*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 3329 , 10:49:00 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้

เผย ! 8 มรรควิธี 5 หน้าที่ 4 สัมปทา

เพื่อตอบแทนคุณมารดา (อย่างสูงสุด)


อุแว้ ๆๆๆ

…##$%##!

สิ้นเสียงร้องไห้ ของทารกเพิ่งเกิดใหม่ข้าง ๆ ห้องเช่าราคาถูกที่ผมอาศัยซุกหัวนอน ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอนตื่นอยู่ หรือแม้กระทั่งหลับสะลึมสะลือ

เสียงคุยที่ดังซ้ำ ๆ อยู่ในรูหู การเกิดเป็น(กอง)ทุกข์ ! ก็เกิดขึ้น

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นรูปธรรมซึ่งชัดเจนที่สุด มันตอกย้ำความทรงจำ ภายใต้ปณิธานอันมุ่งมั่น

ผมจะไม่สร้างทุกข์ กองใหม่ขึ้นมา เพราะ ณ วันนี้ ความทุกข์ใจในชีวิตก็มีมากมายอยู่แล้ว

ว่าก็ว่า เสียงคุยที่ดังซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงทารกคนนั้น ก็สอดคล้องตรงกันกับ พุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ในโลกนี้
ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้
เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้
ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่

ตนเองมีความเกิด เป็นธรรมดาอยู่แล้ว
ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง...

...บุตรและภรรยา มีความเกิดเป็นธรรมดา...สิ่งที่มนุษย์เข้าไปเทิดทูนเอาไว้ เหล่านี้แล ที่ชื่อว่าสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา...ซึ่งคนในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ตนทั้งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา...อยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา...อยู่นั่นเอง อีก

บาลี ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค มู.ม. ๑๒/๓๑๖/๓๑๖

แล้วสงสัยไหมว่า ความเกิด เป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย !
ความเกิด เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย !
การเกิด
การกำเนิด
การก้าวลง (สู่ครรภ์)
การบังเกิด
การบังเกิดโดยยิ่ง
ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย
การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ

นี้เรียกว่า ความเกิด

มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕

สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า มนุษย์ นั้น มีกระบวนการเกิดตามธรรมชาติดังพุทธวจนะ 2 บทที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ย่อมมีได้เพราะการประชุมพร้อมของสิ่ง ๓ อย่าง

ในสัตว์โลกนี้
แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน
แต่มารดายังไม่ผ่านการมีระดู และ
คันธัพพะ (สัตว์ที่จะเข้าไปปฏิสนธิในครรภ์นั้น) ก็ยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ก่อน

ในสัตว์โลกนี้
แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน และ
มารดาก็ผ่านการมีระดู
แต่คันธัพพะยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะ

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย !
แต่เมื่อใด
มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วย
มารดาก็ผ่านการมีระดูด้วย
คันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ย่อมสำเร็จได้

เพราะการประชุมพร้อมกันของสิ่ง ๓ อย่าง ด้วยอาการอย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
มารดา ย่อมบริหารสัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้น
ด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง
เป็นภาระหนัก ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน
มารดา ย่อมคลอดบุตรนั้นด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก
ได้เลี้ยงซึ่งบุตรอันเกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตของตนเอง

ภิกษุทั้งหลาย !
ในวินัยของพระอริยเจ้า คำว่า โลหิต นี้
หมายถึง น้ำนมของมารดา

ภิกษุทั้งหลาย !
ทารกนั้น เจริญวัยขึ้น มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว
เล่นของเล่นสำหรับเด็ก เช่น
เล่นไถน้อย ๆ
เล่นหม้อข้าวหม้อแกง
เล่นของเล่นชื่อโมกขจิกะ
เล่นกังหันลมน้อย ๆ
เล่นตวงของด้วยเครื่องตวงที่ทำด้วยใบไม้
เล่นรถน้อย ๆ
เล่นธนูน้อย ๆ

ภิกษุทั้งหลาย !
ทารกนั้น ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้ว
มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว
เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ให้เขาบำเรออยู่
ทางตาด้วยรูป
ทางหูด้วยเสียง
ทางจมูกด้วยกลิ่น
ทางลิ้นด้วยรส และ
ทางกายด้วยโผฏฐัพพะ

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่...
ปรารถนา
น่ารักใคร่
น่าพอใจ

เป็น...
ที่ยวนตายวนใจให้รัก
ที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
ที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ และ
ที่ตั้งแห่งความรัก

ทารกนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้นแล้ว
ย่อมกำหนัดยินดี ในรูป เป็นต้น ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก
ย่อมขัดใจ ในรูป เป็นต้น ที่ไม่เป็นตั้งแห่งความรัก

ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติ อันเป็นไปในกาย
มีใจเป็นอกุศล
ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย

กุมารน้อยนั้น เมื่อประกอบด้วยความยินดีและความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว
เสวยเฉพาะซึ่งเวทนาใด ๆ เป็น...
สุข
ทุกข์
ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข
ก็ตาม

เขาย่อม...
เพลิดเพลิน
พร่ำสรรเสริญ
เมาหมกอยู่
ซึ่งเวทนานั้น ๆ

เมื่อเป็นอยู่เช่นนั้น
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมบังเกิดขึ้น
ความเพลินใด ในเวทนาทั้งหลายมีอยู่
ความเพลิน อันนั้นเป็น อุปาทาน
เพราะ อุปาทาน ของเขานั้นเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ
เพราะ ภพ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ
เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม

ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แล

มู. . ๑๒/๔๘๗-๔๘๘/๔๕๒-๔๕๓

และสอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสัมพันธ์ของวิญญาณ กับ นามรูป ไว้แก่พระอานนท์

อานนท์ !
ก็คำนี้ว่า
นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ ดังนี้
เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว

อานนท์ !
ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณจักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้
นามรูปจักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้องแห่งมารดาแล้ว จักสลายลงเสียแล้วไซร้
นามรูป จักบังเกิดขึ้นเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้ไหม
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณของเด็กอ่อนที่เป็น...
ชาย
หญิง ก็ตาม จักขาดลงเสียแล้วไซร้
นามรูป จักถึงซึ่งความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์บ้างหรือ
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้

นั่นแหละคือ...
เหตุ
นิทาน
สมุทัย
ปัจจัย
ของนามรูป
นั้นคือ วิญญาณ

อานนท์ !
ก็คำนี้ว่า
วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป ดังนี้
เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว

ดูก่อนอานนท์ !
ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้งที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือ ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้
นั่นแหละคือ...
เหตุ
นิทาน
สมุทัย
ปัจจัย
ของวิญญาณ
นั่นคือ นามรูป

อานนท์ !
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลก จึง
เกิด
แก่
ตาย
จุติ
อุบัติ
บ้าง

คลองแห่งการเรียก (อธิวจน)
คลองแห่งการพูดจา (นิรุตฺติ)
คลองแห่งการบัญญัติ (ปญฺญตฺติ)
เรื่องที่จะต้องรู้ด้วยปัญญา (ปญฺญาวจร)
ความเวียนว่ายในวัฏฏะ ก็มีเพียงเท่านี้

นามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่ เพื่อการบัญญัติ
ซึ่งความเป็นอย่างนี้ (ของนามรูปกับวิญญาณ นั่นเอง)

มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘

กล่าวอย่างสั้นที่สุด การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ จนกระทั่งคลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นทารก เป็นการก่อขึ้นแห่งทุกข์ กองใหม่ของสามีและภรรยาผู้ปรารถนาจะมี(หรือไม่มี)บุตร

ซึ่งในบรรดาสัตว์ที่เกิดใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน จะสัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย หรือแม้กระทั่งเทวดา

สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นมนุษย์ คือ สัตว์ประเสริฐ(ที่สุด) ในบรรดาสัตว์ทั้งหมด เนื่องจาก

...สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย
สัตว์ที่เกิดกลับเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้...

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗

สอดคล้องกับ อีกพุทธวจนะที่ยืนยันความเป็น 1 ในไม่กี่คน

...ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่
ใคร ๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์

ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะเกิดขึ้นในโลก
ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก...

มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔

นี่อาจจะเป็นใจความสำคัญที่ใช้กระตุก ให้คนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ฉุกคิด แล้วล้มเลิกความตั้งใจนั้น ก่อนที่จะปลิดชีวิตอันประเสริฐ มีค่าลงด้วยความคิด(อกุศล)เพียงชั่ววูบ

ขณะเดียวกัน ก็ใช้สะกิดผู้หญิงที่กำลังคิดจะฆ่าก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นในร่างกายตนเอง ให้กลายเป็นสิ่งไม่มีชีวิต สะกิดเพื่อให้รู้ว่า

การลงมือฆ่าลูกในท้องไม่ต่างจากการฆ่ามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

มนุษย์ที่กำลังจะลืมตาดูโลกและยังไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ เลยสักนิด

เทียบเคียงได้กับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความไม่มีเจตนาในการกระทำกรรมด้วยกาย วาจา และใจของเด็กอ่อนหนอหงาย

ถปติ !
สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น

แม้แต่ความรู้จักว่า กาย ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักกระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยกายได้แต่ที่ไหน

อย่างมากก็เพียงกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเบาะ

แม้แต่ความรู้จักว่า วาจา ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักกล่าววาจาอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน

อย่างมากก็เพียงส่งเสียงร้องไห้

แม้แต่ความรู้จักว่า ดำริ ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักดำริความดำริอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน

อย่างมากก็เพียงแสดงอาการอึดอัด (ตามประสาเด็ก)

แม้แต่ความรู้จักที่ว่า อาชีพ ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน

อย่างมากทำได้ก็แต่เพียงกินนมแม่
...
ม. ม. ๑๓/๓๔๓-๓๔๕/๓๕๘-๓๖๐

นั่นหมายความว่า ขนาดเด็กอ่อนนอนหงาย ยังมิอาจกระทำผิดใด ๆ ได้ เพราะขาดเจตนา

เด็กทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งกำลังจะลืมตาดูโลก ก็ยิ่งมิอาจกระทำความผิดใด ๆ ได้ยิ่งกว่า

กล่าวอย่างสั้นที่สุด กรรม คือ การทำแท้ง เป็นเครื่องชี้เจตนา คือ มิใช่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์

ขณะที่ผู้หญิงคนนี้กำลังทำปาณาติบาต
ขณะนั้น เด็กคนนี้ก็รับวิบากแห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง
คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น รับไปตามกฎแห่งเจตนา
!

แต่ทว่า ในสายตาของผู้หญิงที่เรียกตนเองว่า แม่
ลูก คือ

แก้วตาดวงใจ
สิ่งมีชีวิตที่ให้คุณค่ากับความเป็นแม่
ผลผลิตของความรัก ความเอาใจใส่
ของขวัญอันล้ำค่าที่สุด
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

นั่นจึงเป็นที่มาให้ ทุกการกระทำของแม่ที่มีต่อลูก อุดมไปด้วย ความรัก(อันบริสุทธิ์) ซึ่งพระศาสดาตรัสถึงการกระทำอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นว่า

...มารดา ย่อมบริหารสัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้น
ด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง
เป็นภาระหนัก ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง...

...เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน
มารดา ย่อมคลอดบุตรนั้นด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก
ได้เลี้ยงซึ่งบุตรอันเกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตของตนเอง...

...ในวินัยของพระอริยเจ้า คำว่า โลหิต นี้ หมายถึง น้ำนมของมารดา...

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ลูกจึงมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อแม่โดยฐานะ 5 ประการดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่คหบดีบุตร

คหบดีบุตร !
ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา
อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ ดังนี้ว่า

() ท่านเลี้ยงเราแล้ว เราจักเลี้ยงท่าน
() เราจักทำกิจของท่าน
() เราจักดำรงวงศ์สกุล
() เราจักปฏิบัติตนเป็นทายาท
() เมื่อท่านทำกาละล่วงลับไปแล้ว เราจักกระทำทักษิณาอุทิศท่าน

คหบดีบุตร !
ทิศเบื้องหน้าคือมารดาบิดา
อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์บุตรโดยฐานะ ๕ ประการ คือ

() ห้ามเสียจากบาป
() ให้ตั้งอยู่ในความดี
() ให้ศึกษาศิลปะ
() ให้มีคู่ครองที่สมควร
() มอบมรดกให้ตามเวลา

เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องหน้านั้น เป็นอันว่า
กุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น

ปา. ที. ๑๑/๑๙๕ – ๒๐๖/๑๗๔ –๒๐๕

แต่ถึงกระนั้น นั่นก็ยังหาเพียงพอที่จะเรียก หน้าที่ 5 ประการข้างต้นว่า การตอบแทนพระคุณแม่ (อย่างสูงสุด) ไม่

เพราะสิ่งที่แม่ทำให้แก่ลูกนั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตอบแทนพระคุณได้หมดสิ้น ด้วยการทำหน้าที่เพียง 5 ประการ

แล้วการกระทำเช่นไร คือ การตอบแทนพระคุณแม่ (อย่างสูงสุด) ละ

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวการกระทำตอบแทนที่ทำได้ไม่ง่ายแก่ท่านทั้ง ๒

ท่านทั้ง ๒ นั้นคือใคร ?
คือ
มารดา
บิดา

ภิกษุทั้งหลาย !
บุตร...
พึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง
พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง

เขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และ
เขาพึงปฏิบัติท่านทั้ง ๒ นั้นด้วย...
การอบกลิ่น
การนวด
การให้อาบน้ำ
และ
การดัด

และท่านทั้ง ๒ นั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขา

นั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย

การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า
อันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

ภิกษุทั้งหลาย !
อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ
อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ ๗ ประการ
มากหมายเช่นนี้

การกระทำกิจอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า
อันบุตรทำแล้ว หรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
เพราะมารดาบิดา...
มีอุปการะมาก
บำรุงเลี้ยงแสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย

ส่วนบุตรคนใด...
ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา
ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา)

แล้วสัทธาสัมปทา คือ

พยัคฆปัชชะ !
สัทธาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้มีสัทธาเชื่อในการตรัสรู้ของตถาคตว่า

เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
...
เป็นผู้ไกลจากกิเลส
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์
ดังนี้

พยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า สัทธาสัมปทา

ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล
ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยศีล)

แล้วศีลสัมปทา คือ

พยัคฆปัชชะ !
สีลสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจาก...
ปาณาติบาต
อทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร
มุสาวาท
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน

พยัคฆปัชชะ!
นี้เราเรียกว่า สีลสัมปทา

ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่
ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค)

แล้วจาคสัมปทา คือ

พยัคฆปัชชะ !
จาคสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้
มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน อยู่ครองเรือน
มีจาคะอันปล่อยอยู่เป็นประจำ
มีฝ่ามืออันชุ่มเป็นปกติ

ยินดีแล้วในการสละ ควรแก่การขอ
ยินดีแล้วในการจำแนกทาน

พยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า จาคสัมปทา

ยังมารดาบิดาทรามปัญญา
ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)

แล้วปัญญาสัมปทา คือ

พยัคฆปัชชะ !
ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้
เป็นผู้มีปัญญาประกอบด้วย ปัญญา...
เป็นเครื่องให้ถึงสัจจะแห่งการเกิดดับ
เป็นเครื่องไปจากข้าศึก
เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส
เป็นเครื่องถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ

พยัคฆปัชชะ !
นี้เราเรียกว่า ปัญญาสัมปทา

ภิกษุทั้งหลาย
!
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า
อันบุตรนั้นทำแล้วและทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา

ทุก. อํ. ๒๐/๗๘/๒๗๘
อฏฺฐก.อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔

จากที่กล่าว การที่ผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าสัตว์ คือ มนุษย์ซึ่งอยู่ในท้อง เป็นแค่การผิดศีล คือ ปาณาติบาต ดังที่พระศาสดาตรัสถึงศีลข้อนี้ไว้ว่า

(ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น
ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)

วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว
มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

ในทางกลับกัน หากลูกฆ่าแม่ นอกจากจะเป็นการผิดศีล คือ ปาณาติบาตแล้ว นั่นยังเป็นการทำอนันตริยกรรม ที่ให้น้ำหนักอย่างเดียวกับ...

การฆ่าพ่อ
การฆ่าพระอรหันต์
การประทุษร้ายตถาคต แม้เพียงทำโลหิตให้ห้อ
การทำสงฆ์ให้แตกกัน

นอกจากความเกิด ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ในสายปฏิจจสมุปบาท

...เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย
จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้...

นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓

ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ก็เป็นผลมาจากเหตุปัจจัยเดียวกัน คือ ความเกิด นั่นเอง

นอกจากนั้น ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ก็ถือเป็นภัย 3 อย่างที่แม่และลูกช่วยไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้
( โดยแท้จริง ) ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่

สามอย่าง คือ
ภัยเกิดจากความแก่
(ชราภยํ)
ภัยเกิดจากความเจ็บไข้
(พฺยาธิภยํ)
ภัยเกิดจากความตาย
(มรณภยํ)

ภิกษุทั้งหลาย !
มารดาไม่ได้ตามปรารถนากะบุตรผู้แก่อยู่ อย่างนี้ว่า
เราแก่เองเถิด บุตรของเราอย่าแก่เลย
หรือ
บุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนากะมารดาผู้แก่อยู่ อย่างนี้ว่า
เราแก่เองเถิด มารดาอย่าแก่เลย ดังนี้

มารดาก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราเจ็บไข้เองเถิด บุตรของเราอย่าเจ็บไข้เลย
หรือ
บุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราเจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย ดังนี้

มารดาก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราตายเองเถิด บุตรของเราอย่าตายเลย
หรือ
บุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราตายเองเถิด มารดาของเราอย่าตายเลย ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
เหล่านี้แลเป็นภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้ ๓ อย่าง

ติก. อํ. ๒๐/๒๒๘ - ๒๓๑/๕๐๒

ซึ่งพระศาสดาตรัสถึง ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ความแก่ เป็นอย่างไรเล่า
?

ภิกษุทั้งหลาย !
ความแก่
ความคร่ำคร่า
ความมีฟันหลุด
ความมีผมหงอก
ความมีหนังเหี่ยว
ความเสื่อมไปแห่งอายุ
ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ

นี้เรียกว่า ความแก่

มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕

ภิกษุทั้งหลาย !
ความทุกข์กาย เป็นอย่างไรเล่า
?

ภิกษุทั้งหลาย !
ความทนได้ยากที่เป็นไปทางกาย
ความไม่ผาสุกที่เป็นไปทางกาย
ความทนได้ยาก
ความรู้สึกอันไม่ผาสุก ที่เกิดแต่ความกระทบทางกาย 

นี้เรียกว่า ความทุกข์กาย

มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕

ภิกษุทั้งหลาย !
ความตาย เป็นอย่างไรเล่า
?

ภิกษุทั้งหลาย !
การจุติ
การเคลื่อน
การแตกสลายไป
การหายไป
การวายชีพ
การตาย
การทำกาละ
การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย
การทอดทิ้งร่าง
การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ

นี้เรียกว่า ความตาย

มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕

นอกจาก ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย จะเป็นภัยที่แม่และลูกไม่สามารถช่วยเหลือกันได้แล้ว

ขณะเดียวกัน ความแก่ และความเจ็บ(ไข้) ก็ยังถือเป็นภัยในอนาคต 2 ใน 5 ภัยที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการปรารภความเพียรเพื่อเผากิเลส ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ
ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่
ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น อยู่ตลอดไป

เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้างเล่า ?
๕ ประการคือ

() ภิกษุ ในกรณีนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้ เรายัง...
หนุ่ม
เยาว์วัย
รุ่นคะนอง
มีผมยังดำสนิท ตั้งอยู่ในวัยกำลังเจริญ คือปฐมวัย

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ความแก่ จะมาถึงร่างกายนี้
ก็คนแก่ ถูกความชราครอบงำแล้ว

จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย และ
จะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือความแก่) นั้นจะมาถึงเรา
เราจะรีบทำความเพียร เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว แม้จะแก่เฒ่าก็จักอยู่เป็นผาสุก ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก

() ภิกษุ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้ เรามี...
อาพาธน้อย
โรคน้อย
ไฟธาตุให้ความอบอุ่นสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก พอปานกลาง
ควรแก่การทำความเพียร

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ความเจ็บไข้จะมาถึงร่างกายนี้
ก็คนที่เจ็บไข้ถูกพยาธิครอบงำแล้ว

จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย และ
จะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ(คือความเจ็บไข้) นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วแม้จะเจ็บไข้ ก็จักอยู่เป็นผาสุก ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก...

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่
ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น
อยู่ตลอดไป

เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๗/๗๘

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดาของโลกที่สัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์จนกระทั่งเทวดา เคยผ่านธรรมชาติ เหล่านี้มาแล้ว

จากชีวิต-ความหนุ่ม-ความไม่มีโรค ไปสู่ ความเจ็บไข้-ความชรา-ความตาย

โดยอาจไม่รู้ว่า ตนเองเวียนตายเวียนเกิดมาแล้วในโลกธาตุ นับภพนับชาติไม่ถ้วน ซึ่งพระศาสดาตรัสถึงความยาวนานของสังสารไว้ใน 3 นัยยะ

นัยยะที่ 1 เปรียบเทียบความความยาวนานของสังสารว่า มิใช่เพียงเท่านั้น เท่านี้ปี

ภิกษุทั้งหลาย !
กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า
เท่านี้ปี
เท่านี้ร้อยปี
เท่านี้พันปี
เท่านี้แสนปี

ภิกษุทั้งหลาย !
เหมือนอย่างว่า
ภูเขาหินลูกใหญ่
ยาวโยชน์หนึ่ง
กว้างโยชน์หนึ่ง
สูงโยชน์หนึ่ง


ไม่มีช่อง
ไม่มีโพรง
เป็นแท่งทึบ

บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสี (ผ้าเนื้อปราณีต) มาแล้ว
ปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปีต่อครั้ง

ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการหมดไปสิ้นไป
เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล
ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงการหมดไปสิ้นไป กัปหนึ่งนานอย่างนี้แล

บรรดากัปที่นานอย่างนี้
พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว
มิใช่หนึ่งกัป
มิใช่ร้อยกัป
มิใช่พันกัป
มิใช่แสนกัป

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
เพราะว่า
สังสารนี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้...
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

ภิกษุทั้งหลาย !
ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว เพื่อจะ...
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
คลายกำหนัด
หลุดพ้น
ดังนี้ ฯ

นิทาน. สํ. ๑๖/๔๓๑

นัยยะที่ 2 เปรียบเทียบความความยาวนานของสังสารกับปริมาณน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต

ภิกษุทั้งหลาย !
ถูกละ ๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้
ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่

เพราะประสบสิ่งไม่พอใจ
เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ

โดยกาลนาน นี้แหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้นผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ
เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

พวกเธอได้ประสบ…
มรณกรรมของ
บิดา

พี่ชายน้องชาย
พี่สาวน้องสาว

บุตร
ธิดา

ความเสื่อมแห่ง...
ญาติ
โภคะ
โรค

ตลอดกาลนาน

น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรคคร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ
เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้


เมื่อเหล่าสัตว์ผู้…
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้3

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฎ

ภิกษุทั้งหลาย !
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วเพื่อจะ...
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
คลายกำหนัด
หลุดพ้น
ดังนี้ ฯ

นิทาน. สํ. ๑๖/๔๒๕

นัยยะที่ 3 เปรียบเทียบความความยาวนานของสังสารกับการเกิดเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ภิกษุทั้งหลาย !
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้...
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อม ไม่ปรากฏ

เธอทั้งหลายเห็น
ทุคตบุรุษ ผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ หรือ
บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้

พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า
เราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์ หรือเสวยสุข เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้

...
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นมารดา
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นบิดา
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นพี่ชายน้องชาย
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นพี่หญิงน้องหญิง
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นบุตร

โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเหตุว่า
สังสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้...
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วเพื่อจะ...
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
คลายกำหนัด
หลุดพ้น
ดังนี้ ฯ

นิทาน. สํ. ๑๖/๔๔๓ – ๔๔๔

ถึงกระนั้น นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเวียนตายเวียนเกิดต่อไปไม่มีจุดจบ

เพราะ มนุษย์ทุกคนสามารถพ้นไปเสียจากสังสารนี้ได้

และพระศาสดาก็บังเกิดขึ้นในโลกนี้เพื่อแก้ปัญหา ความเกิด ความแก่ ความตาย โดยเฉพาะ หาใช่เพื่อการอื่นใดไม่ ปรากฏดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้

ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก

ธรรมชาติ ๓ อย่างนั้น คืออะไรเล่า ?
คือ ชาติ ชรา และ มรณะ
(ทุกขอริยสัจ)

ภิกษุทั้งหลาย !
ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้แล ถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้
ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก

ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะเหตุใดแล ที่ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในโลก

เพราะเหตุนั้น

ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วจึงต้องรุ่งเรืองไปในโลก

ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๔/๗๖

ซึ่งวิธีการที่จะก้าวพ้นไปได้จากความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย อันเป็นภัยที่แม่และลูกไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ ก็คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งความแก่ ความเจ็บ(ไข้) ความตายอันเป็นความทุกข์ นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย !
หนทางมีอยู่
ปฏิปทามีอยู่
ย่อมเป็นไปเพื่อ
...
เลิกละ
ก้าวล่วงเสีย

ซึ่งภัย...ที่เป็น...
อมาตาปุตติกภัย
 (ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้)...

ภิกษุทั้งหลาย !
หนทาง
หรือปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
นั่นคือ อริยอัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง
 
ได้แก่

สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ
สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ


ภิกษุทั้งหลาย
!
นี้แหละหนทาง
นี้แหละปฏิปทา
 เป็นไปเพื่อ...
เลิกละ
ก้าวล่วงเสีย ซึ่งภัย
...ที่เป็น...อมาตาปุตติกภัย...

ติก. อํ. ๒๐/๒๒๘ - ๒๓๑/๕๐๒

หากพิจารณาโดยสภาพ การแก้ปัญหาความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ดังกล่าว ก็คือ

การแก้ปัญหา ความเกิด โดยปริยาย

เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่พ้นไปเสียจากความตายได้
ความตายครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต นั่นหมายความว่า

ไม่มีความเกิดอีกแล้วในชาติต่อไป
ความเกิดครั้งนี้จึงเป็นครั้งสุดท้ายโดยความเป็นจริง
!

รู้อย่างนี้ ก็ใคร ๆ ยังอยากเกิดอีกบ้างละ !
รู้อย่างนี้ ถามมา ตอบไป คุณยังพอใจการเกิดใหม่ของเด็กที่เรียกคุณว่า แม่ หรือ พ่อ อีกหรือเปล่า ?

ถ้าคำตอบ คือ ไม่
คำถามต่อไป คือ ไปบวชดีกว่าไหม ?

ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
รวบรวมและเรียบเรียง
บลู เลอสง่า
แรม 8 ค่ำเดือน 8/8 - ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
รูปสมมุตินามสมมุติ วันที่ : 23/08/2010 เวลา : 09.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/appreciation
Success is getting what you want. Happiness is wanting what you get.

*** อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 8
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 11.39 น.
...
...
"ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เห็นว่า น่าจะมิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า"

........

นั่นเป็นข้อความที่คัดลอกมาจาก พระนันทโกวาทสูตร เมื่อพระนันทกะให้โอวาทสั่งสอนภิกษุณีค่ะ

____________________________________________

* ขออนุโมทนา สาธุ ที่รวบรวมเอนทรี่นี้มาให้อ่านนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 21/08/2010 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ พญาสุขุม - ใช่ครับ ต้องทยอยอ่าน ทยอยทำความเข้าใจไปเรื่อย ๆ ประเด็นมีให้เห็นอยู่แล้วครับ ผมพยายามจับพุทธวจนะ มาเรียงร้อยกัน อย่างลงตัวมากที่สุดเท่าที่ทำได้

และที่พี่อ่านก็มาจาก พระไตรปิฎก แต่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นอรรถกถานะครับ อรรถกถาไม่เอาเลย ไม่มีแก่นสาร โดยหลักไม่ใช่อกาลิโก เว้นแต่พระศาสดารับรอง

อย่างที่บอกครับ สกัดเอาเพชรออกมิได้ครับ เพชรมันก็ยังเป็นเพชร ถ้าสกัดเพชรออก ก็หมายความว่า ผมเอาแต่พระสูตรมายืนยัน แล้วทิ้งข้อเขียนที่ผมนำมาโยง พี่สกัดออกได้เลย แล้วเอาเฉพาะแต่คำสอนของพระองค์

ใช่ครับ เราต้องสั่งสมสุตะ ต้องพึ่งตน พึ่งธรรม ดังที่พระองค์ตรัสว่า

อานนท์ !
ในกาลบัดนี้ก็ดี
ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี

ใครก็ตาม จักต้อง...
มีตนเป็นประทีป
มีตนเป็นสรณะ

ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

มีธรรมเป็นประทีป
มีธรรมเป็นสรณะ

ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

อานนท์ !
ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา
ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๑๖/๗๓๖

ใช่ครับพี่ต้องลงไปในรายละเอียด คือ คำสอนของพระศาสดา แต่อย่ามัวอ่านอรรถกถาให้เสียเวลานะครับ

อ่านเฉพาะ พุทธวจนะ แล้วธรรมที่ถูกปิดจะถูกเปิดให้เห็นอย่างน่าอรรศจรรย์

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 21/08/2010 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ พญาสุขุม - 8 มรรควิธี 5 หน้าที่ 4 สัมปทา คือ การตอบแทนคุณมารดาอย่างสูงสุดครับ ผมยืนยันด้วยคำสอนของพระศาสดา

การนำเสนอเป็นการบอกตามธรรมวินัยครับ ไม่อ้างอิงคำสอนของสาวก ที่เป็นอรรถกถา เพราะอรรถกถา ไม่เป็น อกาลิโก เว้นแต่ พระศาสดารับรอง

ขอบคุณสำหรับการชี้แนะครับ
ถ้านำเสนอให้กระชับสั้น มันจะเป็นการตัด คำสอนของพระองค์ออกไป ซึ่งพระองค์ยืนยันว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว

อย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้
ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๑/๒๑

ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ผมก็ยกออกโดยไม่ให้เสียสาระสำคัญครับ มิฉะนั้นจะเข้าข่ายตัดคำสอนของพระองค์ออกไป และการยกมายาว(เกินไป) คือการคงไว้ซึ่งใจความสำคัญในเรื่องนั้น ๆ ครับ เป็นเรื่องจำเป็นที่มิอาจก้าวล่วงได้

ส่วนที่พี่แนะนำให้ทยอยลงนั้น ก็ขึ้นกับผู้อ่านที่ต้องทยอยอ่าน ไม่ต้องรีบร้อนอ่านก็ได้ครับ ตามอ่านไปเรื่อย ๆ จะเห็นเองว่า คำสอนของสาวก ไม่ได้เศษ 1 ใน 100... ของคำสอนของพระศาสดาเลย เสียเวลาอ่านเปล่าครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak

นั่งอ่านอยู่พักใหญ่เริ่มจับประเด็นได้แล้วครับ
ดีใจที่ได้อ่าน แต่เหมือนอ่านพระไตรปิฎกเลย
ท่านควรสกัดเพชรแล้วเอามาบอก
แต่นี่ท่านยกมาทั้งคัมภีร์แล้วให้ผมทำความเข้าใจเอง

สงสัยก่อนนอน ผมต้องอ่านพระไตรปิฎกแล้วล่ะ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak


๕ หน้าที่นั้นชัดครับ
นวโกวาทมีให้ท่องจำ

ส่วนมรรค ๘ กับ สัมปทา ๔
ท่านควรนำเสนอให้กระชับสั้น
ยกมายาวเกินไป หาประเด็นยาก

อย่าเอาไข่รวมในกระเช้าครับ
ควรหยิบมาทีละฟอง
บอกเล่าคราวละเรื่อง

เดินทางทีละก้าว
กินข้าวคราวละคำ

ด้วยความนับถือในความกล้าหาญครับ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 13.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ chaiyassu - ขออนุญาตชี้แจงเป็นประเด็นจากความเห็นของพระอาจารย์ต่อ

ผมยังยืนยันตามคำสอนของพระศาสดาครับ

พระองค์ตรัสว่า
...เล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด
ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด

เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว
แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

การกำหนดบทพยัญชนะ ไม่มีใครสามารถทำได้เช่นเดียวกับพระศาสดา สาวกใด ๆ ก็มิอาจทำได้ เว้นแต่สาวกในสมัยพุทธกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองคำกล่าว

และที่ทรงรับรองก็เป็นคำสอนของสาวกในครั้งพุทธกาลเท่านั้น เช่น รับรองความเห็นของพระสารีบุตร...

และในสมัยนั้น ความเห็นของพระสารีบุตรบางครั้ง ก็ยังผิด และถูกตำหนิจากพระองค์ เช่นกรณี การพอใจการอุปสมบทใหม่ของพระที่ไปเข้ากับพระเทวทัตแล้วหันกลับมาเข้ากับพระพุทธเจ้า

นี่แค่ขนาด อัครสาวก เลิศทางปัญญา ยังคิดผิด ทำผิดได้

ที่พระอาจารย์กล่าวว่า ทรงยืนยันส่วนที่ "ผิด" เท่านั้น
ที่จะทำให้พระศาสนาเสื่อม ใช่ครับ ส่วนที่ผิดไปจากคำสอนของพระศาสดา

การกำหนดบทพยัญชนะของสาวกในปัจจุบันกาล องค์ไหนสามารถทำได้อย่างพระสารีบุตร (ซึ่งก็ยังมีข้อบกพร่อง) บ้าง ไม่มีครับ ไม่มีใครสามารถทำได้ในโกธาตุนี้นอกจากพระองค์

และส่วนที่ถูกแล้ว มันถูกตามความเห็นของใครละครับ ถ้าตามความเห็นของสาวก ยังไงมันก็ผิดโดยหลักอยู่ดี

แต่โดยข้อยกเว้น ถ้อยคำของสาวก ที่พระองค์ทรงรับรอง อันนี้ก็มีอยู่จริงครับ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจโดยปริยาย

แต่การที่สาวกในปัจจุบัน อ้างคำสอนของพระอาจารย์นั่น นี้ โน้น หรือแม้กระทั่งอ้างคำสอนของตัวเอง เช่น

...พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่า ทุกคนต้องมีทุกข์ ทรงตรัสแต่เพียงว่า

ที่เราทุกข์เพราะเรายึดมั่นถือมั่น เรามีกิเลส เรามีโลภ มีโกรธ มีหลง มีตัณหา มีอุปาทาน โดยรวบยอด เราทุกข์เพราะเราโง่เอง...

นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ยืนยันได้ชัดว่า

เล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด
ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด

เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว
แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

ความหมายคลาดเคลื่อน นี่ไม่ใช่การบิดเบือน คำสอนของพระองค์หรือ นี่ยืนยันชัด ด้วยถ้อยคำ ทรงตรัสแต่เพียงว่า...

นี่แหละครับ ขีดจำกัดของสาวก ที่อ้างคำสอนของตนเอง แล้ว ชี้ว่า นี่คือ คำสอนของพระศาสดา

ปล.ยินดีแลกเปลี่ยนกับพระอาจารย์เสมอ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
chaiyassu วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 12.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang


คุณก็ยังไม่เข้าใจประเด็นอยู่ดีนั่นแหละ
ข้อความที่คุณอ้างพระพุทธพจน์
ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า
ที่พระองค์ตรัส ทรงหมายเอา
"ส่วนที่ถือมาผิด"
"ทรงจำมาผิด"
ทรงยืนยันส่วนที่ "ผิด" เท่านั้น
ที่จะทำให้พระศาสนาเสื่อม
ส่วนที่ถูกแล้ว แม้จะเป็นถ้อยคำของสาวก
พระองค์ก็ทรงรับรอง
ลองหาตัวอย่างดูสิ ในพระไตรปิฎกนั่นแหละ
บางครั้งทรงให้สาวกแจกแจงธรรมแทนพระองค์
ถ้าเห็นว่าเป็นการถูกต้อง
ก็ทรงรับรอง.....
กรุณาอ่านพระพุทธพจน์ให้ละเอียด


ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 11.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ chaiyassu - ขออนุญาตชี้แจงเป็นประเด็น ดังนี้ครับพระอาจารย์

ประเด็นที่ 1 - ความเห็นของสาวก มิได้ถูกต้อง ตรงจริงและจำกัดแค่กาลเวลา ดังนั้น ความเห็นของสาวกจึง มิใช่อกาลิโก

จากที่พระอาจารย์กล่าวไว้ว่า

ปล. โดยความเห็นส่วนตัว

การนำพระพุทธพจน์เพิ่มเติมโดยสาวก มิใช่เป็นการทำให้ศาสนาเสื่อม

ต่อประเด็นนี้ พระศาสดาตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย !
พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด
ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด

เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว
แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย !
อีกอย่างหนึ่ง

พวกภิกษุเหล่าใดเป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจน ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท)

ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ

เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป
สูตรทั้งหลายก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก(อาจารย์)
ไม่มีที่อาศัยสืบไป

ด้วย 2 พระสูตรข้างต้น ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ทำศาสนาเสื่อม คือ ภิกษุที่ไม่สนใจคำสอนของพระศาสดา เริ่มจากการไม่เล่าเรียนคำสอน ไปจนกระทั่ง มีความรู้ในหลักพระพุทธวจนะแล้วไม่ถ่ายทอดบอกสอน

ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น หากไม่มีความรู้ในหลักพุทธวจนะ แล้วยังไปถ่ายทอดบอกสอนคำสอนของสาวก หรือแม้กระทั่งคำสอนของตนเอง นี่ยิ่งทำให้ศาสนาเสื่อมใช่หรือไม่

อีกพระสูตรหนึ่งพระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว

อย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้
ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๑/๒๑

ประเด็นที่ 2 - ข้อยกเว้น ก็ไม่ถูกซะทีเดียว

ข้อยกเว้นที่พระอาจารย์กล่าวว่า

เว้นเสียแต่ว่า การอธิบายนั้นกระทำโดยความไม่รู้หรือไม่แตกฉานของผู้อธิบาย

การอธิบายโดยความรู้ หรือ แตกฉานในการอธิบาย ก็ไม่ใช่ฐานะที่ภิกษุจะไปถ่ายทอด บอกสอนได้ เพราะความรู้ ความแตกฉาน ในคำสอนของสาวก ก็มีขึ้นเพื่อความเสื่อมของศาสนาอยู่นั่นเอง

ความรู้และความแตกฉานในคำสอนของพระศาสดาต่างหาก ที่สามารถรักษาคำสอนของพระองค์ได้ และมีขึ้นเพื่อความเจริญของศาสนา

ประเด็นที่ 3 - ความเห็นสาวก ยังไงก็เป็นความเห็นสาวก

แม้คนเรามี สติปัญญาไม่เหมือนกัน ก็ใช่ว่าเราจะเดินไปถึงเป้าหมายไม่ได้ แต่ละคนมีธุลีในดวงตามากน้อยต่างกัน วิธีแก้ก็มีอยู่ คือ เล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่คำสอนของพระศาสดา

แต่ก่อนเคยเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่คำสอนของสาวกได้ ทำไมจะเปลี่ยนความเห็นมาสนใจคำสอนของพระศาสดาไม่ได้

ที่ไม่ได้เพราะไม่กล้าเปลี่ยนเองต่างหาก ที่ไม่กล้าเปลี่ยนก็เพราะคุ้นชินอยู่กับการอาศัยการฟังตาม ๆ กันมา ยังสนใจอรรถกถา โดยไม่ใส่ใจพุทธประสงค์

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
chaiyassu วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

เพิ่มเติม คห ๑๙
หมายถึงว่า ท่านอธิบายเพิ่มเติม
แต่ท่านอธิบายถูก อธิบายดีแล้ว อธิบายตรงกับพระพุทธพจน์
ยืนยันว่า การทำเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้ศาสนาเสื่อม
ตรวจสอบประวัติศาสตร์ดูก็ได้
ที่เสื่อมเป็นเพราะเราอธิบายตามใจชอบ
ตีความเอง ไม่ตรงตามความมุ่งหมายเดิมของพระพุทธพจน์ต่างหาก
เพราะฉะนั้นอย่างเหมารวม

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
chaiyassu วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

ปล. โดยความเห็นส่วนตัว
การนำพระพุทธพจน์เพิ่มเติมโดยสาวก
มิใช่เป็นการทำให้ศาสนาเสื่อม
เว้นเสียแต่ว่า การอธิบายนั้นกระทำโดยความไม่รู้
หรือไม่แตกฉานของผู้อธิบาย
สิ่งที่ คห.๑ กล่าวถึง ก็มีเหตุผล คนเราสติปัญญาไม่เหมือนกัน
ถ้าจะให้ว่ากันแบบเดียวกันหมดเป็นไปไม่ได้
ข้อนี้เป็นความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้
ทั้งควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามความเป็นจริงด้วย

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
chaiyassu วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

แวะเข้ามาเพื่อติชมตามคำนิมนต์
แต่อ่านโดยละเอียดแล้ว
ไม่มีที่ติ...มีแต่ที่ชม
ชมว่า...มีความเพียรพยายามในการร้อยเรียง
พระพุทธพจน์
ต่างเหตุการณ์ ต่างสถานะ
มาแจกแจงประเด็นตามที่ตั้งไว้ได้อย่างงดงาม




ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ เด็กชาย-เด็กหญิง - พระศาสดาตรัสถึงอรรถกถา หรือคำสอนของสาวก ไว้อย่างน่าสนใจว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ฉันใดก็ฉันนั้น

ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย

สุตตันตะเหล่าใด ที่...
เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ...
จักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ...
จักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย !
ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่...
เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓

นี่เป็นพุทธพยากรณ์ที่ยืนยันว่า ศาสนา หรือ คำสอน เสื่อมเพราะเราไปสนใจฟังคำสอนของสาวก

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะหนึ่งที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว ได้รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์
พระผู้มีพระภาคว่า

นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธอ
อย่าเพิ่งรับรอง
อย่าเพิ่งคัดค้าน

เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดี แล้ว...
นำไปสอบสวนในสูตร
นำไปเทียบเคียงในวินัย

ถ้าลงกันไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า
นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน

ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด
พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ถ้าลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า
นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว

ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว
พวกเธอพึงรับเอาไว้...

มหาปรินิพพานสูตร
มหา. ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๒

ด้วย 2 พระสูตรนี้ ยืนยันโดยชัดเจนว่า
อรรถกถา คือ สิ่งที่ต้องโยนทิ้งไปไกล ๆ ตา ไกล ๆ หู

อย่าไปสนใจเลย เพราะอรรถกถา
คือ คำสอนของสาวก
คือ คำกล่าวของสาวก ที่

ไม่ใช่ สัจจะ
ไม่ใช่ ความจริง

เหตุที่กล่าวเช่นนั้น เพราะ ไม่มีสาวกคนไหน ในโลกธาตุนี้ กล้าคัดง้างคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการประกาศกร้าวว่า คำสอนของตนเองเป็นอกาลิโก

ขนาดพระสารบุตร เลิศทางปัญญา ยังมิกล้า ยังต้องอ้างคำสอนของพระองค์

แต่สาวก ในปัจจุบันนี้ กล้าหาญ อ้างคำสอนของตนเอง ตัด แต่ง เติม คำสอนของพระพุทธเจ้ากันเอิกเกริก

เราจึงเห็นหนังสือธรรม เกลื่อนตลาด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อพระศาสนาเลย รังแต่จะทำให้ศาสนาเสื่อม

สาวกทั้งหลายเจตนาดีทั้งนั้นครับ
แต่มันผิดพุทธประสงค์

แล้วชาวพุทธเราก็ไปสยบยอมแทบเท้าสาวกกัน

ตัวผมเองมิได้ดูถูกสาวก เคารพพระสงฆ์ ในฐานะเป็นสาวกของพระองค์

ผมก็เป็นสาวก แต่ผมเดินตามหลังพระองค์ ผมเองมิอาจหาญ ไปเดินขนานกับพระองค์อย่างที่สาวกทั่วไปทำตามกันอยู่ ในเรื่องนี้พระองค์ตรัสไว้ชัดว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ ให้มีคนรู้
ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าว ให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว

ตถาคต
เป็นมัคคัญญู(รู้มรรค)
เป็นมัคควิทู(รู้แจ้งมรรค)
เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค)

ภิกษุทั้งหลาย !
ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นมัคคานุคา(ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้แล
เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน
เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน
เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน

ระหว่าง
ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับ
ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์

ขนฺธ. ส°. ๑๗/๘๑/๑๒๕

ปล.แล้วพี่ละคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 14.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

"ขนาดเราเองยังจะเป็นโสดาบัน ยังทำได้ยากเลย
จะไปทำให้คนอื่นเป็นโสดาบัน คงเป็นไปไม่ได้"

เพราะเหตุนี้แหละ...เราจึงยังไม่สามารถตอบแทนพระคุณบิดา-มารดาผู้เลี้ยงดู ผู้มีอุปการะคุณ ผู้แสดงโลกนี้แก่เราได้เลย

ดีจัง...ที่ยกเอาพระสูตรและอรรถกถามาอธิบายได้อย่างลงตัว

ขอขอบพระคุณ...




ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 13.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ เด็กชาย-เด็กหญิง - ชี้แจงอย่างนี้นะครับ

พี่ถามว่า การบวชทำให้หลุดพ้นจากการเกิดได้หรือ?

พี่ตอบว่า--- ไม่จำเป็น เพราะวัดในสมัยนี้ไม่เป็นที่สัปปายะแก่การปฏิบัติธรรม ที่เกลื่อนไปด้วยตัณหา

ผมตอบว่า---
1.ได้โดยฐานะ คือ ดังพุทธวจนะ

คฤหบดี หรือลูกคฤหบดี หรือ
คนที่เกิดในตระกูลอื่นใดในภายหลังย่อม ฟังธรรมนั้น

ครั้นฟังแล้ว ย่อมเกิดศรัทธาในตถาคต
กุลบุตรนั้นผู้ประกอบอยู่ด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า

ฆราวาส คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วน
บรรพชา เป็นโอกาสว่าง

มันไม่เป็นไปได้โดยง่าย ที่เราผู้อยู่ครองเรือนเช่นนี้ จะประพฤติพรรหมจรรย์นั้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว

เหมือนสังข์ที่เขาขัดสะอาดดีแล้ว

ถ้ากระไร เราพึงปลงผม และหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือนไป บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด....

มู.ม. ๑๒/๔๘๙/๔๕๔

เพราะฉะนั้น หากพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติโดยชอบยิ่ง อันเป็นการบูชาพระตถาคตแล้ว สักวันหนึ่ง หลุดพ้นจากความเกิดได้แน่

นิพพาน คือ เป้าหมาย
ตถาคต คือ ผู้บอกทาง
พระสงฆ์ คือ ผู้เดินทาง

ทำไมจะถึงซึ่งความไม่ตาย ไม่ได้ มันต้องถึงครับ จะถึงช้าหรือเร็วอีกเรื่องหนึ่ง

และ
2.มิได้โดยฐานะ คือ
หากการบวชเข้ามาเป็นผู้มีอายุในธรรมวินัย แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา แต่พยายามทำให้ผิดไปจากคำสอนของพระองค์

นั่นก็ไม่ควรค่าแก่การบวช เพราะบวชมาก็ไม่ต่างจากการเข้ามาขอทานเขากิน ดังที่พระศาสดาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
แต่ว่า กุลบุตร ผู้บวชแล้วอย่างนี้ กลับเป็นผู้
มากไปด้วยอภิชฌา
มีราคะแก่กล้าในกามทั้งหลาย
มีจิตพยาบาท
มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย
มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ
มีจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว
มีจิตหมุนไปผิดแล้ว
มีอินทรีย์อันตนไม่สำรวมแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือน ดุ้นฟืนจากเชิงตะกอน ที่เผาศพ ยังมีไฟติดอยู่ทั้งสอง ตรงกลางก็เปื้อนอุจจาระ

ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในบ้านเรือนก็ไม่ได้
ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในป่าก็ไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาเช่นนั้น คือ
เป็นผู้เสื่อมจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ด้วย
ไม่ทำประโยชน์แห่งสมณะให้บริบูรณ์ด้วย

ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๑๓/๑๖๗

----------การเป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้ถ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งในข้อปฏิบัติ นั้น พระศาสดาตรัสว่า

คามณิ !
...เพราะเหตุว่า ถึงแม้เขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดงสักบทเดียว

นั่นก็ยังจะเป็นไปเพื่อ...
ประโยชน์เกื้อกูล และ
ความสุข

แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดกาลนาน

สฬา. สํ. ๑๘/๓๘๗/๖๐๓

การเข้าใจจึงไม่เพียงพอ ต้องลงมือปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม เจริญ กระทำให้มากซึ่งอานาปานสติ/กายคตาสติ

-----------------------และฆราวาสก็มีความสะดวกและมีความคล่องตัวดีกว่าอยู่ในเพศบรรพชิต

ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสว่า

ฆราวาส คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วน
บรรพชา เป็นโอกาสว่าง

มันไม่เป็นไปได้โดยง่าย ที่เราผู้อยู่ครองเรือนเช่นนี้ จะประพฤติพรรหมจรรย์นั้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว

เหมือนสังข์ที่เขาขัดสะอาดดีแล้ว

ถ้ากระไร เราพึงปลงผม และหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือนไป บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด....

มู.ม. ๑๒/๔๘๙/๔๕๔

มันอาจจะไม่คล่องตัวและสะดวกอย่างที่คิดก็ได้ครับ !
อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า !

ยินดีในการเข้ามาเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่คำสอนของพระศาสดานะครับ แลกเปลี่ยนกันได้เสมอ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 13.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ เด็กชาย-เด็กหญิง - การตอบแทนพระคุณอันหาที่สุดมิได้ แก่มารดา-บิดา คือ...การยังให้มารดา-บิดาได้ถึงขั้นอริยมรรค คือ อย่างต่ำที่สุดคือ"โสดาบัน" ดังที่พระพุทธองค์ได้เทศโปรดพระมารดาจนได้บรรลุโสดาบันบนชั้นดาวดึงส์

ผมว่า ถ้าทำได้ขนาดนั้น นั่นคือ สุดยอด แต่นั่นก็มิได้ทำได้ง่ายนะครับ และพระพุทธเจ้ามิได้ตรัสให้เราทำขนาดนั้น

ขนาดเราเองยังจะเป็นโสดาบัน ยังทำได้ยากเลย
จะไปทำให้คนอื่นเป็นโสดาบัน คงเป็นไปไม่ได้

เราทำได้แค่บอกทางกับแม่ พ่อ และช่วยส่งเสริมท่าน เพราะหน้าที่ในการทำเป็นของท่านเอง

ในเรื่องนี้ เท่าที่ผมทราบ พระศาสดา มิได้ตรัสให้ทำขนาดนั้น นั่นเป็นความเห็นของสาวก คือ ตัวเราเอง ซึ่งความเห็นของสาวก ไม่ใช่อกาลิโก

ในเรื่องนี้พระองค์ตรัสเพียงว่า

ส่วนบุตรคนใด...
ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา
ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา)

ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล
ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล)

ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่
ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค)

ยังมารดาบิดาทรามปัญญา
ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)

ภิกษุทั้งหลาย !
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า
อันบุตรนั้นทำแล้วและทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา

ซึ่งแค่นี้ เพียงพอแล้ว ที่จะตอบแทนพระคุณแม่ และพ่อได้อย่างสูงสุด

นี่เป็นความเห็นของพระพุทธเจ้าครับ

ยินดีในการเข้ามาเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่คำสอนของพระศาสดานะครับ แลกเปลี่ยนกันได้เสมอ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ลานเทวา - ถ้าพ่อ แม่ คือผู้มากด้วยพระคุณอันหาที่เปรียบไม่ได้ ในทุกภพทุกชาติ เราจะต้องตามหาพ่อแม่ทุกภพทุกชาติ เพื่อรอตอบแทนคุณไหมครับพระอาจารย์ ผมว่าเหนื่อยอยู่นะครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 12.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ คนดีมีวินัย - การที่เราขลุก คลุกคลีกับคำสอนของพระพุทธเจ้า จะทำให้การค่อย ๆ ทำความเข้าใจของเรา พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นครับ

ผมเห็นด้วยครับว่า มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน เรื่องนี้พระศาสดาตรัสว่า

บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ (กำเนิด) ก็หามิได้
จะมิใช่พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้

บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม
ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม

บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม
เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม
เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม
บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม
เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม
แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเห็นซึ่งกรรมนั้น ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ชื่อว่า

เป็นผู้เห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท
เป็นผู้ฉลาดในเรื่องวิบากแห่งกรรม

โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม
หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม

สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด
เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่ .....

สุ.ขุ. ๒๕/๔๕๗/๓๘๒

ส่วน คำถามต่อไปที่ว่า ไปบวชดีกว่าไหม ?
เกิดเป็นประเด็นขึ้นมาทันที นี่เป็นคำถามปลายเปิด ที่ผมเอามาลงเพราะ ถูกถามคำถามนี้จากคนที่รู้จักบ่อย ๆ คุยเรื่องธรรมะ ทีไร สุดท้ายก็จบกันที่ การบวช ทุกกะที

การบวชเป็นพระจึงเป็นหน้าที่ และเป็นเพราะกรรม คือ เจตนาที่แต่ละคนสั่งสมไว้ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็ต้องปล่อยไปตามเหตุปัจจัยและครับ แต่ละคนมีอินทรีย์บารมีต่างกัน

ส่วนที่กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีผู้ประพฤติธรรมอยู่..ไม่ว่าจะเป็นนักบวช..หรือผู้ครองเรือน..ตราบนั้นศาสนาก็ยังมีอยู่คู่ค้ำจุนโลก...นั้น

ธรรมที่เขาประพฤติ เป็นข้อวัตรของใคร ถ้าของพระพุทธเจ้า อันนี้ใช่เลย แต่เมื่อไรก็ตามธรรมดังกล่าวเป็นข้อวัตรที่สาวกรุ่นหลังแต่ง เติม ตัดขึ้น นั่นแหละคือ ที่มาให้ศาสนาเสื่อม ดังที่พระองค์บัญญัติว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว
อย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้
ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๑/๒๑

ศาสนาเสื่อมเพราะพุทธบริษัทที่เจตนาดีทั้งนั้นครับ ก็เพราะเจตนาดีไม่ใช่เหรอ จึงบัญญัติคำสอนกันเอิกเกริก เขียนหนังสือกันเต็มแผง

สุดท้ายหารู้ไม่ศาสนาเสื่อมเพราะเจตนาอันดีของตนเอง
หากรู้แล้วสาวกยังทำการบัญญัติกันสนุกสนาน

นี่แหละเจตนาดีแต่เดิมกำลังเปลี่ยนเป็นเจตนาร้าย
ร้ายขนาดที่ทำให้ศาสนาเสื่อมไปจนได้ด้วยน้ำมือของตน

ยินดีในการแลกเปลี่ยนนะครับ มาร่วมกันเล่าเรียน ปฏิบัติตาม และเผยแผ่คำสอนของพระศาสดาครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ชบาตานี - วิทยาศาสตร์ มองลงไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนพุทธศาสนา มองลงไปที่ จิต มโน วิญญาณ

ในความเห็นผม พุทธศาสนาจึงไม่ใช่ศาสนาแห่งวิทยาศาตร์ แต่วิทยาศาสตร์ นำหลักที่ปรากฎในพระพุทธวจนะ มาเป็นหลักในการพิสูจน์

เพราะทั้ง 2 อย่าง เป็นหลักเหตุผลเหมือนกัน จึงเข้ากันได้มากที่สุด และพิสูจน์ได้

วิทยาศาสตร์พิสูจน์ด้วย เครื่องมือหยาบ คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 5
พุทธศาสนาพิสูจน์ได้ด้วยจิต มโน วิญญาณ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ถามว่า การบวชทำให้หลุดพ้นจากการเกิดได้หรือ?
ตอบว่า ไม่จำเป็น เพราะวัดในสมัยนี้ไม่เป็นที่สัปปายะแก่การปฏิบัติธรรม ที่เกลื่อนไปด้วยตัณหา

การเป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้ถ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งในข้อปฏิบัติ
และฆราวาสก็มีความสะดวกและมีความคล่องตัวดีกว่าอยู่ในเพศบรรพชิต

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/08/2010 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

การตอบแทนพระคุณอันหาที่สุดมิได้แก่มารดา-บิดาคือ...
การยังให้มารดา-บิดาได้ถึงขั้นอริยมรรค คือ อย่างต่ำที่สุดคือ"โสดาบัน"
ดังที่พระพุทธองค์ได้เทศโปรดพระมารดาจนได้บรรลุโสดาบันบนชั้นดาวดึงส์

นี้คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะเป็นการตอบแทนพระคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อมารดา-บิดา
นอกจากนี้แล้วยังไม่ถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณของท่านทั้งสอง

ขออนุโมทนากับพระธรรมคำสอนอันล้ำค่านี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ลานเทวา วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

เมื่อยังไม่สิ้นภพสิ้นชาติ
พ่อ แม่ คือผู้มากด้วยพระคุณอันหาที่เปรียบไม่ได้ ในทุกภพทุกชาติไป


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
คนดีมีวินัย วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nard
ธรรมชาติของชีวิต..คือ..ชีวิตธรรมดา

ขอบคุณครับ ละเอียดมากๆ...ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ..จึงจะได้ประโยชน์...มนุษย์ทุกคนเกิดมามีหน้าที่..ที่แตกต่างกัน..เหมือนพุทธบริษัท ๔ ..และมีพวกเราเป็นผู้ครองเรือน..ทุกส่วนล้วนมีความสำคัญ..และเกื้อหนุนกันและกัน..ถ้าไปบวชกันหมด..แล้วใครจะบาตรละครับ..เมื่อมีหน้าที่ที่ตนเลือกแล้ว..ก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด..พระพุทธองค์มิได้ให้ทุกคนบวชกันหมด..แต่ให้ทุกคนทำหน้าที่..ตราบใดที่ยังมีผู้ประพฤติธรรมอยู่..ไม่ว่าจะเป็นนักบวช..หรือผู้ครองเรือน..ตราบนั้นศาสนาก็ยังมีอยู่คู่ค้ำจุนโลก...ขออนุโมทนาบุญครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ชบาตานี วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เป็นความโชคดีของดิฉัน ที่ได้เกิดมามีโอกาสนับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ สามารถทดลองปฏิบัติจนเห็นผลด้วยตนเอง ขอบคุณพระธรรม คำสอนดีๆ จากพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาผู่ยิ่งใหญ่

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 16.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ สุวิริโย - นมัสการครับภันเตสุวิริโย คุ้น ๆ เหมือนกันว่า นี้ เป็นลักษณะตัดสินธรรมวินัย

แต่มีอีก 2 หลัก คือ หลักมหาปเทส 4 ในทางธรรมและในทางวินัย ไว้ว่าง ๆ จะมาลงไว้ครับ

พระอาจารย์ ติชมเนื้อหาได้นะครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9
หลังวันแม่แห่งชาติ 4 วัน

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สุวิริโย วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 16.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/19
 พระภูธรกับบทกลอน, หลักธรรม, การเมือง, และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย...

ที่มาจาก http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=294

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สุวิริโย วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/19
 พระภูธรกับบทกลอน, หลักธรรม, การเมือง, และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย...

ธรรมมีหลายส่วน

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8 หรือ หลักกำหนดธรรมวินัย 8
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
1. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัด, ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ, การเสริมความติด
2. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด, ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์
3. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส
4. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย, ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่, ความมักใหญ่ หรือมักมากอยากใหญ่
5. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ
6. ปวิเวก คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่
7. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน
8. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือคำสอนของพระศาสดา; หมวดนี้ ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี

ส่วนใดที่ไม่เข้ากับธรรม 8 ข้อนี้ถือว่าไม่ควรนำมาใช้

ส่วนที่ไม่เข้ากับธรรม 8 ข้อนี้ถือว่านำมาใช้ได้

ขอเจริญพร

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 15.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ชื่อเย็นเป็นยามโปรดเรียกพ้มว่ายามเย็น - ธรรม เป็นสิ่งที่อธิบายได้ก็จริงอยู่ครับ

แต่การอธิบายคำสอนของพระศาสดา มี 2 วิธี คือ
1.การอธิบายคำสอนของพระศาสดา ด้วยความเห็นของสาวก ซึ่งทำให้ง่ายก็จริงอยู่ แต่นั่นเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม เพราะเป็นการลงรายละเอียดด้วยคำสอนของสาวก

2.การอธิบายคำสอนของพระศาสดาด้วยคำสอนของพระศาสดา อย่างนี้คือ การอธิบายที่ถูกต้องตรงตามพุทธประสงค์

ซึ่งผมใช้วิธีนี้ ในการเรียบเรียงงานเขียน ขึ้นมาด้วยการดึงพระสูตรที่พระศาสดาตรัสถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมาอธิบาย

คิดว่า ถ้าเข้ามาอ่านบ่อย ๆ ไม่ยากเกินความเข้าใจครับ

คำสอนของพระศาสดา เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน เห็นได้เฉพาะตน

ธรรมมีทั้งง่ายและยาก มีทั้งลึกและตื้น ลองเข้ามาอ่านในนี้บ่อย ๆ ครับ ย้อนหลังไป จะเห็นได้ว่า ธรรมจากพุทธโอษฐ์มิได้ยากไปเสียทั้งหมด

เรื่องที่เราคิดว่ายาก ต่อไปก็ง่ายขึ้นครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9
หลังวันแม่แห่งชาติ 4 วัน

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี :A4

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชื่อเย็นเป็นยามโปรดเรียกพ้มว่ายามเย็น วันที่ : 16/08/2010 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/YAM-YAN

ธรรมะเป็นสิ่งที่อธิบายได้....จึงขอความกรุณาอธิบายให้คนปัญญาน้อยอย่างผมอ่านง่ายๆ เพื่อจะได้เข้าใจ หากเขียนให้ยากปัญญาน้อยอย่างผมอ่านไม่เข้าใจครับ....ตัวอย่างเช่น หนังสือเรื่อง ห้วงมหรรณพ ของท่านอาจารย์ ศึกฤทธิ์ ง่ายจนทำให้ผมติด อยากมีธรรมะง่ายๆไว้อ่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน