศึกษาฉบับต่อไปอีกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
kanakon วันที่ : 10/05/2010 เวลา : 18.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanakon
ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ

ต้องใช้ความพยายามมาก แต่ก็จะพยายายามครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
SriNapa วันที่ : 10/05/2010 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

ขอบคุณคะ ... ที่ให้ข้อมูล ถูกจริตบ้างไม่ถูกจริตบ้างคะ

v

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 10/05/2010 เวลา : 14.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ SriNapa – มันยังมีเยอะกว่านี้ครับ นี่แค่ 7 ยังมีอีก 14 ที่ยังไม่ลงในครั้งนี้

จริง ๆ ธรรมที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พุทธวจนะ มีทั้งยากและง่าย นี่ก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับ ที่พี่เห็นว่ายาก อาจเป็นเพราะนี่เป็นสิ่งใหม่ ก็ใช่อย่างที่พี่เข้าใจ แต่พอพี่เริ่มต้นเรียนรู้มันก็ไม่ได้ยากอะไรมากมายหรอก เริ่มจากอิฐก้อนแรกที่อาจจะวางลำบากหน่อย พอวางได้ พี่ก็จะมีกำลังใจในการวางอิฐก้อนต่อ ๆ ไปครับ

ลองเล่าเรียนและปฏิบัติไปเรื่อย ๆ สิครับพี่ ทำเท่าที่ทำได้ ทำให้มาก ๆ ถ้ายังไม่เข้าใจว่า พุทธวจนะ คือ อะไร เป็นอย่างไร ก็ลองหาอ่านงานก่อนหน้านี้ดู จะทำให้เข้าใจ และเห็นความสำคัญของมันมากยิ่งขึ้น ถึงที่สุดก็จะเห็นชัดว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล ต่างจากคำสาวกที่ยังมีช่องโหว่ มีรูรั่ว ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้เลิศทางปัญญาขนาดไหน ตามอ่านได้ที่ ร่วมเผยแผ่พุทธวจนะ ประกาศความเป็น พุทธะ บนทางเลือก คลิกที่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/10/11/entry-1


และต่อคำอธิบายนี้


แต่ก็นั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ถ่ายทอด บอกสอนไว้อย่างไร คนจำนวนไม่น้อย ก็มองไม่เห็นคุณค่า กลับถือเอามรรควิธีต่าง ๆ ของอาจารย์ที่เป็นเพียงสาวกมาใช้เป็นหลักในการภาวนา ทั้ง ๆ ที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งมรรควิธีที่ชื่อ อานาปานสติ มรรควิธีที่โดดเด่นที่สุด เมื่อเทียบกับมรรควิธีอื่น ๆที่ใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้
v


หากจะมองว่ามันเป็นจริตก็ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจครับว่า ผู้เป็นโลกวิทู รู้ทุกเรื่อง คือ พระพุทธเจ้า มิใช่สาวก พระองค์ถ่ายทอด บอกสอนไว้หมดแล้วถึงธรรมที่จำเป็นสู่การเข้ามรรค ผล นิพพาน และที่พระองค์ตรัสไว้บ่อยมากที่สุด ก็คือ อานาปานสติสมาธิ เมื่อตรัสไว้บ่อยที่สุด ก็ย่อมหมายความว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราควรเจริญ ทำให้มาก เราก็ต้องชั่งน้ำหนัก อะไรบอกสอนไว้มาก นั่นหมายถึง พระองค์เห็นความสำคัญ ของวิหารธรรมนี้ว่า เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว เมื่อผู้เป็นศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว ก็ไม่เหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปถือมรรควิธีของอาจารย์ซึ่งเป็นเพียงสาวกผู้เดินตามมรรค อย่างที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ หลุดพ้น
แล้วจากรูปเพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับและความไม่ยึดมั่น จึงได้นามว่า“สัมมาสัมพุทธะ”

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ก็หลุดพ้นแล้วจากรูป เพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ และความไม่ยึดมั่นจึงได้นามว่า“ปัญญาวิมุตต์”

(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญาณ ก็ได้
ตรัสไว้ มีข้อความแสดงหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว )

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นผู้หลุดพ้นจากรูปเป็นต้น ด้วยกัน
ทั้งสองพวกแล้ว

อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ ให้มีคนรู้
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าว ให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว

ตถาคต
เป็นมัคคัญญู(รู้มรรค)
เป็นมัคควิทู(รู้แจ้งมรรค)
เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค)

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้
เป็นมัคคานุคา(ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็น
ความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์

นี่แหละครับ คือความสามารถที่แตกต่างกัน เมื่อเดินตามมาภายหลัง จะไปรู้มรรค รู้แจ้งมรรค ฉลาดในมรรคได้ดีกว่าพระองค์ได้อย่างไร ใช่ไหมพี่

และถ้าเราเชื่อว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องแล้ว ทำไมเราต้องเอาความยากง่ายมาเป็นข้ออ้างในการเลือกมรรควิธีของสาวกด้วยละครับ ในเมื่อนั่นคือ แผนที่ที่ถูกต้องไม่ว่าจะฝ่าลมฝน พายุ ไปหนักหนาขนาดไหน เราก็ควรไปตามแผนที่ฉบับนั้นมิใช่หรือ

ในทางกลับกันหากเราถือแผนที่ของสาวกผู้ไม่รู้จริงในมรรควิธี แม้ดูเผินๆ อาจจะมองว่าง่าย แต่เมื่อเป็นแผนที่ที่ผิด ยังไงมันก็นำเราไปสู่ทางที่ผิดแน่นอน จริงไมละครับ

ส่วนที่อาจารย์ทั้งหลาย ปรับปรุงตกแต่ง ให้ง่ายเข้านั่นเป็นเจตนาที่ดี แต่รู้ไหมละครับว่า เจตนาที่ดีนั้น นำไปสู่อะไร นำไปสู่ ความเสื่อมของพระสัทธรรม ลองอ่าน พุทธวจนะบทนี้ดูสิครับ

พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด
เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน


นี่ มูลกรณีที่หนึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)
ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ
เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป


นี่ มูลกรณีที่สามที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

ลองอ่านเนื้อความทั้งหมดได้ใน ธรรมะจะยาตรา ! ทว่าศาสนา กำลัง 0 ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/12/04/entry-1

แล้วเราจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเร็วหรือ ผมว่า ไม่มีใครอยากทำอย่างนั้น ถ้ารู้ความจริงจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์ก็ยังฝากไว้อีกว่า

ภิกษุทั้งหลาย! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว

กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะเรียกว่า อานกะ มีอยู่
เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตกหรือลิ

พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น(ทุกคราวไป)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้า ก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น

ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย

สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่

เธอจักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

ก็ยิ่งชัดเข้าไปอีกนะครับว่า ทุกวันนี้ เราเงี่ยหูฟังใคร มิใช่อาจารย์รุ่นหลังหรอกหรือ ที่เราจักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน แล้วที่เราเล่าเรียนคืออะไรละ ก็คือ

สุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก ใช่หรือไม่ ชัด ๆ ตรง ๆ พระองค์ตรัสไว้เกือบ 2600 ปีแล้ว เรื่องเหล่านี้ใครให้ความสำคัญบ้าง เห็นจะมีน้อยมากนะครับ

เพราะฉะนั้น อยู่ที่เราแล้วละครับจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ศาสนาเสื่อมหรือไม่ประการใด อยู่ที่เราทุกคนที่มีเจตนาดี ๆกันทั้งนั้น ซึ่งผมก็เคยเป็นหนึ่งในผู้เห็นผิด เผยแผ่คำของอาจารย์มาเหมือนกัน

และที่พี่เข้าใจว่า

หากถึงนิพพานแล้วคงจะไม่กลับไปลงอเวจีอีกแน่นอน คงไม่เหมือนกับการไปสวรรค์หากออกจากที่นั่นก็ต้องไปรับผลกรรมที่ทำไว้อยู่ดี นั้น ไม่ต้องถึงนิพพานหรอกครับ แค่ชาตินี้พี่เป็นโสดาบัน พี่ก็ไม่ต้องไปนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัยแล้วละ ดังที่พระองค์ตรัสไว้

อานนท์ ! เราจักแสดงธรรมปริยายอันชื่อว่า แว่นธรรม ซึ่งหากอริยสาวกผู้ใดได้ประกอบพร้อมแล้ว

เมื่อจำนงจะพยากรณ์ตนเอง ก็พึงทำได้ในข้อที่ตนเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรต วิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว

ในข้อที่ตนเป็นพระโสดาบันผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน เป็นผู้มีอันจะตรัสรู้ธรรม ได้ในกาลเบื้องหน้าดังนี้

ส่วนภูมิปัญญาที่ต่างกัน ต่างกันเพราะเล่าเรียน ปฏิบัติมาต่างกัน ถ้าจะให้ภูมิปัญญามีเหมือนๆ กัน ก็ต้องเล่าเรียนและปฏิบัติตาม พุทธวจนะ เหมือน ๆ กัน สิครับ ลองดูเลยพี่

ท้ายสุด ฝากพี่พิจารณา พุทธวจนะบทนี้ครับ นี่คือคำตอบสุดท้ายที่ยืนยันว่า ใครคือ ผู้น่ายกย่องกว่ากันระหว่าง สาวกที่เล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่พุทธวจนะ กับสาวกที่เล่าเรียนปฏิบัตืตามและเผยแผ่คำกล่าวสาวกด้วยกัน

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้

สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องแนวนอก เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำ สุตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ภิกษุทั้งหลาย !

ส่วน สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟังย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนจึงพากันเล่าเรียน

ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ?” ดังนี้ ด้วยการทำดังนี้

เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้ ธรรมที่ยัง ไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้ปรากฏได้ ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย เธอก็บรรเทาลงได้

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่า บริษัทที่มีการลุล่วงไปได้ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคล ภายนอกเหล่าอื่นไม่ จัดเป็นบริษัทที่เลิศแล

ปล.ต้องขออภัยนะครับพี่ ถ้าใจความบางประการทำให้พี่ไม่สบายใจ แต่นี่คือคำตอบที่ผมพยายามอย่างดีที่สุดแล้วในเวลาที่จำกัด อาจจะไม่ตรงกับจริตพี่บ้างก็ขอโทษครับ ผมยินดีตอบข้อสงสัยให้ครับ


พี่ เป๊ปซี่ – ผมนี่แหละที่ต้องขอบคุณพี่ที่ถาม เพราะถ้าพี่ไม่ถามผมก็คงไม่เข้าไปตอบครับ ผมเห็นด้วยครับในการอ้างอิงที่มา แต่หากยก พุทธวจนะ ที่พระองค์ตรัสไว้ ขึ้นอ้าง ก็น่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ

การเชื่อ กรรมลิขิต เป็นสัมมาทิฐิเบื้องต้นแล้วละครับ ไว้ว่าง ๆ ผมก็ตั้งใจจะเขียนเรื่องกรรมตาม หลัก พุทธวจนะ ลงไว้ แต่ตอนนี้ ไอเดียยังไม่บรรเจิด รอรวบรวมข้อมูลก่อนครับ

ส่วนที่พี่บอกว่า ดวงคือ กรรม นั่นถูกแล้วครับ ดวงมันจะดีมาจากไหนถ้าไม่ทำกรรมดี ใช่ไหมละ กรรมดี เป็นอย่างไร ก็ไว้ตามอ่านงานเขียน เรื่องกรรมตามหลัก พุทธวจนะ แล้วกันนะครับ (คงอีกนานโขเลยละ)

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 12 ค่ำ เดือน 6

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SriNapa วันที่ : 07/05/2010 เวลา : 15.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

คห.9 คุณเป๊ปซี่ ...
...ที่ผมชอบถามอย่างนี้เพราะเห็นมีหลายคนรวมถึงบรรดาเกจิทั้งหลายชอบอ้างไปเรื่อยเปื่อยถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยไม่อ้างอิงที่มา...
v
หากคุณจะถามเพื่อให้เกิดปัญญาทั้งคนถามและคนถูกถาม ดิฉันขออนุโมทนาสาธุ ! แต่ถ้าคุณจะถามเพราะความหมั่นใส้ ... ขอให้คุณกลับไปทบทวนตัวคุณเองอีกครั้งว่าสิ่งที่ถามนั้นควรถามหรือไม่ ... จะสร้างกรรมใหม่เพื่ออะไรคะ ในเมื่อกรรมเก่ายังชดใช้ไม่หมด ...

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SriNapa วันที่ : 07/05/2010 เวลา : 15.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

ขอสนทนาธรรมนิดนึงคะ ... สะดุด คห.4

แต่ก็นั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ถ่ายทอด บอกสอนไว้อย่างไร คนจำนวนไม่น้อย ก็มองไม่เห็นคุณค่า กลับถือเอามรรควิธีต่าง ๆ ของอาจารย์ที่เป็นเพียงสาวกมาใช้เป็นหลักในการภาวนา ทั้ง ๆ ที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งมรรควิธีที่ชื่อ อานาปานสติ มรรควิธีที่โดดเด่นที่สุด เมื่อเทียบกับมรรควิธีอื่น ๆที่ใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้
v
เรื่องพวกนี้เป็นจริตของคนคะ ... ส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งที่พระศาสดาท่านสอนไว้นั้นถูกต้องแล้ว แต่เพียงว่าสาวกหรืออาจเป็นอาจารย์ที่ท่านสอนเราอีกทีอาจหาวิธีที่ง่ายต่อการปฎิบัติ ... เพราะถ้าต้องทำให้ครบตามพระศาสดาแล้วคงจะยากอยู่ ... แต่หัวใจต้องคงไว้ ... ส่วนตัวคิดว่าเรื่องการปฎิบัติหรือคำสอนบางอย่าง หากสาวกหรืออาจารย์ผู้สอนท่านสอนให้เราเข้าใจดีแล้วได้น้อมนำเข้าใจถึงหลักธรรมคิดว่าความดีทั้งหลายต้องวิ่งผ่านเป็นสายๆ ไปตั้งแค่ศิษย์>สาวก>อาจารย์ผู้สอน>ไปถึงพระศาสดา ส่วนตัวมองอีกว่า หากท่านอาจารย์ผู้สอนหรือสาวกจะปรับปรุงตกแต่งบ้างให้ถูกจริตและง่ายเข้าแต่เป้าหมายหลักยังคงอยู่ตามคำสอนพระศาสดาคือนิพพาน ... ไม่น่าจะปรับตกถึงนรกไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ... ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาหรือไม่คะ ... เคยอ่านหนังสือพระอาจารย์ท่านหนึ่ง อ่านแล้วซึ้งใจมากคะ ทำให้เราต้องเปิดใจให้กว้างมากๆ เลยคะกับการปฎิบัติธรรม ท่านว่า "ไม่ว่าใครจะปฎิบัติอย่างไรไม่มีปัญหาถ้าทำแล้วจุดมุ่งหมายเดียวกันคือนิพพาน"
ส่วนตัวมองอีกว่า(มองเผื่อคนละเอียด)ก่อนถึงนิพพานอาจเกิดบาปได้ จะอย่างไรเสียขอให้มองที่เจตนา หากถึงนิพพานแล้วคงจะไม่กลับไปลงอเวจีอีกแน่นอน คงไม่เหมือนกับการไปสวรรค์หากออกจากที่นั่นก็ต้องไปรับผลกรรมที่ทำไว้อยู่ดี ...
คนเราภพภูมิปัญญาไม่เหมือนกัน ... นั่นเป็นที่ได้สะสมมาจากอดีต ดังนั้นหากคาดหวังว่าเขาจะเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจคงยากคะ ... หากจะปรับเปลี่ยนอะไรให้ง่ายเข้ากระชับขึ้นเพื่อจูงมือกันไปยังจุดหมายนั่นต่างหากที่ควรเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากกว่าคะ ...

คุณน้องว่าไงคะ ... แฮ่ๆ น้องจริงป่าวก็ไม่รู้ ...

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 07/05/2010 เวลา : 15.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...แวะมาขอบคุณคุณปรากฏการณ์ฯที่ช่วยสืบค้นยืนยันพระพุทธพจน์ให้...

...ที่ผมชอบถามอย่างนี้เพราะเห็นมีหลายคนรวมถึงบรรดาเกจิทั้งหลายชอบอ้างไปเรื่อยเปื่อยถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยไม่อ้างอิงที่มา...

...โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อเรื่อง "พรหมลิขิต"...

...แต่ผมเชื่อเรื่อง "กรรมลิขิต"...

...คู่ใดทำกรรมร่วมกันมาก็จะได้เจอเป็นคู่กรรมในชาติต่อๆไป...

...แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นชาติหน้าหรือชาติไหนๆ...

...ผมเชื่อเรื่อง "ดวง" แต่ไม่เชื่อ "หมอดู"...

...ผมว่าดวงคนเราก็คือกรรมที่ทำมาแต่อดีต...

...ดวงดีก็ทำกรรมดีมา ดวงไม่ดีก็ทำกรรมไม่ดีมา...

...ถ้าอยากดวงดีก็ไม่ยากก็แค่ทำกรรมดีมากๆติดต่อกันไปให้เนิ่นนาน...

...แล้วก็ละเว้นกรรมชั่วเสีย...

...เท่านี้ก็จะเป็นคนดวงดี...!!!

...ขออภัยที่ยังไม่ได้อ่านเอนทรีนี้ขอแปะไว้ก่อนเพราะจะเข้ามาขอบคุณเท่านั้น...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
SriNapa วันที่ : 07/05/2010 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

ป๊าดดดดดดดดด เยอะมากๆ คะ จับแค่ใจความสำคัญคะให้เข้าใจทั้งหมดคงยากอยู่ ... พอทำได้บ้างในบางอย่างบางอย่างก็ทำยังไม่ได้คะ ... ไม่น่าเชื่อนะคะแค่ ...อานาปานสติ ปาฏิหาริย์จากการรู้ลมหายใจ...อืม ...เพราะมันเป็น...รุ่นโคตรอานิสงส์...ใช่ไหมคะ ...

สาธุคะ ... ~

ว่างแล้วไปช่วยตอบที่บล๊อกหน่อยนะคะ ... อยากรู้คะ ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 07/05/2010 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ chaiyassu - ขอบคุณพระอาจารย์มากครับ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ จึงอยากขออธิบายไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ถาม
อานาปานสติสมาธิ จำเป็นต้องมีการบริกรรมคำต่าง ๆ เช่น
พุท-โธ
ยุบหนอ-พองหนอ
ปัจเจก-พุทธ
สัมมา-อรหัง ไว้ในใจหรือไม่

ตอบ
ด้วยพระสูตรทั้งหมดเกี่ยวกับอานาปานสติสมาธิ ไม่มีพระสูตรไหนเลยที่พระองค์ตรัสให้

เมื่อหายใจเข้า...ทำในใจว่า...
เมื่อหายใจออก...ทำในใจว่า...

แต่พระองค์ตรัสว่า...

เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกยาว

เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจออกสั้น

เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น หากเราศรัทธาในพระตถาคตจริงดังที่กล่าวกัน เมื่อครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตรัสให้ทำอย่างไร เราก็ต้องทำอย่างนั้น เราจะไม่ทำเกินเลยไปกว่าสิ่งที่พระองค์ถ่ายทอด บอกสอน

เพราะอะไร ก็เพราะว่า ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ มีความสามารแตกต่างกัน ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ หลุดพ้น
แล้วจากรูปเพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับและความไม่ยึดมั่น จึงได้นามว่า“สัมมาสัมพุทธะ”

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ก็หลุดพ้นแล้วจากรูป เพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ และความไม่ยึดมั่นจึงได้นามว่า“ปัญญาวิมุตต์”

(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญาณ ก็ได้
ตรัสไว้ มีข้อความแสดงหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว )

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นผู้หลุดพ้นจากรูปเป็นต้น ด้วยกัน
ทั้งสองพวกแล้ว

อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ ให้มีคนรู้
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าว ให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว

ตถาคต
เป็นมัคคัญญู(รู้มรรค)
เป็นมัคควิทู(รู้แจ้งมรรค)
เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค)

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้
เป็นมัคคานุคา(ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็น
ความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์

พี่ เด็ดสารตี่ - อนุโมทนามากครับ ไว้ติดตามงานเขียนฉบับต่อไปละกันนะ

ลองฝึกได้เลยครับ สงสัยตรงไหน ไม่เข้าใจอะไร ถ้าพอตอบได้จะพยายามหาคำตอบมาให้นะครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 9 ค่ำ เดือน 6

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เด็ดสารตี่ วันที่ : 07/05/2010 เวลา : 07.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/srikho


สวัสดีตอนเช้าค่ะ
ขอบคุณค่ะที่แวะไปทักทายและขอบคุณอีกครั้งที่นำสิ่งดีๆมาฝากกัน
จะ Print ไว้และค่อยๆนำมาปฏิบัติเท่าที่จะทำได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chaiyassu วันที่ : 06/05/2010 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

เชื่อทั้งหมดที่กล่าวมา
สมาธิแก้หวัด....ภูมิแพ้ นี่ก็เชื่อ
เพราะเคยทดลองด้วยตัวเองแล้วทั้งสิ้น
ทั้งยังเคยแนะนำ
นักเรียน/นักศึกษา ตลอดญาติโยมให้นำไปใช้ด้วย
ชื่นชม...ที่รวมรวมมาได้ครบชุด

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 06/05/2010 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ คมสรัญญี - ขอบคุณพระอาจารย์มากครับ

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ภูมิปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดขึ้นจากวิหารธรรม(เครื่องอยู่) คือ การรู้ลมหายใจเข้า-ออกเท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ถ่ายทอด บอกสอนไว้อย่างไร คนจำนวนไม่น้อย ก็มองไม่เห็นคุณค่า กลับถือเอามรรควิธีต่าง ๆ ของอาจารย์ที่เป็นเพียงสาวกมาใช้เป็นหลักในการภาวนา ทั้ง ๆ ที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งมรรควิธีที่ชื่อ อานาปานสติ มรรควิธีที่โดดเด่นที่สุด เมื่อเทียบกับมรรควิธีอื่น ๆที่ใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 8 ค่ำ เดือน 6

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คมสรัญญี วันที่ : 05/05/2010 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeandwork

แวะมาเยี่ยมและอนุโมทนาในงานเขียน

จากท่านคมสรณ์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 02/05/2010 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ nilsamai - คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลลิโก) เป็นธรรมที่...
ไพเราะในเบื้องต้น
ไพเราะในท่ามกลาง และ
ไพเราะในที่สุด

ต่างอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวสาวกที่มิใช่อกาลิโก แม้จะมีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตรก็ตาม

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 4 ค่ำ เดือน 6

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
nilsamai วันที่ : 02/05/2010 เวลา : 15.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nilsamai
.

อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน