*/
ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐)

ธรรมบรรยาย

View All
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


เพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ต่อ คุณนึกถึงใครคนแรก เมื่อล้มละลายในชีวิต
พระพุทธเจ้า
10 คน
พระเจ้าอยู่หัว
0 คน
พระอรหันต์ในบ้าน
6 คน
คู่ชีวิตคุณเอง
1 คน
หรือ คุณอายะ
0 คน

  โหวต 17 คน
วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 3039 , 15:29:06 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า โหวตเรื่องนี้


นอกจากคนที่เป็นโรคหวัด คัดจมูกและเป็นโรคหอบแล้ว คนที่เป็นโรคอื่น ๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ย่อมรู้ดีว่า ณ ขณะที่โรคกำเริบ

            อากาศ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด

            และ ณ ขณะนั้นเอง คนเหล่านี้ก็จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด สั่งให้อากาศที่อยู่รายรอบตัวไหลเข้าและไหลออกอย่างเป็นธรรมชาติในฐานะ “ลมหายใจ” ของชีวิต

           ใครว่า ลมหายใจสำคัญกับชีวิต ยกมือขึ้น ?

           
ลองถามคำถามนี้ กับคนข้าง ๆ ตัวของคุณ ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ทุกคนที่ถูกถามก็พร้อมที่จะยกมือขึ้นตอบ

            แต่ทว่าจะมีสักกี่คนในจำนวนนั้น ทราบผลธรรมดาที่เกิดขึ้นจากการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก จนกระทั่งให้ความสำคัญกับมัน

            แน่นอนที่สุด แม้จะไม่มีสักคนในจำนวนนั้น ทว่ามีหนึ่งคนที่รู้ความจริงทั้งหมดในเรื่องนี้ นั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

            และผลธรรมดานี้ก็คือ อานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ซึ่งพระองค์กล่าวไว้อย่างพิสดาร

            แต่ก่อนที่จะกล่าวลึกลงไปถึงอานิสงส์ทั้งหลาย สิ่งที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ อานาปานสติ(สมาธิ) และการเจริญอานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไร

            ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความเหล่านี้ไว้แก่พระอานนท์ว่า

อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่...
ป่า

โคนไม้ หรือ
เรือนว่าง

ก็ตาม

นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง
ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้น...
มีสติ หายใจเข้า
มีสติ หายใจออก

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกยาว

เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจออกสั้น

ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้…
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง กายทั้งปวง
ทำ กายสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่า
เป็นกายอย่างหนึ่ง  ในบรรดากายทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
ปีติ
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุข
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร
ทำ จิตตสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์
 ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดีถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทั้งหลายว่า
เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง  ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
จิต
ทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง อยู่
ทำจิตให้ ตั้งมั่น อยู่
ทำจิตให้ ปล่อย อยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราไม่กล่าวว่า อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้...
มีสติอันลืมหลงแล้ว
ไม่มีสัมปชัญญะ

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
ตามเห็น
ความไม่เที่ยง
ตามเห็น ความจางคลาย
ตามเห็น ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น ความสลัดคืน
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว
เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

นี้เรียกว่า อานาปานสติ(สมาธิ)

และอีกครั้งหนึ่งด้วยเนื้อความทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ตรัสไว้เป็นอุปมาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

...
เช่นเดียวกับนายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ

เมื่อเขาชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า

เราชักเชือกกลึงยาว

เมื่อเขาชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราชักเชือกกลึงสั้น ฉันใดก็ฉันนั้น...

นี่แหละ คือ ตัวอย่างของการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

            เมื่อเราสามารถนิยามความหมายของอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เป็นกรอบอย่างชัดเจนแล้ว

            นั่นทำให้เราสามารถจำแนกสมาธิอย่างอื่น (ที่ไม่ใช่ อานาปานสติ(สมาธิ)) ซึ่งอยู่นอกกรอบที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ออกไป เพื่อทราบอานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วน

 
          
ดังที่พระองค์ตรัสไว้สอดคล้องซึ่งกันและกัน ในต่างกรรมต่างวาระ


อ่านต่อจากตรงนี้...

อานิสงส์ประการที่แปด คือ เป็นเหตุให้ความระลึกและความดำริอันอาศัยเรือนสิ้นไป ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า 

ความ...
ระลึก และ
ดำริ

อันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ ความระลึกและความดำริเหล่านั้นพึงสิ้นไป ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

อานิสงส์ประการที่เก้า คือ เป็นเหตุให้ความรู้สึกว่าปฏิกูล-ไม่ปฏิกูล ในสิ่งที่เป็นปฏิกูล-ไม่ปฏิกูลละไป ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า 

เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า
ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่เป็นปฏิกูล
ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูล
ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูล
ไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูล
อยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เราพึงเป็นผู้เว้นขาดจาก...
ความรู้สึกว่าปฏิกูล และ
ความรู้สึกว่าไม่เป็นปฏิกูล

ทั้ง  อย่างเสียโดยเด็ดขาดแล้ว
เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

อานิสงส์ประการที่สิบ คือ เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับรูปสัญญาทั้งสี่ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า 

เราพึงเป็นผู้สงัดจาก...
กาม
อกุศลธรรม ทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน
อันมี
วิตก
วิจาร

ปิติ และ
สุข

อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เพราะ
วิตก
วิจาร

ระงับไป เราพึงเข้าถึง ทุติยฌาน
อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เพราะธรรมอันเอก คือ สมาธิผุดมีขึ้น


ไม่มี...

วิตก
วิจาร


มี
ปิติ และ
สุข

อันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถว่า

เพราะความจางคลายไปแห่ง ปีติ

เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า

ผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เพราะละ
สุข และ
ทุกข์
เสียได้

เพราะความดับไปแห่ง
โสมนัส และ
โทมนัส ในกาลก่อน เราพึงเข้าถึง จตุตถฌาน

อันไม่มี
ทุกข์
สุข


มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้สั้น ๆ ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุเจริญอานาปานสติ(สมาธิ) แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า...
อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน

ทำตามคำสอนของพระศาสดา
ปฏิบัติตามโอวาท
ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งอานาปานสติ(สมาธิ) นั้นเล่า

อานิสงส์ประการที่สิบเอ็ด คือ เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับอรูปสัญญาทั้งสี่ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เพราะก้าวล่วง รูปสัญญา เสียโดยประการทั้งปวง
เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย
เพราะการไม่กระทำในใจซึ่ง นานัตตสัญญามีประการต่างๆ เราพึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า

อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เราพึงก้าวล่วง อากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า

วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด  ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เราพึงก้าวล่วง วิญญาณัญจายตนะ เสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า

ไม่มีอะไร แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เราพึงก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะแล้วแลอยู่เถิด  ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

อานิสงส์ประการที่สิบสอง คือ เป็นเหตุให้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

เราพึงก้าวล่วงซึ่ง เนวสัญญาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่เถิด  ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

อานิสงส์ประการที่สิบสาม คือ เป็นเหตุให้ละสังโยชน์ได้ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว 

เป็นไปเพื่อการละสัญโญชน์ทั้งหลาย
…

อานิสงส์ประการที่สิบสี่ คือ เป็นเหตุให้อนุสัยถูกกำจัด ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว 

เป็นไปเพื่อการกำจัดเสียซึ่งอนุสัย
…

อานิสงส์ประการที่สิบห้า คือ เป็นเหตุให้รอบรู้ซึ่งทางไกล (อวิชชา) ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว
 

เป็นไปเพื่อความรอบรู้ซึ่งทางไกล (อวิชชา)
…

อานิสงส์ประการที่สิบหก คือ เป็นเหตุให้อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว
 

เป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
…

อานิสงส์ประการที่สิบเจ็ด
 คือ เป็นเหตุให้กาย-ตาไม่ลำบาก และจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้เราเอง
เมื่อยังไม่ตรัสรู้
ก่อนการตรัสรู้
ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่

ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก

ภิกษุทั้งหลาย
! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก…
กาย
ตา ก็ไม่ลำบาก
และ
จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

ภิกษุทั้งหลาย
! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า

กาย
ตา ก็ไม่ลำบาก
และ
จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติ(สมาธิ) นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

อานิสงส์ประการที่สิบแปด คือ เป็นเหตุให้รู้ลมหายใจอันมีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ดังพุทธวจนะ
…

ราหุล
! เมื่อบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติอย่างนี้แล้ว

ลม...
อัสสาสะ(ลมหายใจเข้า)
ปัสสาสะ(ลมหายใจออก)

อันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิตนั้น
จะเป็นสิ่งที่เขารู้แจ้งแล้วดับไป
หาใช่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้แจ้งไม่ 
ดังนี้

อานิสงส์ประการที่สิบเก้า คือ เป็นเหตุให้เป็นพระอนาคามี-พระอรหันต์ ดังพุทธวจนะ
…

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่ออานาปานสติ อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้

ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาผล  ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้
คือ
อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่า
ถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี

อานิสงส์ประการที่ยี่สิบ คือ เป็นเหตุให้เป็นพระอนาคามี-พระอรหันต์ ดังพุทธวจนะ
…

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้

ผลอานิสงส์  ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้


ผลอานิสงส์ ๗
 ประการ เป็นอย่างไรเล่า ?
ผลอานิสงส์  ประการ คือ

การบรรลุ อรหัตตผล ทันทีในปัจจุบันนี้

ถ้าไม่เช่นนั้น...
ย่อมบรรลุ อรหัตตผลในกาลแห่งมรณะ

เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์  ย่อมเป็น อันตราปรินิพพายี (ผู้จะปรินพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง)

เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์  ย่อมเป็น อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้จะปรินพพานเมื่อใกล้จะสิ้นอายุ)

เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์  ย่อมเป็น อสังขารปรินิพพายี (ผู้จะปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรมากนัก)

เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์  ย่อมเป็น สสังขารปรินิพพายี (ผู้จะปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก)

เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์  ย่อมเป็น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้วอย่างนี้แล
 

ผลอานิสงส์  ประการเหล่านี้ ย่อมหวังไว้ ดังนี้

อานิสงส์ประการที่ยี่สิบเอ็ด คือ เป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว คลายกำหนัด ความดับ
ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน
ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคล…
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วย่อมเป็นไปเพื่อ...
ความหน่ายโดยส่วนเดียว
คลายกำหนัด
ความดับ
ความสงบ
ความรู้ยิ่ง
ความตรัสรู้
นิพพาน

ธรรมอย่างหนึ่ง คืออะไร
คือ

…อานาปานสติ…

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่งนี้แลอันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วย่อมเป็นไปเพื่อ...
ความหน่ายโดยส่วนเดียว
คลายกำหนัด
ความดับ
ความสงบ
ความรู้ยิ่ง
ความตรัสรู้
นิพพาน

            นอกจากอานิสงส์ทั้ง 21 ประการแล้ว อานาปานสติ(สมาธิ) ยังเป็นวิหารธรรม(เครื่องอยู่) ของพระอริยเจ้าตั้งแต่ระดับพระเสขะไปจนกระทั่งพระอรหันต์ที่แม้สิ้นอาสวะแล้วก็ยังต้องเจริญ กระทำให้มาก ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์ลัทธิอื่น จะพึงถามเธอทั้งหลายว่า

ท่านผู้มีอายุ ! พระสมณโคดม ทรงอยู่จำพรรษาส่วนมาก ด้วยวิหารธรรมไหนเล่า ? ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบแก่พวกปริพพาชกเดียรถีย์ลัทธิอื่นเหล่านั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่ตลอดพรรษากาลเป็นอันมาก ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสติ(สมาธิ)แล ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใครผู้ใดจะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้อง ชอบธรรมว่าเป็น...
อริยวิหาร
พรหมวิหาร
ตถาคตวิหาร
ก็ดี

เขาพึงกล่าวอานาปานสติ(สมาธิ) นี้แหละว่าเป็น
อริยวิหาร
พรหมวิหาร
ตถาคตวิหาร

…


ภิกษุทั้งหลาย
! ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่ลุถึงธรรมที่ต้องประสงส์แห่งใจ ปรารถนาอยู่ซึ่งโยคเขมธรรมอันไม่มีอะไรยิ่งกว่า

ภิกษุเหล่านั้น เมื่อ...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วซึ่งอานาปานสติ(สมาธิ)
 ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

ส่วนภิกษุทั้งหลายเหล่าใดเป็นพระอรหันต์
สิ้นอาสวะแล้ว
มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
มีสิ่งที่ต้องทำอันตนทำเสร็จแล้ว
มีภาระอันปลงลงแล้ว
มีประโยชน์ตนอันลุถึงแล้ว
มีสัญโญชน์ในภพทั้งหลายสิ้นรอบแล้ว
เป็นผู้หลุดแล้ว เพราะรู้โดยชอบ

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อเจริญ กระทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติ(สมาธิ)
ย่อมเป็นสุขวิหารในทิฏฐธรรมนี้ด้วย
เพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะด้วย
…

            ที่กล่าวมาทั้งหมด หลากหลายพระสูตรข้างต้น ไม่ใช่อรรถกถาหรือคำกล่าวสาวกแต่อย่างใด ทว่านั่น เป็นคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง

            และ 21 อานิสงส์จากพุทธวจนะข้างต้นนี่แหละ คือ ผลธรรมดาที่เกิดขึ้น (ตามธรรมชาติ) ของเหตุคือ การรู้ (ไม่ลืม) ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก อันจะถือว่าเป็นโคตรอานิสงส์ เป็นปาฏิหาริย์แห่งการรู้ลมหายใจเข้าและออก (อย่างมีสติ)

            ซึ่งนั่นก็เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ นิพพาน หรือ

            อย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อรู้ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต คือ ตายอย่างมีสติ นั่นเอง

            แต่ก็นั่นแหละ มองเผิน ๆ ไม่มีใครไม่หายใจ ทว่ามองลึกลงไป คนที่หายใจกลับไม่รู้ (ลืม) การไหลเข้าและออกของลม
 
           
ไม่เชื่อ หันไปถามคนข้าง ๆ ดูสิ
!


            วันนี้ คุณรู้ลมหายใจ แล้วหรือยัง ?

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 10-13 ค่ำ เดือน 6

ปล.สิ่งที่ต้องอ่านก่อน
เผย ! สุดยอดสมาธิ รุ่นโคตรอานิสงส์...อานาปานสติ ปาฏิหาริย์จากการรู้ลมหายใจของพระพุทธเจ้า ตอนที่ 1
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/05/02/entry-1


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 08/09/2010 เวลา : 11.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ คมสรัญญี - ขอบคุณพระอาจารย์ที่เข้ามาแวะเวียนกันดั่งเช่นเคย

ใคร ๆ ก็ว่า ลมหายใจ สำคัญกับการมีชีวิตอยู่ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ลมหายใจขณะความทุกข์เยื้องย่างเข้ามาภายในใจ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 14 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
คมสรัญญี วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeandwork

แวะเข้ามาอ่านบทความ...ลมหายใจคือมหาสมบัติของสิ่งมีชีวิต...

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 17.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ เบดูอิน - นี่แหละครับ ความเป็นพุทธวจนะ ที่ทำให้เราสามารถเข้าใจอะไรได้อย่างลึกซึ้ง เพราะทุกพระสูตรสอดคล้องกันโดยประการเดียว ไม่แย้งเป็นประการอื่นเลย

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 10 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เบดูอิน วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 15.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

ผมได้ความรู้มากเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 14.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ สุวิริโย - ใช่ครับ การทำเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อม นำมาซึ่งความเกิดขึ้นแห่งผลธรรมดาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ส่วนกิเลสมากน้อยอย่างไร ส่งผลต่อความสงบของจิตหรือไม่ ผมไม่แน่ใจครับว่า มันสัมพันธ์กันในลักษณะไหน ก็อยากรู้เหมือนกันครับว่า พระศาสดาตรัสไว้่อย่างไร

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 10 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สุวิริโย วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 12.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/19
 พระภูธรกับบทกลอน, หลักธรรม, การเมือง, และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย...

ลงมือกระทำจึงจะได้รับผล หากเป็นคนกิเลสเบาบางอยู่แล้ว กำหนดรู้ลมแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจิตก็สงบ เจริญพร

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 04/09/2010 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ tatuk - เจอะกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกรณีศึกษาแล้วยังไงละ พี่ อธิบายความได้เห็นภาพเลยครับ พะงาบ ๆ

มันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละเนอะ ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ อยากให้ใครที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินหายใจมองว่า อาการเหล่านี้ เป็นเพียงอาการของร่างกายที่พยายามจะปรับสมดุล มองให้มันเป็นเพื่อนสนิทเราก็แล้วกัน อย่ามองเค้าเป็นศัตรู เพราะอะไร เพราะเรายังต้องอยู่ร่วมกันกะเค้าไปอีกนาน แสนนาน ตราบเท่าที่เราไม่อาจรักษาอาหารเหล่านี้ได้

ลองฝึกสมาธิดูนะครับ เผื่อ อะไร ๆ จะได้ดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ ขอให้ร่างกายสู้ต่อไปนะ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 10 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
tatuk วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 

ผมรู้ถึงคุณค่าของอากาศเป็นอย่างดีครับ
ด้วยอาการหอบหืด
กลางดึกต้องสะดุ้งสูดหายใจอยู่บ่อยๆ
ทั้งทางจมูกและทางปากพะงาบๆ
นอกจากเยียวยาตัวเองตามอัตภาพแล้ว
การนั่งสมาธินับเป็นวิธีที่ประเสริฐนักแล
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆ เช่นนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 19.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ลานเทวา - พระองค์ตรัสว่า
...
เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกยาว

เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจออกสั้น

ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้…
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง กายทั้งปวง
ทำ กายสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์ !
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่า เป็นกายอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดากายทั้งหลาย

พระศาสดาตรัสว่า การรู้ลม ชื่อว่าการเผากิเลสแล้ว รู้ลมชื่อว่ามีสติ สัมปชัญญะแล้ว ซึ่งสิ่งที่ไปรู้ลมก็คือ จิต เราก็เอาจิตไปรู้การไหลเข้า-ออกของลม ก็แค่นั้นครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 9 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลานเทวา วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

รู้ลมหายใจ
รู้สติ

ใจดี
ใจสบาย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 17.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ พญาสุขุม - อย่าเพิ่งรีบนอนครับพี่ ลองอีกวิธีที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อน

...
ถ้ายังละไม่ได้
แต่นั้นเธอพึง...
ลุกขึ้นยืน
เอาน้ำล้างตา
เหลียวดูทิศทั้งหลาย
แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์

ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้

ถ้ายังละไม่ได้
แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวันว่า
กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น
กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น

มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้
ไม่มีอะไรหุ้มห่อ
ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด

ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้
...(มีอีก 1 วิธี ก่อนวิธีสุดท้ายคือ ...)
อ.อํ. 23/87/58

เอาไป 2 ข้อนี้ก่อนครับ

ปล.พระพุทธเจ้าตรัสมรรควิธีไว้ ถึง 7 วิธีก่อนที่เราจะใช้วิธีสุดท้าย คือ ...

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 9 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak


เวลาง่วงเดินชมต้นไม้
ล้างหน้าล้างตา
ยังง่วงอีก ก็นอนครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ชื่อเย็นเป็นยามโปรดเรียกพ้มว่ายามเย็น - การรู้ลมหายใจ เป็นการปรารภความเพียรเผากิเลส และการปรารภความเพียรก็มีอุปสรรคเป็นธรรมดา

หนึ่งในอุปสรรคที่พี่สนใจก็คือ การง่วงเหงาหาวนอน มันเป็นอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดา สำหรับผู้ใหม่ที่เจริญอานาปานสติ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ที่กล่าวอยู่ว่านิวรณ์ทั้งห้า คืออกุสลราสี(กองอกุศล)นั่นแหละคือผู้ที่กล่าวอยู่โดยถูกต้อง

ภิกษุทั้งหลาย !
อกุสลราสีทั้งกองนี้ ได้แก่ นิวรณ์ทั้งห้า

ห้าอย่างไรกันเล่า ?
ห้าคือ ถีนมิทธะ ...

มหาวาร.สํ. ๑๙/๑๙๖/๖๙๖ - ๖๙๗

ที่พี่ถามว่าทำไมรู้ลมหายใจไปแล้วจะต้องหลับ โดยความเห็นส่วนตัว มันอาจจะเกิดขึ้นเพราะร่างกายไม่พร้อมทำงาน และหรือ อาจเกิดขึ้นเพราะจิตไม่มีกำลังที่จะฝืนธรรมชาติของร่างกายที่ไม่พร้อมนั้น หรืออาจเกิดขึ้นจากความขี้เกียจ... ส่วนนี่คือ เหตุผลที่อ้างอิงพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ...สนิมแห่งจิต ๕ ประการ เหล่านี้ มีอยู่ เป็นสนิมทำให้จิต...
เศร้าหมอง
ไม่อ่อนโยน
ไม่ควรแก่การงานของจิต
ไม่ประภัสสร รวนเร และ
ไม่ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ

สนิมแห่งจิต ๕ ประการนั้นอย่างไรเล่า?
ห้าประการคือ...ถีนมิทธะ...

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อใดจิตปราศจากเครื่องเศร้าหมอง ๕ ประการเหล่านี้แล้ว จิตนั้นย่อมเป็นจิต...
อ่อนโยน
ควรแก่การงานของจิต
ประภัสสร ไม่รวนเร และ
ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ

ปญฺจก. อ.๒๒/๑๘/๒๓

และความง่วงเหงาหาวนอนนั้นก็เป็นเครื่องทำให้ปัญญาถอยลง ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย !
นิวรณ์เป็นเครื่องกางกั้น ๕ อย่างเหล่านี้ ท่วมทับจิตแล้วทำปัญญาให้ถอยกำลัง มีอยู่

ห้าอย่าง อย่างไรเล่า?
ห้าอย่าง คือ นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ

ถีนมิทธะ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว

จักรู้ซึ่ง...
ประโยชน์ตน
ประโยชน์ผู้อื่น
ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือ

จักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแก่ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้

นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ไหลไปสู่ที่ไกล มีกระแสเชี่ยว พัดพาสิ่งต่างๆไปได้

มีบุรุษมาเปิดช่องทั้งหลายที่เขาขุดขึ้น ด้วยเครื่องไถทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ กระแสกลางแม่น้ำนั้น ก็ซัดส่าย ไหลผิดทาง ไม่ไหลไปสู่ที่ไกลไม่มีกระแสเชี่ยว ไม่พัดสิ่งต่างๆไปได้...

ปญฺจก. อ. ๒๒/๗๒/๕๑

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ
ละถีนมิทธะ
มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ
มีจิตปราศจากถีนมิทธะ
มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว
ชำระจิตจากถีนมิทธิอยู่

ปล.ถ้าสนใจวิธีแก้ง่วง ลองเข้ามาอ่านความเห็นแล้วเข้ามาสอบถามกันอีกรอบนะครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 9 ค่ำ เดือน 9

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชื่อเย็นเป็นยามโปรดเรียกพ้มว่ายามเย็น วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/YAM-YAN

นั้นคือบทสรุปครับ เอาเรื่องระหว่างทางดีกว่ามั้ยครับ เช่น การตามดูลมละเอียดทำไมถึงหลับ......รอคำตอบอยู่นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน