*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3728
  • จำนวนผู้ชม : 1373871
  • จำนวนผู้โหวต : 435
  • ส่ง msg :
  • โหวต 435 คน
วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม 2557
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 3854 , 19:27:02 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดี ครับ

         ก่อนหน้านี้ ด้วยความประสงค์ที่จะให้เราคนไทยได้รู้เรื่องราว หรือข้อมูลของทวีปอาฟริกาเอาไว้บ้าง เผื่อจะ

เป็นประโยชน์ในวันข้างหน้าจึงได้โพสไปส่วนหนึ่งแล้ว ในเรื่อง 'ข้อมูลทวีปอาฟริกาที่ไม่ค่อยรู้' ไปแล้ว แต่ปรากฏว่า

เรื่องราวของอ๊าฟริกายังมีเรื่องน่ารู้อีกมืใช่น้อย ผมจึงนำมาเสนอเป็นภาคผนวกตามท้ายนี้เสียเลยครับ

         เชิญมาหาข้อมูลเพื่อรู้จัก "ทวีปแอฟริกา : สาธารณรัฐแอฟริกาใต้" กันครับ

 

 

 ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
 
+ ธงและตราสัญลักษณ์
+ แผนที่
+ ข้อมูลทั่วไป
+ การเมืองการปกครอง
+ ประมุขและคณะรัฐบาล
+ ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า
+ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
+ ตารางที่ 1 : การค้ารวม
+ ตารางที่ 2 : สินค้าส่งออกที่สำคัญ
+ ตารางที่ 3 : สินค้านำเข้าที่สำคัญ
+ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
 
 
ธงและตราสัญลักษณ์
 
 f coa 
 ธง ตราสัญลักษณ์ (Coat of Arms) 

 

 

 
แผนที่
 

ท

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sf.html

 

ท

ที่มา: http://www.lonelyplanet.com/maps/africa/south-africa/

 
ข้อมูลทั่วไป
 

ชื่ออย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ หรือ The Republic of South Africa

ที่ตั้ง

อยู่ทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา

พื้นที่

1,219,090 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2.5 เท่าของประเทศไทย มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,798 กิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนยาว 4,862 กิโลเมตร ทิศเหนือติดนามิเบีย (967 กิโลเมตร) บอตสวานา (1,840 กิโลเมตร) ซิมบับเว ( 225 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดโมซัมบิก (491 กิโลเมตร) และสวาซิแลนด์ (430 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกติดมหาสมุทรอินเดีย

สภาพภูมิประเทศ

ที่ราบสูงขนาดใหญ่ตอนกลางของประเทศ  มีเนินเขาขรุขระรอบๆ และมีที่ราบแคบๆ ตามแนวชายฝั่ง

สภาพภูมิอากาศ

อากาศมีลักษณะแห้งแล้ง สภาพอากาศอบอุ่น มีแสงแดดตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคม 22.5 องศาเซลเซียส และกรกฎาคม 11.3 องศาเซลเซียส

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทองคำ โครเมียม แร่พลวง ถ่านหิน สินแร่เหล็ก แมงกานิส นิกเกิล ฟอร์สเฟต ดีบุก ยูเรเนียม อัญมณี เพชร ทองคำขาว ทองแดง แร่วานาเดียม เกลือ ก๊าซธรรมชาติ

ภัยธรรมชาติ

ฤดูแล้งอันยาวนาน

จำนวนประชากร

48,601,098 คน (ค่าประมาณการ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2556)

อัตราการเติบโตของประชากร

-0.45% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2556)

สัญชาติ

South African (s)

เชื้อชาติ

คนผิวดำ 79% ผิวขาว 9.6% ผิวสีผสม 8.9% และคนเชื้อชาติอินเดียน 2.5%

ศาสนา

คริสต์ 79.6% อิสลาม 1.5% ความเชื่ออื่น 18.8%

ภาษา

อังกฤษ และ Afrikaans ภาษาอื่นที่ใช้ คือ Ndebele, Sotho, Swazi, Tsonga, Venda, Tswana, Xhosa, Pedi และ Zulu

 

 
การเมืองการปกครอง
 

รูปแบบการปกครอง

ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาแบบสาธารณรัฐ (Republic) มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ

เมืองหลวง

กรุงพริทอเรีย (Pretoria) เมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ นครโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการบิน และอุตสาหกรรม เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) เป็นที่ตั้งสภานิติบัญญัติและเมืองท่าฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เมืองโบลมฟอนแตน (Bloemfontein) เป็นที่ตั้งศาลสูง

การแบ่งเขตการปกครอง

9 มลรัฐ (Province) คือ KwaZulu-Natal, Northern Cape, Northern Province, North-West, Eastern Cape, Mpumalanga, Free State, Western Cape และ Gauteng

วันที่ได้รับเอกราช

31 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) เป็นวันก่อตั้งสหภาพแอฟริกาใต้ (Union of South Africa) โดยการรวมตัวกันของประเทศที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ 4 ประเทศ ได้แก่ Cape Colony, Natal, Transvaal, และ Orange Free State และประกาศตั้งตนเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และเริ่มการปกครองด้วยเสียงข้างมาก (Majority Rule) เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994) ซึ่งถือว่าเป็นวัน Freedom Day

รัฐธรรมนูญ

10 ธันวาคม พ.ศ. 2539 (ค.ศ.1996) มีผลบังคับใช้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 (ค.ศ.1997)

ระบบกฎหมาย

มีรากฐานมาจากกฎหมายโรมัน-ดัทช์ (Roman-Dutch Law) และกฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษ (English Common Law)

 

South Africa Political Map

สถานการณ์ที่สำคัญ

การเลือกตั้งทั่วไปของแอฟริกาใต้ ครั้งที่ 3    แอฟริกาใต้ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปตามระบอบประชาธิปไตย ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2547

ซึ่งการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย มีประชาชนแอฟริกาใต้ ร้อยละ 77 ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด

ประมาณ 21 ล้านคน ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค ANC ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3

(และมากกว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง) โดยได้ที่นั่ง 279 ที่นั่งจากทั้งหมด 400 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค Democratic Alliance (DA)

พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด ได้คะแนนเสียงมากเป็นอันดับสอง โดยได้ที่นั่งในรัฐสภาเพียง 50 ที่นั่ง พรรค Inkatha Freedom Party (IFP) ได้ที่นั่ง

ในสภาจำนวน 28 ที่นั่ง พรรคอื่น ๆ ได้รับคะแนนเสียงรวมกันร้อยละ 10.8 นาย Thabo Mbeki ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 มีวาร

ะดำรงตำแหน่ง 5 ปี เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 10 ปีของระบอบ

ประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ และในโอกาสนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เข้า

ร่วมพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของระบอบประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้

ในการบริหารประเทศของพรรค ANC ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แอฟริกาใต้มีเสถียรภาพทั้งในด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของ

แอฟริกาใต้มีความแข็งแกร่งและเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ (ประมาณร้อยละ 2-3) ทำให้ประชาชนโดยรวมมีความเชื่อมั่นในพรรครัฐบาล รัฐบาล

มีนโยบายเน้นส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะในการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ขยายและเพิ่มโครงการด้านสาธารณูปโภค ส่งเสริมการลงทุน

เพิ่มการจ้างงาน 1ล้านคน ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ลดอัตราว่างงานลงครึ่งหนึ่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า ปรับปรุงระบบอนามัย ปราบปรามปัญหาอาชญา

กรรมและปัญหาการทุจริต รวมถึงการต่อสู้กับปัญหา HIV/AIDS ในด้านนโยบายต่างประเทศนั้น แอฟริกาใต้มีพันธกรณีในการเสริมสร้างสันติภาพ

ประชาธิปไตย และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคแอฟริกาแอฟริกาใต้มีบทบาทนำทางการเมืองในภูมิภาคแอฟริกาและเวทีการเมืองและเศรษฐกิจ

ระหว่างประเทศอื่นๆ และเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงสุดในภูมิภาคแอฟริกา แอฟริกาใต้มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และมีโครงสร้างทาง

เศรษฐกิจที่ก้าวหน้า ที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว (First World) ควบคู่ไป

กับโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ด้อยพัฒนา (Third World)

แอฟริกาใต้ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2553 (ค.ศ. 2010) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2547 สหพันธ์ฟุตบอลโลก (FIFA)ได้

ประกาศผลการลงคะแนนเสียงของคณะกรรมการบริหาร FIFA ซึ่งเลือกให้แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2010 ด้วยคะแนน 14

เสียง จาก 24 เสียง โดยโมร็อกโกได้ 10 เสียง อียิปต์และลิเบียไม่ได้คะแนน ส่วนตูนิเซียขอถอนตัวออกจากการลงสมัคร สำหรับแอฟริกาใต้เคยแพ้

เยอรมนีในการคัดเลือกเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 2006 เพียง 1 เสียง ดังนั้น แอฟริกาใต้จึงคาดหวังในการได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก

ปี ค.ศ.2010 ค่อนข้างมาก และยังนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศในทวีปแอฟริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดย

ตรงต่อแอฟริกาใต้ที่กำลังประสบปัญหาการว่างงานสูง โดยคาดว่าการเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2010 จะช่วยสร้างงานในแอฟริกา

ใต้ได้ถึง 150,000 ตำแหน่ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2549 นาย Trevor Manuel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของแอฟริกาใต้เปิดเผยว่า

รัฐบาลแอฟริกาใต้วางโครงการงบประมาณในการสร้างสนามกีฬาใหม่เป็นเงิน 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้งบประมาณในการพัฒนาระบบ

คมนาคม ทั้งรถไฟ รถ minibus และรถ taxi อีกประมาณ 1,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การยุบพรรค New National Party

พรรค New National Party (NNP) หรือพรรค the National Party (NP) เดิม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในอดีตที่นำนโยบายแบ่งแยกสีผิวมาใช้ในแอฟริกาใต้ มีแผน

จะยุบพรรคในเดือนกันยายน 2548 เพื่อไปรวมกับพรรค African National Congress (ANC) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน ที่ได้ต่อสู้เพื่

อล้มล้างการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้จนสำเร็จ

นโยบายต่างประเทศ

ในด้านนโยบายต่างประเทศนั้น แอฟริกาใต้มีพันธกรณีในการเสริมสร้างสันติภาพ ประชาธิปไตย และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคแอฟริกา ดังนี้

ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปแบบ

ไม่แบ่งแยกสีผิวเป็นครั้งแรกในปี 2537 นโยบายและรูปแบบการดำเนินความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศได้รับการปรับโครงสร้างให้มี

ความเป็นมิตรกับประชาคมระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการยกเลิกนโยบายการกีดกันสีผิว (Apartheid) ซึ่งแอฟริกาใต้ได้พยายามใช้นโยบายต่างประเทศในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรื่องให้เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

แอฟริกาใต้มีฐานะเป็นผู้นำของกลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community - SADC) เนื่องจากต้องการที่จะเป็นประเทศศูนย์กลางในการฟื้นฟูศักยภาพของทวีปแอฟริกาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญในการสนุบสนุนการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาคและการพัฒนา แอฟริกาใต้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทในหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริก

เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก รวันดา บูรุนดี และซิมบับเว ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งในทวีปแอฟริกานั้น ควรให้ประเทศในแอฟริกามีบทบาทนำในการเจรจาแก้ปัญหากันเอง

แอฟริกาใต้ได้แสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนนโยบายการลดและไม่เผยแพร่อาวุธที่มีอำนาจการ

ทำลายล้างสูง อย่างไรก็ดี แม้แอฟริกาใต้จะมิได้มีภัยคุกคามความมั่นคงจากภายนอกและภายในอย่างเด่นชัด แต่แอฟริกาใต้ยังคงเป็นประเทศ

ที่มีศักยภาพทางการทหารมากที่สุดในภูมิภาคแอฟริกา

นโยบายต่างประเทศของแอฟริกาใต้มีลักษณะของการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่างๆ มองแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจ

แบบเสรีที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดี Thabo Mbeki ได้พยายามให้ความสำคัญกับการค้าและ

การลงทุนจากต่างชาติเพื่อการปรับโครงสร้างภายในประเทศ นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ซึ่งมีบทบาทนำในการสนุบสนุนการปกครองระบอบประชาธิป

ไตยได้ให้การรับรองสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนแทนการรับรองไต้หวัน เนื่องจากมองถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

แอฟริกาใต้ได้เข้าเป็นสมาชิกและมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคแอฟริกา เช่น การเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพ

แอฟริกา (African Union - AU) และมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำกองกำลังผสมร่วมกับโมซัมบิกเข้าไปสังเกตการณ์สงครามกลางเมือง

ในบูรุนดี เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community -

SADC) ในปี 2537 ซึ่งได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อองค์การ ทั้งนี้ ก่อนที่แอฟริกาใต้จะเข้าเป็นสมาชิก การค้าขายระหว่างกัน

ของประเทศสมาชิกมีเพียง ร้อยละ 4 ของการค้าขายทั้งหมดของประเทศสมาชิกกับประเทศอื่น แต่เมื่อแอฟริกาใต้เข้าเป็นสมาชิก การค้าขาย

ภายในกลุ่มได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 อย่างไรก็ดี มูลค่าการค้าขายที่เพิ่มขึ้นนั้น มิได้มาจากการค้าขายระหว่างกันของประเทศสมาชิก หากแต่เป็นการ

ค้าขายที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีกับแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น แอฟริกาใต้ยังเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสำคัญๆ ในระดับภูมิภาค เช่น สหภาพ

ศุลการกรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union - SACU) ข้อตกลงทางการเงินหลายฝ่าย (Multilateral Monetary Agree

ment - MMA) และ ตลาดร่วมสำหรับแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa - COMESA)

ในขณะนี้ แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคแอฟริกาที่ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC และล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม

2549 แอฟริกาใต้ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ในฐานะตัวแทนของกลุ่มแอฟริ

กาวาระปี 2550-2551

 

 
ประมุขและคณะรัฐบาล
 

Update กันยายน 2556

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2556

Pres. Jacob ZUMA
Dep. Pres. Kgalema MOTLANTHE
Min. of Agriculture, Forestry, & Fisheries Tina JOEMAT-PETTERSSON
Min. of Arts & Culture Paul MASHATILE
Min. of Basic Education Matsie Angelina MOTSHEKGA
Min. of Communications Yunus CARRIM
Min. of Cooperative Governance & Traditional Affairs Lechesa TSENOLI
Min. of Correctional Services Joel Sibusiso NDEBELE
Min. of Defense & Military Veterans Nosiviwe Noluthando MAPISA-NQAKULA
Min. of Economic Development Ebrahim PATEL
Min. of Energy Benedict MARTINS
Min. of Finance Pravin Jamnadas GORDHAN
Min. of Health Pakishe Aaron MOTSOALEDI, Dr.
Min. of Higher Education & Training Bonginkosi Emmanuel "Blade" NZIMANDE
Min. of Home Affairs Grace Naledi Mandisa PANDOR
Min. of Human Settlements Connie SEPTEMBER
Min. of Intl. Relations & Cooperation Maite NKOANA-MASHABANE
Min. of Justice & Constitutional Development Jeffrey Thamsanga RADEBE
Min. of Labor Nelisiwe Mildred OLIPHANT
Min. of Mineral Resources Susan SHABANGU
Min. of Police Nkosinathi Emmanuel "Nathi" MTHETHWA
Min. of Public Enterprises Malusi Knowledge Nkanyezi GIGABA
Min. of Public Service & Admin. Lindiwe Nonceba SISULU
Min. of Public Works Thembelani "Thulas" NXESI
Min. of Rural Development & Land Reform Gugile Ernest NKWINTI
Min. of Science & Technology Derek Andre HANEKOM
Min. of Social Development Bathabile Olive DLAMINI
Min. of Sport & Recreation Fikile April MBALULA
Min. of State Security Siyabonga Cyprian CWELE
Min. of Tourism Marthinus VAN SCHALKWYK
Min. of Trade & Industry Robert Haydn DAVIES
Min. of Transport Elizabeth Dipuo PETERS
Min. of Water & Environmental Affairs Bomo Edna MOLEWA
Min. of Women, Youth, Children, & People With Disabilities Lulama "Lulu" Marytheresa XINGWANA
Min. in the Presidency - National Planning Commission Trevor Andrew MANUEL
Min. in the Presidency - Performance Monitoring & Evaluation Ohm Collins CHABANE
Governor, South African Reserve Bank Gill MARCUS
Ambassador to the US Ebrahim RASOOL
Permanent Representative to the UN, New York Jeremiah Nyamane Kingsley MAMABOLO

 

ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/world-leaders-1/world-leaders-s/south-africa.html

 
ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า
 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)

578.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

GDP รายบุคคล

11,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

อัตราการเจริญเติบโต GDP

2.6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

GDP แยกตามภาคการผลิต

  • ภาคการเกษตร 2.4%
  • ภาคอุตสาหกรรม 32.1%
  • ภาคการบริการ 64.9% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

อัตราการว่างงาน

22.7% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices)

5.2% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย ผลไม้ ผัก เนื้อวัว สัตว์ปีก เนื้อแกะ ขนสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม

อุตสาหกรรม

เหมืองแร่ (ผู้ผลิตทองคำขาว ทองคำ และโครเมียมรายใหญ่ที่สุดในโลก) การประกอบรถยนต์ เครื่องจักร สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อาหาร ซ่อมเรือพาณิชย์

อัตราการเกิบโตภาคอุตสาหกรรม

2.5% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)

หนี้สาธารณะ

43.3% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-21.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

มูลค่าการส่งออก

101.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

สินค้าส่งออก

ทองคำ เพชร ทองคำขาว โลหะและแร่ธาตุอื่นๆ เครื่องมือเครื่องจักร

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก)ที่สำคัญ

จีน 12.7% สหรัฐอเมริกา 8.6% ญี่ปุ่น 7.9% สหราชอาณาจักร 4.1% เยอรมนี 6% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)

มูลค่าการนำเข้า

106.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ f.o.b (ค่าประมาณ พ.ศ. 2555)

สินค้านำเข้า

เครื่องมือเครื่องจักร เคมีภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ อาหาร

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า)ที่สำคัญ

จีน 14.3% เยอรมัน 10.7% สหรัฐอเมริกา 8% ญี่ปุ่น 4.7% ซาอุดิอาระเบีย 4.5% สหราชอาณาจักร 4% อินเดีย 4% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2554)

สกุลเงิน

แรนด์ (Rand) 1 แรนด์

สัญลักษณ์เงิน

ZAR

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

(ตรวจสอบอัตราการแลกเปลี่ยนได้ที่นี่)

 

ลักษณะทางเศรษฐกิจโดยทั่วไป

แอฟริกาใต้มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งคือมีโครง

สร้างทางเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว (First World) ควบคู่ไปกับโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ด้อยพัฒนา (Third World) ในชุมชนของคนผิวดำ พื้นฐาน

สำคัญของเศรษฐกิจ คือ อุตสาหกรรมการผลิตแร่และการเกษตร ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การเกษตรเป็นสาขาที่ทำรายได้มากที่สุด แต่ปัจจุ

บันสาขาอุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้น และทำรายได้มากที่สุด แต่การผลิตแร่ก็ยังมีความสำคัญในการส่งออก และสินค้าอุตสาหกรรมหลายอย่างเป็น

ผลผลติที่ใช้วัตถุดิบจากแร่ธาตุ

รัฐบาลแอฟริกาใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดีแมนเดลาได้ประกาศนโยบายหลัก ซึ่งเน้นในแผนงาน Reconstruction and Development

Programme (RDP) อันเป็นโครงการระยะ 5 ปี ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ระหว่างปี พ.ศ. 2537 -2542) โครงการสำคัญที่ได้ดำเนิน

การ ได้แก่ โครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ อาทิ การจัดหาประปา ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุขและสวัสดิการสำหรับคนพิการและคนสูงอายุ การใ

ห้การอุดหนุนการศึกษาในภาคบังคับและการสร้างงาน ฯลฯ

ทรัพยากร แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ และเป็นประเทศผู้ผลิตทางคำรายใหญ่ที่สุดของโลก แร่ธาตุหลายอย่างในแอฟริ

กาใต้ถือเป็นแหล่งแร่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ ทองคำ, Chromium, Flurospar, Manganese และ Vanadium ส่วนผลผลิตแร่สำคัญอื่นๆ ได้แก่

เพชร, Platinum, Iron ore, Uranium, Asbestos, Alumino-Silicates, Antemone, Zirconium, Tritatium ส่วนพลังงาน แอฟริกาใต้ผลิต

กระแสไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากถ่านหินและใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมและในการทำความร้อน แอฟริกาใต้นำเข้าน้ำมันบ้าง แต่

สามารถผลิตน้ำมันจากถ่านหินได้เองด้วย และกำลังทำการสำรวจก๊าซธรรมชาติอยู่ในด้านทรัพยากรแรงงาน แอฟริกาใต้ขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือแ

รงงานส่วนใหญ่ที่มีเป็นแรงงานที่ไร้ฝีมืออุตสาหกรรม ผลผลิตด้านอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุปกรณ์ด้านการขนส่ง และอุตสา

หกรรมเหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักร แก้ว กระดาษ และสิ่งพิมพ์ สิ่งทอ เสื้อผ้าและเครื่องหนัง อุตสาหกรรมไม้และผลผลิตจากไม้ นอกจากนี้ แอฟริ

กาใต้ยังมีอุตสาหกรรมผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยการเกษตร แอฟริกาใต้มีพื้นที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกเพียงร้อยละ 15 ผลผลิตการเกษตรขึ้นกับ

ดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ แอฟริกาใต้ประสบภาวะแห้งแล้งมาหลายปี เนื่องจากปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เพิ่งจะฟื้น

ตัวขึ้นในปี 2537 ผลผลิตการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย ผลไม้ประเภทองุ่น ส้ม ผักสด ปศุสัตว์ และสัตว์ปีก เนื้อแกะ แพะ นม ไข่

ขนสัตว์

สถานการณ์เศรษฐกิจ

แอฟริกาใต้มีบทบาทนำทางการเมืองในภูมิภาคแอฟริกาและเวทีการเมืองเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แอฟริกาใต้มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และมีโครงสร้าง

 

ทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา โดยมีลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

(First World) ควบคู่ไปกับโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ด้อยพัฒนา (Third World)

แอฟริกาใต้มีรายได้หลักจากการค้า เพชรพลอย แร่โลหะ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วน เครื่องจักรกล สินค้าเหมืองแร่หลักของแอฟริกาใต้คือ

แพลตินั่ม ทองคำ ถ่าน เพชร แร่เหล็ก และแมงกานีซ ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่ยังคงเป็นภาคการผลิตที่เป็นแหล่งจ้างงานที่

ใหญ่ที่สุดของประเทศ สินค้าเกษตรที่สำคัญของแอฟริกาใต้คือ ข้าวโพดและอ้อย และสินค้าส่งออกที่สำคัญของแอฟริกาใต้คือ ไวน์ ผลไม้คุณ

ภาพสูง และเนื้อนกกระจอกเทศ

 

(อีก 1 เวอร์ชั่น)

 

ทวีปแอฟริกา : สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

 

14 ธ.ค. 2554 16:43:31 / อัพเดต : 19 เม.ย. 2556 16:22:16 / เรียกดู 5,924 ครั้ง

 

สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ The Republic of South Africa

 

ข้อมูลทั่วไป

 

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ใต้สุดของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดกับนามิเบีย บอตสวานา ซิมบับเว ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับโมซัมบิกและสวาซิแลนด์ ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

 

พื้นที่ 1,219,090 ตารางกิโลเมตร

 

เมืองหลวง กรุงพริทอเรีย (Pretoria)

 

ประชากร 50.59 ล้านคน (ปี 2554)

 

ภูมิอากาศ สภาพอากาศอบอุ่น มีแสงแดดตลอดปี

 

ภาษาราชการ  ภาษาอังกฤษ และภาษา Afrikaans

 

ศาสนา Zion Christian ร้อยละ 11.1 Pentacostal/Charismatic ร้อยละ 8.2 Catholic ร้อยละ 7.1 Methodist ร้อยละ 6.8 อิสลามร้อยละ 1.5 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 46.5 ไม่มีศาสนาร้อยละ 15.1 อื่น ๆ ร้อยละ 3.7

 

หน่วยเงินตรา แรนด์แอฟริกาใต้ (South Africa Rand - ZAR)       

 

อัตราแลกเปลี่ยน 1 ZAR ประมาณ 3.86 บาท (ณ วันที่ 12  เมษายน 2555)

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 405.4ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2554)

 

รายได้ประชาชาติต่อหัว 10,977 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2554)

 

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ   ร้อยละ 3.1 (ปี 2554)

 

ระบอบการปกครอง   ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดี    ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นายเจคอบ  ซูมา (Jacob Zuma) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2552)

 

นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 

1. การเมืองการปกครอง

 

1.1 แอฟริกาใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยสมาชิกคณะมนตรีเขตการปกครองแห่งชาติ (National Council of Provinces) จำนวน 90 ที่นั่ง (คัดเลือกจากฝ่ายนิติบัญญัติของแต่ละเขตการปกครอง ทั้ง 9 เขต เขตละ 10 ที่นั่ง) มีวาระ 5 ปี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 400 ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงในแบบสัดส่วน มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอุทธรณ์สูงสุด ศาลสูง และศาลปกครอง

 

1.2 แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาและเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaan สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2504 (ค.ศ.1961) ถูกปกครองโดยคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และมีนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติ (Racial Segregation) และการกีดกันสีผิวอย่างรุนแรง (Apartheid) จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ในปี 2520 และประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติยุติการติดต่อทางการเมืองกับแอฟริกาใต้ แรงกดดันทั้งจากในประเทศและจากนานาชาติส่งผลให้นโยบายเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ผ่อนคลายลง และได้มีการเลือกตั้งอย่างไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2537 โดยผู้นำชาวผิวดำที่มีบทบาทสำคัญในการยุตินโยบายเหยียดผิวคือ นายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2537-2542) และพรรคการเมือง African National Congress (ANC) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการต่อสู้รัฐบาล Apartheid ชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล และครองอำนาจการเมืองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

 

1.3 นายทาโบ อึมเบกิ (Thabo Mbeki) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากนายแมนเดลา ตั้งแต่ปี 2542-2551 ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2551 เนื่องจากมีแรงกดดันทางการเมืองภายในพรรค ANC อันมีสาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มผู้สนับสนุนนายซูมา ประธานพรรค ANC คนใหม่ เชื่อว่า นายอึมเบกิอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะให้ศาลดำเนินคดีกับนายซูมา ในข้อหาฉ้อราษฏร์บังหลวง ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของนายซูมา ผู้จะเป็นตัวแทนพรรค ANC ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2552

 

1.4 ผลจากการลาออกของนายอึมเบกิ ทำให้นายคกาเลมา โมแลนเต (Kgalema Motlanthe) รองประธานพรรค ANC ได้รับการรับรองจากรัฐสภาให้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายใน 1 วันหลังจากที่นายอึมเบกิลาออก และได้แต่งตั้งรองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีของนายอึมเบกิเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมเกือบทั้งคณะ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถประคองสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศโดยรวมได้ รัฐบาลของนายโมแลนเตบริหารประเทศเพียงช่วง 6 เดือน (ระหว่างกันยายน 2551 – เมษายน 2552) ซึ่งอยู่ในในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง

 

1.5 การแตกแยกภายในพรรคและการแบ่งพวกระหว่างผู้สนับสนุนนายอึมเบกิและผู้สนับสนุนนายซูมา ส่งผลให้พรรค ANC อ่อนแอลง อนึ่ง สมาชิกพรรค ANC จำนวนหนึ่งได้แยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ได้แก่ พรรค The Congress of the People (Cope) เมื่อเดือนธันวาคม 2551 โดยมีนายโมซิอัวร์ เลโกตา (Mosiuoa Lekota) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพรรค วิเคราะห์กันว่า พรรค Cope มีศักยภาพจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพรรค ANC ได้ในอนาคต

 

1.6 ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552

 

แอฟริกาใต้ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค ANC ชนะการเลือก

ตั้งด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 65.96 ส่วนพรรค Democratic Alliance (พรรคของคนผิวขาว) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 16.6

และพรรค Cope ได้ร้อยละ 7.41 จากผลการเลือกตั้งดังกล่าวนายซูมา ประธานพรรค ANC ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเข้าพิธีสาบานตนเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2552  โดยมีประมุขแห่งรัฐและผู้แทนรัฐบาลประเทศต่าง ๆ  เช่น สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรเลโซโท ประธานาธิบดีลิเบีย รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และแขกอื่น ๆ เข้าร่วมจำนวนกว่า 5,000 คน ในส่วนของผู้แทนจากไทย มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย เข้าร่วมพิธีฯ

 

1.7 รัฐบาลของประธานาธิบดีซูมา

 

ประธานาธิบดีซูมา ได้แต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีโมแลนเต เป็นรองประธานาธิบดี และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10

พฤษภาคม 2552 โดยรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีผลงาน

โดดเด่นจากรัฐบาลที่แล้ว 12 คน อาทิ นายเทรเวอร์ มานูเอล (Trevor Manuel) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ซึ่งดำรงตำแหน่งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2539-2552 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดี กำกับดูแลสำนักงานการ

วางแผนแห่งชาติ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีซูมาได้ปรับโครงสร้างการบริหารรัฐบาล ดังนี้

 

(1) ตั้งกระทรวงใหม่ 4  กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงกิจการสตรี เยาวชน เด็ก และคนพิการ

(เพื่อดูแลสิทธิและความเท่าเทียมทางสังคม) กระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจ และกระทรวงที่ดินและการพัฒนาชนบท

 

(2) แยกกระทรวงแร่ธาตุและพลังงาน ออกเป็น 2  กระทรวง คือ กระทรวงเหมืองแร่ และกระทรวงพลังงาน

 

(3) แยกกระทรวงการศึกษาออกเป็น 2  กระทรวง คือ กระทรวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงการศึกษาขั้นสูงและ

การฝึกอบรม

 

(4) เปลี่ยนชื่อกระทรวงการต่างประเทศ จาก Department of Foreign Affairs เป็น Department of International

Relations and Cooperation และแต่งตั้งนางไมเต อึนโคอานา มาชาบาเน่ (Maite Nkoana-Mashabane) ซึ่งเป็น

สตรีผิวดำที่มีประสบการณ์แลความชำนาญด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต

แอฟริกาใต้ประจำประเทศอินเดียและมาเลเซีย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

1.8 รัฐบาลของประธานาธิบดีซูมา มีนโยบายเพิ่มการจ้างงาน และลดความยากจนของประชาชน และต้องการเพิ่มบทบาท

ของตนในเวทีระหว่างประเทศ ในฐานะที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

 

2. เศรษฐกิจและสังคม

 

2.1 แอฟริกาใต้มีระบบเศรษกิจใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา มีภาคการเงินการธนาคารและอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่ง

เป็นประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะ เหล็ก ถ่านหิน และอัญมณีรายใหญ่ของโลก มีอุตสาหกรรมแร่ธาตุและการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลัก

ของประเทศ ภาวะวิกฤติการเงินโลกในขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินในแอฟริกาใต้อย่างรุนแรงนัก

เนื่องจากแอฟริกาใต้มีกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวด และธนาคารหลักในแอฟริกาใต้มักพึ่งพาเงินทุนสำรองระหว่างกันและกัน

มากกว่าที่จะหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ

 

2.2  ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้

 

 (1) สาขาเกษตร

 

อุตสาหกรรมการเกษตร (agro-industrial sector) ของแอฟริกาใต้ มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ15 ของ GDP ใช้เทคโนโลยีด้าน

การปรับแต่งพันธุกรรม (GMO) เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างกว้างขวาง มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 12 ของพื้นที่ทั้งหมดของ

ประเทศ (พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้าน ตรกม.) โดยร้อยละ 22 ของพื้นที่เพาะปลูกนี้ จัดเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและดินมีคุณภาพสูง มี

ระบบชลประทานที่ดี

 

การเกษตรของแอฟริกาใต้มี 2 ลักษณะคือ (1) กลุ่มที่ทำการเกษตรเพื่อเชิงพาณิชย์ ใช้เทคโนโลยี การเกษตรค่อนข้างสูง มี

ระบบชลประทานและการจัดการที่ดี เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว และ (2) กลุ่มที่ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตนเองและ

ครอบครัว เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ

 

พืชไร่ในแอฟริกาใต้ที่ผลิตมากที่ที่สุดคือข้าวโพด (ผลิตประมาณ 8 ล้านตันต่อปี) ทั้งเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ โดยนอก

จากจะผลิตเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว แอฟริกาใต้ยังถือเป็นผู้ผลิตข้าวโพดหลักในกลุ่ม Southern African Development

Community (SADC)

 

นอกจากนี้ยังมีผลผลิตที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ข้าวสาลี อ้อย เมล็ดทานตะวัน(แอฟริกาใต้เป็นผู้ผลิตเมล็ดทานตะวันที่ใหญ่อันดับ  12 ของโลก

ผลิตได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี) ผลผลิตพืชสวนที่สำคัญคือ ส้ม ซึ่งผลิตกว่าปีละ 3 ล้านตัน

 

ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สำคัญคือ สัตว์ปีก ผลิตปีละ 15 ล้านตัน/เนื้อวัว ผลิตกว่าปีละ 11 ล้านตัน

 

โอกาสของไทยในแอฟริกาใต้ด้านการเกษตร เช่น (1) การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเกษตรแก่กันและกัน

(2) การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากราคาข้าวโพดจากแอฟริกาใต้ถูกกว่าจากตลาดหลักเช่นสหรัฐฯ เนื่องจากค่าเงินแรนด์

ที่ลดลง

(3) การแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านการวิจัย GMO

(4) การส่งออกผลไม้จากไทยไปแอฟริกาใต้ (แต่ขณะนี้ ยังมีปัญหาเรื่องกฏระเบียบของการส่งออกสินค้าเกษตรไปแอฟริกา

ใต้)

 

(2) สาขาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ

 

แอฟริกาใต้มีทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานโดยเฉพาะถ่านหินสำรองมากเป็นลำดับ 6 ของโลก (3 หมื่นล้านตัน) โดย

แอฟริกาใต้ผลิตถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงปีละประมาณ 250 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้ ใช้ในประเทศประมาณร้อยละ 70 และส่ง

ออกร้อยละ 30 ขณะนี้ กลุ่มธุรกิจบ้านปูได้เข้ามาสำรวจเหมืองถ่านหินหลายแห่งในแอฟริกาใต้ และคาดว่า จะมีการลงทุนซื้อ

เหมืองถ่านหินเพื่อส่งออกไปยังตลาดอินเดียและจีน

 

(3)การก่อสร้างและแรงงาน

 

เนื่องจากแอฟริกาใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2553 ทำให้รัฐบาลเร่งสร้างระบบสาธารณูปโภค เช่น รถ

ไฟฟ้าเชื่อมระหว่างสนามบินและนครโจฮันเนสเบอร์ก สนามกีฬา ปรับปรุงถนนสำคัญ รวมถึงภาคเอกชนภาคธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม

กำลังขยายการลงทุน แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะชลอตัว แต่การที่แอฟริกาใต้จำเป็นต้องสร้างสาธาณูปโภคเพื่อ

รองรับการเป็นเจ้าภาพดังกล่าวทำให้ต้องมีการลงทุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในโครงการใหญ่ๆ เช่น การสร้างสนาม

กีฬา จะมีผู้รับเหมา ก่อสร้างแน่นอนแล้ว แต่ก็ยังมีธุรกิจต่อเนื่องที่ภาคเอกชนไทย มีโอกาสเข้าไปประมูลงาน รวมทั้งส่งแรง

งานฝีมือและกึ่งฝีมือไปยังแอฟริกาใต้มากขึ้น ขณะนี้มีแรงงานไทยในแอฟริกาใต้ปีละประมาณ 1,000 คน ซึ่งเดิม แอฟริกา

ใต้นำเข้าเพียงกลุ่มช่างเชื่อม ช่างประกอบท่อ จากไทยเป็นหลัก แต่ขณะนี้เริ่มนำเข้าแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น ช่างไม้ พนักงาน

ควบคุมรถขุด

 

2.3 ปัญหาสังคม

 

แม้ว่าแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ประสบกับปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน

โดยเงินทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของคนผิวขาวและคนผิวดำที่อยู่ในแวดวงการเมืองเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น

คนจนและผู้ใช้แรงงานผิวดำส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม การแพร่กระจาย

ของ HIV/ AIDS และอาชญากรรมซึ่งมีความรุนแรง อาทิ การข่มขืน การค้าและเสพยาเสพติด และการทุจริต

 

รัฐบาลของประธานาธิบดีซูมา ประกาศนโยบายจะปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา สาธารณสุข ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน

คุณภาพที่อยู่อาศัย การเพิ่มปริมาณการจ้างงาน การพยายามลดอัตราการก่ออาชญากรรม

 

ปัจจุบัน สถิติผู้ติดเชื้อเอดส์มีประมาณ 6 ล้านคน แต่มีเพียงจำนวนร้อยละ 30 เท่านั้นที่ได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ รัฐบาล

แอฟริกาใต้ต้องใช้งบประมาณกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อต่อสู้กับปัญหาดังกล่าว และพยายามใช้วิธีตรวจหาผู้ติดเชื้อ

อย่างทั่วถึง (Universal testing) ควบคู่ไปกับการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ (ARV Treatment)

 

3.  นโยบายต่างประเทศ

 

3.1  นโยบายต่างประเทศของแอฟริกาใต้มีลักษณะของการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่าง ๆ มองแอฟริกาใต้

เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แอฟริกาใต้มีเป้าหมายที่จะเป็น

ประเทศศูนย์กลางในการฟื้นฟูศักยภาพของทวีปแอฟริกาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไข

ปัญหาความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทในหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกา เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

โมซัมบิก รวันดา บุรุนดี และซิมบับเว ทั้งนี้แอฟริกาใต้เชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งในทวีปแอฟริกานั้น ควรให้

ประเทศในแอฟริกามีบทบาทนำในการเจรจาแก้ปัญหา

 

3.2 แอฟริกาใต้เป็นสมาชิกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคของประเทศในแอฟริกา ได้แก่

กลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community – SACU)

สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) สหภาพศุลการกรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union –

SACU) และตลาดร่วมสำหรับแอฟริกาตะวันออกและตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa

– COMESA)

 

3.3 แอฟริกาใต้ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ในฐานะตัวแทน

ของกลุ่มแอฟริกาวาระปี 2550-2551 และมีท่าทีสนับสนุนไทยในกรณีเขาพระวิหาร ในขณะนี้ แอฟริกาใต้ประสงค์จะสมัคร

เป็นสมาชิกถาวรของ UNSC โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีประเทศจากทวีปแอฟริกาอยู่ใน UNSC เลย

 

3.4  แอฟริกาใต้เป็นประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งในกรอบความร่วมมือ Indian Ocean Rim Association for Regional

 

Coooperation (IOR-ARC) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 ที่สาธารณรัฐมอริเชียส โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้งอื่น ๆ อีก 6 ประเทศ

ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย เคนยา สิงคโปร์ โอมาน และมอริเชียส มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน

ภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในลักษณธไตรภาคี คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ซึ่งไทยเข้าเป็นสมาชิกโดยฉันทามติ

ของที่ประชุมสภารัฐมนตรีสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2542 ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก ปัจจุบันมีสมาชิก

จำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ 7 ประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง และอินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย โมซัมบิก ศรีลังกา แทนซาเนีย

เยเมน ไทย บังกลาเทษ อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังประเทศคู่เจรจาคือ อียิปต์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร

จีน ฝรั่งเศส และกาตาร์ โดยมีองค์การการท่องเที่ยวแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tourism Organisation –

IOTO) เป็นผู้สังเกตการณ์

 

3.5  แอฟริกาใต้เป็นประเทศสมาชิกที่แข็งขันในกลุ่ม Foreign Policy and Global Health Initiative (FPGHI) ภายใต้

องค์การสหประชาชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 โดยการรวมตัวของ 7 ประเทศจาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส บราซิล อินโดนิเซีย

แอฟริกาใต้ เซเนกัล และไทย ซึ่งต่างเล็งเห็นว่า ในโลกแห่งความเชื่อมโยง สามารถใช้ประเด็นสาธารณสุขเป็นเครื่องมือใน

การดำเนินนโยบายต่างประเทศ และในทางกลับกัน ก็สามารถใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสุขภาพและ

คุณภาพชีวิตได้เช่นกัน FPGHI ได้พยายามแสดงบทบาทนำในการส่งเสริมให้เกิด global health security และให้ความ

สนใจประเด็นสาธารณสุขโลก ได้แก่ การช่วยประเทศกำลังพัฒนาบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ด้าน

สาธารณสุข การส่งเสริมการเข้าถึงยาและวัคซีนอย่างทั่วถึง การส่งเสริมด้านสุขภาพและสาธารณสุข และการเตรียมความ

พร้อมในการรับมือกับโรคระบาดร้ายแรง

 

3.6  แอฟริกาใต้มีบทบาทในการผลักดันและเร่งรัดให้มีการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ

ภูมิอากาศ (climate change) โดยเฉพาะการผลักดันท่าทีผ่านการรวมกลุ่มประเทศ BASIC ซึ่งประกอบด้วย บราซิล

แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน ล่าสุด แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มประเทศ BASIC เมื่อวันที่ 25-

26 เมษายน 2553 ที่เมืองเคปทาวน์

 

3.7  เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 นางซู วาน เดอร์ เมอร์เว (Sue van der Merwe) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความ

สัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศแอฟริกาใต้ แถลงว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ พร้อมด้วยองค์กรอิสระและภาคเอกชน

แอฟริกาใต้ จะร่วมมือให้ความช่วยเหลือแก่เฮติผ่านศูนย์บริหารภัยพิบัติแห่งชาติ (National Disaster Management

Center) ของแอฟริกาใต้ โดยจะแบ่งความช่วยเหบือเป็น 3 ระยะ คือ

(1) การส่งหน่วยค้นหาและช่วยชีวิตเหยื่อแผ่นดินไหว

(2) การส่งหน่วยนิติเวชเพื่อพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิต และ

(3) ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูเฮติ ในเชิงงบประมาณ มีรายงานว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 134,970 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับเงินสมทบจากภาคเอกชนจำนวนประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งหน่วยผู้เชี่ยวชาญไปเฮติด้วย

 

3.8  รัฐบาลปัจจุบันต้องการกระจายทิศทางนโยบายต่างประเทศไปทางประเทศตะวันออกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) และอาเซียน โดยมองว่า อาเซียนเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการเชื่อมโยงและการรวม

กลุ่มทางเศรษฐกิจ และจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของ SADC ที่แอฟริกาใต้มีบทบาทนำในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ด้วย

 

3.9  แอฟริกาใต้ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระปี ค.ศ.2011-2012 ซึ่งไทยลงคะแนนเสียงสนับสนุนแอฟริกาใต้ด้วย

 

4. นโยบายด้านพลังงานนิวเคลียร์

 

4.1 แอฟริกาใต้เคยมีโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างปี 2517-2520 เพื่อรับมือกับการแทรกแซงในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของ

กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนของอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งคุกคามความมั่นคงของประเทศ ต่อมาการแทรกแซงดังกล่าวได้ลดลง ประกอบกับ

การสิ้นสุดของรัฐบาล Aparthied ของแอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้จึงยกเลิกโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในปลายปี 2532 ถึงปี 2533 เพื่อให้

ได้รับการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศ ปัจจุบันแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ประเทศแรกและประเทศเดียวจนถึงขณะนี้ที่ยก

เลิกอาวุธนิวเคลียร์ของตน

 

4.2 ปัจจุบันแอฟริกาใต้มีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เพียงประเทศเดียวในทวีปแอฟริกา และมีปริมาณแร่ยูเรเนียมสำรองอันดับ

4 ของโลก แอฟริกาใต้จึงมีบทบาทสำคัญในการไม่เผยแพร่วัสดุเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์

 

4.3 แอฟริกาใต้มีโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 1 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าโคเอเบิร์ก (Koeburg) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองดุยเนฟอน

เทน (Duynefontein) ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตอนเหนือของเมืองเคปทาวน์ (Cape Town) ในมลรัฐเวสเทิร์น เคป

(Western Cape) และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งเดียวในทวีปแอฟริกา แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะเล็งเห็นว่า

พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกในระดับต้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าอีกเท่าตัว

(ประมาณ 80,000 เมกะวัตต์) ภายในปี 2568 แต่ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ประกาศยกเลิก

การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ pebble bed modular reactor (PBMR) ซึ่งมี

ความปลอดภัยและมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบปรกติ ส่งผลให้นโยบายการพัฒนาขีดความ

สามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้ากลับมาเน้นเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์แบบปรกติและการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน ซึ่งแอฟ

ริกาใต้มีแร่ถ่านหินเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก

 

 

 

.

 

 

 

 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน