*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4776
  • จำนวนผู้ชม : 1852444
  • จำนวนผู้โหวต : 476
  • ส่ง msg :
  • โหวต 476 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 645 , 15:45:10 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

link @ : learning english with voa news : Tuesday, January 22, 2019 

                             บล็อกเกอร์ 'ลิงเขียว' ผู้วาด 

                  22 มกราคม 2562

มาเล้ย ... ไอ้โจรก่อการร้าย 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปฝ่ายความมั่นคง 3 จชต.

 

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

Johnny Horton - All for the Love of a Girl - Country Music Experience https://youtu.be/kJedFh8k2Hc


Lady Antebellum - Need You Now https://youtu.be/eM213aMKTHg

Dana Winner - One Moment In Time - live [Lyrics] HD | Liefde Voor Muziek | VTM https://youtu.be/pDo4kvip-cQ


 

................................. 

 

บทบาทสตรีกับการส่งเสริมความมั่นคง 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง à¸£à¸¹à¸›à¸ à¸²à¸žà¸—ี่เกี่ยวข้อง 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง à¸£à¸¹à¸›à¸ à¸²à¸žà¸—ี่เกี่ยวข้อง 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปฝ่ายความมั่นคง 3 จชต.

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปฝ่ายความมั่นคง 3 จชต. à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปฝ่ายความมั่นคง 3 จชต.

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปฝ่ายความมั่นคง 3 จชต.

ประกาศจับคนก่อการร้าย ปี 2558

ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 
 

ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
Souththailandmap.GIF
แผนที่แสดงจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา (แถบแดงขั้นเหลือง)
วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 – ปัจจุบัน
สถานที่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา
ผลลัพธ์ ยังดำเนินอยู่
 


E-Library
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)

คู่ขัดแย้ง

Flag of Thailand.svg รัฐบาลไทย
Emblem of the Royal Thai Army.svg กองทัพภาคที่ 4
Emblem of the Royal Thai Army.svg กองทัพน้อยที่ 4
Emblem of Royal Thai Police.png กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
Sbpac LOGO.jpg ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
Emblem of the Volunteer Defense Corps.PNG กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2
สนับสนุนโดย:
มาเลเซีย[1][2]
อินโดนีเซีย[1]
สหรัฐ

Flag of the Barisan Revolusi Nasional.svg ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN)
รุนดา กัมปูลัน เคซิล (RKK)
ขบวนการมุญาฮิดีนอิสลามปัตตานี (GMIP)
ขบวนการแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี (BIPP)
Flag of Pattani.svg องค์กรปลดปล่อยสหปัตตานี (PULO)
Flag of Jihad.svg ญะมาอะห์ อิสลามียะห์
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ไทย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไทย พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์
ไทย พลโท วิชาญ สุขสง
ไทย พลตำรวจโท รณศิลป์ ภู่สาระ
ไทย พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร
ไทย นายหมวดเอก เศรษฐการ เพชรวารี Flag of Jihad.svg อาบู บาการ์ บาเชียร์
Flag of Jihad.svg รองศาสตราจารย์ ดร.วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน
Flag of Jihad.svg อับดุลเลาะห์ ซุงการ์
Flag of Pattani.svg กาบีร์ อับดุลเราะห์มาน
กำลังพลสูญเสีย
ถึงปี 2557
ทหารเสียชีวิต 499 นาย
ตำรวจเสียชีวิต 312 นาย
อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต 181 นาย
บุคลากรทางการศึกษา 187 ราย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 200 ราย
ผู้นำศาสนาประชาชนทั่วไป 3574 ราย[3]
ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 400 คน[3] ถึงปี 2558
เสียชีวิต: ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ครู นักบวช คนท้องถิ่นและผู้ก่อการกำเริบกว่า 5,300 คน[1]
บาดเจ็บ 10,000 คน[1]
ถึงปี 2560
เสียชีวิต: ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ครู นักบวช คนท้องถิ่นและผู้ก่อการกำเริบกว่า 7,666 คน
บาดเจ็บ 13,115 คน
คดีความมั่นคง 9,823 คดี
คดีอาญชญากรรม 9,982 คดี
คดีไม่ทราบสาเหตุ 1,359 คดี

อดีตรัฐสุลต่านปัตตานีซึ่งมีสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ตลอดจนบางส่วนของจังหวัดสงขลาที่อยู่ใกล้เคียง และส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศมาเลเซียถูกราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์พิชิตในปี พ.ศ. 2328 และถูกไทยปกครองนับแต่นั้น ยกเว้นกะลันตันสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย หรือ ไฟใต้ เป็นความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ความขัดแย้งนี้กำเนิดในปี พ.ศ. 2491 เริ่มจากกบฏดุซงญอ[4] เป็นการก่อกำเริบการแยกออกทางเชื้อชาติและศาสนาในภูมิภาคมลายูปัตตานี แต่ความไม่สงบดังกล่าวเริ่มบานปลายขึ้นหลังปี พ.ศ. 2547[5]

แม้เกิดความรุนแรงแยกตัวออกระดับต่ำในภูมิภาคมาหลายทศวรรษแล้วโดยนิยมนับตั้งแต่ปลาย ปี พ.ศ. 2490 สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อนระอุ เกิดเหตุการณ์เผาโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีจำนวน 1 หลัง นอกจากนั้นมีการปล้นสดมภ์ในท้องที่ต่างๆรวมได้ประมาณ 200 คดี[6] ในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลา[7] ในปี พ.ศ. 2497 หะยีสุหลง ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและในปี พ.ศ. 2498 นายสมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาสถูกลอบสังหาร[8]

ปี พ.ศ. 2524 มีเหตุการณ์ก่อเหตุร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เช่น การจับครูเรียกค่าคุ้มครองหรือค่าไถ การกรรโชกข่มขู่นักธุรกิจพ่อค้าคนจีนโดยส่งเป็นหนังสือประทับตรากลุ่มต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่และนอกพื้นที่ให้จ่ายค่าคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของ บุคคลและกิจการธุรกิจการค้าหรือที่คนทั่วไปเรียกว่าภาษีเถื่อนนอกกฎหมาย[9] เหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงคือการลอบสังหาร กำธร ลาชโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2524

ในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2531คนร้ายบุกเผาบ้านพักตำรวจและโรงเรียน ในจังหวัดปัตตานีรวม 4 จุด ต่อมาวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2531 จังหวัดนราธิวาส คนร้ายบุกเข้าจับคนงานไทยพุทธ บริษัท ไทยถาวรท่าไม้ ก่อนฆ่าด้วยอาวุธปืน ทั้ง 3 ราย

แต่สถานการณ์บานปลายหลังปี 2544 และมีการระบาดใหม่ในปี 2547 ซึ่งบางครั้งล้นไปจังหวัดใกล้เคียง[10] มีเหตุการณ์ที่มีการอ้างว่าผู้ก่อการกำเริบภาคใต้ เป็นผู้ลงมือเกิดในกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ต[11]

นักสื่อสารมวลชนมักอ้างอิงเหตุการณ์ที่ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจยุบ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภารใต้ สำนักงานคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545[12] เป็นปฐมบทของความรุนแรงของความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน[13] ส่วนเหตุการณ์ที่นักวิชาการถือว่าเป็นปฐมบทของความรุนแรงรอบใหม่ได้แก่เหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้ แต่การก่อการกำเริบยิ่งบานปลาย ในเดือนกันยายน 2549 คณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองรัฐประหาร คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองมีการเปลี่ยนนโยบายใหญ่ โดยแทนแนวทางก่อนหน้าของทักษิณ ชินวัตร ด้วยการรณรงค์เพื่อชนะใจของผู้ก่อการกำเริบ[14] แม้มีความคืบหน้าเล็กน้อยในการจัดการกับความรุนแรง แต่คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองประกาศว่าความมั่นคงกำลังดีขึ้นและสันติภาพจะคืนสู่ภูมิภาคภายในปี 2551[15] ทว่า ในเดือนมีนาคม 2551 ยอดผู้เสียชีวิตเกิน 3,000 คน[16]

ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ว่า เขามั่นใจว่าจะนำสันติภาพสู่ภูมิภาคภายใน พ.ศ. 2553[17] แต่เมื่อถึงปลายปีนั้น ความรุนแรงได้มีเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้ามกับการมองโลกในแง่ดีของรัฐบาล[18] กรมสอบสวนคดีพิเศษจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2554 และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 รัฐบาลยอมรับว่าสถานการณ์ได้เพิ่มมากขึ้น และไม่สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน[19] หลังวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 3.00 น.คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ 10 เดือน 11 วัน โดยยกเลิกในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

ผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องอัตตาณัติระดับหนึ่งแก่ภูมิภาคปัตตานีจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและขบวนการผู้ก่อการกำเริบแยกตัวออกบางส่วนเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ ทว่า กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจโดยกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี-โคออร์ดิเนต (BRN-C) ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเป็นหัวหอกการก่อการกำเริบ กลุ่มนี้ไม่เห็นเหตุผลให้ต้องเจรจาแและคัดค้านการพูดคุยกับกลุ่มก่อการกำเริบอื่น BRN-C มีเป้าหมายทันทีเพื่อทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยปกครองไม่ได้และประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่[20]

 ....................................

 

E-Library

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)


  TH
      ENG

 

ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ : การปรับตัวและทางออก

 
เผยแพร่เมื่อ วันศุกร์, 07 กุมภาพันธ์ 2557 17:58
ฮิต: 14024

D-100003326รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล 
ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 
patamawadee@trf.or.th


ประชาคมวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอ “บางส่วน” ของข้อเท็จจริงในสามจังหวัดชายแดนใต้จากงานวิจัยของ สกว. ส่วนบทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประมวลงานวิจัยดังกล่าวประกอบกับงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ผู้เขียนค้นคว้าเพิ่มเติม และจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่เท่าที่ผู้เขียนพอมีโอกาส ผลกระทบที่ควรจะได้รับความสนใจ คือ วิถีชีวิตและการปรับตัวของผู้คนในพื้นที่ การหาทางออกต้องดำเนินการจากหลายแนวทาง ทั้งสร้างความยุติธรรม การพัฒนา และกระบวนการสันติภาพ ซึ่งทุกส่วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  
  
การเคลื่อนย้ายของผู้คน: ผลกระทบจากความรุนแรง 
• การเคลื่อนย้ายจากชนบทสู่เมือง 
จากงานวิจัยของ พรพรรณ วีระปรียากูร (2555) เรื่อง “สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” แม้จะมีความเห็นจากการสำรวจว่าความรุนแรงและการอพยพเคลื่อนย้ายของประชากรจากเหตุการณ์ความไม่สงบมีผลต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2554-55 พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้มีอัตราการจดทะเบียนธุรกิจเฉลี่ยในแต่ละปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 สมมติฐานหนึ่งก็คือ ความรุนแรงในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ชาวบ้านบางส่วนอพยพจากพื้นที่ชนบทรอบนอกเข้าสู่เมือง ขณะที่งานศึกษาของ ธงพล (2555) พบว่ามีร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-11 เกิดขึ้นใหม่ไม่น้อยในเขตเมือง โดยเจ้าของส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายมลายู ส่วนร้านค้าของคนไทยเชื้อสายจีนในเมืองต่างได้รับผลกระทบจากความรุนแรง บางคนอพยพออก บางคนปิดร้านค้าเร็วขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดีตลาดนัดกลางคืนในท้องถิ่นก็ยังคงเป็นที่นิยมของชาวบ้าน (วิไลวรรณ 2556) 
• การเคลื่อนย้ายของแรงงานไทยไปมาเลเซีย 
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนออกนอกพื้นที่ ทั้งที่เป็นการถาวรและชั่วคราว แรงงานจากสามจังหวัดชายแดนใต้เข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในพื้นที่ สุทธิพร บุญมาก ได้ศึกษาเรื่อง “การส่งเงินกลับบ้าน : แรงงานไทยเชื้อสายมลายูในประเทศมาเลเซีย” พบว่าแรงงานไทยเชื้อสายมลายูที่เข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียส่วนหนึ่งเป็นแรงงานทักษะต่ำที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ทำให้สภาพการทำงานผิดกฎหมายไปด้วย โดยจะทำงานในภาคเกษตร เช่น รับจ้างกรีดยางในรัฐตอนเหนือของมาเลเซีย ทำงานในภาคบริการ โดยเฉพาะในร้านอาหารต้มยำที่กระจายอยู่ในรัฐต่าง ๆ ทั่วมาเลเซีย 

แรงงานที่หาเลี้ยงครอบครัวจะส่งเงินกลับบ้านเป็นประจำทุกเดือน อีกส่วนจะหารายได้เพื่อตัวเองไม่ส่งเงินกลับบ้านแต่ก็ช่วยลดภาระของครอบครัวได้ และเนื่องจากพวกเขามีสถานภาพเป็นแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย พวกเขาจึงอาศัยการส่งเงินกลับบ้านโดยวิธีการที่ไม่เป็นทางการ เช่น ถือเงินกลับบ้านด้วยตัวเอง 
• ผู้เคราะห์ร้าย: ชุมชน สตรีหม้ายและเด็กกำพร้า 
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ลดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันของคนในชุมชน หญิงหม้ายและเด็กกำพร้ามีจำนวนมากขึ้น ในบทความ “โครงการเศรษฐกิจแบบพึ่งพาในสภาวะความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของ เมตตา กุนิงชี้ว่าผู้หญิงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูกหรือสามีพิการ ระบบเศรษฐกิจครอบครัวเปลี่ยนแปลง ลูกต้องออกจากโรงเรียนดำเนินชีวิตด้วยความหวาดกลัว ความหวาดระแวง ขาดความมั่งคงในชีวิตและทรัพย์สิน 
  
ทางออกที่เป็นไปได้: ต้องการหลายทาง 
• เงินเยียวยา: บรรเทาปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหา 
การช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง การให้เงินเยียวยาจำแนกตามลักษณะการบาดเจ็บ จากบทความของเมตตา (2556) พบว่าเงินเยียวยาแค่เพียงบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาฟื้นฟูคุณภาพชีวิต คือ การมีอาชีพและรายได้ กรณีถูกจับกุม ควบคุม หรือคุมขัง หรือถูกดำเนินคดีโดยไม่มีความผิด รัฐบาลควรคืนสิทธิให้อย่างจริงใจ การศึกษาในมิติทางกฎหมาย กรกฎ (2555) พบว่าการที่รัฐจ่ายเงินเยียวยามีแนวโน้มที่จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ความสำคัญกับการค้นหาสาเหตุของความรุนแรงสักเท่าไร เพราะถือว่าได้ชดเชยค่าเสียหายไปแล้ว บางมิติของความยุติธรรมจึงขาดหายไป ส่วนเด็กกำพร้าซึ่งเกิดจากพ่อแม่ที่ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่ากระทำผิดมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร (อิสมาแอ, 2555) นอกจากนี้การเยียวยายังมุ่งเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความไม่สงบ เช่น ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปทำงานในสวน พ่อค้าไม่มารับซื้อสินค้า มีอุปสรรคในการประกอบอาชีพ มักไม่ได้รับการดูแล เนื่องจากหน่วยงานพัฒนาของภาครัฐจะห่างหายไป ไม่ทำงานใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ เพียงเงินเยียวยาและเงินงบประมาณที่ลงไปในพื้นที่จึงยังไม่ใช่คำตอบ 
• การพัฒนาโดยเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองเพื่อเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนให้สตรีหม้าย สตรียากไร้ และเด็กกำพร้า เด็กยากไร้ทุกศาสนิก (กองทุนเฮาะกีตอ) ทุนละ 5,000 บาท มี “พี่เลี้ยง” ที่คอยให้คำปรึกษา โครงการฯ ได้พัฒนากลไกการจัดการกองทุน สร้างกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงการเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ก่อให้เกิดความรู้สึกดีต่อกัน 

นอกจากนี้ สกว.ยังมีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ชาวบ้านค้นหาปัญหา ศักยภาพ และหาทางออกด้วยการปฏิบัติการในพื้นที่ด้วยตนเอง เช่น โครงการประมงพื้นบ้าน โครงการกริชรามัน โครงการมะนาว รวมถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำสายบุรี ซึ่งต่างเป็นโครงการที่ชาวบ้านทำวิจัย ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านทำงานร่วมกัน ฟื้นฟูทุนทางสังคม ฟื้นฟูฐานทรัพยากร การคิดวิเคราะห์เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบทำให้ชาวบ้านสามารถหาทางออกที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ได้อย่างแท้จริง แต่บางโครงการก็ยังติดขัดที่กฎระเบียบการทำงานของรัฐที่ไม่เอื้อในการทำงานของชาวบ้าน โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและที่ดิน 
  
บทสรุปที่สำคัญของการหาทางออกในการพัฒนา คือ สามจังหวัดภาคใต้ขาดหัวรถจักรที่มีแรงในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ไปข้างหน้า เพราะการพัฒนาพื้นที่จากหน่วยงานพัฒนาของภาครัฐได้ขาดหายไป ชุมชนมีศักยภาพแต่ทุนทางสังคมถูกบั่นทอนและยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควร บทบาทของภาคเอกชน (ไม่ว่ารายใหญ่หรือเล็ก) มีเพียงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กิจกรรมค้าปลีกและการซ่อมแซมรถ (ข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ขณะที่บทบาทของภาคเอกชนในภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตอื่น ๆ ถูกลดทอนลงเพราะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ เช่น การปิดตัวของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลที่ปัตตานี ส่วนภาคเกษตรมีความผันผวนขึ้นกับราคายางและปาล์มในขณะที่ผลไม้มีราคาตกต่ำเพราะพ่อค้าไม่เข้ามารับซื้อ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะสัมพันธ์กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งเป็นเหตุและเป็นผล ซึ่ง สกว.กำลังให้ทุนสนับสนุนการวิจัยในเรื่องนี้อยู่ 
• กระบวนการสร้างสันติภาพ: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ 
ในประชาคมวิจัยฉบับนี้ ชนินท์ทิรา ณ ถลาง ได้เสนอบทความเรื่อง “ความขัดแย้งในอาเจะห์: บทเรียนสำหรับประเทศไทยได้จริงหรือ?” โดยยกตัวอย่างกระบวนการสร้างสันติภาพในอาเจะห์ที่ดำเนินการหลังมีความขัดแย้งมานานถึง 23 ปี และการเจรจาใช้เวลาต่อเนื่องถึง 10 ปี จนประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 2009 บทเรียนที่สำคัญคือ การเจรจามีตัวกลางที่เข้มแข็งเพราะคู่เจรจามีสถานะที่ไม่เท่าเทียมกัน ไม่พูดคุยกับสื่อเพราะอาจถูกหยิบยกเป็นประเด็นทางการเมืองก่อนที่จะมีข้อตกลง มีหน่วยงานกลางดูแลไม่ให้ทั้งสองฝ่ายละเมิดข้อตกลงทางสันติภาพ การเจรจาประกอบด้วยตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายจำนวนไม่มากแต่การเจรจาต้องได้ประโยชน์จริงจัง กระบวนการสร้างสันติภาพในอาเจะห์มีปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ เช่น บริบททางการเมืองที่เปิดกว้างและมีเสถียรภาพ กลุ่มเคลื่อนไหวที่มีจำนวนน้อยและชัดเจน ซึ่งต่างจะบริบทของประเทศไทย แต่ผู้เขียนได้สรุปว่า ทุกความขัดแย้งมีหนทางแก้ได้ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “ความจริงใจ” ของทุกฝ่ายในการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ 

ศ. ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยสิ่งสำคัญคือ “สันติสนทนา” อาจไม่ใช่สนทนาเพื่อต่อรองให้ได้ข้อตกลง แต่สนทนาเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ 
  
บทความในประชาคมวิจัยฉบับนี้ 
พรพรรณ วีระปรียากูร สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
เมตตา กุนิง โครงการเศรษฐกิจแบบพึ่งพาในสภาวะความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
ชนินท์ทิรา ณ ถลาง ความขัดแย้งในอาเจะห์: บทเรียนสำหรับประเทศไทยได้จริงหรือ? 

 ............................................................

22 มกราคม 2562

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน