*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4293
  • จำนวนผู้ชม : 1589022
  • จำนวนผู้โหวต : 466
  • ส่ง msg :
  • โหวต 466 คน
วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม 2558
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 1082 , 19:48:26 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สิงห์นอกระบบ , MephistoWitchy และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดี ครับ

         คืนนี้ รายการเพลงไพเราะย้อนสู่อดีตงดนำเสนอรายการเพลงสักคืนครับ เพื่อความเหมาะสมในวันพระราชทาน

เพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวรณ์ สมเด็จพระสังฆราช ชึ่งพิธีดังกล่าวเพิ่งจบลงไปแค่ไม่นานมานี้

         อย่างไรก็ตาม 'คนโบราณ' ขอนำการบรรยายเกี่ยวกับดนตรีและการแสดงดึกดำบรรพ์ และละครเสภาที่หาชมได้

ยากแล้ว ที่ยังคงมีการแสดงอยู่ก็เพื่อการศึกษา และการเผยแพร่เป็นผลพลอยได้จากการสาธิตเท่านั้นเอง

 

**

 

 

ประวัติโดยย่อของศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

 

M.R.Kukrit Pramojศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมช  เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ที่จังหวัดสิงห์บุรี  เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง  ปราโมช สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี(พระพันปีหลวง) พระราชทานชื่อว่า “คึกฤทธิ์”

เริ่มต้นเรียนหนังสือที่บ้านกับ ม.ร.ว.บุญรับ ปราโมช (พี่สาวใหญ่) จนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้เมื่ออายุ ๔ ปี เป็นลูกศิษย์แหม่มโคลที่โรงเรียนวังหลัง(ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) เมื่ออายุ ๖ ปี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียน Trent ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์(P.P.E.) จากมหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เข้ารับราชการที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้ลาออกจากราชการเพื่อทำงานที่ธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในปัจจุบัน และสมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ ในพ.ศ. ๒๔๘๐ มีบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช และบุตรสาวคือ ม.ล.วิสุมิตรา  ปราโมช  ต่อมาถูเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร  โดยได้รับยศเป็นสิบตรีและเข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔) ในพ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์

เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ ได้เริ่มงานใหม่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย สำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการธนาคาร วิชาบัญชีและวิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙

M.R.Kukrit Pramojม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช พร้อมด้วยมิตรสหาย อาทิ นายสุวิชช์ พันธุ์เศรษฐ  นายสอ  เสถบุตร  พระยาสุรพันธ์เสนี  ดร.โชติ  คุ้มพันธ์และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล  นวรัตน์ เป็นต้น  ได้จัดตั้ง พรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ในช่วงต้นพุทธศักราช ๒๔๘๙ ท่านได้นำวิธีการหาเสียงที่เรียกว่า ไฮด์ปาร์ก หรือการอภิปรายในที่สาธารณะมาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย จนทำให้ท่านได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกของเขตดุสิต จังหวัดพระนคร

การเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ได้มีโอกาสเป็นเลขานุการ คณะกรรมการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๔๘๙ ในระหว่างนั้นได้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคก้าวหน้า ท่านจึงยุบพรรคและได้เข้าร่วมกับนายควง อภัยวงศ์  ก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค      ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช  เป็นรองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมชเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรก  นายควง  อภัยวงศ์  อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี  พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  จนกระทั่งจอมพล ป. พิบูลสงครามได้กระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๑ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีลาออก พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติขึ้นเงินเดือนของตนเอง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช จึงลาออกจากสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๑ หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน ได้รับเชิญจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บีบคั้นในสภา ท่านจึงลาออกเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๙๒ และถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองในช่วงแรก

M.R.Kukrit Pramojม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ และในระหว่างที่ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้ทำหน้าที่ทางการเมืองไปด้วยพร้อมกัน โดยยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ อย่างต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ บทบาที่สำคัญที่สุดทางการเมืองคือ เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ และได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวบรวมพรรคเล็กต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นและเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ โดยมีเสียงสนับสนุนเพียง ๑๘ เสียงเท่านั้น  ผลงานที่สำคัญ คือ นโยบายการผันเงินสู่ชนบท  การตั้งสภาตำบล ผู้มีรายได้น้อยโดยสารรถประจำทาง และเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าบริการ และบุตรได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่ออายุ ๗๔ ปี ในปลาย พ.ศ.๒๕๒๘ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก  ซึ่งถือเป็นการวางมือทางการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นับแต่นั้นมา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองไทย ในฐานะนักวิเคราะห์และวิจารณ์การเมือง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย  เมื่อวันที่ ๒  กันยายน พ.ศ.๒๕๓๓ ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมอีกครั้งหนึ่ง และลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นการถาวรเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมชได้เริ่มเขียนหนังสือลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ งานชิ้นแรกเป็นบทสักวา ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เกียรติศักดิ์  ไม่ใช้นามแฝงหรือนามปากกา และต่อมาได้เขียนนวนิยายการเมืองในรูปแบบของ    นวนิยายกึ่งพงศาวดาร เช่น เรื่องโจโฉ นายกตลอดกาล เป็นต้น

บทบาทของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง  เมื่อท่านร่วมกับนายสละ  ลิขิตกุล ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓ โดยท่านเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อำนวยการ และนักเขียนประจำ นอกเหนือจากการตอบปัญหาประจำวันแล้ว คอลัมน์พิเศษของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐคือ ข้าวนอกนา(พ.ศ.๒๕๑๙) ข้าวไกลนา(พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐) คลื่นใต้น้ำ(พ.ศ.๒๕๒๐) ข้างสังเวียน(พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๓) และซอยสวนพลู(พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๘) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ในระยะที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน

นอกจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ชนรุ่นหลังยังจะรู้จักท่านในฐานะ ผู้มีผลงานด้านวรรณศิลป์ที่โดดเด่นมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง ทั้งนวนิยาย  เรื่องสั้น เรื่องแปล  หนังสือบางเล่มได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เช่น สี่แผ่นดิน ไผ่แดง หลายชีวิต ซูสีไทเฮา เป็นต้น และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในพ.ศ.๒๕๒๘

M.R.Kukrit Pramojทางด้านศิลปวัฒนธรร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นบุคคลสำคัญที่ได้ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย  โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน  ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใ ห้เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ รับผิดชอบในเรื่องการศึกษาค้นคว้าความรู้ ที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยนักวิชาการไทย  แทนที่จะพึ่งพิงองค์แห่งความรู้ จากผลงานค้นคว้าของนักวิจัยชาวต่างประเทศ  เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหลักสูตร และเป็นผู้สอนวิชาอารยธรรมไทย ทั้งด้านศาสนา  การเมือง  การปกครอง  เศรษฐศาสตร์  วรรณศิลป์  นาฏศิลป์และดนตรีไทยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทสได้นำไปเป็นแบบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครอบครูพระพิราพ  ในพิธีไหว้ครูและพิธีครอบโขนละครเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ได้ฟื้นฟูการแสดงโขนให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป  และได้ก่อตั้ง “โขนธรรมศาสตร์” ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ เพื่ออบรมเยาวชนไทยให้เข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมไทย  โดยผ่านสื่อนาฏศิลป์

ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมชได้เริ่มปรากฏอาการป่วยเป็นระยะๆ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๐ จนกระทั่ง ๒๕๓๘ และถึงอสัญกรรมด้วยโรคชรา  เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๘  สถิตย์อยู่แต่ความดีงาม และความเป็นปูชนียบุคคลให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึง

**

 

**

 

 สยามศิลปิน - หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ปราชญ์แห่งสยาม และบุคคลสำคัญของโลก https://youtu.be/eyt6jCcY7Vs

 วรรณกรรมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช https://youtu.be/AEf7Ult2YO0

 ดนตรีและละครดึกดำบรรพ์ https://youtu.be/Pc9b-o5g4WM

 

ละครดึกดำบรรพ์ คาวี ตอน หึง 1 https://youtu.be/fyNcF3bCz30

 ละครเสภา เรื่องกากี ตอนพญาครุฑเกี้ยวกากี ศิลปนิพนธ์ ปี2556 https://youtu.be/CCzPI57pBQg

เสภาตลก (สาธิต) https://youtu.be/DVGSVLkLLFQ

 ละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน 1/2 https://youtu.be/gLJFKNl5Yow

 ละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน 2/2 https://youtu.be/emwGitF0nYI

 พลายบัวเกี้ยวนางตานี https://youtu.be/pbAtZGWqX28

*

 ...................................................................

 

 

เรื่องเล่าสำคัญๆ ที่ต้องจดจำในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทย

 

  2012-07-04 14:26:41  cri

 

        จีน-ไทยได้มีความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานหลากหลายด้านมุมอย่างยากที่จะกำหนดการเริ่มต้นที่ชัดเจน มีเรื่องราวมากมาย ทั้งมิตรไมตรี ความปรองดอง ความขัดแย้ง คละเคล้า แปรผันไปตามกระแสแห่งยุคสมัย จวบจนทุกวันนี้ ครั้งนี้ เราขอทบทวนเรื่องราวสำคัญๆ ที่ต้องจุดจำในช่วง 37 ปี นับจากจีน-ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการหลังจากวันที่ 1 กรกฎาคมค.ศ. 1975 เป็นต้นมา

        1. หลังคณะของนายอานันท์ ปันยารชุนกลับจากไปติดต่อเจรจาขอปรับความสัมพันธ์กับทางการจีนแล้ว วันที่ 29 มิถุนายนค.ศ. 1975 คณะผู้นำของไทยนำโดยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เดินทางจากท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยสารการบินเดินทางถึงดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีนในเช้าวันรุ่งขึ้น

        (ซ้าย) เหมาเจ๋อตง จับมือต้อนรับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีจากประเทศไทย (ขวา) นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล ให้เกียรติมาต้อนรับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้ขณะนั้นท่านจะป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลามแล้วก็ตาม

        2. เช้าวันที่ 1 กรกฎาคมค.ศ. 1975 ประธานเหมาเจ๋อตงของจีนพบปะกับม.ร.ว.คึกฤทธิ์

        3. วันที่ 1 กรกฎาคมค.ศ. 1975 นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลกับนายกรัฐมนตรีม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงนามแถลงการณ์ร่วมการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ

        การร่วมลงนามในแถลงการณ์ว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมค.ศ. 1975 โดยมี นายโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย เป็นผู้แทนของทั้งสองประเทศ

        3. นายไฉเจ๋อหมิน (柴泽民) เป็นเอกอัครราชทูตจีนคนแรกประจำประเทศไทย ขณะที่ ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี เป็นเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง

        4. พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีไทยจัดงานต้อนรับ รองนายกรัฐมนตรีเติ้งเสี่ยงผิงที่บ้าน

        เดือนพฤศจิกายน 1978 รองนายกรัฐมนตรีเติ้งเสี่ยวผิงได้เดินทางมาเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์สองประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ที่เมืองไทย เติ้งเสี่ยวผิงได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีระบบสังคมแตกต่างกัน

        5. บริษัทเจียไต๋ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นบริษัทไทยแห่งแรกและบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในแผ่นดินใหญ่ในปี 1980 โดยได้รับใบอนุญาติทำการค้าในจีนหมายเลข 001

        6. ปี 1981 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ในการเสด็จเยือนครั้งนั้นทรงแนะนำประเทศจีนให้ชาวไทยได้รู้จัก พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ "ย่ำแดนมังกร" ซึ่งได้ตีพิมพ์ออกมาทั้งฉบับภาษาไทยและฉบับภาษาจีน

        7. วันที่ 11 มีนาคมค.ศ. 1985 ประธานาธิบดีหลี่เซียนเนี่ยน แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางไปเยือนไทยอย่างเป็นทางการและเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของไทย

        8. ปี 1989 ที่มาของถ้อยคำว่า "จีนไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" นั้นเกิดขึ้นในปี 1989 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ไปเยือนจีนในฐานะนายกรัฐมนตรีและนายกสมาคมมิตรภาพไทย– จีน ภายในงานเลี้ยงรับรองที่สมาคมมิตรภาพจีน–ไทยจัดขึ้นนั้น พลเอกชาติชายได้กล่าวปราศรัยและมีถ้อยคำหนึ่งว่า "จีนไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน"

        9. ปี 1992 รัฐบาลจีนเริ่มอนุญาตให้ประชาชนชาวจีนเดินทางออกไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยประเทศแรกที่จีนอนุญาต คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย

        10. ปี 1994 เพื่อเป็นการฉลองความสัมพันธ์ไทย–จีนครบ 20 ปี รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ไทยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ หรือข้อนิ้วพระหัตถ์ จากวัดฝ่าเหมินซื่อมณฑลส่านซีของจีนมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในไทย ณ พุทธมณฑล เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้นมัสการ

        11. ปี 1995 ได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุข้อนิ้วพระหัตถ์ไปประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย โดยจัดทำเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน ในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุข้อนิ้วพระหัตถ์จากวัดฝ่าเหมินซื่อมณฑลส่านซี มาประดิษฐานในไทย ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายนค.ศ. 1994 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1995 รวมระยะเวลา 85 วัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบรอบ 50 ปี และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

        12. ระหว่างวันที่ 24-29 มีนาคมค.ศ. 1996 นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

        13. เดือนเมษายนค.ศ. 1997 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

        14. ระหว่างวันที่ 13-17 เมษายนค.ศ. 1999 นายหลี่เผิงประธานคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทยอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน

        15. ปี 1999 นายเจียงเจ๋อหมิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และภริยาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเจียงเจ๋อหมินได้ร่วมชมกระบวนพยุหยาตราชลมารค และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย–จีนและนโยบายของจีน

        16. ปี 2000 เมื่อความสัมพันธ์ทางการทูตของไทย–จีน เดินทางมาครบ 25 ปี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งแรก พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเดือนตุลาคม โดยทรงนำคณะนางแบบชื่อดังของไทยไปเดินแบบแสดงผ้าไทยด้วย

        ปีเดียวกัน ทางศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสัมมนาไทย-จีน หัวข้อ "ความสัมพันธ์ไทย-จีน เหลียวหลังแลหน้า" โดยนอกจากมีนักวิชาการ วิทยากรทั้งจากไทยและจีนเข้าร่วมแล้ว ยังมีนายอานันท์ ปันยารชุน หนึ่งในผู้อยู่ร่วมในประวัติศาสตร์ของการลงนามความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย

        17. ปี 2001 นายจูหยงจีน นายกรัฐมนตรีจีนเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

        18. วันที่ 27-29 สิงหาคมปี 2001 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีนอย่างเป็นทางการ วันที่ 28 สิงหาคม ระหว่างการพบปะเจรจา นายจูหยงจีนายกรัฐมนตรีจีนเสนอว่า เพื่อกระชับมิตรสัมพันธ์และความร่วมมือที่ไว้วางใจได้ในทุกด้านของสองประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป จีนเสนอจะกระชับความร่วมมือในแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับโครงการแห่งความร่วมมือในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมทั้งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศทั้งสองในด้านเศรษฐกิจการค้า วิทธยาศาสตร์เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ดำเนินการปรึกษาหารือและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันในองค์การเอเปค การประชุมความร่วมมือของตัวแทน 10 ประเทศอาเซี่ยน การประชุมเอเชียยุโรป และฟอรั่มของภูมิภาคอาเซียน หลังจากการเจรจา สองประเทศลงนามในข้อตกลงแห่งความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย และประกาศแถลงการณ์ร่วมจีนไทยในวันที่ 29 สิงหาคม

        19. เดือนกันยายน ปี 2002 นายหลี่เผิง ประธานคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

        20. ปี 2002 ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว จากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง ไปประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ พุทธมณฑลเป็นระยะเวลานานถึง 76 วัน ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคมค.ศ. 2002 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2003 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา และประสานสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ รวมถึงเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้สักการะบูชาพระเขี้ยวแก้ว ด้วยปรารถนาว่า อานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์ แห่งองค์พระเขี้ยวแก้วนี้ จะได้แผ่พระบารมีอันไพศาล ให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขตลอดไป

        21. ปี 2003 นายหูจิ่นเทา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และภริยาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม และเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก 2003 ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม อันเป็นการกระชับความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศ

        22. ปี 2003 ไทย-จีนได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมค.ศ. 2003 โดยยกเว้นภาษีนำเข้าผัก-ผลไม้ และในอนาคตจะมีการหารือเพื่อขยายข้อตกลงให้ครอบคลุมสินค้าประเภทอื่น เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารทะเล และยางพารา เพื่อให้มูลค่าทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นจาก 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอนาคต

         23. ปี 2003 ช่วงช่วงและหลินฮุ่ย หมีแพนด้ายักษ์ทั้งสองเดินทางมาถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในเย็นวันที่ 12 ตุลาคม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีการเตรียมการก่อสร้างสถานที่พักและจัดแสดงหมีแพนด้าในสวนสัตว์เชียงใหม่ แพนด้าคู่ดังกล่าวมีฐานะเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างไทยกับจีน และถือเป็นคู่สุดท้ายที่จีนอนุมัติให้ออกนอกประเทศ

         24. เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2003 สมเด็จพระสังฆราชของไทย ได้เสด็จเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการโดยทรงมุ่งกิจกรรมทางด้านพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีการนำพระกรณียกิจนี้มาแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์รวมของไทยโดยตลอด อันถือได้ว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดียิ่ง

        25. วันที่ 29 พฤศจิกายนค.ศ. 2004 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 10 นายเวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนได้พบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยที่ลาว โดยนายกรัฐมนตรีจีนได้ชื่นชมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย–จีน และหวังว่าจะส่งเสริมให้การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าการค้าทะลุ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

............................................

 

*     


 

*

**

 

**

*

 

*

*

**

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 17/12/2015 เวลา : 08.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

น้องจ๋า
....................................

คุณหมอเกิดไม่ทันหม่อมท่านนะครับ แต่สำหรับคนที่เคยสัมผัสกับท่านในทางใด หรือหลายๆทาง ก็จะไม่ลืมหม่อมท่านเลยครับ พอนึกถึงท่านขึ้นมาเมื่อไร ก็เหมือนท่านยังอยู่กับเราตลอดเวลาครับ คุณหมอน้องจ๋า

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
น้องจ๋า วันที่ : 17/12/2015 เวลา : 06.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

ขอบคุณค่ะ
หลากหลายเรื่องดีๆ ของท่านที่เรายังไม่ทราบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน