• อิสรทัศน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : webmaster@falconbbs.com
  • วันที่สร้าง : 2012-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 70
  • จำนวนผู้ชม : 207440
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
Poetry Park
เสนอบทกวีที่โดนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/poetry-park
วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม 2562
Posted by อิสรทัศน์ , ผู้อ่าน : 215 , 23:09:59 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คือร้อยกรองของมิตรผู้ชิดใกล้
ซึ่งเขียนได้โดดเด่นดูเป็นศิลป์
อักษราเรียงรายที่ร่ายริน
เมื่อได้ยินก็นิยมความคมคาย
คำสัมผัสจัดหาโดยสามารถ
งามดังวาดวรรคเว้นสืบเส้นสาย
วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ไม่คลาดคลาย
คงไว้ลายทรนงในวงวรรณ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

21. นี่ แ ห ล ะ ฉั น ล ะ

ทวีสุข ทองถาวร

คนอย่างฉันถ้าใครทำให้โกรธ
ก็ใจโหดโกรธมากยากจะหาย
เช่นเดียวกันถ้าใครทำให้อาย
ใจฉันร้ายพอที่จะย้อนประจาน
อาจเห็นว่าอ่อนไหวและใจน้อย
สะกิดหน่อยแต่เลือดก็เดือดพล่าน
ใจกลับดำคำกลับกล้าวาจาพาล
และอาจรานให้อีกฝ่ายทลายลง
ตรงกันข้ามกับที่ใครทำให้รัก
ย่อมประจักษ์แก่ตาว่าฉันหลง
ทั้งจะห่วงท้วงทักพะวักพะวง
ยอมให้ทรงสิทธิ์สุขทุกสิ่งอัน
เธอก็รู้อยู่เต็มใจมิใช่หรือ
คนหัวดื้อคนนี้...นี่แหละฉัน
นี่แค่เรื่องเคืองคับลิ้นกับฟัน
เธอยกมันขึ้นมาเป็นอารมณ์
รู้ว่าโกรธยังกล้าท้าให้โกรธ
เลยลงโทษคนที่ท้าอย่างสาสม
ปล่อยให้สองตาฉ่ำน้ำตาตรม
รอยแค้นบ่มค้างอยู่ในใจฉันนี้
อยากแก้แค้นเธอนักที่รักเอ๋ย
อย่างที่เคยทำทุกคนจนผละหนี
แต่ฉันพบการแก้แค้นซึ่งแสนดี
คือการที่ฉันยอมให้อภัยเธอ/
----------------------------------------

 

22. เ ห มื อ น น ก ข มิ้ น

ทวีสุข ทองถาวร

ความเป็นห่วงของใครก็ไม่รู้
มาซุกอยู่ใต้หมอนฉันนอนหนุน
พรางสื่อพจน์รสถ้อยร้อยละมุน
ซ้ำยังกรุ่นกลิ่นแก้มไว้แกมกัน
นี่รอยแก้มแต้มไว้..ของใครหนอ
แนบแก้มคลอเคลียครองข่มหมองขวัญ
ฉันว้าเหว่แรมหวังมาทั้งวัน
ขอฝากฝันพอแฝงสร้างแรงใจ
เดือนข้างแรมค้างรุ่งรอพรุ่งนี้
เหมือนใจที่ทุกข์ท้อรอวันใหม่
คืนพรุ่งนี้นี่จะนอนแนบหมอนใคร
เหลือบ้างไหมชายคาที่อาทร
"โอ้อกเอ๋ยหัวอกนกขมิ้น
เจ้าเสเพลพลัดถิ่นเที่ยวบินร่อน
นี่ดึกแล้วเตลิดหลงกลางดงดอน
จะเกาะคอนเคียงใครที่ไหนเอย"
ฉันถูกปล่อยอยู่กลางความว่างเปล่า
เหมือนอกเจ้านกขมิ้นชินจนเฉย
พรุ่งนี้ขวัญคงคว้างอีกอย่างเคย
ชีพสังเวยความทุกข์ที่คุกคาม
กราบหมอนน้อยเพื่อนนอนค่อนคืนนี้
ขอพรศรีสรวมกมล "คนต้องห้าม"
ยืมเยื่อใยใต้หมอนสะท้อนความ
แทนถ้อยถามทักท้วงเธอห่วงใย
สำหรับเธอที่ฉันเฝ้าฝันหา
หากถามว่าคืนนี้นอนที่ไหน
"จะตอบถ้อยที่ถามไปตามใจ
ฉันหลับแล้วอยู่ใกล้ใกล้หัวใจเธอ"
--------------------------------------------

 

23. ใ น อ้ อ ม ก อ ด
ทวีสุข ทองถาวร

เนื้อนิ่มนิ่มแนบเนื้อเมื่อคืนนั้น
คอยเพิ่มวันอาวรณ์สะท้อนถึง
ปากชิดปากปรือตาประสาซึ้ง
คิดหน่อยหนึ่งนี่ไฉนหลับไม่ลง
คืนและวันหวานหอมในก้อมกอด
กับเสียงออดอ้อนอันชวนฉันหลง
กระเส่าเสียงสั่งรักพะวักพะวง
อยากให้คงความชื่นเช่นคืนนั้น
ดูเหมือนโลกหมุนรุดเริ่มหยุดหมุน
มือละมุนเนื้อละไมเหมือนในฝัน
ดื่มหวานหอมหายใจแทบไม่ทัน
ทั้งตื้นตันทั้งตื่นเต้นความเป็นไป
นึกว่าบาปก็เหมือนบุญอุ่นในอก
สุขด้วยกกกอดก่ายกายเคียงใกล้
นึกว่าเย็นแต่ก็ร้อนราวฟอนไฟ
นึกว่าร้อนแต่กระไรเย็นคล้ายน้ำ
โอ้อารมณ์ร้อนรนรักคนง่าย
ก็งมงายมิรู้ข่มอารมณ์ร่ำ
คนอื่นลืมยังอุตส่าห์เก็บมาจำ
ยิ่งยามค่ำทุกครายิ่งอาวรณ์
คืนนี้ก็หวั่นผวาและว้าเหว่
คลื่นทะเลอารมณ์ระงมหลอน
ฉันปรือตาหม่นหมองมองรอยนอน
แล้วอาทรบาปซึ่งพึงใจทำ
------------------------------------------

 

24. บ น ส า ย เ ป ล ก า ล เ ว ล า
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

ก็ไกวเปลเวลาทอดมาถึง
ศรน้ำผึ้งซึ้งซ้อนแววอ่อนไหว
ชะลอผ่านม่านฟ้านภาลัย
ดิ่งลงไปในทรวงและดวงตา
วารีรสเลอศักดิ์ตำหนักสรวง
รอตักตวงเติมเล่ห์เสน่หา
มนต์เมฆหมอกนฤมิตทิพย์นิทรา
หรือจะราโรยฝันนิรันดร
วงเวียนวัยชีวิตพิศวาส
ดารดาษโดยสุขซึ่งซุกซ่อน
พิณปลายนิ้วพลิ้วกรีดคีตกร
ชะรอยร่อนเร่งเร้าอยู่เท่านาน
เพียงเพลงเปลเห่ฝากสู่ฟากฟ้า
รับรักมาเมืองดินถวิลหวาน
ดอกไม้ดาวพราวพรรณอันตระการ
ลอยลงบานฉานฉายประกายกรอง
ละลิ่วเลื่อนเลือนกับการหลับไหล
รื่นละไมริ้วลมคอยข่มหมอง
ตื่นตาตามความหวังเคยรังรอง
นิยายของความรักหรือจักทวน
ซึ่งสายเปลเร่คว้างระหว่างหาว
เมื่อถึงคราวขาดร่วงย่อมห่วงหวน
สิ้นเพลงเปลเห่ขวัญเคยรัญจวน
เสียงคร่ำครวญสะอื้นอ้อนสะท้อนแทน
--------------------------------------------

 

25. นิ ย า ย แ ห่ ง ท ะ เ ล
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

แล้วลำแสงสีขาวแห่งดาวเหนือ
ปลุกลำเรือ,ลูกทะเลขึ้นเร่ร่อน
การเดินทางห่างฝั่งไกลรังนอน
เศร้า,ซุกซ่อนน้ำใสกลางนัยน์ตา
คืนกะลาฟ้าฉ่ำชุ่มน้ำหมึก
หอบลมดึก,เกลือชื้นฉาบผืนหน้า
เร่งฝีจักรสำหรับเรือจับปลา
โลดแล่นฝ่าฟองฟูคลื่นกู่ครวญ
ซึ่งสำเนียงสำทับให้กลับหลัง
คือความหวังวันคอยละห้อยหวน
ภาพเมียเจ็บ,เสียงของลูกร้องกวน
ยังปั่นป่วนอยู่ในหัวใจชาย
เรืองพรายน้ำร่ำเสน่ห์ทะเลหลวง
สะท้อนช่วงดวงเนตรดาเรศฉาย
ขบวนแห่งฝูงปลาอันพร่าพราย
ก็แหวกว่ายเวิ้งน้ำเห็นรำไร
ใกล้เข้ามาฝ่าเข้าไปในฟองคลื่น
คำรณปืนเพียงกระชั้นน่าหวั่นไหว
การละเมิดอาณาเขตคือเภทภัย
การดับ,ได้มามอบคำตอบแทน
สิ้นสร้อยแสงสีขาวจากดาวเหนือ
คราบน้ำเกลือคลื่นแรงเริ่มแกว่งแขน
โอบเรือนร่างล้มตายชายต่างแดน
และแห่แหนห่างหายในสายธาร
------------------------------------------

 

26. ก ลั บ เ ถิ ด เ ท พ ธิ ด า
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

เชิญเถิดเทพธิดาโพ้นปราสาท
ยุรยาตรกลับสู่ประตูสรวง
ลืมนิยายยืดยาวดาวบางดวง
ซึ่งหลอกลวงร้อยเล่ห์หลอนเทวี
ระหว่างดาวราหูเริ่มหรู่ดับ
และช่วงกัปขาดพลังทิพย์รังสี
ก็กำเริบเติบโตธาตุโลกีย์
เติมธุลีตัณหาแห่งอารมณ์
มือซึ่งเคยบริสุทธิ์มนุษย์ชาติ
โดนบ่วงบาศคอยยื้อให้รื้อล่ม
มิอาจก่อความหวังแก่สังคม
ซึ่งจ่อมจมในระลอกริ้วหมอกควัน
และเพลงพรอ่อนเคลิ้มลงเจิมภพ
ถึงคำรบร้างค่าสิ้นอาถรรพณ์
มาตรการหนักหน่วงจากปวงทัณฑ์
เกินจะบั่นโซ่อำนาจให้ขาดไป
บนเส้นทางจักรวาลจรดลานหาว
ซึ่งช่วงก้าวเวลาทอดมาได้
ค่านิยามหมุนนิยามแปรตามวัย
เปลี่ยนหัวใจ,ความฝันเปลี่ยนสันดาน
กลับเถิดเทพธิดาโพ้นปราสาท
ห้วงไสยาสน์รื่นโรยรอโดยสาร
ทิ้งภพนี้ไว้บนแอกความแหลกราน
อันตรธานตามกัลป์พุทธันดร
-----------------------------------------

 

27. ไ ผ่ ผิ ว จ า ก โ พ้ น ป่ า
โดย อนุสรณ์ ลิ่มมณี

มาตามเสียงร้องไห้แห่งไม้ไผ่
ลอยเลื่อนในเถื่อนธารผ่านหุบผา
เลียบขุนเขาโขดหินอันชินตา
เร่งลีลาลำเรือล่องเหนือแคว
นาฏกรเขียวตระการจากม่านป่า
ถึงเวลาโรยร่อนฟ้อนใบแก่
ระบำใบไหลรื่นเป็นผืนแพ
ตามกระแสน้ำบ่ายามสายัณห์
รอดาวพรายรายพร้อยขึ้นร้อยสรวง
เพื่อทักท้วงไถ่ถามถึงความฝัน
ในหมอกนิลเนาสนิทนิจนิรันดร์
เพียงภพอันอมตะอ่อนละมุน
พันธนาหน้าที่เฉือนชีวิต
จนสิ้นสิทธิ์พานพบความอบอุ่น
หว่างเวิ้งวงกงกรรมคอยค้ำจุน
ตนย่อมวุ่นแหวกว่ายในข่ายเวร
นานแสนนานเหนื่อยนักอยากพักผ่อน
ปืนเคยคอนบนบ่าหยุดฆ่าเข่น
การต่อสู้สารพัดเคยจัดเจน
ก็จะเร้นเลิกร้างหนีห่างไกล
ไผ่บางลำอำลาวันว้าเหว่
แล้วร่อนเร่ทิ้งทำนองขลุ่ยร้องไห้
ต้อนรับเรือบรรทุกศพนักรบไทย
เดินทางไปสู่สุสานชานป่าโพ้น/
-------------------------------------------

 

28. เ พ ลิ ง
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

รอฟอนไฟไล่ควันจากสันเขา
มาลุกเร่าเริงร้อนอ่อนระโหย
เพื่อกระพือยื้อใบไม้ลงปรายโปรย
หลังลมโชยโรยเชื้อการเรื้อลาม
ระบำใบไผ่พรูบินสู่ป่า
ใต้ดวงตาแห่งวันอันอร่าม
ฤดูร้อนซ้อนสันดาบขึ้นวาบวาม
ติดไปตามแถวทิวโรจน์ริ้วแรง
ม่านหมอกคล้ำสำหรับการขับไล่
ดาลกลไกไฟธาตุให้ผาดแผลง
ก็คลายคลี่สีดำสื่อสำแดง
ขณะแสงอัคคีเริ่มลีลา
วัฏจักรชีวะหวนกระหน่ำ
พลังกรรมก่อกระสันจุดตัณหา
คือไฟโชยฉายช่วงในดวงตา
และมีมานิจนิรันดร์หว่างวันวัย
เพราะเป็นเพลิงปราโมทย์ซึ่งโชติฉาน
โดยสันดานได้ระดมอารมณ์ใคร่
ความร้อนแรงกักขละอุ่นละไม
แฝงมาในทางเดินอันเนิ่นนาน
ไฟเริ่มดับลับควันจากสันผา
แล้วอ่อนล้าลางเลาเหลือเถ้าถ่าน
แต่เปลวเพลิงราคะพิสดาร
ยังเผาผลาญมวลมนุษย์ไม่หยุดเลย
--------------------------------------------

 

29. พ น ม เ พ ลิ ง เ ห นื อ พ น ม เ ป ญ (พ.ศ.2517)
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

หลังหลืบเร้นเส้นกั้นผีปันน้ำ
ริมรอยย่ำแหลกยับและสับสน
ระหว่างวันอันระวังหวาดกังวล
ทิ้งมณฑลหม่นท่ามม่านความตาย
คลื่นลำโขงร่ำข่าวจากราวเขา
สงบเหงาเงียบงันน่าขวัญหาย
นำนาวามนุษย์ไปผุดราย
ล่องร่างกายไร้ค่ากลับมาเรือน
เหมือนทมิฬวิญญูอณูโหด
ลิ่วละโลดไล่ล่าอย่างป่าเถื่อน
เบื้องหลังพรานหว่านธนูผู้มาเยือน
เพียงเลือดเปื้อนเลือนพร่าภาพทารุณ
โพ้นพระปรางค์พร่างโพลนตัดโพ้นฟ้า
เหนือโพ้นป่าผืนภพเคยอบอุ่น
รอเวลาลาญเร้นแหลกเป็นจุณ
จะฝากฝุ่นแฝงฟ้อนขึ้นฟอนควัน
พนมเพลิงเริงเปลวผ่านเหวหิน
ดาลแผ่นดินผืนเดิมเพิ่มสีสัน
โดยปลายปืนในมือคือพู่กัน
วาดวัยวันเหว่ว้ากลางนาคร
หลังหลืบเร้นเส้นกั้นผีปันน้ำ
เหลือรอยย่ำลงสั่งลางสังหรณ์
ภูตสงครามกระหายหรรษ์เริ่มสัญจร
รอรานรอนเร่งล้ม "พนมเปญ"
----------------------------------------------

 

30. ก า ร เ ดิ น ท า ง ค รั้ ง สุ ด ท้ า ย
อนุสรณ์ ลิ่มมณี

โดยโดยสารร่านรื้นกรองคลื่นแสง
สันดาปแรงแฝงพลังเร่งรังสี
เหนืออนันต์มัธยันตร์วิสัญญี
ทบทวีภาวะนิรนัย
และบ่วงบาศก์บุพกรรมทอดสัมผัส
โรยระหัสแห่งมิติตามพิสัย
ตราตรีทูตพิสูจน์สิ้นอจินไตย
ชีวิตวัยวูบร่วงกับช่วงวาร
ซึ่งวิจลน์ สนธิ ปฏิภาค
สลายจากกระสวนรูปมวลสาร
เหลืออาถรรพณ์อันอนินทริย์ดวงวิญญาณ
ด้วยแรงดาลสถานะพันธนา
ปรากฏการณืกระแสการแปรธาตุ
ลดขนาดในประจุแสงอุษา
ลอยระเหิดเฉิดฉานกับการพา
ฉุดลีลาความร้อนให้อ่อนลง
นิลความมืดยืดโยงภาพโปร่งใส
เลื่อนลับไปปฏิสนธิ์ตามผลส่ง
ณ ระนาบบาปบุญซึ่งหมุนกง
ระหว่่างวงเวียนเวรและเกณฑ์กรรม
โดยโดยสารร่านรื้นกับคลื่นแสง
ชะลอแรงร้างรอยค่อยค่อยต่ำ
พาหนะซึ่งปูอณูดำ
ก็ยาตรย่ำครั้งสุดท้ายแล้วหายไป
----------------------------------------

 

31. คี ต ลั ก ษ ณ์ ลี ลา
ชาติชาย อัครวิบูลย์

ลมฤดูลีลาแห่งหน้าร้อน
พเนจรไปแล้วอย่างแผ่วโผย
จนขณะไร่กว้างซึ่งร้างโรย
จะปลิดโปรยใบไม้ลงร่ายรำ
เหมือนลีลาศนาฏกรอันซ้อนซับ
เริงระยับระนาบเนื่องสู่เบื้องต่ำ
ถวิลถึงวันผ่านเคยกร้านกรำ
และลำนำคีตลักษณ์บนวรรควัย
แววขจีเยือกเย็นความเป็นสาว
กับแผงราวผีเสื้อเมื่อวับไหว
คือหัตถ์ทอดสวาทหวำอยู่รำไร
หวานน้ำใจชื่นชิมอยู่ริมทรวง
จวบทูตแห่งเวลาก้าวมาถึง
ความสาวซึ่งสูงค่าก็ราร่วง
ดอกไม้และความรักเคยตักตวง
ก็หล่นควงพลัดผลอยลงพร้อยดิน
รอคืนวันจมจ่อมในหย่อมหญ้า
ดับชีวาเปลืองเปล่าเน่าเปื่อยสิ้น
รูปธรรมเมื่ออุบัติย่อมผลัดภินท์
และผ่านผินวงวัฏอนัตตา
ชีวิตจัดลัทธิปฏิภาค
มากคววมยากมุ่งแข่งแสวงหา
ยิ่งกอบโกยเท่าใดยิ่งได้มา
ยิ่งมีค่าสูญเปล่าเท่านั้นเอง

---------------------------------------

 

32. ป่ า (ช้ า) ชี วิ ต
ชาติชาย อัครวิบูลย์

สิ้นเสน่ห์เวลาแห่งป่าดิบ
ซึ่งได้หยิบเชื้อไฟโชนใจฝัน
คืนดาวพร้อยร้อยรับนานกัปกัลป์
ก็อาถรรพณ์ทาบเขาจนเนานิล
ใบไม้เตือนสัญญาณกร้าน..ก้าวร้าว
ล่องถามข่าวธารชีวิตนิจสิน
ผสานคำร่ำไห้เคยได้ยิน
เวียนวากย์รินด่ำลึกสำนึกชน
ซึ่งมาเพรียกเรียกสั่งสองฝั่งผา
เร่งลีลายากไร้ไปทุกหน
ควันหมอกปืนป่ายปีนอย่างดิ้นรน
ปลิดร่างหล่นแหลกราวผาร้าวไป
ใบไม้เปลี่ยนสีผลัดป่าลัทธิ
ซึ่งทิษฐิคงครองเสียงร้องไห้
เยือนสุสานลานหล้าล้นอาลัย
พิมพ์ดอกไม้ร้อยดอกบานจดจารกรรม
แผ่นดินเดือดทุกระแหง ณ แหล่งนั้น
รอคืนวันโรยล้าความระห่ำ
ขับผืนภพอบอุ่นคุณธรรม
ปีกสีดำแห่งไพรได้ราลง
หลังเหวหินวิญญูสู่ป่ากว้าง
คลอเพลงครางไกลพู้นผ่านฝุ่นผง
วิญญาณป่าอาฆาตเคยอาจอง
ก็ยังคงเวียนรับผู้กลับคืน
--------------------------------------------

 

33. ว ง แ ก้ ว ที่ แ ว ว นิ ล
ชาติชาย อัครวิบูลย์

รวงมุกด์ช้อยลอบช่อไว้คลอฟ้า
เหน็บน้ำตาหยาดหนึ่งพอซึ้งหนาว
สนิทแนบเนื้อวิเชียรแห่งเนียนดาว
ระเอิบพราวมิ่งมหามนต์ราตรี
ประพิมพ์พักตร์พยักยิ้มพริ้มเสน่ห์
ระบำเล่ห์เรืองจรัสรัศมี
สกาวเพ็ญเด่นย้ำนำรตี
ทรงกลดคลี่ปูลานตระการตรึง
โอ้เห่ช้าฟ้าส่งองค์อัปสร
นวยนาดกรเหนี่ยวสุคันธ์ที่ฝันถึง
ปานเด็ดเอื้อมเงื้อมหาวดาวดึงส์
มาอบซึ้งร่ำรินกับกลิ่นกาย
เมฆผลึกม่านทองกรองวิสูตร
เพิ่มมนต์ดูดดึงล้อมด้วยอ้อมสาย
สุหร่ายหยาดเสน่หามาโปรยปราย
ชุบนิยายกำสรดทุกบทจินต์
แต่ไร้แก้วแววหนึ่งซึ่งสูญลับ
ชั่วกัลป์กัปป์อำมฤตสถิตถิ่น
เป็นเพชรรัตน์ฉัตรธรรมอมรินทร์
เสมือนสินทรัพย์ทรวงดวงวิญญาณ
โพ้นหุบผาป่าชัฏสงัดเงียบ
มนต์หนาวเฉียบแผ่ไปได้ไพศาล
แก้วสงบแววหน้าพญามาร
เยือกสะท้านยุติธรรมถูกลำเอียง
-------------------------------------------

 

34. แ ล้ ว คื อ ด น ต รี
ชาติชาย อัครวิบูลย์

บทเพลงแห่งริ้วลมบนร่มไร่
ติดปีกไปทุ่งกว้างและกลางป่า
โดยดาลคลื่นครื้นทะเลแห่งเวลา
หลับเมื่อยล้าวารวัยไปอีกวัน
จนขณะพลิ้วพรูถึงหมู่บ้าน
ซึ่งสำราญอยู่ในดวงใจฝัน
ก็อ่อนลงซบลง ณ ตรงนั้น
และเกรียวกันเกรี้ยวกราดก็ขาดไป
กระทั่งเสียงบอกเล่าจากเลาขลุ่ย
เริ่มเขี่ยคุ้ยกับเตือนการเลื่อนไหล
ลมร้อนอันอ่อนล้าเหนื่อยมาไกล
ก็แว่วไหวเสน่หาแห่งอารมณ์
ขณะเสียงไล่ลามไปตามนิ้ว
และปากผิวลมเร้าเข้าผสม
ความหวังและศรัทธาค่านิยม
ราวฟุบล้มหวนเสียงเรียงท่วงที
มนุษย์และเลาขลุ่ยซึ่งดุ่ยดุ่ม
มีทั้งทุ้มทั้งร้อนสะท้อนถี่
สายลมซึ่งรินรดบทชีวี
คือดนตรีกำหนดกฎชะตา
บทเพลงแห่งริ้วลมบนร่มไร่
ติดปีกไปทุ่งกว้างและกลางป่า
ถ่ายทอดผ่านเลาขลุ่ยคุ้ยชีวา
ดาลเวลาแห่งวัยให้สั้นลง
------------------------------------------

 

35. จ า ก...ห ลั ง ดิ น ถึง ...ห ลั ง ค น
ชาติชาย อัครวิบูลย์

ทุ่งหญ้าและดอกไม้ในม่านหมอก
เริงระลอกริ้วลมที่พรมสู่
ผิวเพลงแห่งแหล่งวันการพันตู
โดยอณูเยือกเย็นเน้นเรื่องราว
ซึ่งถนนไต่เต้าถึงเงาป่า
โรยเวลาเว้นตอนจนร้อนผ่าว
หลังสันเขาทะมึนมืดและยืดยาว
ทอดถามข่าวหุบเหวเริงเปลวไฟ
คือชั้นเชิงเส้นทางวางซับซ้อน
เร้นหลืบซ่อนอดีตอัน(อาจ)หวั่นไหว
กับรอยเท้ากรีฑาฝ่าฝากไพร
จารึกไว้เช่นนั้นนิรันดร์มา
ฤดูแห่งสายเลือดรินเหือดร่าง
เริ่มระยางดอกไม้เพลิงร่ำเริงร่า
ดุริยศัพท์การเผชิญอันเนิ่นช้า
ฝากลีลาการต่อสู้ถึงผู้ตาย
พินัยกรรมโดยหัตถ์มัจจุราช
ยังคร่าชาติกลืนชนบนเป้าหมาย
จักรวรรดินิยมซึ่งล้มวาย
คือนิยายฉากผ่านการเดินทาง
ซึ่งวันนี้ประวัติศาสตร์อันยาตรเยื้อ
รอโชนเชื้อโรจน์รุ่งเหนือทุ่งกว้าง
เมื่อรหัสสัตว์เศรษฐ์ครองเขตกลาง
แหลกเรือนร่างพณิชย์ชาติทาสนายทุน
---------------------------------------------

 

36. ค่ า แ ล ก เ ป ลี่ ย น
ชาติชาย อัครวิบูลย์

เบื้องหน้าคือสีทองแห่งท้องทุ่ง
ไล่ลมรุ่งพลิ้วพรูถึงหมู่บ้าน
ซับรอยเหงื่อเมื่อแบ่งหลังแรงงาน
จากกังวานกระดึงซึ่งโบยบิน
โดยเสียงตอบความหวังของซังข้าว
กระซิบข่าวความลับกองทรัพย์สิน
รอฝนฝากไอชื้นโลมพื้นดิน
แทนการรินรอยช้ำเหน็บน้ำตา
แล้วเกวียนก็เคลื่อนหัวใจคนวัยหนุ่ม
เดินทางดุ่มต่อไปในเบื้องหน้า
ร้องเพลงความปวดร้าวแห่งชาวนา
และร่ำลาพืชไร่ในฤดู
เพื่อแลกเปลี่ยนแรงฝันของวันใหม่
ซึ่งหมาดไอปรารถนาจะมาสู่
ให้รวงข้าวน้าวทางน้ำค้างพรู
เคารพผู้คุ้นตาผ่านมาเยือน
วันนี้กับเมล็ดสาวของข้าวเปลือก
ได้นัดเลือกสินค้ามารอเพื่อน
โดยหมู่บ้านเบื้องหน้าซึ่งตราเตือน
ยังยิ้มเหมือนต้อนรับผู้กลับใจ
เกวียนกำลังคล้อยร่างหว่างเส้นตัด
สู่จุดนัดจุดหนึ่งซึ่งแล้วใกล้
ให้เหงื่อและข้าวเปลือกถูกแลกไป
เพื่อผ่อนใช้ความกระหายแก่นายทุน
--------------------------------------------

 

37. ไ ฟ..น้ำ ต า..อ า ว ร ณ์
เอนก ดุลยไพบูลย์

มองดูปัจจุบันทุกวันนี้
ไม่เคยมีสิ่งใหม่ในความเหงา
โลกทั้งโลกสงบซบเซา
ลมแผ่วเบาเริ่มบรรเลงเพลงอาดูร
เมื่อท้องฟ้าขาดเดือนเป็นเพื่อนฟ้า
ดวงดาราวาววับ...ดับสูญ
ทุกข์เทวษในฤดีทวีคูณ
รักที่เคยเทิดทูนทลายไป
ฉันอกหักครั้งนี้ครั้งที่สอง
ดวงกมลคนหมองแอบร้องไห้
น้ำตาแห่งความเศร้าเคล้าหัวใจ
มันรินไหลรดคำว่า...อำลา
ผิดนักหรือที่เชื่อคำเธอพร่ำเพ้อ
หลงละเมอสร้างวิมานอันเจิดจ้า
สร้างรักสร้างหวังสร้างศรัทธา
เธอกลับพร่าผลาญน้ำใจ...ทำไมกัน
เมื่อไฟรักเปลี่ยนไปเป็นไฟแค้น
มันลุกแล่นลามเลียจนเสียขวัญ
เผาดวงจิตพิศวาสบาดชีวัน
เหลือรอยฝันอยู่เพื่อเป็นเชื้อเพลิง
-------------------------------------------

 

38. ข อ บ คุ ณ
โดย สุพันธ์ ธำรงสัตย์

ฉันก้าวมาไกลมากจากจุดเริ่ม
แผลพิษเพิ่มเชื้อไฟหัวใจฉัน
ไฟที่ร้อนแรงจ้ากว่าตะวัน
โหมผลักดันให้เท้าย่างก้าวไป
เหลียวดูรอยแนวเท้าที่ก้าวผ่าน
บางครั้งหวาน บางครั้งนั่งร้องไห้
ค่าสำหรับเรียนรู้ดูใจใคร
คือเสียทั้งน้ำใจและน้ำตา
ผ่านวันแห่งทุกข์มามากกว่ามาก
วันซึ่งฝากแผลใจให้รักษา
ไร้คนคอยแลเหลียวคอยเยียวยา
จนชินชาอารมณ์คนอมทุกข์
พิษแผลใจแต่ละครั้งยังบ่มพิษ
คอยออกฤทธิ์รังควานผลาญความสุข
แต่ละครั้งพิษร้ายขยายรุก
ก็ช่วยปลุกศรัทธากล้ากว่าเดิม
ศรัทธาแห่งสายรุ้งโค้งคุ้งฟ้า
ซึ่งมีมาในความหวังตั้งแต่เริ่ม
พิษผิดหวังคอยก่อคอยต่อเติม
ให้ฉันเพิ่มความมั่นใจในวิญญา
ฉันยังอยู่ไกลมากจากจุดหมาย
เริ่มเหนื่อยหน่ายที่จะก้าวเท้ามุ่งหน้า
ขอบคุณเธอที่ให้ทุกข์ปลุกศรัทธา
ถึงแม้ว่าจะเพิ่มแผลให้แก่ใจ/
--------------------------------------------

 

39. ป่ า กั บ ค ว า ม เ ป็ น นิ รั น ด ร์
สันติชัย แพทย์พงษ์

นกกางเขนเริ่มขานกล่อมบ้านป่า
เมื่อท้องฟ้ารับตะวันเช้าวันใหม่
ทาบแสงทองอบอุ่นละมุนละไม
เป็นมนต์ไพรซึ่งตาได้มาแล
ที่น้ำตกไหลตกจากอกผา
เสียงสาดซ่าซัดกระเซ็นเป็นกระแส
บทกวีลอยปริ่มริมขอบแคว
ไม้และแร่กำลังพังสลาย
ป่าทั้งป่าอาจรับรู้ความรู้สึก
เร้นความลึกลับพรางอย่างง่ายง่าย
โรยอารมณ์หวานหวามความเดียวดาย
บนทุกปลายยอดหญ้าเวลานี้
มืดสว่างตื่นและหลับป่ากับบ้าน
แว่วกังวานเหว่ว้ามาเรื่อยรี่
เน้นบทเพลงเพราะพริ้มจากฉิมพลี
เป็นดนตรีกล่อมพนามาแสนนาน
แสงเรืองรองล้อมรอบริมขอบฟ้า
คือการมาของเทวีที่อ่อนหวาน
เผยอยิ้มอิ่มสะอื้นอย่างชื่นบาน
บนพื้นลานริมทะเลแห่งเวลา
ดอกไม้ในแววตาสีฟ้าอ่อน
ที่ลอบช้อนชำเลืองอยู่เบื้องหน้า
อาจเป็นเพียงฉากผ่านภาพมารยา
ซึ่งกล่อมป่าให้หลับกับช่วงวาร
--------------------------------------------

 

40. สั ม พั ท ธ ภ า พ
ไพศาล หาญบุญตรง

ปรากฏการณ์ซ้อนทาบภาพเฟื่องฝัน
แรงผลักดันดูดกลืนริ้วคลื่นแสง
ความเข้มของเหนือม่วงช่วงโชติแดง
เกิดจากแรงดลไฟฟ้ามาเสียดทาน
ปฏิภาคซับซ้อนซ่อนรังสี
สังเคราะห์ชีวนะจากสสาร
โครงสร้างแห่งจุลชีวันอันโอฬาร
ปลดปล่อยการสันดาปโดยวาบไฟ
ซึ่งอณูภูมิปริมาตร
ระเหิดธาตุทุกทุกช่วงลุกไหม้
เกิดวิกฤตการณ์บนคาบกลไก
ก่อนพิสัยสภาวะจะพัดพัง
อัตราเร่งปฏิกรรมกับน้ำหนัก
คลี่คลายหลักริ้วรอยแรงถอยหลัง
การย้อนทวนทับทาบอาบพลัง
เผาผนังแห่งฉนวนชนวนนำ
การแสเสียงซึ่งมีความถี่สูง
โน้มน้าวจูงกระแสที่ความถี่ต่ำ
แรงสัมพัทธ์แห่งความเครียดเสียดซ่อนซ้ำ
ช่วงกว้างสัมบูรณ์หลงในวงจร
ปรากฏการณ์ซ้อนทาบภาพเฟื่องฝัน
โดยกัมมันตรังสีที่เกสร
กระบวนการธรรมชาติวาดภาพซ้อน
ซึ่งยอกย้อนปฏิ-กริยา
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน