*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3936
  • จำนวนผู้ชม : 1462953
  • จำนวนผู้โหวต : 458
  • ส่ง msg :
  • โหวต 458 คน
วันพุธ ที่ 9 มกราคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 606 , 17:35:34 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

link : learning english with voa news : Wednesday, January 9, 2019 

rkii's calender January 2019

         วันนี้ ผมนำเอารูปปฏิทิน มกราคม 2019 ฝีมือวาดที่เก่งขึ้นๆทุกวันของหนู rkii หลานสาวของผม นำมาอวดที่บล็อกนี้

ที่จริงเธอวาดปฏินปีนี้ทั้งปี ซึ่งผมก็จะถือวิสาสะนำลงตอนต้นเดือนของทุกเดือน โดยขออนุญาตหนู rkii ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

         ส่วนรายการเพลงเรียกความรื่นรมย์ คลิปต้นๆก็เป็นความสามารถของนักร้องสมัครเล่นแต่มากความสามารถครับ แต่ผมก็

ไม่อยากให้คุณๆพลาดคลิปสุดท้าย "กลับไปถามเมียดูก่อน : สุนารี ราชสีมา" ครับ ขอให้มีความสุขทุกท่านครับ

         เราล้วนเห็นสนามหลวงครั้งแรกแตกต่างกันไปหลายรูปแบบนะครับ กว่าจะเป็นดังเช่นปัจจุบันนี้  อย่างผมเองเมื่อวัยรุ่น

ก็ได้ไปเดินคลายร้อนเดือนเมษายนที่สนามหลวงแห่งนี้ และได้อาศัยหลายๆอย่างบรรดามีจากตรงนี้ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นค่อนคืน เช่น

เดินชมตลาดนัดทางฝั่ง ม.ธรรมศาสตร์ นั่งทานโรตี มะตะบะ ข้าวหมกไก่ สลัดผักแบบแขก ซุปหางวัว ฯลฯ ในร้าน 'เลาะห์ มะตุลรอห์'

(หากจำไม่ผิด) ในตลาดแห่งนี้ทีอร่อยมากๆ

         ยามบ่ายหน้าร้อน มีการแข่งขันว่าวปักเป้า - จุฬา ขึงเชือกแบ่งแดนโดยจุฬาอยู่ฝั่งพระบรมมหาราชวังหรือวัดพระแก้ว ส่วนปัก

เป้า อยู่ทางฝั่งสะพานผ่านฟ้า แล้วว่าวทั้งสองชนิดก็จะถูกชักขึ้นไปสัปยุทธ์กันบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นกีฬาที่มีในประเทศไทยแห่งเดียวใน

โลก 

         แหม ... เรื่องสนามหลวงแตะหน่อยเดียวก็พรั่งพรูออกมาเยอะเลย ผมจึงต้องค้นข้อมูลจาก Google มาเสริม ลำพังตัวเองเล่า

ไม่ไหว ความจำก็เสื่อมหมดแล้วครับ อย่างร้านข้าวหมกไก่ก็ลืมไปแล้ว

 

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ เอิร์น เดอะสตาร์ และ คัฑลียา มารศรี เอาเพลงในตำนานเพลงนี้มาร้อง

https://youtu.be/w6qZYnNGuUM


รักเธอทุก พ.ศ. ต้นฉบับ ตู่ มัณฑนา นักร้องสายประกวดต้องฟัง! - มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว https://youtu.be/KubwZgBFB-c

เงาเสียงสายันต์ สัญญา ในงานบวชนายคืนสิทธื์ สุวรรณวัฒกี หรือปุ๊ยตีสิบ https://youtu.be/H1ncOcnxB3U


เพลง เทพธิดาผ้าซิ่น ก๊อกแก๊ก I Can See Your Voice Thailand https://youtu.be/q5WpMDmfBuI

กลับไปถามเมียดูก่อน : สุนารี ราชสีมา l Hidden Singer Thailand เสียงลับจับไมค์ https://youtu.be/v2E5eoe7cC4


........................................................

หน้าแรก  คอลัมนิสต์  สุจิตต์ วงษ์เ...
 

สุจิตต์ วงษ์เทศ : “ท้องสนามหลวง” ชื่อใหม่สมัย ร.4 แทนชื่อเก่า “ทุ่งพระเมรุ”

วันที่ 24 ตุลาคม 2559 - 23:28 น.
Facebook
Twitter
Google+
LINE
ท้องสนามหลวง (ภาพจากหนังสือ กรุงเทพฯ 2489-2539.กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2539)
ผู้เขียน สุจิตต์ วงษ์เทศ

สนามหลวงมีมาแต่แรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในสมัย ร.1 อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

เป็นบริเวณที่โล่งแจ้ง ซึ่งจัดให้มีขึ้นตามแบบสนามหน้าจักรวรรดิของพระนครศรีอยุธยา ใช้เป็นที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ชั้นสูง

คนทั่วไปสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงเรียกบริเวณนี้ว่า ทุ่งพระเมรุ

จับกบทุ่งพระเมรุ

ถ้าไม่มีงานพระเมรุก็ปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่าราวหนองบึง ที่ชุมนุมสัตว์เลื้อยคลานครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นอาหารของไพร่บ้านพลเมืองที่มีหลากหลายนานาชาติพันธุ์ ล้วนถูกเกณฑ์เป็นแรงงานสร้างกรุง ดังมีในเนื้อเพลงลาวแพน (น่าจะแต่งในสมัยรัชกาลที่ 3-4) ดังนี้

“มืดมนฝนตก เที่ยวหยกๆ ถกเขมร

ถือข้องส่องคบ จับกบทุ่งพระเมรุ

เปื้อนเลนเปื้อนตม เหม็นขมเหม็นคาว

จับทั้งอ่างท้องขึง จับทั้งอึ่งท้องเขียว

จับทั้งเปี้ยวทั้งปู จับทั้งหนูท้องขาว

จับเอามาให้สิ้น มาต้มกินกับเหล้า—-”

 

ทำนาท้องสนามหลวง

ร.3 โปรดให้ทำนาในทุ่งพระเมรุ เพราะเป็นที่ลุ่มต่ำ พอถึงฤดูทำนาวิดน้ำเข้านา ก่อคันดินทำเป็นคันนา ต่อฤดูแล้งแผ่นดินแห้งแล้วถ้ามีการเมรุจึงให้ลบคันดิน

เรื่องการทำนาที่ท้องสนามหลวงนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีรับสั่งประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ทรงบันทึกว่า “คงจะได้เค้ามาจากเรื่องมหานิบาตเรื่องพระมโหสถ ตอนข้าศึกมาล้อมพระนครหวังจะให้อดตาย พระมโหสถเป็นบัณฑิต จึงเอาข้าวปลูกลงในกรับอกไม้ไผ่ พอต้นข้าวเจริญเติบโตสูงขึ้นก็ส่งไปอวดข้าศึก เพื่อที่จะให้ข้าศึกรู้ว่า ในเมืองนี้ไม่มีวันอดข้าวดอก ข้าศึกเมื่อเห็นว่าล้อมไว้ก็ไม่สามารถเอาชนะได้เพราะราษฎรไม่อดอยากจึงได้เลิกทัพกลับไป”

เมื่อทำนาที่ทุ่งพระเมรุ ร.3 โปรดให้สร้างพลับพลาที่ประทับสำหรับทอดพระเนตรการทำนาไว้ทางด้านทิศตะวันตก ใกล้พระบรมมหาราชวัง

ร.4 ให้เรียกท้องสนามหลวง

ร.4 โปรดให้เรียกทุ่งพระเมรุว่า ท้องสนามหลวง มีประกาศดังนี้

“ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้น หาชอบไม่

ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้นให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’ ถ้าผู้ที่ยังมิได้รู้หมายประกาศนี้ หรือได้รู้แล้ว แต่หลงลืมไป ยังเรียกว่าทุ่งพระเมรุอยู่ตามเคยเรียกมาแต่ก่อน ถ้ากรมพระตำรวจหรือกรมพระนครบาลผู้หนึ่งผู้ใดจับกุมผู้ที่เรียกพลั้งเรียกผิดนั้นมาปรับไหมเอาเงินทอง ก็ให้ผู้ต้องจับนั้นมาร้องฟ้องตามกระทรวง

ถ้าชำระได้ความจริงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ไหมผู้จับทวีคูณให้แก่ผู้ต้องจับนั้น”

ในรัชกาลนี้ปรากฏว่าพลับพลาทอดพระเนตรการทำนาที่ท้องสนามหลวงมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีหอพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปในพระราชพิธีพืชมงคล มีหอสำหรับดักลม มีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง และบนกำแพงแก้วมีพลับพลาโถงสำหรับทอดพระเนตรในการทำนาส่วนนอกกำแพงแก้วมียุ้งมีฉางไว้สำหรับใส่ข้าวหลวงที่ได้จากการปลูกข้าวเรียงเป็นลำดับ

สนามหลวงรูปไข่

เมื่อยกเลิกวังหน้าในสมัย ร.5 ได้ขยายเนื้อที่ออกไปอีกครึ่งหนึ่งแล้วแต่งเป็นรูปไข่อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันปลูกต้นมะขาม 2 แถวโดยรอบ เคยใช้เป็นสนามกอล์ฟ สนามแข่งว่าว สนามแข่งม้า และเป็นที่สวนสนาม และในสมัยหลังเคยใช้เป็นที่ติดตลาดนัดด้วย

  ...........................................

 

สนามหลวงในอดีต

เเรื่องเล่าท้องสนามหลวง

 

           ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4  สิ่งใหม่ ๆ  เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นความเจริญที่หลั่งไหลเข้ามา  เช่น  มีพวกฝรั่งเข้ามารับราชการมากขึ้น  พระองค์โปรดฯ ให้สร้างบ้านพักอยู่บริเวณท่าเตียน  พร้อมกันนั้นยังโปรดให้สร้างสถานที่ต่าง ๆ  ขึ้นรอบนอกพระบรมมหาราชวัง
          หนึ่งในจำนวนนั้นก็มีสนามหลวงที่เรารู้จักกันมาทุกวันนี้รวมอยู่ด้วย  สมัยนั้นคงจะไม่มีพวก ผีขนุน เข้าไปเดินเพ่นพ่าน ทำให้สถานที่เสื่อมเสียอย่างทุกวันนี้เป็นแน่
          เดิมทีนั้น เรียกกันว่า “ทุ่งนาวัดมหาธาตุ”  ในรัชกาลที่ 3  มีการทำนาที่นี่เป็นทางการ หรือในสมัยนั้นเรียกว่า “เป็นการหลวง” ประสงค์จะให้ปรากฏไปถึงนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะญวน  ซึ่งมักมีเหตุบาดหมางกันเรื่อย ๆ  เพื่อให้รู้ว่าเมืองไทยบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร  มีไร่นา  แม้กระทั่งใกล้ ๆ  พระราชวัง  เนื่องจากไทยเอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เพื่อไม่ประมาท  จนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่ 4  จึงเลิกทำนา
          ก่อนจะกลายเป็น “สนามหลวง”  นอกจากเรียก “ทุ่งนาวัดมหาธาตุ” แล้ว ยังมีชื่อเรียกว่า “ทุ่งพระเมรุ” อีกชื่อหนึ่ง  เพราะสถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดฯ ให้สร้างบริเวณสำหรับการพระราชพิธีพืชมงคล และพิธีพิรุณศาสตร์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ข้างในสร้างหอพระเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำหรับการพิธี มีพระพุทธคันธาราฐ  เป็นต้นหลังหนึ่ง  มีพลับพลาหลังหนึ่ง  ข้างพลับพลาน้อย สร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรในเวลามีพระราชพิธีพืชมงคลหลังหนึ่ง  และสร้างฉางไว้ข้าวนาหลวงในบริเวณนั้นด้วยอีกหลังหนึ่ง  โปรดฯ ให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง”  จึงพากันเรียกว่า “ท้องสนามหลวง”  มาจนบัดนี้ แต่สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ  นั้นทรุดโทรม  ถึงรัชกาลที่ 5  จึงโปรดฯ ให้รื้อเสีย
 
 
สนามหลวงเป็นสถานที่สร้างพระเมรุ พระบรมศพพระราชวงศานุวงศ์ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งงว่า "ทุ่งพระเมรุ

          หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ท้องสนามหลวงเป็นที่แข่งว่าว  สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดินทางไปต่างประเทศ พบว่าประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ในประเทศอังกฤษ มีประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ เมื่อเดินทางกลับมาเกิดร้อนวิชาอยากให้เมืองไทยมีประชาธิปไตยอย่างนั้นบ้าง  เลยนำเอารูปแบบ “ไฮปาร์ค” มาจัดขึ้นที่สนามหลวงเป็นครั้งแรก  พวกแก่วิชา รวมไปถึง “ขาประจำ” วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสมัยนั้น ได้โอกาสมาพูดถล่มรัฐบาลจนพัง
          ในวันที่เกิดเหตุสำคัญในประวัติศาสตร์วันนั้น  รัฐบาลกำลังประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น คอร์รัปชั่น  โกงกินบ้านเมือง  เอาพวกพ้องญาติพี่น้องเข้ามากอบโกย  เศรษฐกิจย่ำแย่  มีนักไฮปาร์คปากกล้าคนหนึ่ง  บอกว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะพากันเดินขบวนบุกทำเนียบประมาณสองร้อยคนตอนบ่ายสองโมง  พอตกบ่ายโมง  นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตั้งขบวนเดินไปบุกทำเนียบตามที่นักไฮปาร์คคนนั้นพูดไว้
          นักศึกษากว่าสองร้อยคนมาหยุดอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์  เพราะจอมพล สฤษดิ์  ธนรัชต์ กับ พลโท  ประพาส  จารุเสถียร  (ยศขณะนั้น) ใช้ไม้กีดขวางไว้ ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้  เลยต้องมีการเจรจากัน  ในที่สุด จอมพล สฤษดิ์ฯ ก็สั่งให้ พลโท ประพาสฯ  เปิดทาง  ขบวนนักศึกษาจึงพากันเดินเลาะไปริมคลองผดุงกรุงเกษม ไปเลี้ยวซ้ายเข้าประตูหลังทำเนียบซึ่งปิดอยู่  พวกนักศึกษาก็เฮโลเข้าพังประตูเข้าไป ปรากฏว่าช่างภาพคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ “สารเสรี”  ชื่อ  สมนึก  วงศ์กระจ่าง  เบียดเข้าไปพ้อมกับกล้องเลยพังอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้แล้ว  เข้าไปถึงบันไดทำเนียบ ปรากฏว่า จอมพล สฤษดิ์  ธนรัชต์ กับ พลโท ประพาสฯ มายืนต้อนรับพวกนักศึกษาอยู่ที่นี่ เข้าใจว่าคงจะเข้าทำเนียบด้านประตูตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ผู้คนที่ตามขบวนนักศึกษามีจำนวนไม่มากนัก  เมื่อรวมเข้ากับนักศึกษาก็มากพอสมควรสำหรบสมัยนั้น  จอมพล ป.  มีสีหน้าตกใจ พยายามขอร้องให้ทุกคนหยุด  แต่กำลังร้อนกันทุกคน  จึงไม่มีใครเชื่อฟัง  ต่างพากันเฮบุกเข้าไป
          จอมพล ป. คงไม่คิดมาก่อนว่าจะมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้  เลยถอยกรูด ๆ  ไปติดบันไดทำเนียบ จอมพล สฤษดิ์ฯ ต้องเข้าขวางไว้พร้อมกับส่งเสียบขอร้องว่า “พี่น้องหยุดก่อน ใจเย็น ๆ  โปรดนั่งลงทุกคน”  ดูเหมือนจะกลายเป็นมนต์สะกดให้แต่ละคนชะงัก  จังงัง  แล้วพากันปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย  พากันนั่งพรึ่บลงอย่างพร้อมเพรียงกัน  นาทีนั้นเองกลายเป็นผู้ปฏิวัติไป  เพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องมายืนอยู่ข้างหลัง จอมพล สฤษดิ์
          มารู้กันทีหลังว่ามีการวางแผนไว้อย่างดี  จอมพล  สฤษดิ์ฯ เตรียมกำลังไว้  ฝ่าย พล.ต.อ.  เผ่า  ศรียานนท์  ก็สะสมกำลังตำรวจไว้  สั่งซื้อรถถังเข้ามาใช้  จนสื่อมวลชนพากนตั้งให้เป็น “รัฐตำรวจ”  แต่พลตำรวจเอกเผ่าฯ  คิดช้า  ทำช้า  เป็น “เสือปืนฝืด”  สู้ “เสือปืนไว”  คิดเร็ว ทำเร็ว อย่างจอมพลสฤษดิ์ไม่ได้  ที่ประกาศตัวลงมือก่อน
 
 
ครั้งหนึ่งสนามหลวงเคยเป็นตลาดนัด ก่อนย้ายไปสวนจตุจักร
 
          หลังจากนักศึกษาบุกทำเนียบ ทันทีกำลังทหารหน่วยต่าง ๆ  ก็เข้ายึดสถานที่สำคัญ ๆ  เอาไว้หมด นั่นคือ การปฏิวัติสมัย จอมพล  สฤษดิ์  ธนรัชต์
          ท้องสนามหลวงยังใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ  เรียกว่าเป็นสนามอเนกประสงค์ทีเดียว  สมัยก่อนเป็นสถานที่หาเสียงเลือกตั้ง  และยังใช้เป็นตลาดนัดมายุคหนึ่ง  มีทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่สวนจตุจักร  ปัจจุบันได้ถูกซ่อมแซมและทำรั้วกันปิด  มิให้มีการไปมั่วสุม หรือมีผีขนุนไปใช้บริการแล้ว  นับว่าท้องสนามหลวงได้ใช้ประโยชน์มายาวนานและจะใช้ไปอีกจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
 
   Home  
|
   ข้อมูลทั่วไป   
|
  นโยบายและกฏระเบียบ   
|
   สถานที่สำคัญ   
|
    ชุมชน     
|
   เอกสารอ้างอิง   
|
   ค้นหา    
|
  Site Map 
   
สะพานเจริญรัช 31 (The Charoen Ruj 31 Bridge)
 

ภาพแสดง : สะพานเจริญรัช 31 ( สภาพในอดีต ) 
ที่มา :
 หนังสือสะพานเก่ากรุงเทพฯ

ภาพแสดง : สะพานเจริญรัช 31 ( สภาพในปัจจุบัน )
ที่มา : การสำรวจ

 

สร้างในปี พ.ศ. 2453   เป็นสะพานข้ามคลองคูเมืองเดิมด้านใต้ส่วนที่เรียกว่าปากคลองตลาด ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร เป็นสะพานคู่กับสะพานเฉลิมสวรรค์ 58 ที่ปากคลองเหนือ

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานทรัพย์เท่าพระชนมวารให้กรมสุขาภิบาลสร้างเป็นสาธารณประโยชน์ในวันเฉลิมพระชนมายุ 31 พรรษา พุทธศักราช 2453 อันเป็นปีแรกที่ เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ และพระราชทานนามว่า " เจริญชัย 31" สะพานแห่งนี้เป็นสะพานแรกในสะพานชุดที่ชื่อขึ้นต้นด้วย “ เจริญ.... ” นำหน้า อุทิศเป็นสาธารณกุศลในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ มีความหมายว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 เฉลิมสวรรค์แล้ว รัชกาลที่ 6 ก็เจริญรัชกาล สืบต่อไป
ลักษณะสะพานเจริญรัช 31 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กทอดข้ามคลอง พนักราวสะพานทั้งสองข้างโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม ลูกกรงสะพานทั้งสองข้างประดิษฐ์เป็นลูกกรงปูนปั้นรูปเสือป่ายืนหันข้างประคองพระขรรค์ด้วยเท้าคู่หน้าทั้งคู่ โดยหันหน้าเข้าหากันที่บริเวณกึ่งกลางราวสะพาน อันหมายถึงกิจการเสือป่าที่ทรงสถาปนาในปีเดียวกันนี้ กึ่งกลางสะพานเป็นรูปคล้ายโล่จารึกนามสะพาน แวดล้อมด้วยลายใบไม้แบบยุโรป เหนือราวสะพาน มีพระปรมาภิไธยย่อว่า ว.ป.ร. ประดิษฐานอยู่ตรงกลางรัศมี ปลายราวสะพานทั้งสองฝั่งมีแป้นกลมจารึกเลข 31 ซึ่งหมายถึงพระชนมายุ
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนสะพานเจริญรัช 31 เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 61 วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2518

ภาพแสดง : ลักษณะลูกกรงราวสะพาน
เป็นรูปปูนปั้นรูปเสือป่าประคองพระขรรค์ 
| ด้วยเท้าคู่หน้าทั้งคู่ ( สภาพในอดีต )
ที่มา : หนังสือสะพานเก่ากรุงเทพฯ

ภาพแสดง : ลักษณะลูกกรงราวสะพานเป็นรูปปูน
ปั้นรูปเสือป่าประคองพระขรรค์
ด้วยเท้าคู่หน้าทั้งคู่ ( สภาพในปัจจุบัน )
ที่มา : การสำรวจ

   

ภาพแสดง : โล่จารึกนามสะพานและพระปรมาภิไธยย่อว่า ว.ป.ร.
ประดิษฐานอยู่ตรงกลางรัศมี ( สภาพในอดีต ) 
ที่มา : หนังสือสะพานเก่ากรุงเทพฯ

ภาพแสดง : โล่จารึกนามสะพานและพระปรมาภิไธยย่อว่า ว.ป.ร.
ประดิษฐานอยู่ ตรงกลางรัศมี ( สภาพปัจจุบัน )
ที่มา : จากการสำรวจ

   

ภาพแสดง : แป้นกลมจารึกเลข 31 
ซึ่งหมายถึงพระชนมายุ บริเวณปลายสะพาน ( สภาพในอดีต ) 
ที่มา : หนังสือสะพานเก่ากรุงเทพฯ

ภาพแสดง : แป้นกลมจารึกเลข 31 
ซึ่งหมายถึงพระชนมายุ บริเวณปลายสะพาน ( สภาพปัจจุบัน ) 
ที่มา : จากการสำรวจ


 

 

Manager Online
 

ลุยกรุง & รอบกรุง

ท่องราชดำเนินชม "3 สะพานคลาสสิก"

เผยแพร่: 16 ธ.ค. 2551 15:45   โดย: MGR Online

โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

กลางราวสะพานมัฆวานรังสรรค์มีดวงตรารูปเศียรช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์
 
กลางราวสะพานมัฆวานรังสรรค์มีดวงตรารูปเศียรช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์

ครั้งกระนู้น ฉันเคยไปเที่ยวสะพานใหญ่ๆชนิดข้ามแม่น้ำกันมาแล้ว มาในครั้งนี้ฉันอยากที่จะลองเที่ยวชมสะพานเล็กๆที่หลายคนมักมองข้ามดูบ้าง โดยฉันเลือกที่จะยล 3 สะพานเล็กๆบนถนนราชดำเนินถนนสายสำคัญของกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรของเรา

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันออกเดินเที่ยวถนนแห่งนี้ แต่ทุกครั้งที่มาก็รู้สึกถึงมนต์เสน่ห์ของถนนสายคลาสสิกแห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นถนนที่เก่าแก่และคลาสสิกแล้ว “ถนนราชดำเนิน” ยังเป็นถนนสำคัญที่ตัดผ่านคลอง 3 สายด้วยกัน จึงทำให้ถนนราชดำเนินได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน และมีสะพานเล็กๆข้ามคลองทั้ง 3 แห่ง ที่เชื่อมถนนราชดำเนินทั้ง 3 ตอนเข้าด้วยกัน และสะพานเหล่านี้ก็มีความคลาสสิกไม่แพ้กัน อีกทั้งยังมีชื่อที่สละสลวยฟังแล้วรื่นหูว่า “สะพานผ่านพิภพลีลา-สะพานผ่านฟ้าลีลาศ-สะพานมัฆวานรังสรรค์

พนักลูกกรงของราวสะพานผ่านฟ้าลีลาศเป็นเหล็กหล่อลวดลายช่อดอกทานตะวัน
 
พนักลูกกรงของราวสะพานผ่านฟ้าลีลาศเป็นเหล็กหล่อลวดลายช่อดอกทานตะวัน

ฉันเริ่มต้นท่อง 3 สะพานบนถนนราชดำเนินโดยมีจุดเริ่มต้นจาก “พระที่นั่งอนันตสมาคม” พระราชวังดุสิต โดยเบื้องหน้าพระที่นั่งนั้นก็คือพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า“พระบรมรูปทรงม้า” นั่นคือปลายสุดของถนนราชดำเนิน เราเรียกถนนราชดำเนินส่วนนี้ว่าถนนราชดำเนินนอก ตรงจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปผ่านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เราก็จะได้ข้ามสะพานแรก ก็คือ “สะพานมัฆวานรังสรรค์” ที่มีสัญลักษณ์สังเกตได้ตรงที่จะเห็นน้ำพุอยู่ 2 ข้างสะพาน

การสร้างสะพานมัฆวานฯ นั้นเริ่มขึ้นในปีพ.ศ.2443 เพื่อเป็นสะพานข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ตัวสะพานสร้างขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างถนนราชดำเนินนอกซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แบบที่เรียกว่า Avenue ของยุโรป สำหรับนายช่างที่ออกแบบสะพานนั้นก็คือนายคาร์โล อัลเลกรี นายช่างชาวอิตาลี ที่สร้างสะพานตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีผสมสเปน ลักษณะของสะพานเป็นโครงสร้างคานเหล็กพื้นคอนกรีต ราวสะพานเป็นเหล็กหล่อทำลวดลายอย่างละเอียด ส่วนกลางราวสะพานด้านนอกมีดวงตรารูปเศียรช้างเอราวัณพาหนะของพระอินทร์ และด้านปลายสะพานมีเสาไฟหินอ่อนประดับลวดลายรองรับโคมไฟสำริด ลายอุบะทำด้วยโลหะบนหัวเสา

ร.5 โปรดเกล้าให้สร้างสะพานผ่านพิภพลีลาขึ้นใหม่ให้รับกับสะพานมัฆวานรังสรรค์
 
ร.5 โปรดเกล้าให้สร้างสะพานผ่านพิภพลีลาขึ้นใหม่ให้รับกับสะพานมัฆวานรังสรรค์

เมื่อสะพานสร้างแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสร็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดและได้พระราชทานนามว่า “สะพานมัฆวานรังสรรค์” ซึ่ง มัฆวาน หมายถึง พระอินทร์ แปลว่าสะพานที่สร้างโดยเทวดาหรือพระอินทร์นั่นเอง และด้วยการรังสรรค์สร้างสะพานแห่งนี้อย่างประณีตงดงามสะพานแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นสะพานที่สวยงามสะพานหนึ่งของกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว

เสาหินอ่อนของสะพานผ่านฟ้าประดับด้วยเครื่องสำริดลายเฟื่องอุบะที่หัวเสาและเป็นรูปเรือยุโรปโบราณตรงกลางเสา
 
เสาหินอ่อนของสะพานผ่านฟ้าประดับด้วยเครื่องสำริดลายเฟื่องอุบะที่หัวเสาและเป็นรูปเรือยุโรปโบราณตรงกลางเสา

จากสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้านขวามือของฉันจะเจอกับ องค์การสหประชาชาติ ซึ่งหลังคาสีเขียวลดหลั่นกันอย่างสวยงาม มีเสาธงมากมายหลายประเทศ ถัดไปที่เห็นรั้วแดงๆ คือโรงเรียน จปร. เก่า ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านอาหารชื่อดังลิขิตไก่ย่าง แลเห็นแล้วน้ำลายสอ จากนั้นเป็นสนามมวยราชดำเนิน เมื่อเดินตรงไปเรื่อยๆ ไม่นานนักฉันก็มาหยุดอยู่ที่สะพานแห่งที่ 2 บนถนนราชดำเนิน สะพานแห่งนี้มีชื่อเพราะพริ้งว่า “สะพานผ่านฟ้าลีลาศ” 
 
สะพานแห่งนี้เป็นสะพานเดิมที่สร้างข้ามคลองรอบกรุงตอนที่เรียกว่าคลองบางลำพู แต่เดิมเป็นสะพานโครงเหล็ก หลักฐานการสร้างสะพานไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างพร้อมกับถนน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สร้างสะพานใหม่ให้มีความงดงามมากขึ้น พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า “สะพานผ่านฟ้าลีลาศ”
ลักษณะสถาปัตยกรรมของสะพานแห่งนี้เป็นสะพานโครงเหล็ก ชนิดมีโครงเหล็กใต้โค้งข้างบน พนักลูกกรงของราวสะพานทั้งสองข้างเป็นเหล็กหล่อ ลวดลายช่อดอกทานตะวัน มีลวดลายประดับที่คานโค้งซึ่งรับกับตัวสะพานอยู่ด้านล่าง ที่ปลายสะพานทั้งสองข้างมีเสาหินอ่อนประดับด้วยเครื่องสำริด เป็นลายเฟื่องอุบะที่หัวเสา และเป็นรูปเรือโบราณของยุโรปอยู่ที่กลางเสา หากใครได้มีโอกาสได้เดินผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศแห่งนี้ลองเงยหน้ามองสถาปัตยกรรมเหล่านี้ดูอย่างพินิจ โดยเฉพาะเรือโบราณสีดำ แล้วจะรู้ว่าสะพานเล็กๆแห่งนี้ก็มีลวดลายที่สวยงามไม่แพ้สะพานใหญ่เลยทีเดียว

เมื่อฉันได้มายืนอยู่บนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มองไปจะเห็นสถานที่สำคัญๆมากมาย อาทิ คลองแสนแสบ จุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเรือคลองแสนแสบที่ยังใช้กันจนปัจจุบัน เห็น “ป้อมมหากาฬ” ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เป็น 1 ใน 14 ป้อมที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันรักษาพระนคร และในปัจจุบันป้องมหากาฬคือ 1 ใน 2 ป้อมที่เหลืออยู่ในกรุงเทพฯ 

มองเลยจากป้อมไปฉันเห็นเจดีย์สีทองสูงเด่น นั้นก็คือ “พระบรมบรรพต” หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า“ภูเขาทอง” ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยภูเขาทองแห่งนี้เริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์ของวัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระบรมบรรพตนี้สูงประมาณ100 เมตร บนยอดเป็นที่ตั้งของเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากเมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย

น้ำพุทั้ง 2 ข้างทางเป็นสัญลักษณ์คู่ตาอย่างหนึ่งของสะพานมัฆวานรังสรรค์
 
น้ำพุทั้ง 2 ข้างทางเป็นสัญลักษณ์คู่ตาอย่างหนึ่งของสะพานมัฆวานรังสรรค์

สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่แลเห็นอย่างโดดเด่นสวยสง่า ก็คือ “โลหะปราสาท” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดราชนัดดาราม ใกล้กับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ โลหะปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบไทยเป็นปราสาท 3 ชั้น ทำด้วยโลหะ มียอดทั้งหมดถึง 37 ยอด หมายถึงพระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ กลางปราสาทเป็นช่องกลวงจากฐานถึงยอด ยอดปราสาทจัตุรมุขชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โลหะปราสาทแห่งนี้เป็นองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลกอีกด้วย ช่างน่าภาคภูมิใจจริงๆ

เมื่อแวะเวียนสถานที่เที่ยวใกล้ๆสะพานแล้ว ฉันก็ตรงไปตามถนนราชดำเนินกลางผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และร้านอาหารชื่อดังอีกหนึ่งร้านคือร้านเมธาวลัยศรแดง ตรงไปผ่านอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ซึ่งเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารของนักศึกษาและประชาชนชาวไทยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นับได้ว่าเป็นการแสดงพลังทางการเมืองของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

ความลาดชั้นของสะพานผ่านพิภพลีลาแทบจะไม่ต่างกับพื้นถนนปกติ
 
ความลาดชั้นของสะพานผ่านพิภพลีลาแทบจะไม่ต่างกับพื้นถนนปกติ

มุ่งหน้าไปยังแยกที่จะเลี้ยวขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฉันตรงผ่านโรงแรมรัตนโกสินทร์อันเก่าแก่ ก็ถึงยังสะพานแห่งสุดท้ายของถนนราชดำเนิน ได้แก่ “สะพานผ่านพิภพลีลา” สะพานแห่งนี้ฉันคิดว่าเป็นสะพานที่มีความลาดชันน้อยมากที่สุดในบรรดาสะพานทั้ง 2 ที่ฉันได้ผ่านไปแล้ว 

สะพานแห่งนี้จะตัดข้ามคลองคูเมืองเดิม เชื่อมถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินใน แต่เดิมสะพานแห่งนี้เป็นสะพานโครงเหล็ก ต่อมาในปี พ.ศ.2445 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สร้างสะพานใหม่ให้กว้างและงดงามเช่นเดียวกับสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อให้รับกับถนนราชดำเนินในที่สร้างขยายใหม่เช่นกัน แล้วพระราชทานนามว่า “สะพานผ่านพิภพลีลา”

บริเวณใกล้เคียงสะพานผ่านฟ้าลีลาศที่กว้างขวางแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆมากมาย
 
บริเวณใกล้เคียงสะพานผ่านฟ้าลีลาศที่กว้างขวางแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆมากมาย

ใกล้ๆกับสะพานแห่งนี้ ฉันเห็นศาลอุทกทานเป็นรูปพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม ให้น้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม เพื่อให้ประชาชนใช้ดื่มกิน สร้างขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 6 โดยพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระแม่ธรณีบีบมวยผมนี้ปั้นขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ร่วมกับพระยาจินดารังสรรค์

ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านได้แอบขโมยเอาอุปกรณ์ท่อน้ำต่างๆไปจนไม่สามารใช้การได้ ปัจจุบันจึงคงเหลือแต่ศาลอันศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนมาสักการะกราบไหว้เท่านั้น ใกล้กับอุทกทาน เลียบตามริมคลองหลอดหรือคลองคูเมืองเดิม เป็นที่ขายของมือสองต่างๆนานๆ อาทิ เสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องมือช่าง หนังสือ เป็นต้น

แผงขายของมือสองหลากหลายแนวบริเวณริมคลองหลอดใกล้สะพานผ่านพิภพลีลา
 
แผงขายของมือสองหลากหลายแนวบริเวณริมคลองหลอดใกล้สะพานผ่านพิภพลีลา

และอีกหนึ่งสถานที่ใกล้เคียงที่ต้องไม่พลาดที่จะกล่าวถึงก็คือ “ท้องสนามหลวง” หรือแต่เดิมเรียกกันว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปก็คืองานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั่นเอง 

หากใครมีเวลาอีกสักหน่อยก็สามารถไปเที่ยวต่อยังวัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในบริเวณใกล้เคียงได้ เห็นไหมล่ะว่ากรุงเทพฯ ก็มีเรื่องน่าเที่ยวน่าค้นหากันทุกมุมเลยทีเดียว...ขอบอก
 

เทศกาลว่าวจุฬา-ปักเป้า : รื้อฟื้นตำนานว่าวไทยที่ท้องสนามหลวง

แมวส้ม
29 เมษายน 2559, 20:19 น. | เปิดอ่าน 2819
 

"ร่วมใจอนุรักษ์ ก่อนรู้จักเพียงตำนาน" อาจเป็นคำขวัญที่เหมาะกับยุคปัจจุบันก็เป็นได้ เพราะหลายสิ่งที่คนในยุคก่อนมิลเลนเนี่ยมคุ้นเคยก็เริ่มจะหายไป รวมถึงกีฬาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง 'การเล่นว่าว' ก็เช่นกัน

ประวัติศาสตร์การเล่นว่าวของไทยมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปรากฏความแพร่หลายของการเล่นว่าวในยุคนี้ ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์อย่างพระร่วงก็ยังทรงว่าว เคยมีตำนานเล่ากันว่าในวันหนึ่งที่พระองค์ทรงว่าวอยู่นั้น ว่าวได้เกิดขาดและไปตกยังเมืองตองอู จนทำให้ทรงได้พบกับสาวสวยนางหนึ่งแล้วบังเกิดเป็นความรักและได้อภิเษกสมรสในเวลาต่อมา นอกจากนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้ว่าวในการสงครามด้วย โดยการติดลูกระเบิดไว้กับว่าว ให้กระแสลมพัดไปยังเขตอริราชศัตรูแล้วทิ้งระเบิดสร้างความเสียหาย

 

 

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับการเล่นว่าวที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร (เครดิตรูป : sci4fun.com)

ในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังปรากฏการเล่นว่าวในราชอาณาจักรเช่นกัน โดยมีหลักฐานเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดสำคัญในรัชกาลที่ 4 ที่เป็นภาพประชาชนกำลังเล่นว่าวในท้องทุ่ง นอกจากนี้ในกาลต่อมา พระยาภิรมย์ภักดี ต้นตระกูลภิรมย์ภักดีในปัจจุบัน นอกจากเป็นเจ้าของโรงเบียร์รายแรกในสยามแล้ว ยังเจนจัดในวงการว่าวไทยจนสามารถเขียนตำราว่าวพนัน และเป็นนายสนามแข่งว่าวอีกด้วย

เมื่อพูดถึงตำนานของว่าวไทยแล้วจะไม่พูดถึงลักษณะว่าวจุฬาและปักเป้าก็คงไม่ได้

 

ว่าวจุฬา (ทรงดาว 5 แฉก) กับว่าวปักเป้า (ทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน)

ว่าวปักเป้ามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีหางยาวถ่วงที่ปลายว่าว มี "เหนียง"  หรือสายป่านความยาว 8 เมตรผูกเป็นห่วงรูปครึ่งวงกลมใต้คอซุงเป็นอาวุธ เพื่อใช้คล้องว่าวจุฬาให้เสียการทรงตัวในการแข่งขัน

ส่วนว่าวจุฬานั้นมีขนาดใหญ่กว่าว่าวปักเป้าประมาณ 4 เท่า มีลักษณะเป็นรูปดาว 5 แฉก มี "จำปา" เป็นไม้เหลาโค้ง 8 อันมัดรวมกันเป็นหนึ่งดอก โดยจะติดที่สายป่านใต้คอซุง 4 ดอก เอาไว้เกี่ยวสายป่านหรือสายว่าวปักเป้าเพื่อลากเข้าแดนตนเองในการแข่งขัน

 

 

ผังการแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้า

สำหรับการแข่งขันนั้นจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายจุฬาจะอยู่เหนือลม ฝ่ายปักเป้าจะอยู่ใต้ลม โดยผู้ชักว่าวจะไม่ล้ำไปยังแดนของอีกฝ่าย โดยต้องทำให้ว่าวของอีกฝ่ายลอยตกลงในแดนของตนเองจึงจะถือว่าชนะการแข่งขัน  เว้นแต่ว่าว่าวทั้ง 2 ฝ่ายตกในแดนตนเอง หรือว่าวหลุดขาดจากกันกลางอากาศไม่ติดพันกันก็ไม่นับคะแนน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรที่ท้องสนามหลวง เห็นไพร่ฟ้าประชาชนเล่นว่าวกันมากมาย พระองค์เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี จึงจัดแข่งขันว่าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ สนามม้านางเลิ้ง โดยคู่ที่แข่งขันได้อย่างดุเดือดที่สุดจะได้รับพระราชทานผ้าแพรที่ลงพระปรมาภิไทย จปร. ประดับที่ตัวว่าว ซึ่งในระยะหลังมานี้ พิธีประดับผ้าแพรได้หายไปจากการแข่งขันว่าวถึง 30 ปี และเพิ่งมีพิธีประดับผ้าแพรอีกครั้งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานผ้าแพรลงพระปรมาภิไทย สก. ให้แก่คู่แข่งขันประเภทดุเดือดที่สุด

สนามหลวงถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของการแข่งขันว่าวตั้งแต่สมัยอดีต แต่สนามหลวงยังเป็นสถานที่สำคัญในการแสดงออกทางการเมืองอีกด้วย หากท่านผู้อ่านติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงหนึ่งนั้นจะทราบว่าสนามหลวงและบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมือง ทำให้งานแข่งขันว่าวและเทศกาลว่าวที่ท้องสนามหลวงต้องงดไปหลายปี เมื่อกีฬาสีทางการเมืองสิ้นสุดลงได้มีความพยายามให้เกิดการแข่งขันว่าวอีกครั้ง โดยคุณสันติ ภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็นทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ริเริ่มตำนานว่าวจุฬา-ปักเป้าสนามหลวงได้เชิญสายว่าว (กลุ่มผู้ทำว่าวและแข่งขัน) เข้าพบและขอให้มีการจัดแข่งขันใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับเสียงตอบรับจากสายว่าวดีมาก จนในปีนี้มีสายว่าวเข้าร่วมถึง 20 กว่าสายและผู้คนเข้าร่วมงานกันอย่างแน่นขนัด

 

 

ด.ญ.กีรติ ฮิมสกุล หรือน้องจัสมิน วัย 9 ขวบ ผู้ที่จะสืบสานการเล่นว่าวไทยสืบไป

นอกจากนี้ยังเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะได้เห็นเยาวชนหน้าใหม่มาสืบสานวัฒนธรรมการเล่นว่าวอีกด้วย สายว่าวสิงห์-ลีโอ นำโดย คุณบุญธรรม ฮิมสกุล ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับหลานสาวของเขา ด.ญ.กีรติ ฮิมสกุล หรือน้องจัสมิน วัย 9 ขวบที่ผ่านการฝึกฝนมาระยะหนึ่งแล้วและสามารถชักว่าวจุฬาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ น้องจัสมินกล่าวว่าทางสายว่าวกำลังผลักดันให้เธอมีวิทยายุทธแก่กล้าเพื่อที่จะสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าสายว่าวในอนาคต

นอกจากการแข่งขันว่าวแล้วยังมีการจัดมหรสพและการแสดงต่าง ๆ มากมายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างไม่ขาดสาย ถือได้ว่าการเล่นว่าวนี้จะไม่หายไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน หากเรายังช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามนี้ให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองต่อไป จะไม่กลายเป็นแค่ตำนานที่ตายแล้วอย่างแน่นอน


 
 
  • งานว่าวสนามหลวง 2561
  • งานว่าวสนามหลวง ความสำคัญ
  • เทศกาลว่าว สนามหลวง 2561
  • ประโยชน์การเล่นว่าว
  • การละเล่นพื้นบ้าน ว่าว
  • กติกาการเล่นว่าว
  • งานว่าวสนามหลวง ภาษาอังกฤษ
  • ส่วนประกอบของว่าว
 
 
 


...........................................

9 มกราคม 2562



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน