*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-07-03
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 76843
  • จำนวนผู้โหวต : 54
  • ส่ง msg :
  • โหวต 54 คน
<< พฤษภาคม 2018 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม 2561
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 901 , 08:59:50 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน wullopp , สิงห์นอกระบบ และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ความตระหนักในเรื่องน้ำหนักเกิน และการกลัวเป็นโรคกลุ่มไม่ติดต่อ เช่นเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ เป็นประเด็นที่คนสมัยนี้ให้ความสนใจกันเป็นอันมาก  หลายคนเริ่มหาวิธีการรับมือ บ้างก็ออกกำลังกายอย่างหนัก  บ้างก็ใช้วิธีอดอาหาร บ้างก็ไปกินยาลดน้ำหนัก บ้างก็ไปหาอาหารเสริมเพื่อลดน้ำหนัก

ทั้งหลายเหล่านี้ ก็ทำตามๆกันไป ตามที่เชื่อ ตามที่คิด ตามที่โฆษณา

บางคนก็ชั่งน้ำหนักกันทุกวัน บางคนก็ใช้ทฤษฎีการกินที่ค้นพบมาใหม่ เช่น กินแต่ไขมัน ไม่ยอมกินคาร์บโบไฮเดรท  บางคนก็ใช้วิธีอดอาหาร 24ชั่วโมงบ้าง 18ชั่วโมงบ้าง บางคนก็อดมื้อเย็น บางคนก็กินแต่ผัก บางคนก็กินแต่ผลไม้ บางคนก็กินกาแฟเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ บางคนก็ออกกำลังกายอย่างหนักรวมทั้งอดอาหารร่วมด้วย

ทั้งหลายที่กล่าวมานี้ มันเริ่มมาจากความเข้าใจผิด เกี่ยวกับน้ำหนักตัว เกี่ยวกับความแข็งแรง เกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องอาหาร  เรื่องพลังงาน และการออกกำลังกาย ซึ่งยังแยกปลีกย่อยออกไปอีกว่า ออกกำลังกายแบบไหน ใช้แหล่งพลังงานจากแหล่งใดเป็นหลัก

การลดน้ำหนัก กับการลดไขมันไม่เหมือนกัน

เพียงเรากินให้น้อยลง หรืออดอาหารเท่านั้น   น้ำหนักเราก็ลงแล้ว  ไม่มีอะไรยาก

แต่สุขภาพเราจะเป็นเช่นไร เป็นอีกเรื่อง ดังนั้น ถ้าใช้การอดอาหาร แล้วน้ำหนักลด สิ่งที่ตามมาคือ ความทรุดโทรมของร่างกาย ร่างกายต้องการอาหารเพื่อความอยู่รอดของชีวิต

ยิ่งบางคน ไปออกกำลังกาย อย่างหนัก แล้วไม่ยอมกินคืออดอาหารร่วมด้วย  ผลคือ น้ำหนักจะลงเร็วมาก พร้อมๆกับ อายุก็สั้นลงตามไปด้วย 

การออกกำลังกาย เป็นภาวะการต่อสู้อย่างหนึ่ง มีการใช้พลังงานออกไป ร่างกายเข้าสู่โหมดความเครียด การพยายามรักษาชีวิต เมื่อเราอดอาหาร ร่างกายจะเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด ด้วยการทำลายกล้ามเนื้อทิ้งไป และพยายามสงวนไขมันเอาไว้  เพราะไขมันคือเสบียงชั้นดี ที่เอามาใช้ในยามขาดแคลนอาหาร

คนที่ออกกำลังกายอย่างหนักแล้วไม่กินอะไร ลำตัวจะผอมลงเร็ว น้ำหนักลงฮวบ คือทั้งกล้ามเนื้อและไขมันไปกันหมด แต่พอถึงจุดหนึ่ง มันจะไปเฉพาะกล้ามเนื้อแล้ว ไขมันไม่ยอมลง สังเกตได้ว่า ทุกอย่างแฟบลง ยกเว้นพุง ที่จะย้วยไม่แน่น พอถึงระดับนี้ ใจจะสั่นง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรงออกกำลังกายอีกต่อไป และร่างกายจะเริ่มโหยหาอาหาร 

เมื่อกลับมาเริ่มทานอย่างเดิม หรืออาจมากหรือน้อยกว่าเดิม เพราะอดมานาน คราวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทานเข้าไป ต่อให้ไม่ใช่ของมันๆ  ร่างกายมันจะเอาไปแปลงเป็นไขมันทั้งหมด  เพราะมันกลัวอดอาหารอีก  เราไปบังคับมันไม่ได้ ว่ากินอะไรเข้าไป เธอจะต้องไปเก็บเป็นอะไร มันเป็นกระบวนการธรรมชาติ  ที่มาจากการที่เราไปทำให้มันตกใจ คิดว่าเข้าสู่ภาวะอดอยาก จึงต้องตุนไขมันให้เต็มที่

ลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่ ไม่กินอะไร หรือกินน้อยๆ แต่ก็ยังอ้วนเอาๆ

ถ้าเราต้องการลดปริมาณไขมันในร่างกายเราลง(ขอย้ำ ไม่ใช่ลดน้ำหนัก) เราต้องกินให้เป็น และต้องไม่สร้างความตื่นตระหนกให้กับร่างกาย ให้ร่างกายรู้ว่า เราไม่อยู่ในภาวะขาดอาหารนะ เธอไม่ต้องตกใจจนไปกักตุนหรือแปรสภาพอาหารทุกชนิดไปเป็นไขมัน  กินเป็นปกตินี่แหละ จะสามสี่มื้อ ห้ามื้อ หกมื้อ ก็ตามใจ  แต่ว่า สิ่งที่กินเข้าไปในแต่ละวัน อย่าให้พลังงานที่รับเข้าไป มากกว่าที่จะต้องใช้ออก เท่านั้น

สมมติว่า ในหนึ่งวัน เราต้องการพลังงาน วันละ 2000 แคลอรี่  ถ้ากินวันละ 2000 แคลอรี่เข้าไป น้ำหนักก็คงที่อยู่อย่างนั้น  ถ้าคนนั้นหนัก 50 กิโล  ก็จะ 50 กิโลตลอดไป

แต่วันหนึ่ง เห็นเพื่อนหุ่นดี อยากเป็นอย่างเขาบ้าง ก็ทำให้พลังงาน ติดลบ สัก500 แคลอรี่ 

ด้วยการ ออกกำลังกาย ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นสัก 250 แคลอรี่ (วิ่งเหยาะๆความเร็วประมาณ 8 กม/ชมต่อเนื่อง สักครึ่ง ชม.)  เดิมใช้ 2000  ก็เป็น 2250 แคลอรี่  และก็กินให้พลังงานน้อยลงไปสัก 250 แคลอรี่  คือกินให้ได้ 2000-250 เป็น 1750 แคลอรี่

เพียงเท่านี้ เราจะติดลบพลังงาน วันละ 500 แคลอรี่ ทุกวัน  ถ้าติดต่อกัน 7 วัน ก็ประมาณ 3500 แคลอรี่ ซึ่งทำให้น้ำหนักลงมา ครึ่งกิโล

ดูๆไป เอ๊ะ ทำไมน้อยจัง อาทิตย์นึงแค่ ครึ่งกิโล  แต่ครึ่งกิโลนี้ มันเป็นครึ่งกิโลคุณภาพ ซึ่งยั่งยืนกว่า  เพราะร่างกายไม่ตกใจ มันจึงไม่ต้องไปขวนขวายเก็บอาหารทุกชนิดในรูปของไขมัน

ร่างกายเราไม่โทรม ไม่ขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อไม่สูญเสีย แถมที่หายไปเป็นไขมันเสียอีก

อย่าเครียดจนต้องมาชั่งน้ำหนักตัวเองทุกวัน ไปวิ่งมาเสร็จ ก็เข้าหาตาชั่ง พอน้ำหนักลด ก็ดีใจ ไม่ลดก็หงุดหงิด ถ้าเพิ่มยิ่งเครียด   สุดท้ายก็ไปอดอาหาร ไปวิ่งไปออกกำลังกายให้หนักกว่าเดิม เพื่อให้ได้ตัวเลขบนตาชั่งที่เราพอใจ

น้ำหนักของเรามันมีทั้งน้ำ ทั้งเนื้อ ทั้งไขมัน ทั้งอาหารใหม่ ทั้งอุจจาระ ทั้งปริมาณของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อที่มันอุ้มน้ำได้มาก วิ่งหนักๆเหงื่อท่วมตัว พอไปชั่ง นน. ยังไงมันก็ลง เพราะร่างกายเสียน้ำ ดื่มน้ำเข้าไปใหม่ มันก็กลับมาเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม

การที่เราจะสำเร็จในเรื่องที่ว่ามานี้ ขอให้ลืมเรื่องน้ำหนักตัว หันมาดูสัดส่วนตนเอง แก้ผ้ายืนหน้ากระจก น้ำหนักลง แล้วร่างกายเหี่ยว ย้วยย้อย แบบนี้มันไม่ใช่  แต่ต้องเป็นร่างกายที่ตึงแน่น กระชับ มีความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วมากกว่าเดิม ไม่ใช่น้ำหนักลง ผอมลง แต่ไร้เรี่ยวแรง

ย้อนกลับไปที่ การกินอาหาร เช่นจากเดิมเคยกินเข้าไป 2000 แคลอรี่ ให้ลดเหลือ 1750 แคลอรี่ นั่นแสดงว่า ให้เรากินน้อยลง หรือควรอดอาหารดี 

คำตอบคือ  ไม่ใช่

เพราะบางครั้งกินมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป แต่แคลอรี่น้อยลง

อย่าลืมหลักการที่เคยพูดมา  อาหารที่เรากินเข้าไป มันประกอบด้วยปัจจัยสามตัวคือ

ปริมาณอาหาร  สารอาหาร และพลังงานจากอาหาร

ปริมาณอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารเราเต็ม เราอิ่ม

พลังงานอาหาร ทำให้เรามีพลังงานในการทำกิจกรรมหรือดำรงชีวิต

สารอาหาร ทำให้เราฟื้นฟู ซ่อมสร้าง เซลต่างๆ ภายในร่างกาย

การลดพลังงานอาหาร โดยที่ไม่ไปรบกวนปริมาณอาหาร และสารอาหาร ทำได้ไม่ยาก

แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยาก

ยกตัวอย่าง ในอาหารหนึ่งวัน ที่มีพลังงาน 2000 แคลอรี่ เช่น ไก่ทอดหนึ่งน่อง ข้าวขาวสามจาน ขนมปังขาวไส้ครีม  น้ำอัดลมหนึ่งขวด ไข่เจียวหนึ่งจาน  ผัดผักรวม น้ำมันหอยหนึ่งจาน แกงเขียวหวานไก่หนึ่งถ้วย

สมมติว่า ทั้งหมดนี้ มีพลังงาน 2000 แคลอรี่

คราวนี้ ถ้าในอาหารเป็นแบบนี้  ไก่นึ่งหนึ่งน่อง  ข้าวกล้องผสมธัญพืชสามจาน  ขนมปังโฮลวีตไส้ทูน่า น้ำเปล่าหนึ่งขวด ไข่ต้มหนึ่งถึงสองฟอง  ผัดสดหลากสี หนึ่งกะลามัง แกงเลียงหนึ่งถ้วย

จะเห็นว่า สารอาหารเราได้ครบถ้วนเหมือนกัน ปริมาณอาหารเท่ากัน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ แต่พลังงานที่ได้ รวมแล้ว ยังต่ำกว่า เมนูชุดแรก หลายร้อยแคลอรี่ อาจมีแค่ 1750 แคลอรี่ ตามที่เราต้องการ

นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง การที่ไม่ต้องอดอาหาร หรือบางทีกินมากกว่าเดิม แต่สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายเราได้  น้ำหนักลงมาได้ ร่างกายก็ไม่โทรม ไม่ต้องไปออกกำลังกายให้หนักหน่วง มากมาย เพราะอาชีพเราไม่ใช่นักกีฬา หรือคนที่ออกกำลังกายเพื่อมุ่งหวังรางวัล หรือสร้างร่างกายให้เป็นไปตามสมัยนิยม

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ขอให้ประกอบด้วยสารอาหารหลัก คือ คาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน และสารอาหารรอง คือ วิตามิน เกลือแร่ น้ำ ให้ครบถ้วน

ไม่จำเป็นต้องไปสรรหาวิธีการที่ฝืนธรรมชาติ หรือยุ่งยากต่อการปฏิบัติ ขอให้รู้ตนเองก่อนเท่านั้นว่า ตนเองน้ำหนักเท่านี้ ควรจะต้องรับพลังงานวันละเท่าไหร่ แล้วจัดสรรเรื่องอาหารให้ดี

หลักๆที่จะให้ไว้กว้างๆก็คือ

1.สิ่งที่ควรเลี่ยงที่สุดคือ น้ำตาล หรือ ของหวานๆทั้งหลาย เพราะกลุ่มนี้ มันทำให้เราติด และรับได้ไม่อั้น

2.ทานโปรตีนให้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุด 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว  1 กิโล

3.ทานไขมันดี โอเมก้า 3 ให้มากขึ้น มาจากปลาทั้งหลาย

4.เลี่ยงของทอดทุกชนิด จะทำให้เรารับพลังงานน้อยลงกว่าเดิมมาก เช่น ปลาทอด เป็นปลานึ่ง ได้สารอาหารเท่ากัน แต่พลังงานต่างกันเยอะ

5.ทานผักสดให้ได้ทุกมื้อ ทานได้มากๆ ยิ่งผักหลากสียิ่งดี

6.ทานน้ำให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร

7.ขนมหรือของว่างหรือมื้อเบรก คือศัตรูตัวร้าย ถ้าต้องการของว่าง ขอแนะนำถั่วต้ม อัลมอนไม่มีเกลือ มันต้ม ฟักทองต้ม  มีคุณค่ามากกว่า ขนมไทยๆ หรือพวกคุกกี้

8.ทานข้าวกล้องผสมธัญพืช เช่นถั่วต่างๆ เม็ดงา ลูกเดือย ขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว ยกเว้นกรณีที่ออกกำลังกายอย่างหนักเกิน90นาที จำเป็นต้องได้ขนมปังขาว หรืออะไรที่หวานๆทดแทน เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดตก

9.พยายามหลีกเลี่ยงมื้ออาหารที่เป็นบุฟเฟ่ หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็กินอย่างมีสติ อย่ากินแบบเอาให้คุ้ม

10.รักษาค่าพลังงานและสารอาหารให้สมดุลในทุกๆวัน ถ้ามื้อนี้ทานอะไรที่พลังงานมากไป สารอาหารอะไรที่ขาด มื้อต่อไปเราก็ต้องตัดอาหารบางอย่างที่ค่าพลังงานสูงออกไป และเติมสารอาหารอะไรบางอย่างที่ให้สารอาหารมากแต่พลังงานต่ำทดแทน

11.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ควรเข้านอนอย่าเกินสี่ทุ่ม ถ้าสามารถทำได้ ในคนที่มีโอกาสที่จะทำ

หลักการกว้างๆนี้ เราก็สามารถลดปริมาณไขมันลงได้ ส่วนน้ำหนักจะลงหรือไม่นั้น อย่าไปกังวล ถ้าทำอย่างที่แนะนำมาให้นี้ รับรองสัดส่วนลงแน่ๆ แถมยังสุขภาพดี ค่าเลือดอะไรต่างๆดีทุกตัวครับ

คำถามท้ายบท

ถ้าอย่างนั้น เราแค่กินอาหารแบบควบคุมแคลอรี่ โดยไม่ต้องออกกำลังกาย ก็น่าจะเพียงพอ?

คำตอบ

ถ้ายึดหลักแบบนี้ ก็ไม่ผิด แต่พอถึงจุดหนึ่ง ร่างกายที่ไม่มีการออกกำลังกายเลย ระบบกล้ามเนื้อ มวลกระดูก จะเสื่อมอย่างรวดเร็ว ค่าความต้องการพลังงานของร่างกายเราจะลดลง ความต้องการพลังงานของร่างกายแปรผันโดยตรงกับมวลกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อน้อยลง ค่าความต้องการพลังงานจะลดลง

ดังนั้น ความต้องการพลังงานอาหารของเราก็ต้องลดลงตามสัดส่วนลงไป เพราะถ้ายังรับพลังงานเท่าเดิม มันจะเกิน และจะกลายเป็นไขมันสะสม

ดังนั้นถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งก็ถึงทางตัน เราจะเป็นคนที่น้ำหนักน้อยลงแต่ความแข็งแรงก็หายไปด้วย 

ทางที่ดีควรที่จะออกกำลังกายร่วมด้วย โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะเป็นการเพิ่มความต้องการใช้พลังงานของร่างกาย  พลังงานที่เรารับเข้ามาจึงไม่เหลือที่จะไปสะสมเป็นไขมัน

ยกตัวอย่าง จากการที่เราต้องการพลังงาน 2000 แคลอรี่  พอเราสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น ร่างกายต้องการเพิ่มเป็น 2500 แคลอรี่  เรายังกิน 1750 แคลอรี่ ส่วนต่างมากขึ้น กว่าเดิม ถ้าร่างกายเรายังมีแหล่งไขมันเพียงพอ และอาหารที่เรากินก็ครบหมู่  ร่างกายไม่ตกใจ มันก็ไปสลายไขมันที่สะสมออกมาใช้ตามปกติ

นี่คือเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ว่า คนที่ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง หรือกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อต่อเนื่องมาก

เปอเซนต์ไขมันในร่างกายถึงลงต่ำมาได้

แต่ประเด็นนี้ก็มาถึงจุดหนึ่งเช่นกัน ถ้า ค่าพลังงานที่เราต้องการเพิ่มขึ้น แล้วเรายังกินอาหารที่มีสารอาหารและพลังงานไม่สมดุลกับสิ่งที่ใช้ออกไป มันก็ตันได้เช่นกัน เพราะกล้ามเนื้อก็สร้างได้แค่ระดับหนึ่ง ไม่เหมือนไขมันที่สร้างได้ไม่จำกัด

เรื่องเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่แต่ละบุคคลจะไปค้นหาตัวตนกันเอง วางเป้าหมายให้ตนเองอย่างไร  ใช้ชีวิตอย่างไร กินอย่างไร แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากหลักการมาตรฐานที่วางเอาไว้กว้างๆ ตามที่กล่าวมา ซึ่งไม่ผิดหลักการโภชนาการ 

ถ้าจะกินแบบเขา ก็ต้องใช้ชีวิตแบบเขา ต้องลอกมาทั้งหมด แม้ขนาดที่ลอกมาทั้งหมด บางครั้งยังให้ผลที่ต่างกันออกไปบ้าง เพราะมันเกี่ยวพันไปถึงพันธุกรรม โครงสร้างและระบบการทำงานของร่างกายแต่ละคน

และขอกล่าวสรุปว่า เรื่องเหล่านี้ ต้องใช้เวลามาก ใช้เวลานาน ไม่มีการลดน้ำหนัก ใด ที่เป็นการลดเปอเซนต์ไขมันในร่างกายลง ด้วยเวลาอันสั้น  แล้วยั่งยืน

 เพราะสิ่งเหล่านี้มันต้องกลายเป็นวิถีชีวิตปกติเท่านั้น จึงไม่รู้สึกฝืน หรืออึดอัดต้องทน   ถ้าทำได้เป็นปกติ คุณก็จะรักษาสภาพได้นาน ไม่มีการกลับไปกลับมากันอีก

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สมชัย วันที่ : 16/05/2018 เวลา : 08.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.wullopp ขอบพระคุณ อาจารย์ที่มาแนะนำเพิ่มเติมครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สมชัย วันที่ : 16/05/2018 เวลา : 08.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.february26 การเอาบางสิ่งบางอย่างออกไปจากร่างกาย น้ำหนักย่อมลดลง เช่นตัดขาออกข้างหนึ่ง น้ำหนักก็ลดไปไม่ใช่น้อย
การดูดไขมันออกก็เช่นกัน น้ำหนักตัวย่อมลดลง แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นอย่างเดิมก็ต้องไปดูดออกอีก
ที่สำคัญ ไขมันที่ดูดออกไป เป็นไขมันชั้นใต้ผิวหนัง ไม่ใช่ไขมันที่พอกตามอวัยวะภายในและที่พอกตามหลอดเลือด ที่มีอันตรายมากกว่า
ทางใดที่เป็นทางลัดที่ไปถึงเร็ว ย่อมไม่มีความยั่งยืนครับ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 14/05/2018 เวลา : 07.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มีประโยชน์มากๆ ครับ...

ขอร่วมสนับสนุนให้คนไทย
"ลดไขมัน + เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ"

เพราะ
ถ้าเน้นลดแต่ไขมัน
มวลกล้ามเนื้อจะลดลงไปด้วย

ขอเพียงคนไทย...
ออกกำลังต้านแรง เช่น

- ขึ้นลงเนิน ขึ้นลงบันได
- บริหารกล้ามเนื้อโครงสร้าง (core exercises)
เช่น ท่าไม้กระดาน หรือ แพล้งค์ (plank)
- ยกน้ำหนัก เล่นเวท ดึงข้อ โหนบาร์

ทำหลายๆ อย่างร่วมกัน
แบบที่อาจารย์แนะนำ เป็น ดีที่สุด

ขอบคุณครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 13/05/2018 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

เอ้..และที่เขาไปดูดไขมันออกกันละครับ ช่วยให้น้ำหนักลดหรือเปล่าครับ

ข้อมูลมีประโยชน์มากๆ ครับ ขออนุญาตแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านด้วยครับ

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน