*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3678
  • จำนวนผู้ชม : 1354736
  • จำนวนผู้โหวต : 425
  • ส่ง msg :
  • โหวต 425 คน
<< พฤศจิกายน 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 176 , 14:24:21 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

link : learning english with voa news : Friday, November 9, 2018

สวัสดีครับ

         การที่เราพร่ำพูดกันถึง 'เผด็จการ' ในประเทศของเรายามนี้ในหลายแง่มุม แต่เทียบไม่ได้กับ 'เผด็จการ' สมัยก่อนอย่างเทียบกัน

ไม่ได้เลยครับ โดยเฉพาะในสมัยจอมพลสฤษ ธนรัชต์ จอมเผด็จการยุคกึ่งพุทธศตวรรษ ที่ผมนำเอาช่วงหนึ่งของเหตุการณ์ผ่านละครกับ

รองนางสาวไทย อมรา อัศวนนท์เป็นส่วนใหญ่นำมาเสนอให้ติดตามกันครับ

         สำหรับรายการเพลง "ในหัวใจมีเสียงเพลง" ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม น่าฟังแม้จะเก่าไปตามกาลก็ตาม


รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

บัญชารัก--ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ https://youtu.be/mXXRmd_0otI


ครึ่งหนึ่งของชีวิต แอม เสาวลักษ์ https://youtu.be/sHO__lS8CeI

โกหกหน้าตาย - เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ https://youtu.be/PO6AdCGJHaA


..................................................

 

logo isranews

 

อิงเสี้ยวชีวิต ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง-อมรา’ กับวิมานสีชมพูแห่งคุณชายพุฒิภัทร ?

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม 2556 เวลา 12:00 น.
 

เปิดตำนานเสี้ยวชีวิตจอมพลผ้าขาวม้าแดง-อมรา อัศวนนท์ กับวลีเด็ดโดนเซ็นเซอร์ ‘วิมานสีชมพู’ เหมือนหรือแตกต่างกับ ‘คุณชายพุฒิภัทร’ แห่งสุภาพบุรุษจุฑาเทพที่กำลังโด่งดังเป็นกระแสตอนนี้...มีคำตอบ

เชื่อว่ากระแสความดังของละครชุด ‘สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายพุฒิภัทร’ ที่ออกอากาศทางวิกพระราม 4 คงอยู่ในใจคอละครไปแล้ว โดยเฉพาะความน่ารักของคู่พระนางอย่างจิรายุ ตั้งศรีสุข และราณี แคมเปญ ที่รับบทคุณชายพุฒิภัทร-กรองแก้ว นางสาวศรีสยาม ช่างมีเคมีการแสดงลงตัวเหลือเกิน

แต่อีกบทบาทที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันในสื่ออินเทอร์เน็ตคงต้องยกให้บท ‘ท่านพินิจ’ กับวลี ‘วิมานสีชมพู’ ซึ่งรับบทโดยมนตรี เจนอักษร นั้น ได้ถูกเปรียบเปรยกันว่าคล้ายคลึงกับเหตุการณ์จริงในอดีตของจอมพลผ้าขาวม้าแดง (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี) กับอมรา อัศวนนท์ อดีตรองนางสาวไทย ปี 2496 และนักแสดงมากความสามารถ

ซี่งนสพ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 11 ก.ย. 2554 ได้ตีพิมพ์บทเรียนชีวิตที่เปรียบดังละคร ‘คุณชายพุฒิภัทร’ของคุณอมรา อัศวนนท์ ไว้อย่างสนใจ ดังนี้...

อมรา อัศวนนท์ หรือ อมรา บุรานนท์ (เกิด 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479) เป็นธิดา คนโตในจำนวน 3 คนของ หลวงประเจิด อักษรลักษณ์ กับ มาดามยอร์เฮท ชาวฝรั่งเศส จบมัธยม 6 จากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เธอได้ถูกส่งเข้าประกวดนางสาวไทยเมื่อ พ.ศ. 2496 ขณะอายุ 16 ปี

จากผลการประกวดนางสาวไทย อมรา ได้รับตำแหน่งเป็นรองนางสาวไทยอันดับ 3 หรือ 4 (ไม่ได้เป็นรองอันดับ1 เหมือน ที่ได้รับการบันทึกประวัติ) และ รองอันดับ 1 นั้นคือ น.ส.นวลสวาท ลังการ์พินธ์ สาวสวยจากเชียงใหม่ โดย น.ส. อนงค์ อัชชวัฒนา ได้รับเลือกให้เป็นนางสาวไทย การประกวด ครั้งนั้นจัดขึ้นที่สวนลุมพินี และคืนที่มีการประกวด มีเพลงประกอบงานคือเพลง "นางฟ้าจำแลง" ที่แต่งโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน และกลายเป็นเพลงประจำการประกวดนางสาวไทยนับแต่นั้นมา

หญิงไทยคนเเรกบนเวทีนางงามจักรวาล
 

อมรา กล่าวว่า เธอได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางไปประกวดนางงามจักรวาลปี 1954 ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นหญิงไทยคนแรกที่เข้าร่วมประกวด และที่ได้เป็นตัวแทน เพราะเก่งในเรื่องภาษา ประกอบกับการประกวดสมัยนั้น ต้องใช้เงินตัวเอง คนอื่นรวมทั้งตัวนางสาวไทย ไม่มีกำลังเงินพอ แต่เธอมีคุณพ่อส่งเข้าประกวด และผลการประกวดก็ได้เข้ารอบ 15 คนสุดท้าย

จากนั้นเธอได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องแรก เมื่อ พ.ศ. 2497 เรื่อง Beautiful Girl of the World ร่วมกับโทนี่ เคอร์ติส พระเอกที่เธอชื่นชอบ ไม่ได้มีบทอะไร เพียงแค่การเดินเข้าฉากหนังโดยการชักชวนของบริษัทผู้จัดการประกวดนางงามจักรวาล จากนั้นได้แสดงภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกเรื่อง ‘ปริศนา’ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จากนั้น ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง ‘รักริษยา’ กำกับการแสดงโดย ‘ครูมารุต’ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้ ผลงานเรื่องอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ‘เล็บครุฑ’ ในบทปรีดาฮนัม กับ ลือชัย นฤนาท (2500 ฉายซ้ำ 2504), ‘อินทรีแดง’เป็น วาสนา เทียนประดับ คนแรกคู่กับ มิตร ชัยบัญชา (2501), ‘เห่าดง’ (2501) เป็นนางเอกคนแรก คู่กับ ไชยา สุริยัน, ‘ทุ่งรวงทอง’ คู่กับ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ (2502), ‘สี่คิงส์’ คู่กับ ไชยา สุริยัน (2502), ‘สุดปรารถนา’ คู่กับ พล พิทยายุทธ (2504), ‘เชลยศักดิ์’ คู่กับ ประสาท คณะดิลก(2502) และคู่กับ อดุลย์ ดุลยรัตน์ ในปี 2504 ในเรื่อง ‘ลั่นทมสะอื้น’ ซึ่งอดุลย์เป็นพระเอกที่เธอชื่นชมที่สุด

ก่อนที่จะหันมาเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ ทางช่อง 4 บางขุนพรหม และช่อง 7 เป็นหัวหน้าคณะอมรมานต์ มีนางเอกละครหลายคนมีชื่อเสียง เช่น ปริม ประภาพร-กิ่งดาว ดารณี และศศิธร เพชรรุ่ง กระทั่งปีพ.ศ.2509 ก็ได้สมรสกับ พล.ต.ท.อังกูร บุรานนท์  มีบุตร 2 คน คือ 'อภิชญา' และ 'อโนมา' บุรานนท์

'รักริษยา' ละครนำพาคว้าตุ๊กตาทองพระราชทาน

อดีตรองนางสาวไทย กล่าวต่อว่า สมัยก่อน ตอนที่เธอเเพิ่งเดินทางกลับจากการประกวดนางงามจักรวาล ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยฝันไว้ว่าอยากจะเป็นหมอเด็ก อยากจะเรียนทางด้านหมอ แต่สุดท้ายไม่เป็นไปอย่างที่คิด พอถึงเมืองไทยไม่เท่าไรคุณหลวงสุจิพันธ์ อภิธยา เจ้าของโรงหนัง ‘เฉลิมชาติ’ ได้ติดต่อ ให้เธอเล่นภาพยนตร์เรื่อง ปริศนา เป็นเรื่องแรก เป็นหนังพากย์เสียง แสดงแค่บทบาท ท่าทางสีหน้า ไม่ได้ออกเสียง และตามด้วย หนังเรื่อง ‘รักริษยา’ จนทำให้ได้รับรางวัล ตุ๊กตาทอง จากเรื่องนี้ ซึ่งขอบอกว่าชอบบทบาทการแสดงในหนังเรื่อง รักริษยา นี้มาก เพราะนอกจากจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ได้ ออกเสียงพูด และได้รับรางวัลแล้ว ยังได้แสดงความท้าทายในบทบาททางด้านการแสดงได้อย่างเต็มที

"รางวัลตุ๊กตาทอง พี่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ มาก ๆ เพราะในหลวงพระราชทาน สมัยนั้นทีวียังไม่มีการแจกรางวัล ความรู้สึกตอนนั้น ด้วยความที่เรายังเป็นเด็ก เราตื่นเต้นกับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามา การแสดงเราก็ไม่เคยเรียน พอมาได้รางวัลเราก็แอบสงสัยไปถามกรรมการว่าทำไมเราถึงได้ เขาก็บอกมาว่า เพราะเขาเห็นนัยน์ตา ตอนเป็นบ้าของเราแล้วทำให้รู้สึกได้ว่าเราบ้าจริง ๆ เลยได้รับรางวัลนี้ เเละด้วยความที่พี่เป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส จนทำให้พี่ได้รับ ฉายาว่า เอลิซาเบธ เทเลอร์ เมืองไทย เพราะรูปร่างหน้าตา ตอน อายุ 18-19 หน้าตา ดันไปมีลักษณะคล้ายกับเอลิซาเบธ เทเลอร์ เราก็แอบภูมิใจ"

"ห้ามเเต่งงานกับคนวงการมายา" คำประกาศิตจากพ่อ

อมรา ยังเล่าว่า การทำงานในสมัยนั้นไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยเลย เพราะปกติเป็นคนชอบสนุกกับ สิ่งที่ทำ เข้าขั้นบ้าเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นดารา รุ่นเดียวกันก็มีไม่ค่อยเยอะ อาทิ วิไลวรรณ วัฒนพานิช, รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ที่พอจะนึกออก ซึ่งจำได้ว่าเล่นหนัง เดือนหนึ่ง 4 เรื่อง เดี๋ยวเล่นเป็นเจ้าหญิง เดี๋ยวเล่นเป็นขอทาน ขนาดตอนที่ป่วยเป็น ดีซ่าน ตาเหลือง หมอบอกให้หยุด สุดท้ายก็ยังหยุดไม่ได้เลย นอกจากนี้ สมัยนั้นการเเสดงของตนถือเป็นคู่เขยคู่ขวัญ กับ อดุลย์ ดุลยรัตน์ เยอะมากที่สุด ค่าตัวตอนนั้นตกอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาท ต่อเรื่องหรือมากกว่านั้น อยู่ที่นายทุนหรือผู้กำกับจะให้ สมัยก่อนมีแต่สัญญาใจ ไม่มีสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนปัจจุบัน เล่นเรื่องนี้ เรื่องหน้าค่อยจ่าย เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน อยู่กับพ่อ แม่ สบาย ๆ โดนโกงค่าตัวไปเป็นล้าน ๆ แต่ก็ไม่เคยไปทวงถาม เพราะเราชอบเล่นหนังก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องเงินสักเท่าไหร่

"ในช่วงที่เราเป็นนักแสดง คุณพ่อก็ขอให้พี่อัมสาบาน ว่าถ้าต่อไปในวันข้างหน้าจะต้องไม่แต่งงานกับคนในวงการอย่างเด็ดขาด ด้วยความสงสัยเราก็ถามกลับไปว่าทำไม ท่านก็บอก เราว่าดารามีการศึกษา และวิถีชีวิตคนละชั้น สมัยก่อนเขาจะมองว่าดาราเป็นพวกเต้นกิน รำกิน ดาราไม่ได้เรียนสูงอะไร ถ้าจะแต่งงานกับพระเอก หรือ ผู้กำกับวันหนึ่งเราก็อาจจะต้องเสียใจ เพราะเขาจะต้องเจอ สาว ๆ อายุน้อยกว่าเรา พี่อัมก็ตกลงและทำตามที่ท่านขอ แม้จะมาจีบบ้างก็เหอะแต่พี่ก็ไม่เคยสนใจ และที่พ่อห้ามอีกเรื่องคือห้ามมีบทจูบกัน ต้องใช้บังภาพเอา เคยมี คุณสุพรรณ พราหมณ์พันธ์ เอาเงินมาวางกอง 2 หมื่น ให้จูบ ยังไม่เอา"

สุดท้ายได้มาพบรักและรู้จัก กับ คุณอังกูร บุรานันท์ ตอนอายุ 23 ในงานเลี้ยง ตอนนั้น คุณอังกูร มียศแค่ร้อยตำรวจเอก เงินเดือน 200 กว่าบาท คบกันจนจะแต่งงาน คุณอังกูร ก็มีเหตุจะต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อขาอ่อนต้องใจจอมพลผ้าขาวม้าแดง

นักเเสดงอาวุโส ยังกล่าวอีกว่า คุณพ่อได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ ที่ชื่อว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีสมญาว่า ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ (เป็นคำเรียกเมื่อสมัยก่อนว่าขาวม้าแดง) ว่าชอบเธอมาก ถึงขนาดเชิญคุณพ่อไปพบเพื่อจะขอแต่งงานกับเธอ โดยจะให้ที่ดินแถวสุขุมวิท และเงินอีกจำนวนนับสิบล้าน ตอนนั้น จอมพล สฤษดิ์ ซึ่งเราก็รู้ว่าท่านมีภรรยาอยู่แล้วหลายคน ด้วยความที่เรายังเป็นสาวก็นึกอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่อยากเป็นเมียน้อยใคร คุณพ่อก็เรียกเราไปถาม ว่าอยากจะกินเกลือกับคุณอังกูร หรือ อยากจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง

เเต่เมื่อเธอบอกไปว่าชีวิตนี้ไม่ได้รักท่าน คนเราจะแต่งงานไปใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันก็อยากจะให้มีความรักอยู่บ้าง พ่อก็ถามว่า ทำเพื่อพ่อได้ไหม แต่เราไม่ยอม ทะเลาะกับคุณพ่อจนทำให้ท่านตบหน้า ทำให้ช่วงเวลานั้นจะเดินทางไปเมืองนอกเพื่อหลีกหนีก็ไม่ได้

"จอมพลสฤษดิ์สัญญาว่าจะให้ทุกอย่างเว้นเดือนกับดาว พี่บอกว่าไม่รักท่าน เพราะท่านหน้าเหมือนหมู แต่ถ้าจะให้อยู่ด้วยกันต้องขอเป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่มีคนอื่นแบบนี้ ช่วงท้ายที่ท่านป่วยหนักเป็นโชคดีของพี่ ดังนั้นจึงใช้จังหวะช่วงนี้แอบไปจดทะเบียนกัน และแต่งงานกันหลังจากท่านตายแล้ว" 

สุดท้ายสิ่งที่เราอยากให้พูดถึง ความในใจ และสิ่งที่เธอรักอยากจะทำในบั้นปลาย นางเอกดังของยุค 60 กล่าวว่า เธอปรารถนา จะทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้กับในหลวง

"จากที่เห็นอะไร ๆ ที่ผ่านมา พี่ก็อยากจะบอกว่า รักในหลวง และสงสารในหลวงเป็นที่สุด ประเทศไทยยังคงต้องมีสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในหลวงคือพ่อหลวงของพวกเราเพราะท่านทำประโยชน์ไว้ให้เยอะมาก ชีวิตพี่ต่อไป ในวันข้างหน้า ไม่ว่า จะ 3-5 ปี ก็อยากจะอยู่อย่างมีความสุข อะไรที่สามารถจะตอบแทนพระองค์ได้ เราจะถวายงาน สนองเบื้องพระยุคลบาทอย่างเต็มความสามารถ พี่ยังจำได้เสมอ พระราชินีพระองค์ท่านเคยรับสั่ง ตอนที่พี่เคยถวายงานที่สวนลุมพินี ว่า อมราเธอเล่นละครเก่งนะ เป็นสิ่งที่พี่ปลาบปลื้มมากที่สุดในชีวิต"

แล้ววลี ‘วิมานสีชมพู’ ที่ปรากฏในละครเรื่องนี้ และถูกดูดเสียงจากทางช่อง 3 หลายครั้งนั้นมีที่มาอย่างไร ความจริงแล้วเป็นคำเรียกสำหรับจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์  ที่มีคู่สมรสกับคุณหญิงวิจิตรา ชลทรัพย์ และครองเรือนกันจนสามีถึงแก่อสัญกรรม แต่หลายคนจะรับรู้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้มีอนุภรรยามากมาย โดยกล่าวกันว่ามีมากถึง 100 คนนำมาปรนเปรอความสุขในบ้านพักส่วนตัว หรือที่เรียกว่า ‘วิมานสีชมพู’ นั่นเอง ซึ่งท่านมักจะนิยมนุ่งผ้าขาวม้าแดงเมื่ออยู่กับผู้หญิงเหล่านี้ จนเป็นที่มาของ ‘จอมพลผ้าขาวม้าเเดง’ อีกคราหนึ่ง

เห็นทีเสี้ยวชีวิตของอดีตนางงาม ‘อมรา อัศวนนท์’ ที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องเหตุการณ์กับอดีตนักการเมืองระดับชาตินั้นจะคล้ายคลึงกับบทละคร‘สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายพุฒิภัทร’หรือไม่...แต่อย่างน้อยที่หลายคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘นวนิยายมักสร้างจากชีวิตจริง’ คงจะพิสูจน์ได้ก็ครั้งนี้ มิฉะนั้นคงไม่มีวลีว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัว”.

logo isranews

เปิดสเปคอนุภรรยา ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ คู่เทียบ ‘ท่านพินิจ’ เเห่งสุภาพบุรุษจุฑาเทพ

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม 2556 เวลา 15:00 น.
เขียนโดย
ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน
 

เปิดสเปคอนุภรรยา ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ เจ้าของฉายาจอมพลผ้าขาวม้าแดง คู่เทียบ ‘ท่านพินิจ’ แห่งคุณชายพุฒิภัทร เน้นลูกครึ่ง สวยขั้นนางงาม ชาติตระกูลดี

‘คุณชายพุฒิภัทร’ แห่งละครชุดสุภาพบุรุษจุฑาเทพ ที่ใกล้จะลาจอช่อง 3 คืนนี้ ถือได้ว่าเป็นตอนที่สามารถกระชากเรตติ้งให้กับสถานีอย่างถล่มทลายมากที่สุด ด้วยความน่ารักของคู่พระนางอย่าง ‘เจมส์ จิรายุ’ และ ‘เบลล่า ราณี’ รวมถึงฉาก เสื้อผ้า หน้าผม ที่ช่างเหมาะสมกับยุคสมัย ที่สำคัญคงต้องยกความดีความชอบให้กับ ‘เก้าแต้ม’ ผู้รังสรรค์บทประพันธ์ที่ตีแผ่วงการขาอ่อนไทยได้อย่างแนบเนียนกับประเด็นที่หลายคนอยากรู้เบื้องหลังของการประกวดนี้ว่ามีอะไรแอบแฝงบ้าง  ไม่ว่าจะเป็น ความอิจฉา ความริษยา เส้นสายค่ายนางงาม หรือแม้กระทั่ง ‘เล้านางงามในคราบชนชั้นสูง’ ซึ่งล้วนถูกนำเสนอไว้ในตัวละคร ‘ท่านพินิจ’ อย่างครบถ้วน

หากแต่เรื่องราวความโสมมของวงการขาอ่อนไทยในอดีตที่ถูกตีแผ่ผ่านวรรณกรรมนั้น กลับเป็นเหตุการณ์ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับชีวิตจริงของอดีตรองนางสาวไทย ปี 2496 ‘อมรา อัศวนนท์’ ซึ่งเคยถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสมญานามว่า ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง’ ขอเธอแต่งงานภายหลังรับตำแหน่งอันทรงเกียรติ โดยเสนอจะให้ที่ดินแถวสุขุมวิทและเงินนับสิบล้านบาท แต่เธอไม่ยอมที่จะเป็นอนุภรรยาใคร เพราะทราบดีว่าจอมพลผู้นี้มีภรรยาหลวงและอนุภรรยาอยู่แล้ว กระทั่งจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม เธอจึงรอดพ้นจากห้วงความปรารถนาดังกล่าว และใช้ชีวิตอยู่กินกับอังกูร บุรานันท์จนถึงปัจจุบัน (อ่านเพิ่มเติม:อิงเสี้ยวชีวิต ‘จอมพลผ้าขาวม้าแดง-อมรา’ กับวิมานสีชมพูแห่งคุณชายพุฒิภัทร ?)

อย่างไรก็ตาม เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมรองนางสาวไทยอย่างอมรา อัศวนนท์ จึงต้องตาต้องใจจอมพลผ้าขาวม้าแดงมากกว่าเจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยตัวจริง

ด้วย ‘อมรา’ ถูกจับตาจากนักหนังสือพิมพ์ให้เป็นตัวเก็งของการประกวดตั้งแต่เริ่มต้น และคาดหวังว่าจะได้ตำแหน่งนางสาวไทย เพราะความสวยโดดเด่นของเด็กสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ประกอบกับใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับอลิซาเบท เทย์เลอร์ จนได้รับฉายาว่า “อลิซาเบท เทย์เลอร์ แห่งตะวันออก” อีกทั้งยังเป็นถึงธิดาของหลวงประเจิดอักษรลักษณ์ที่ช่ำชองภาษาอังกฤษ ยิ่งยังผลให้เธออาจเป็นที่หมายตาของจอมพลมากรักผู้นี้มากขึ้น

บัลลังก์แห่งความงามใกล้เธอมาทุกขณะ เมื่อได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายด้วยคะแนนนำในรอบแรกของคืนการประกวดวันที่ 9 พร้อมเสียงเชียร์จากชาวศิษย์เก่ามาแตร์เดอี ซึ่งเป็นสถานศึกษาเดียวกับเธอมาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

แต่แล้วในคืนวันตัดสิน ตัวเก็งอย่าง ‘อมรา’ ก็พลิกโผเมื่อถูกเบียดรัศมีความงามจาก ‘อนงค์ อัชชวัฒนา’ หรือ ‘อนงค์ นาคะเกศ’ ลูกสาวช่างตัดเสื้อในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้สวยโดดเด่นแต่แรกกลับเป็น ‘ม้าตีนปลาย’ ทะยานสู่เจ้าของมงกุฏนางสาวไทยคนที่ 12 ของประเทศทันที เนื่องจาก ‘อมรา’ ที่เคยงามเด่นเป็นสง่ามาทุกรอบการประกวดกลับซูบซีด ไม่กระปรี้กระเปร่า หรืออาจเป็นเพราะทรงผมใหม่ที่ไม่รับกับใบหน้าเธอก็ตาม หากแต่ตรงกันข้ามผิวพรรณหน้าตาของ ‘อนงค์’ กลับสวยสดชื่นผิดหูผิดตาขึ้นทันทีชวนให้เหมาะกับตำแหน่งค่ำคืนวันนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ ‘อมรา’ จะได้เพียงตำแหน่งรองนางสาวไทย แต่เธอก็ถูกหมายปองจากจอมพลผ้าขาวม้าแดงหว่านล้อมทุกวิถีทางเพื่อได้มาซึ่งอนุภรรยาคนนี้ ผิดกับนางสาวไทยตัวจริงอย่าง ‘อนงค์’ ไม่เคยมีข่าวเกี่ยวกับการถูกทาบทามจากจอมพลคนดังกล่าวแต่อย่างใด อาจเพราะเป็นลูกสาวช่างตัดเสื้อ ใบหน้าดูหยาบกร้าน และถ่ายรูปไม่ขึ้น เมื่อเทียบกับ ‘อมรา’ ก็เป็นได้

ทั้งนี้ ‘อนงค์’ ปรากฏเพียงภาพการแต่งงานกับนายแพทย์ไพฑูรย์ นาคะเกศ แพทยศาสตร์บัณฑิตหนุ่มวัย 25 ปี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2500 ซึ่งใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเรื่อยมาอย่างมีความสุขนั่นเอง

แล้วนางสาวไทยยุคหลังมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันหรือไม่นั้น???

‘บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ อดีตนางสาวไทย ปี 2543  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ‘บั้นท้ายนางงาม’ ว่า การส่งส่วยหรือมีอะไรบางอย่างกับกรรมการผู้ชายนั้น ยืนยันว่าเวทีใหญ่ ๆ ไม่มีกรณีดังกล่าวแน่นอน เพราะนางงามต้องอยู่ในสายตาพี่เลี้ยงและกองประกวดฯ ตลอด แต่เวทีเล็ก ๆ ที่ประกวดกันในอำเภอหรือจังหวัดอาจจะเป็นไปได้  เพราะได้ยินข่าวเข้าหูมาเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใจกันหลังประกวดเสร็จ

แต่มีข่าวหนึ่งที่เป็นประเด็นจนทำให้สื่อหลายสำนักลุกขึ้นมาขุดคุ้ยวงการนางงาม นั่นคือ ข่าวตัวเก็งผู้เข้าประกวดมิสอันดามันนอนกับกรรมการเพื่อให้ได้ตำแหน่ง จึงเรียกได้ว่าช่วงนั้นประชาชนต่างมองว่านางงามเป็นผู้หญิงขายตัว อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวยังคงเป็นข้อสงสัยเท่านั้น และยืนยันว่า เวทีใหญ่ ๆ ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน

ภายใต้ความงามที่ถูกปูนฉาบไว้ในวงการขาอ่อนไทยนั้น ล้วนสวยสง่าและชวนให้หลงใหลไปกับมนต์เสน่ห์ของหญิงสาวมากความสามารถ หากแต่ไม่มีใครที่จะรู้เบื้องหลังของรอยแตกร้าวภายใต้ปูนแผ่นนั้น จึง คาดหวังเพียงว่า วงการประกวดนางงามไทยคงหมดยุคกังฉิน และคงไม่ต้องได้ยินข่าวไม่ดีเหมือนในอดีตอีกต่อไป.

@@@ เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือดอกไม้ของชาติ:จากเวทีความงามสู่เวทีชีวิต ของ 'อรสม สุทธิสาคร' 

.................................................

รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500 (สมัยจอมพลสฤษดิ์) 



รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เป็นรัฐประหารในประเทศไทย ถือได้ว่าพลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปอีกรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับการรัฐประหารใน พ.ศ. 2490


สาเหตุ


สืบเนื่องจากความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มทหาร ที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ที่ค้ำอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ประชาชนไม่ยอมรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2500 เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ถือว่าโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นับแต่ใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวโจมตีฝ่ายตรงข้าม ข่มขู่ชาวบ้าน ประชาชน ให้เลือกแต่ผู้สมัครของพรรคเสรีมนังคศิลา คือ พรรครัฐบาล หรือการเวียนเทียนมาลงคะแนน 

การสลับหีบบัตร การแอบหย่อนบัตรคะแนนเถื่อนเข้าไปในหีบ และต้องใช้เวลานับคะแนน 7 วัน ด้วยกัน ผลการเลือกตั้ง พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เสียงข้างมาก ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 30 ที่นั่ง

วันที่ 2 มีนาคม นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง มีการลดธงเหลือแค่ครึ่งเสาเป็นการไว้อาลัย และเรียกร้องให้ พล.อ.ท.มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ ซึ่งเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จอมพล ป. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย[1] สั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 และแต่งตั้งให้ จอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้ปราบปรามการชุมนุม แต่เมื่อฝูงชนเดินทางมาถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว จอมพลสฤษดิ์กลับเป็นผู้นำเดินขบวน พาฝูงชนข้ามสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยกล่าวว่า ทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน และเมื่อถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลได้เป็นผู้เปิดประตูทำเนียบ นำพาประชาชนเข้าพบ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกระทั่งจอมพล ป. ต้องลงมาเจรจาด้วยตนเองที่บันไดหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อได้เจรจากันแล้ว จึงได้ข้อสรุปว่า จอมพล ป. ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบมาพากลและจะจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ จึงได้พูดผ่านโทรโข่งขอให้ผู้ชุมนุมสลายตัวไปอย่างสงบ และขอให้อัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาตามปกติ 

ซึ่งก็ได้เป็นไปตามอย่างที่ จอมพลสฤษดิ์ ร้องขอทุกประการ ซึ่งการเดินขบวนประท้วงครั้งนี้นับเป็นการชุมนุมทางการเมืองเป็นครั้งแรกของชาวไทยนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา

ฝ่ายจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้มีท่าทีเช่นนี้ ได้สร้างความนิยมขึ้นอย่างมากในหมู่ประชาชน แต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจจอมพล ป. เพราะหลังจากนี้ จอมพลสฤษดิ์ยังได้ประกาศด้วยตนเองผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็นนัยทิ้งท้าย 

โดยกล่าวถึงผู้ชุมนุมที่ผ่านมาว่า "แล้วพบกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ" จึงทำให้มีความแตกแยกและหวาดระแวงกันเองระหว่าง ฝ่ายทหารที่สนับสนุน จอมพลสฤษดิ์ และฝ่ายทหารและตำรวจที่สนับสนุน จอมพล ป.

สภาพโดยทั่วไปแล้วในเวลานั้น บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะของความวุ่นวาย นักเลง อันธพาล อาละวาดป่วนเมืองราวกับไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ที่เหล่าอันธพาลสามารถก่ออาชญากรรมได้ตามใจเพราะมีตำรวจ โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจสนับสนุนอยู่

และจากนั้นมา ทหารและตำรวจก็เกิดความแตกแยกกัน โดยไฮปาร์คโจมตีกันบนลังสบู่ที่ท้องสนามหลวงสลับกันวันต่อวัน ในบางครั้ง ทหารชั้นประทวนก็ยกพวกล้อมสถานีตำรวจจนเกิดเหตุทำร้ายร่างกายตำรวจบ้าง แต่ก็ไม่เกิดเหตุรุนแรงไปกว่านั้น

13 มีนาคมรัฐบาลประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน

14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิด 60 ปี ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าอวยพรวันเกิดและนำลูกสุนัขตัวหนึ่งมอบให้เป็นของขวัญ พร้อมกล่าวว่าจะจงรักภักดีต่อจอมพล ป. เช่นเดียวกับสุนัขตัวนี้ เพื่อเป็นการสยบความขัดแย้ง

15 กันยายน จอมพล ป. หลังกลับจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เมื่อมีสื่อมวลชน โดยทองใบ ทองเปาด์ ได้ถามว่า มีความขัดแย้งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นในงานฉลองกึ่งพุทธกาล และงานวิสาขบูชา ที่ทางรัฐบาลได้จัดเป็นงานครั้งใหญ่ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มิได้เสด็จมา 

จึงทำให้มีการวิจารณ์ไปทั่วว่า รัฐบาลมีความขัดแย้งกับทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทางจอมพล ป. ปฏิเสธ และได้รีบขึ้นรถยนต์จากไป ต่อมา จอมพลสฤษดิ์และคณะนายทหารในบังคับบัญชา มีแถลงการณ์ขอให้จอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ลาออก 

ซึ่งหลังจากแถลงการณ์อันนี้ออกมาแล้ว มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า สมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลาเสนอให้จอมพล ป. จัดการอย่างเด็ดขาดกับ จอมพลสฤษดิ์ และกลุ่มทหารในวันพรุ่งนี้ เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้ จอมพลสฤษดิ์ ตัดสินใจชิงรัฐประหารแน่นอน


รัฐประหาร

รัฐประหารเกิดขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 พล.ท.ประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาคที่ 1 ใช้รถถัง รถหุ้มเกราะและกำลังพล กระจายกำลังออกยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น หอประชุมกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เป็นต้น ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจกองปราบ ที่สามยอด ซึ่งเป็นที่บัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ได้รับคำสั่งให้ยึดให้ได้ภายใน 120 นาที ก็สามารถยึดได้โดยเรียบร้อย โดย ร.ท.เชาว์ ดีสุวรรณ 

ในขณะที่ พล.จ.กฤษณ์ สีวะรา รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ท.เอิบ แสงฤทธิ์ พ.ต.เรืองศักดิ์ ชุมะสุวรรณ พ.อ.เอื้อม จิรพงษ์ และ ร.อ.ทวิช เปล่งวิทยา นำกำลังตามแผนยุทธศาสตร์ "เข้าตีรังแตน" โดยนำกองกำลังทหารราบที่ 1 พัน 3 บุกเข้าไปยึดวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นจึงติดตามด้วยกองกำลังรถถัง 

ในขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งวิทยุเรียกเรือรบ 2 ลำ ยึดท่าวาสุกรี และส่งกำลังส่วนหนึ่งยึดบริเวณหน้าวัดราชาธิวาส เพื่อประสานงานยึดอำนาจ จนกระทั่งการยึดอำนาจผ่านไปอย่างเรียบร้อย

ขณะที่ฝ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม รู้ล่วงหน้าก่อนเพียงไม่กี่นาที จึงตัดสินใจหลบหนีโดยไม่ต่อสู้ โดยเดินทางไปโดยรถยนต์ประจำตัวนายกรัฐมนตรียี่ห้อฟอร์ด รุ่นธันเดอร์เบิร์ด พร้อมกับคนติดตามเพียง 3 คน เท่านั้นคือ ฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ นายตำรวจติดตามตัว และ พ.ท.บุลศักดิ์ วรรณมาศ 

ทั้งหมดได้หลบหนีไปทางจังหวัดตราด และว่าจ้างเรือประมงลำหนึ่งเดินทางไปที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนลงเรือ จอมพล ป. ได้ให้ พ.ท.บุลศักดิ์ นำรถไปคืนสำนักนายกรัฐมนตรี และเข้าพบหัวหน้าคณะปฏิวัติ คือ พล.อ.สฤษดิ์ ว่า ทั้ง 3 ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขออย่าได้ติดตามไปเลย

ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ยังมิได้หลบหนีไปเหมือนจอมพล ป. แต่ถูกควบคุมตัวเข้ากองบัญชาการคณะปฏิวัติ 

พร้อมกับกล่าวว่า "อั๊วมาแล้ว อั๊วรู้ว่าจะสู้ลื้อไม่ได้ อั๊วกินเหล้าอยู่ตรงหัวมุมทเวศร์" 

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็กล่าวว่า "อั๊วจะไม่ฆ่าเพื่อน แต่จะทำอะไรก็ตามใจ จะบวชให้ประชาชนสงสารก็ได้น่ะ ล้างมือทางการเมืองเถอะ ประชาชนไม่เอาลื้อแล้ว"

พ.ต.อ.เผ่าพูดกลับ "ขอไปสงบสติอารมณ์ที่ต่างประเทศล่ะ อั๊วไม่บวช"

จอมพลสฤษดิ์ ก็ตอบว่า "ตามใจลื้อ "

วันรุ่งขึ้น พล.ต.อ.เผ่า ก็เดินทางออกนอกประเทศไป จนในที่สุด ก็เสียชีวิตที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใน พ.ศ. 2503


เหตุการณ์ภายหลัง

รัฐประหารครั้งนี้ เป็นรัฐประหารอีกครั้งที่ผลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง เพราะขจัดฐานอำนาจเก่าของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่างเด็ดขาด และหลังจากนั้น อำนาจทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ต่อมาก็ได้รัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม ในปีต่อมา 

เมื่อไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายในสภา ฯ ได้ และเป็นที่มาของการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 ที่มอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีสามารถส่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐได้ทันที

ในส่วนของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากหลบหนีไปทางกัมพูชาแล้ว ก็ลี้ภัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นจึงเดินทางไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย อุปสมบท ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2503 และขอลี้ภัยการเมืองเข้าประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น จอมพล ป. และครอบครัวได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลญี่ปุ่น 

เนื่องจากญี่ปุ่นถือว่าจอมพล ป. มีบุญคุณต่อประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นผู้อนุมัติให้ทหารญี่ปุ่นสามารถยกพลเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยง่าย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากมิต้องล้มตาย และจอมพล ป. ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ที่บ้านพักย่านชานกรุงโตเกียว จนถึงแก่กรรม ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ด้วยอายุ 67 ปี 

ต่อมา ครอบครัวได้ทำการฌาปนกิจที่นั่น และนำอัฐิกลับสู่ประเทศไทยในวันที่ 27 มิถุนายน ปีเดียวกัน ท่ามกลางพิธีรับจากกองทหารเกียรติยศจากทั้งกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ที่มา : วิกิพีเดีย

 

รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2501 (สมัยจอมพลสฤษดิ์)


 

รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 เกิดขึ้นหลังจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 ล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วได้มอบหมายให้พจน์ สารสิน เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ต่อมา วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 พลโท ถนอม กิตติขจร จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทว่า การเมืองในรัฐสภาไม่สงบ เนื่องจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องเอาผลประโยชน์และมีการขู่ว่าหากไม่ได้ตามที่ร้องขอจะถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง] พลโท ถนอม กิตติขจรก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ ประกอบกับจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาโรคประจำตัว เมื่อเดินทางกลับมา ในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 พลเอก

ถนอม กิตติขจรจึงประกาศลาออกในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ประกาศให้แก่ประชาชนทราบโดยทั่วกัน จากนั้นในเวลา 21.00 น.

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม โดยมีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น ยุบสภา ยกเลิกสถาบันทางการเมือง ได้แก่ พรรคการเมือง เป็นต้น

จากนั้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 คณะปฏิวัติได้มีประกาศคณะปฏิวัติออกมาทั้งหมด 57 ฉบับ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งไม่ใช่เลือกตั้ง มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งมีเพียงสั้น ๆ 20 มาตราเท่านั้น 

ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเพียง 14 คนเท่านั้น โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง

รัฐประหารครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็น รัฐประหารเงียบ หรือ การยึดอำนาจตัวเอง ก็ว่าได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ส่งผลให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา 

ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ก็ได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการควบคุมสถานการณ์ของประเทศ เช่น การปราบปรามฝิ่น มีการเผาฝิ่นที่ท้องสนามหลวงเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2502 และเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน มีเหตุเพลิงไหม้ติดกันถึง 3 ครั้ง เป็นที่ฝั่งธนบุรี 2 ครั้ง และที่บางขุนพรหมอีก 1 ครั้ง 

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้อำนวยการดับเพลิงเอง ต่อมาได้มีการจับกุมผู้วางเพลิงได้ทั้งหมด 3 ราย เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งทั้งหมดยอมรับว่ารับจ้างมาเพื่อวางเพลิง จึงมีคำสั่งตามมาตรา 17 ให้ประหารชีวิตบุคคลทั้ง 3 ในที่สาธารณะ

จากมาตรา 17 นี้ ได้ประหารบุคคลที่สงสัยว่าจะก่อความไม่สงบหลายรายหรือข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น ศิลา วงศ์สิน และศุภชัย ศรีสติ ในข้อหาผีบุญ, ครอง จันดาวงศ์ และทองพันธ์ สุทธิมาศในข้อหาเดียวกัน ที่สนามบินอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นต้น 

ซึ่งจากเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้เป็นการกดดันชาวบ้าน ประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล 

จึงทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องหลบเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "วันเสียงปืนแตก" เมื่อผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (พกค.) ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยปืนเป็นครั้งแรกที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508

คณะปฏิวัติสิ้นสุดลงเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเสนอชื่อจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2502


ที่มา : วิกิพีเดีย

 

 

.......................................................

9 พฤศจิกายน 2561



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน