• อิสรทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : webmaster@falconbbs.com
  • วันที่สร้าง : 2012-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 70
  • จำนวนผู้ชม : 207440
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
Poetry Park
เสนอบทกวีที่โดนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/poetry-park
วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม 2562
Posted by อิสรทัศน์ , ผู้อ่าน : 252 , 00:13:39 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันนี้ผมรวบรวมบทกวีเก่าๆ ของรุ่นพี่วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ รุ่นผมและเพื่อนๆ และรุ่นน้องอีกหลายคน รวมแล้วก็ 20 คน 20 ชิ้นครับ นั่งพิมพ์อยู่หลายรอบเลย ยังดีที่ผม "จิ้มดีด" ได้รวดเร็ว น้องๆ การพิมพ์สัมผัส ก็เลยใช้เวลาไม่มากนัก แค่พอเมื่อยคอ บทกวีเหล่านี้ผมพิทักษ์รักษาไว้เป็นอย่างดี ยังมีอีกเยอะเลย คนเขียนเองอาจจะไม่มี หรือจำไม่ได้แล้ว เอนทรีนี่จึงถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัย จารึกไว้ให้อ่านกันครับ

ายชื่อเจ้าของบทกวี:
1. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
2. นภาลัย ฤกษ์ชนะ
3. นิภา บางยี่ขัน
4. ทวีสุข ทองถาวร
5. ปิ่นฤทัย รวิปรีชา
6. รังษี บางยี่ขัน
7. ประสงค์ พิมพาภรณ์
8. คมทวน คันธนู
9. อนุสรณ์ ลิ่มมณี
10. ชาติชาย อัครวิบูลย์
11. สุพันธ์ ธำรงสัตย์
12. สันติชัย แพทย์พงษ์
13. อารีย์ กังวานเนาวรัตน์
14. เพชรา ธนัญชัย
15. เสริมศักดิ์ เปลี่ยนภู่
16. วิชัย โถสุวรรณจินดา
17. ไพศาล หาญบุญตรง
18. สุรเทพ โลหิตกุล
19. สุรศักดิ์ บุญประกอบ
20. สมชาย อนงคณะตระกูล
-----------------------------------

1. แ ม่ ศ รี
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

"แม่ศรีเอย แม่ศรีสวยสะ
ยกมือไหว้พระ นะแม่ศรีสม
ขนคิ้วเจ้าต่อ ทั้งคอเจ้ากลม
ชักผ้าขึ้นชม ชมแม่ศรีเอยฯ"
เชิญเจ้ามาล้อมวงทรงแม่ศรี
แม่อย่ามีหม่นหมองเลยน้องเอ๋ย
พี่จะร้องรับขวัญอัญเชิญเชย
ให้เหมือนเคยแต่ครั้งเจ้ายังเยาว์
ช่อแฉล้มแย้มผลิมะลิซ้อน
พี่จะช้อนเชยไว้มิให้เฉา
จะมาแซมผมพิมพ์ให้พริ้มเพรา
เฉิดเฉลาโฉมฉะนี้พี่จะชม
กระหวัดเกล้ารับพักตร์แล้วปักปิ่น
อบประทิ่นจันทน์จรวยมุ่นมวยผม
คิ้วรูปเคียวเรียวขับรับตาคม
คอเจ้ากลมเกลาอ่อนประอรเอียง
โอ้แม่ศรีสวยสะเจ้าประแป้ง
ห่มสีแดงด้วยไหมสะไบเฉียง
นุ่งผ้ายกเชิงทองค่อยมองเมียง
ค่าเจ้าเพียงเทพีแม่ศรีไทย
เจ้าโฉมเอยโฉมฉายสายสวาท
เชิญแม่ยาตรเยื้องมาช้าไฉน
เพลงเขาร้องเชิญรำอย่าร่ำไร
โอ้ว่าใครหนอลืมเลือนเพื่อนเพลงทรง
-------------------------------------------

2. ใ จ โ จ ร
นภาลัย ฤกษ์ชนะ

ดาบเล่มนั้นมันวาวคมขาววับ
ยามขยับน่าขยาดหวาดสยอง
ที่ปลายดาบคราบโลหิตยังติดนอง
น่าขนพองกลิ่นพลุ่งคละคลุ้งคาว
เจ้าของดาบกายดำกำยำใหญ่
ทั้งสองนัยน์ลุกโรจน์ดูโกรธกร้าว
ทุกแห่งหนคนกู่รู้เรื่องราว
มันชื่อฉาวสมญามหาโจร
ทุกชนม์ชีพรีบเร้นกลัวเป็นศพ
แม้นมันพบมิเว้นเข้าเข่นโค่น
ยิ่งเห็นเลือดไหลโกรกลงโชกโชน
มันยิ่งโผนดาบฟาดคอขาดคา
แต่เมื่อมันหันมาพบหน้าหนึ่ง
แววตาซึ่งสดใสไร้เดียงสา
มิรู้เลี่ยงเอียงคอยิ้มล้อมา
ขุนโจรกล้ากลับทรุด...ดาบหลุดมือ
โจรยังมีเมตตาต่อทารก
แต่ใจเธอสกปรกกว่าโจรหรือ
ไม่รักตัวชั่วไปจนใครลือ
แต่รักชื่อถึงกับเชือดเลือดในครรภ์
------------------------------------------

3. จ า ก ส ว น ส ว ร ร ค์
นิภา บางยี่ขัน

จำปีปลิดใบเก่าที่เฉาช้ำ
ลงสุ่ลำเจ้าพระยาชลาไหล
ลมพลิ้วไล่ใบน้อยเลื่อนลอยไป
เหมือนดวงใจว่างเปล่าเฉาและช้ำ
นึกถึงวันผันไปเหมือนใบเขียว
ไม่โดดเดี่ยวเพื่อนดาษดื่นชื่นและฉ่ำ
รื่นกลิ่นดอกก็ปานกับหวานคำ
ยังจดจำปีเหล่านั้นจนวันตาย
โลกเล่นกลวนเวียนเปลี่ยนวิถี
พาชีวีของเราพลาดเป้ามหาย
ให้พบกับผิดหวังพลั้งอับอาย
และมอบความเดียวดายไว้แด่เรา
ในมหาอาณาจักรเคยรักแสน
แปรเปฺ็นแดนเซาซบสงบเหงา
ทุกแดดรอนอ่อนแรงแสงซึมเซา
พบเพียงเงาเราด้นเดินคนเดียว
สวนสวรรค์ริมน้ำค่ำวันนี้
ไร้ใครมีเมตตามาแลเหลียว
เจ้าพระยาขุ่นข้นวนเป็นเกลียว
เปลี่ยวแสนเปลี่ยวแปลกตาเมื่อมาเยือน
โอ้ว่าวันเก่าเก่าของเราเอ๋ย
เมื่อล่วงเลยแล้วก็ลับไม่กลับเหมือน
ยิ่งนานเนิ่นเหินห่างยิ่งร้างเลือน
ความเป็นเพื่อนก็คงถูกหลงลืม
----------------------------------------------

4. ล า ว ก ร ะ ท บ ไ ม้
ทวีสุข ทองถาวร

เมืองผมมวยผ้าไหมสาวใจซื่อ
ผู้เยือนคือญาติสนิทใช่มิตรใหม่
โอ้เวียงจันทน์นั้นเพียงเป็นเวียงใจ
แม้จากไกลก็มิอาจขาดพันธะ
เสียงแคนครวญชวนรำเมื่อค่ำนั้น
โทนกระชั้นฉาบกระชับรับจังหวะ
หวานเพลงแอ่วแห่งความสุขทุกระยะ
เกินใจจะห้ามใจมิให้จำ
ตามแสงไต้ปลายชานที่บ้านสาว
เหมือนมนต์น้าวหนุ่มคะนึงถึงทุกค่ำ
เยี่ยมชานเรือนเพื่อนเว้าเฝ้าฝากคำ
จนเดือนคล้อยลอยต่ำจึงอำลา
ภาพของความสุขสันต์ในวันก่อน
เทียบทุกตอนกับวันนี้ยิ่งมีค่า
เยือนครั้งใหม่แม้นยิ่งเอ่ยว่าเคยมา
ยิ่งผิดตาผิดใจเหมือนไม่เคย
สิ้นแคนครวญชวนรำโอ้ค่ำนี้
โทนเคยตีฉาบกระชับก็กลับเฉย
แสงไต้หรี่ราวจะดับลงลับเลย
โอ้เวียงเอ๋ยเวียงเทวษด้วยเหตุใด
เสียดายแต่ความหลังครั้งเก่าเก่า
เหลือเพียงเงางำอดีตชวนหวีดไหว
จะรอฟ้าพิโรธลงโทษใคร
ใจต่อใจต่างประจันฆ่ากันเอง
------------------------------------------

5. น้ำ ต า อ าร ม ณ์ แ ล ะ ค ว า ม รั ก
ปิ่นฤทัย รวิปรีชา

อยากให้โลกหมุนกลับใหม่ได้อีกครั้ง
ทวนความหลังหวามหวานวันก่อนก่อน
ทวนความห่วงในดวงตาเอื้ออาทร
ทวนถ้อยอ่อนโยนซึ่งยังซึ้งใจ
ก็เพราะเรา"ไม่เป็นเรา"ในคราวนี้
แต่กลับมีคนแปลกหน้าผู้มาใหม่
ต่างคนคือ เธอ ฉัน ห่างกันไกล
นี่โลกหมุนต่อไปทำไมกัน
เคยหลอกใจหลายหนว่าทนได้
แต่ก็ต้องร้องไห้เหตุใดนั่น
สบตาต่างหมางเมินเกินจำนรรจ์
หัวใจมันทรมานสงสารนัก
ไม่มียิ้มพิมพ์ขวัญเช่นวันก่อน
เหลือภาพหลอนเลือนไกลให้ประจักษ์
ไม่มีแววตาวอนซ่อนแสงรัก
ที่ตระหนักและได้เห็นความเย็นชา
สมเพชขวัญวันนี้ไม่มีเขา
วันเก่าเก่าคือนิยายไร้คุณค่า
คนคนเดียวรำพันทวงสัญญา
และน้ำตาและน้ำตาโอ้อารมณ์
อยากให้โลกหมุนกลับใหม่ได้อีกครั้ง
ย้อนความหลังหวานหวามลืมความขม
แล้วหยุดลงตรงนั้นฝันชื่นชม
ก่อนฉันตรมตรอมตายในวันนี้
------------------------------------------

6. ไ ม่ ใ ช่
รังษี บางยี่ขัน

เคยคิดว่าเป็นเพื่อน...เหมือนจะใช่
เพราะห่วงใยกังวลคนหงอยเหงา
เคยคิดว่ายิ่งกว่าเพื่อน...เหมือนญาติเรา
เพราะรับเอาธุระผองของวงศ์วาน
เคยคิดว่าเป็นพี่ตามที่เห็น
เพราะเยือกเย็นสามารถและอาจหาญ
เคยคิดว่าเป็นน้องมองสะท้าน
เพราะดวงมานบางบอบควรปลอบโยน
แต่เดี๋ยวนี้เธอมิใช่ใครคนเก่า
ที่ควรเราคิดเห็นเป็นโลดโผน
เธอมิได้อยู่ที่นี่หรือที่โน้น
เธอไปโพ้นไกลพ้นจนเกินแล
นับวันเธอเปลี่ยนใหม่ไปทั้งหมด
เกินหาพจน์เปรียบได้ให้แน่วแน่
มิอาจเห็นแม้จะเฝ้าชะแง้
รู้ก็แต่ข่าวคราวการก้าวไกล
สุดจะคิดต่อไปว่าใช่เพื่อน
หรือว่าเหมือนญาติสนิทพิสมัย
เราต่างมิใช่น้องพี่ของใคร
แต่เป็นใจที่จะพรากแยกจากกัน
----------------------------------------

7. จุ ม พิ ต แ ห่ ง ค ว า ม รั ก
ประสงค์ พิมพาภรณ์

มันคือวันเวลาซึ่งน่ารัก
ที่ทายทักจุมพิตชีวิตหนุ่ม
ช่อดอกไม้ได้โปรยกลีบโรยรุม
เป็นความชุ่มชื่นในวัยคะนอง
ดอมดอกไม้ทั้งมวลที่ยวนเย้า
และทอดเท้าบนทางอย่างจองหอง
ตราบความแปลกเปลี่ยนรสการทดลอง
ยังอยู่ในไฟของความต้องการ
และบทเรียนมธุรสทุกบทนี้
มันจะมีต่อไปในความกร้าน
เมื่อดอกรักที่ใจ(จะ)ยังไม่บาน
เลือดซึ่งร่านจะรินออกทุกซอกมุม
มันคือวันเวลาไม่น่ารัก
ที่ทายทักจุมพิตชีวิตหนุ่ม
ช่อดอกไม้ไม่โปรยกลีบโรยรุม
และความชุ่มชื่นต่าง เริ่มร้างรา
คือวันคืนน่าหยันอีกวันหนึ่ง
ช่วงวัยซึ่งอิดโรยและโหยหา
วันดอกรักบานแล้วในแววตา
แต่ทว่า จะไม่ มีใครมอง
จนสิ้นบทพากเพียรการเรียนรู้
เด็กหนุ่มผู้พกนิยามความจองหอง
คุกเข่าลงไม่เหลือเชื้อลำพอง
โดยไร้ร่องรอยจะ ทรนง
----------------------------------------------

8. น้ำ เ งิ น : เ งื้ อ ม เ ง า ช ะ โ ง ก ง้ำ
คมทวน คันธนู (ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร)
(จากหนังสือ "นาฏกรรมบนลานกว้าง" บทกวีรางวัลซีไรท์ พ.ศ.2526)

อาไทที่เมืองทอง บ่มีทองมาทาบทอ
มีคราบน้ำตาคลอ อยู่เต็มด้าวนภาดล
สายโซ่ประวัติศาสตร์ กระหวัดคาดลำคอคน
ชั้นเชิง ณ ชั้นชน ก็ช่ำใช้จนช่ำชอง
ปลายดาบเอาปราบดา ทลวงฆ่าเถลิงครอง
สายเลือดอันรังรอง คือสายชลชโลมโชรม
พี่พาลสังหารพี่ เป็นสิงคลีคระครืนโครม
พ่อโจนเข้าจู่โจม ตะลุยลูกจนแหลกลาญ
คบเพื่อนเพื่อฆ่าเพื่อน กำแพงเปื้อนแต่ลมปราณ
ลุงล่าชีวาหลาน กระสอบทุบทุเรศแทง
มหกรรมแห่งกามกิจ ระเร่าฤทธิ์ระเริงแรง
พลุ้งพล่านและพลิกแพลง ประโลมเพลงประเลงเพลิน
อยากกินก็เก็บกัก ประกาศชักเป็นอัญเชิญ
จังกอบเฝ้ากอบเกิน บำรุงยศสวรรยา
เรียกใช้กวีชุบ กระดุบดุบอยู่ดาษดา
เอ็งนั้นจงพรรณนา ประโคมเกียรติให้อาเกียรณ
"เหนือสิ้นทั้งโลกสาม ขนานนามโดยแนบเนียน
ใครที่เป็นจอมเธียร เป็นจอมเทพไผทไท
ทุกแหล่งแถลงแล้ว เพราะกล้าแกล้วและเกริกไกร
ผ่านฝนและพ้นไฟ สลายแทบธุลีเธอ
ซึบซับซึ่งศัพท์แสง ประหลาดแปลงบำเรอเปรอ
ลือเลื่องด้วยเลิศเลอ พิสุทธิ์ล้ำตลอดเลา
งามถ้วนประดุจแท่ง และกล้องแกล้งประหนึ่งเกลา"
ออกอรรถประจงเอา ประจำจารประจอแจ
สายใยระโยงยาว ระย้าหาวดังร่างแห
ทอดหุ่ยสบายแฮ บนของเก่าตระกองกิน
มีชาติต้องมีเชื้อ แหละจุนเจืออยู่อาจิณ
ชาติดับลงกับดิน ก็เชื้อรอดไฉนฤา
เงื้อมเงาชะโงกง้ำ ชะงัดงำให้ชำงือ
เสียงไห้กระโหยฮือ บ่เคยเหือดระเหยเฮย
สายธารแห่งมวลทาส ยังผูกขาดเสมือนเคย
ชีวิตจึงสังเวย ตะกอนก้อนที่เกาะกุม
------------------------------------------------

9. ดุ ริ โ ย ท ก
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

ริ้วลีลาน้ำเหนือเมื่อล้นหลาก
ได้หว่านวากย์ดุริยะศัพท์กระแส
ซอกซอนซ่านพล่านพลุ่งข้ามคุ้งแคว
เป็นเพลงแพร่พลิ้วแผ่วกล่อมแนวไพร
ซึ่งสัญจรอ่อนทุ้มและคลุ้มคลั่ง
ฟัดฟาดฝั่งฟอนขวัญให้หวั่นไหว
หฤหรรษ์หฤโหดโลดละไม
ลงเซาะไซร้โตรกหินหลั่งรินโรย
ตามท่วงทีทำนองไหลล่องหลั่น
อาวรณ์หวั่นว้าเหว่หวนเห่โหย
ทุกช่วงปีกคืนวันอันบินโบย
ก็โอดโอยอุทธรณ์โลกโชคชะตา
กระแสกรรมส่ำสัตว์วัฏจักร
ใต้ปฏักทุกข์ทัณฑ์แห่งตัณหา
ย่อมวกวนสู่ทะเลเวิ้งเวลา
โดยบัญชาบุญบาปตราบนิรันดร์
จากวงจรน้ำชื้นพรมผืนหญ้า
ระเหยหาหอห้วงสรวงสวรรค์
เป็นฝนฝากฟากฟ้ารินมาพลัน
แล้วรวมกันเริงหลงล่องลงธาร
ริ้วลีลาน้ำเหนือเมื่อล้นหลาก
ก็เชี่ยวกรากไหลล้นพัดพ้นผ่าน
เลื่อนลอยลับกับวลีดนตรีกาล
ระหว่างวารเวลาที่มาคอย
-----------------------------------------

10. ส า ย น้ำ ที่ ไ ห ล ย้ อ น
ชาติชาย อัครวิบูลย์

โดยริ้วรอยรื่นรมย์แห่งร่มไม้
คลอขับใบกรองกล่อมบนหย่อมหญ้า
จากพลิ้วพรมลมพรูสู่ชีวา
ในลีลาลางเลาและเหงางัน
ซึ่งธารที่สีเขียวอันเชี่ยวกราก
เริ่มลามหลากสู่ป่าโพ้นอาถรรพณ์
สะท้อนแสงแดดช่วงดวงตาวัน
สานสีสันซึ่งสว่างรองทางเท้า
ที่นั่นมีนิยายที่ใหม่กว่า
จากดวงตาเต็มทุกข์คอยลุกเร่า
ความกระหายว่ายแฝงแรงอ่อนเยาว์
รินบอกเล่าความรู้สึกให้ลึกลง
โดยอารมณ์อารยะแห่งสมัย
ส่งหัวใจมืดดำสู่ความหลง
ด้วยเหรียญตราวีรชนรณรงค์
ที่อาจองในท่ามความเป็นตาย
ลำน้ำสายอดีต
รอสังคีตสันติภาพคลอขับสาย
ก่อนที่วันอันระแวงแห่งนิยาย
จะเริ่มร่ายลีลาโหดทารุณ
ลำน้ำสายน้ำเงินเดินทางกลับ
และลี้ลับในม่านหว่านกระสุน
คนบาปยิ้มริมปากฝากนักบุญ
รอรับทุนที่ลงในสงคราม
------------------------------------

11. อั น เ ป็ น นิ รั น ด ร์ แ ห่ ง ก า ร ร อ
สุพันธ์ ธำรงสัตย์

วานนี้...
ฉันเคยมีเพื่อนขวัญปันใจให้
คอยอาทร รัก หวง อย่างห่วงใย
ไกลกว่าไกลกว้างกว่ากว้างทางฝันเรา
ท่องทะเลน้ำใจที่ใสฉ่ำ
ท่องลำนำทิพย์อยู่ริมภูเขา
หลับบนเมฆยามที่เป็นสีเทา
ลมแผ่วเบาคือดนตรีที่กล่อมนอน
วันนี้...
เท่าที่มีน้ำตาไหลหยดใส่หมอน
ไร้เพื่อนขวัญไร้สายตาคอยอาทร
คนเก่าก่อนที่เคยมีวันนี้เลือน
ท่องทะเลน้ำตาเวลาค่ำ
มีเสียงร่ำร้องไห้ไว้เป็นเพื่อน
ความเจ็บปวดรวดร้าวก้าวมาเยือน
พร้อมกับเอื้อนขับลำนำความช้ำตรม
พรุ่งนี้...
คนปรานีเอื้อใจให้สุขสม
อาจมาเยือนทักถามความระทม
อาจพร่างพรมน้ำตาหล่นบนศพเรา
เหนือสุสานวิญญาณรักจักว้าเหว่
ท่องทะเลน้ำค้างอย่างเงียบเหงา
คอยเพื่อนขวัญอยู่ ณ ที่เมฆสีเทา
รอคนเก่าคนหนึ่งซึ่งอาจมา
-----------------------------------------------

12. แ ม่ น้ำ แ ม่ ก ล อ ง
สันติชัย แพทย์พงษ์

เรือหลายลำจอดเรียงรายเกยทรายตื้น
กลางความชื้นโดยระลอกควันหมอกหนา
มีน้ำใสซบฝั่งทรายสุดสายตา
ขุนเขาป่าสูงตะหง่านเป็นม่านบัง
ปากแพรก จะงดงามในยามเช้า
แดดทาบเงาน้ำแม่กลองกับสองฝั่ง
เพลงลมพัดใบไผ่แผ่วให้ฟัง
คล้ายร่ำสั่งฝั่งท่าชลาลัย
ก่อนแม่กลองล่องไหลไปจากนี่้
ระเรื่อยรี่คล้อยผ่านหมู่บ้านใต้
ลาปากแพรกเมืองกาญจน์ลาม่านไพร
สู่เมืองไกลตามวิถีวารีธาร
ราชเอยราชบุรี
เถิดจงมีเยื่อใยคนไกลบ้าน
รักบ้านโป่งโพธาฯ มานาน
เลยผ่านอาลัยไมตรี
จากปากแพรกน้ำหลากสู่ปากอ่าว
ได้กลิ่นคาวน้ำเค็มคลุ้งเต็มที่
บางจะเกร็งอยู่ห่างบ้านกาญจน์บุรี
สองฝั่งมีเลนป่าจากเป็นฉากบัง
รักสมุทรสงครามในยามเช้า
แดดทาบเงาน้ำแม่กลองกับสองฝั่ง
เพลงลมจากทะเลเห่ให้ฟัง
แม่กลองยังไม่ไหลรินคืนถิ่นเดิม
---------------------------------------

13. วั น ที่ ฉั น ร อ
อารีย์ กังวานเนาวรัตน์

เมื่อคิดให้หัวใจก็ให้หมด
ไม่คิดคดเก็บไว้ให้ใครอื่น
เมื่อคิดถึงเธอนั้นทุกวันคืน
ก็เกินฝืนบอกใจ...ว่าไม่คิด
เมื่อชีวิตยังเหลือเพื่อจะรัก
จะอกหักเพียงใดก็ไม่ผิด
เมื่อได้มอบวาทะปิยมิตร
เธอมีสิทธิ์ทวงถามได้ตามใจ
สิ่งที่ไม่เคยให้ใครมาก่อน
เคยแง่งอนกับกมลคนไหนไหน
สิ่งนี้กลับมาง่าย...ง่ายเกินไป
ง่ายที่ให้แก่เธอเสมอมา
อยากสัญญาแต่ทำไม่ได้ดังอยาก
เพียงเพียรรพากรอวันที่ฝันหา
วันที่ฉันจะเผยเอ่ยศัญญา
บอกเธอว่ารักมาก...เกินจากไป
และขอเธอรับใจฉันไว้ด้วย
เรามาช่วยก่อสร้างทางสดใส
มีมานะประตูทองของหัวใจ
เพื่อพบชัยในวันที่ฉันรอ
------------------------------------------

14. อุ ด ม ค ติ
เพชรา ธนัญชัย

เมื่อเราโตพอที่มีความคิด
อุดมคติของชีวิตเรายิ่งใหญ่
จะเหยียบโลกใต้ฝ่าเท้าเราก้าวไป
แม้สิ่งใดไม่ยอมแพ้แค่ครึ่งกลาง
ยามเราเรียนเพียรล้ำดูตำรา
เพื่อวันหน้ามีอะไรให้โลกบ้าง
ความถูกต้องแสนดีจะชี้ทาง
ด้วยโลกกว้างน่าศึกษายิ่งกว่านี้
และเมื่อโตพอรู้ค่าคำว่า "สิทธิ์"
ชั่วชีวิตเราจะใช้ให้เต็มที่
"เสรีภาพ" สิ่งเก่าที่เรามี
จะต่อตีใครก็ตามที่หยามมัน
กับ "สังคม" หน่วยหนึ่งซึ่งเราอยู่
จะรับรู้และรับใช้ไม่หวาดหวั่น
เกิดแล้วเป็นหนุ่ม-สาวคราวเดียวนั้น
สั้นแสนสั้นไม่พอรับสำหรับเรา
แล้วหลับตาตายลงตรงหลักชัย
เมื่อได้ให้และได้ฝันถึงวันเก่า
ความเป็นจริงแห่งความหวังครั้งวัยเยาว์
จะดุจเสาศิลาจารึกนาม
นั่นคือภาพที่ต้องมองห่างห่าง
มันเวิ้งว้างและหัวใจให้วาบหวาม
เหนื่อยกับการแสวงหาค่านิยาม
หลงอยู่ท่ามความสับสนไม่พ้นเลย
-------------------------------------------

15. ก ฎ ห ม า ย ป่ า
เสริมศักดิ์ เปลี่ยนภู่

กลางดงดิบแดนไพรไกลปืนเที่ยง
ที่ต้องเสี่ยงความตายวันหลายหน
สำนึกพราน การล่า ฆ่า ดิ้นรน
ชีวิตบนทางบาปอาบเลือดคาว
ความเลือดเย็นเร้นร่างตามทางผ่าน
สัญชาตญาณอยู่รอดทอดไอหนาว
ต้องตื่นตัวตลอดกาลอันนานยาว
ใครไม่กร้าวกร้านพอก็พลาดเอง
บางครั้งเหยื่ออาจจะกลายเป็นฝ่ายฆ่า
เลือดเข้าตาต่อสู้ผู้ข่มเหง
จุบจบพรานผู้พลั้ง เศร้า วังเวง
เลือดละเลงล้างแค้นตอบแทนกัน
ชีวิตตามตัวบทกฎหมายป่า
ฮยู่เพื่อล่าหลากเล่ห์เหลี่ยมเหหัน
มีความตายยืนรอวันต่อวัน
การห้ำหั่นเหี้ยมโหดโลดรุนแรง
ในสังคมคอมกรีตขีดกั้นป่า
ความก้าวหน้าในคราบฉาบสีแสง
ฉากละครดั้งเดิมเริ่มแสดง
คนขันแข่งความชั่วเมามัวกรรม
ฆ่าเพื่อความพอใจไร้เหตุผล
ระหว่างคนกับสัตว์ป่าจึงน่าขำ
บนเส้นทางสร้างอารยธรรม
คนต้องนำกฎหมายป่ามาคุ้มครอง
-----------------------------------------

16. วั น นี้
วิชัย โถสุวรรณจินดา

โลกวันนี้ฉันจะอยู่อย่างผู้กล้า
เพื่อวันหน้าจะได้อยู่อย่างผู้ใหญ่
ได้รับรู้และเห็นความเป็นไป
ทั้งภายนอกและภายในใจมนุษย์
สิ่งแห่งความเลวทรามความบัดสี
ฉันรู้ดีต้องมีวันมันสิ้นสุด
ฉันเกินทนให้อธรรมมานำรุด
โดยเราหยุดทนให้เชือดอย่างเลือดเย็น
หากเรากล้าสู้มันแต่วันก่อน
ความเดือดร้อนในวันนี้ไม่มีเห็น
แต่เพราะขลาดหวาดกลัวตัวลำเค็ญ
จึงต้องเร้นซ่อนหน้าหมดท่าที
ยังไม่สายสำหรับปรับความคิด
ล้างความผิดพลาดให้ไกลจากนี่
ฉันรู้แล้วคนกล้าถ้าไม่มี
ในวันนี้วันต่อไปก็ไม่ทัน
ฉันจึงเชิดใบหน้าอย่างกล้าหาญ
อุดมการณ์ซื่อตรงใจคงมั่น
สัญญากับหัวใจไว้ทุกวัน
จะสู้มันจนวันที่เรามีชัย
ชีวิตฉันพร้อมที่พลีอุทิศ
เพื่อนิมิตความฝันอันยิ่งใหญ่
แม้วันนี้ฉันจะพ่ายต้องตายไป
ก็คงมีคนใหม่ได้มาแทน
-----------------------------------------

17. ค ว า ม รั ก - เ ท วี - ค ว า ม จ ริ ง ใ จ
ไพศาล หาญบุญตรง

สัมผัสรอยแย้มยิ้มริมราวป่า
สบสายตาเทวีที่แสนหวาน
เพลิดเพลินกับวันคืนความชื่นบาน
ซึ่งมีม่านดอกไม้ไว้รอเรา
ฟ้าวันนี้สีฟ้ากว้างกว่ากว้าง
เมื่อโรยร้างละอองของความเหงา
เพลงความรักเริ่มแล้วอย่างแผ่วเบา
แต่นานเนาอยู่ในหัวใจนี้
เรียวใบไผ่แผ่วพลิ้วผ่านทิวป่า
เมื่อหมอกฟ้ายามสายระบายสี
น้ำเสียงซึ่งซึ้งเสน่ห์แห่งเทวี
ดาลดนตรีแห่งใบไผ่ให้แผ่วจาง
บนเส้นทางทอดยาวผ่านเขาเขียว
ย่ำบนเรียวใบหญ้ายามฟ้าสาง
คือเท้าของเทวีที่บอบบาง
ซึ่งไม่ห่างจากเรามากเท่าไร
คืนแห่งความหนาวเหน็บจนเจ็บเนื้อ
เทวีเอื้อเสน่หามาห่มให้
ความอาทรบนห้วงแห่งดวงใจ
เราพบได้ในห้วงแห่งดวงตา
สัมผัสรอยแย้มยิ้มริมขอบเขา
คลายความเร่าร้อนแห่งแรงเสาะหา
พร้อมจะมอบเทวีด้วยชีวา
ถ้าและถ้า ทุกสิ่ง เธอจริงใจ
-------------------------------------------

18. มั น จั ก ต้ อ ง เ ป็ น ไ ป เ ช่ น นั้ น <=-
สุรเทพ โลหิตกุล

ป่าเขาเขียวเข้มครึ้ม ไม้ทึบทึมอยู่ตามทาง
ยอดสูงไม้ยูงยาง ระยับดอกระย้าดิน
สายธารผสานทิพย์ หลั่งมาลิบลงไหลริน
ไพเราะประหนึ่งพิณ เพียงวารีดุริยางค์
พร่างพรำหยดน้ำฟ้า ทั้งโลกหล้าแลเลือนลาง
แจ่มใสสิเมฆจาง ชีวิตพืชก็ผลิพราว
กงกรรมธรรมชาติ ประวัติศาสตร์นั้นเหยียดยาว
ปัจจุบันมันปวดร้าว ทุรยุคถ่อยทารุณ
ธรรมชาติที่ปราชัย ก็เพราะใครเนรคุณ
ทาสวัตถุนายทุน คอยขยี้อยู่ทุกยาม
เสียงปืนกลบเสียงป่า การเข่นฆ่าเข้าคุกคาม
โสมมสังคมทราม สะท้านศัพท์เสียงจักรกล
ป่าลึกเป็นป่าแล้ง ก็ด้วยแรงกิเลสดล
ป่าดิบสันดานคน ลอบตัดโค่นโก่นทำลาย
สายธารสิ้นอุทก สกปรกทั้งต้นปลาย
เหลือส่ำทะเลทราย ไว้เป็นทรากกากแผ่นดิน
ฟ้านี้บ่มีฝน สิ้นสายชลชเลริน
เขาเขียวเทียมเมฆินทร์ ก็เลี่ยนโล้นศิลาแลง
ไร่นาแลเรือกสวน ดินแล้วล้วนแตกระแหง
กสิกรอ่อนโรยแรง มิอาจเพาะปลูกพืชพันธุ์
จักรกลก่นคำราม และคุกคามด้วยหมอกควัน
มืดครึ้มทุกเขตขัณฑ์ มิรู้วันฤาค่ำคืน
วันโลกาวินาศ ใครจักอาจขัดแข็งขืน
ชนโฉดเขลาโหดหืน หื่นกระหายแลหิวโหย
ดาวโลกสิแดงเลือด ระอุเดือดจนดิ้นโดย
เบื้องนั้นอันโอดโอย คงอ้างคำกูทำนาย
-------------------------------------------------

19. เ ง า
สุรศักดิ์ บุญประกอบ

ความลับหลังบังตาบานหน้าต่าง
คือทิศทางทำเลเทวสถาน
เยี่ยมสายตามาเยือนยังเรือนชาน
โดยอาการของบุรุษที่สุดรัก
หากพรมแดนแผ่นดินแห่งสินสอด
คือจุดยอดจะยังให้ตั้งหลัก
หรือสาสมล้มพับลงหลับพัก
ที่กับดักรายดกรกทางเดิน
ความคิดเห็นให้แก่ตัวชั่วชีวิต
เมาจริตละเมอเสียเย้อเยิ่น
ความงามอย่างนางเงือกในเหยือกเงิน
ทิ่มสะเทิ้นศรัทธาทุกคราไป
เธออาจจะประทับรับคำร้อง
แหละโดยต้องไม่รังเกียจเสนียดไพร่
หลงลัทธิวิปริตสนิทใจ
ด้วยเกิดในเคหาเนื้อนาบุญ
รอจะร้อยสร้อยมุกสุกเศวต
เอกเทศโลกทัศน์ท่ามฝัดฝุ่น
เท่าทาสรักจักกล้าสมาทุน
เถลิงคุณกับฝันอันดักดาย
ความลับหลังบังตาบานหน้าต่าง
คือทิศทางที่ลอดตาสอดส่าย
เลาะลายแทงแห่งรักสลักลาย
ประสาชายซึ่งไม่มีภาษีนัก
-----------------------------------------

20. ร อ ย เ ท้ า ข อ ง ด า ว เ ดื อ น
สมชาย อนงคณะตระกูล

โดยพรายดาวพราวเดือนได้เลือนดับ
ทิ้งประทับรอยเท้าแห่งเถ้าถ่าน
ไว้ประดับดินแดนแสนกันดาร
สำหรับการเยี่ยมเยือนของเดือนดาว
ริมชายป่าปราสาทคนขาดศักดิ์
สัญลักษณ์ความล้าหลังทั้งหนุ่มสาว
ทบรอยเท้าทึ่มทึ่มซึมทางยาว
โดยการก้าวเดินไปไม่เคยมี
จึงดักดานดอมดินดมกลิ่นหญ้า
ไร้สายตาคนมองภาพท้องที่
หางอึ่งแห่งความรู้หมู่บ้านนี้
ก็ริบหรี่โรยลงกลางพงไพร
รอแสงดาวเดินทางไปสร้างทุ่ง
เพื่อแต่งปรุงปรับพื้นเป็นผืนใหม่
ซึ่งความหวังระหว่างความห่างไกล
เดินทางไปปลุกดาวให้ก้าวเดิน
เมื่อเดือนดาวดวงหรูถึงหมู่บ้าน
ก็กรำงานง่วนจนคนสรรเสริญ
และอิ่มหนำในเมื่อถูกเชื้อเชิญ
ทั้งเพลิดเพลินท่องไพรใจสราญ
แล้วพรายดาวพราวเดือนก็เลือนดับ
ทิ้งประทับรอยเท้าแห่งเถ้าถ่าน
ปลดพันธะกับดินแดนแสนกันดาร
ปล่อยหมู่บ้านรางเลือนอยู่เหมือนเดิม
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน