*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4776
  • จำนวนผู้ชม : 1821058
  • จำนวนผู้โหวต : 476
  • ส่ง msg :
  • โหวต 476 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 611 , 16:04:54 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน vinitvadee , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

link @ : learning english with voa news : Thursday, January 31, 2019

                  31 มกราคม 2562

 

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง" 

 Venus (1959) - FRANKIE AVALON - Lyrics https://youtu.be/bZMy2J7Lcl4

Dreamy Eyes - JOHNNY TILLOTSON - With lyrics https://youtu.be/bVAMZofluGc


........................................................................

 

 เจ้าสัวซีพี กว่าแกจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ ก็เคยล้มเหลว ลองผิดลองถูกมาก่อน
 
*
 
เจ้าสัวซีพี กว่าแกจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ 

ผมเอาบทความของ matichon มาให้อ่าน 
เชื่อว่าหลายๆคน  คงไม่เคยเห็นมุมอะไรแบบนี้ ที่แกต่อสู้มากว่าจะมาเป็นซีพี 


“เก่งแล้วไม่ขยัน จะไม่มีวันเก่งจริง” ตำราชีวิตจาก ธนินท์ เจียรวนนท์

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เมื่อมองย้อนกลับไป มีหลายเหตุการณ์ราวกับเพิ่งจะผ่านพ้นเมื่อวันวาน…

    ธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่ปัจจุบันอายุของเขาเข้าสู่วัย 78 ปีแล้ว และ “เจี่ย เอ็กชอ”  คุณพ่อของเขา  ชาวจีนโพ้นทะเลจากเมืองแต้จิ๋ว หอบเอาเสื่อผืนหมอนใบ และกระสอบเมล็ดพันธุ์ผักถุงใหญ่ รอนแรมมาจนถึงเมือง “หมั่งก๊ก” หรือบางกอก แล้วเปิดร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ชื่อ “เจียไต๋จึง” ซึ่งเป็นภาษาแต้จิ๋ว แต่ถ้าเป็นภาษาจีนกลางจะอ่านว่า “เจิ้งต้า” หมายถึงความซื่อสัตย์ ยุติธรรม เที่ยงตรง ซึ่งกลายมาเป็นฐานรากธุรกิจของ “เครือเจริญโภคภัณฑ์” จนทุกวันนี้

    เจี่ย เอ็กชอ นักพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ตัวยง เมื่อมีสวนผักทั้งที่เมืองแต้จิ๋วและเมืองไทย ก็คัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีจากสวนผักทั้ง 2 แห่ง มาขยายผลต่อ ทำให้นึกถึงสุภาษิตโบราณของจีนที่กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านตำราหมื่นเล่ม กับการเดินทางไกลหมื่นลี้ เพื่ออธิบายว่าความรู้ทั้งจากตำราและประสบการณ์ล้วนสำคัญ แต่สำหรับเจี่ย เอ็กชอ ผู้มีโอกาสเรียนรู้จากโลกกว้างนั้น  การเรียนรู้จากประสบการณ์สำคัญยิ่งกว่าตำรา

อิทธิพลทางความคิดจากพ่อ

    ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อญี่ปุ่นขยายแนวรบเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กิจการเมล็ดพันธุ์เจียไต๋พลอยได้รับผลกระทบ เจี่ย เอ็กชอ จึงพาครอบครัวหนีเครื่องบินทิ้งระเบิดจากถนนเยาวราชไปอยู่ถนนตก ถือเป็นบริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ

    ชีวิตในท้องนาท้องไร่กับเป็ดไก่ ทำให้ธนินท์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 3 ขวบ เกิดความรู้สึกผูกพัน ถึงขั้นที่ว่านำเงินแต๊ะเอี๊ยไปซื้อไก่ชนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เพราะหลงใหลในความสง่างาม แข็งแรง บึกบึนของมัน

    และอาจเป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิตให้รู้สึกผูกพันกับสัตว์ปีกแต่วัยเยาว์ วันหนึ่งกิจการเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น “เจริญโภคภัณฑ์” (ซีพี) ขยายมาทำอาหารสัตว์จนลงตัวที่ธุรกิจเลี้ยงไก่ ธนินท์ได้รับมอบหมายให้เป็นทัพหน้า คอยประคบประหงมกิจการที่เกิดขึ้นใหม่ โดยแนวคิดสำคัญของธุรกิจใหม่นี้ คือ  “ทำอาหารสัตว์ หากไม่เลี้ยงสัตว์ให้ดู ใครจะเชื่อถืออาหารสัตว์ที่ทำขึ้นมา” และในยุคนั้น เนื้อไก่เป็นของดีมีราคา คนส่วนใหญ่จึงได้แต่กินโปรตีนจากไข่เป็นของดีราคาถูก

ยกประสบการณ์แต่ละครั้งเป็นครูเสมอมา   

    สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาไก่เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว แพง เป็นเพราะต้นทุนสูง มีข้อจำกัดยิบย่อยเต็มไปหมด ตั้งแต่ปริมาณไก่ที่เลี้ยงไปจนถึงค่าใช้จ่ายยิบย่อยต่างๆ นานา

    ดังนั้น ธนินท์จึงเริ่มศึกษาวิธีการว่าต้องทำอย่างไรไก่จึงจะไม่กลายเป็นอาหารเกินเอื้อม คำตอบที่ได้มีเพียงการใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่เวลานั้น การเลี้ยงไก่อยู่ในความควบคุมดูแลของเกษตรกร ยังไม่ได้ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ทางซีพีจึงตัดสินใจนำเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทอาร์เบอร์ เอเคอร์ส (Arbor Acres) มาวางรากฐานธุรกิจการเลี้ยงไก่สมัยใหม่ในประเทศไทย

    ผลที่ได้คือ สามารถเพิ่มผลิตผลได้ 100 เท่า จากการเลี้ยงไก่แบบเดิมๆ 1 คน เลี้ยงได้ 100 ตัว เปลี่ยน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เป็น 1 คน เลี้ยงได้ 10,000 ตัว และในยุค 4G นี้ เกษตรกร 1 คน สามารถเลี้ยงไก่ได้มากถึง 170,000 ตัว หรือคิดเป็น 17 เท่าของยุคก่อน

    หลังจากความสำเร็จในกิจการเลี้ยงไก่ ธนินท์กับพี่ๆน้องๆ ก็เริ่มขยายการลงทุนออกไปทั้งแนวกว้าง กระจายการลงทุนไปในหลายประเทศ บนพื้นฐานความคิดที่ว่า ต้องส่งเสริมการลงทุนในต่างแดนของนักธุรกิจไทย เพื่อประกาศให้ต่างชาติรู้ว่า คนไทยมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก


    ธรรมชาติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนรู้ดีว่า การทำธุรกิจย่อมมีผิดพลาด ในมุมของธนินท์มองว่า ความผิดพลาดคือค่าเล่าเรียน ถ้าผิดพลาด 30% สำเร็จ 70% ให้ถือว่า 30% เป็นค่าเล่าเรียนเพื่อให้ได้เรียนรู้ข้อผิดพลาด

    ธนินท์เรียนรู้จากข้อผิดพลาดนับแต่เริ่มต้นทำงาน เช่น ครั้งไปบุกเบิกตลาดฮ่องกง ในช่วงที่มีปัญหาขาดแคลนอาหารเนื้อสัตว์ทั้งไก่และหมูจนต้องนำเข้าจากประเทศไทย ธนินท์มีแนวคิดแหวกแนวกว่าเจ้าอื่นๆ นั่นคือเช่าเหมาเครื่องบินการบินไทย เพื่อขนไก่เป็นๆ ไปส่งให้ฮ่องกง  ซึ่งพี่ๆ ได้มอบหน้าที่ให้ธนินท์เป็นผู้ควบคุมการขนส่งครั้งนี้

    บทเรียนล้ำค่าที่ธนินท์ได้รับโดยไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อกัปตันเห็นว่าผู้โดยสารของเที่ยวบินนี้เป็นไก่ จึงงดบริการเสิร์ฟน้ำและอาหาร ปิดแอร์ในห้องผู้โดยสาร แล้วจัดให้ธนินท์มานั่งด้านหน้าร่วมกับนักบิน ทำให้ไก่ขาดอากาศ และค่อยๆ ตายไปทีละตัว เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงได้ขอให้นักบินผู้ช่วยออกมาช่วยเปิดแอร์ให้ไก่ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไก่ได้หมด ไก่ตายไปกว่าครึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้ธนินท์เข้าใจถึงคำว่าขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ได้แลนดิ้ง เป็นบทเรียนที่มีผลต่อก้าวย่างของซีพีจนถึงวันนี้

    และอีกครั้งที่ธนินท์ได้รับมอบงานสำคัญ คือการรับผิดชอบขนหมูส่งฮ่องกงทางเรือ ที่ประสบปัญหาหมูตายทุกครั้งที่เรือเข้าฝั่ง พี่ชายจึงส่งธนินท์ไปทดลองแก้ปัญหาโดยให้ข้อเสนอว่า ถ้ามีหมูตายน้อยลง 1 ตัว เขาจะได้ เงินพิเศษ 100 บาท

    ธนินท์ทำการบ้าน โดยพยายามสังเกตหาสาเหตุ จนพบว่าการตายของหมูเชื่อมโยงกับการโคลงเคลงของเรือตามทิศทางลมแต่ละฤดู เขาจึงทดลองจัดวางตำแหน่งใหม่ โดยนำหมูไปไว้ตรงกลางเรือในช่วงหน้าร้อน และย้ายหมูไปท้ายเรือในช่วงหน้าหนาว หลังจากนั้นหมูก็ตายน้อยลง



พัฒนาตน ก้าวสู่ในโลกยุค 4.0

    ในทัศนะของธนินท์ คนไทยเก่งเรื่องภาคเกษตรและมีโอกาสมากจากผลผลิตเกษตรด้านอาหารมาตลอดแม้กระทั่งอาหารไทย ก็ได้สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศมานานแล้ว

    แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ใน 2 ปีที่ผ่านมาสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สนใจร่วมพัฒนาไบโอเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาพแก่ผู้สูงอายุกับซีพี เป็นบริษัทแรกของโลกที่อยู่นอกเหนือกลุ่มยาที่เป็นโครงการงานวิจัยพัฒนาหลักของฮาร์วาร์ด

    และในเร็วๆ นี้ อาหารสุขภาพที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดร่วมพัฒนากับซีพี จะตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยของประเทศ เพื่อให้ผู้สูงวัยมีโอกาสใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับสุขภาพที่ดีขึ้นและมีอายุยืนยาวกว่าที่ผ่านมา

    โลกในยุค 4.0 นี้  ผลผลิตด้านอุตสาหกรรมทุกสาขาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีชั้นสูง โดยภายใต้สังคมยุคข้อมูลข่าวสารที่ดีและเร็วขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยี  จำเป็นต้องก้าวไปด้วยกันเพื่อเป็นอาวุธในการแข่งขันกับโลกภายนอก

    เพราะฉะนั้น บทสรุปบนเส้นทางสู่ความสำเร็จของธนินท์ คือ “เก่งแล้วไม่ขยัน จะไม่มีวันเก่งจริง” เพราะการทำงานหรือประสบการณ์นั้น หาไม่ได้จากห้องเรียน ต่อให้มีความรู้ความจำเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อไม่ลงมือปฏิบัติ ไม่สั่งสมประสบการณ์ ก็ไม่สามารถคว้าความสำเร็จได้ ผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกไม่ว่าจะเป็น บิล เกตต์ หรือ   แจ๊ค หม่า ล้วนประสบความสำเร็จจากประสบการณ์และการปฏิบัติจริงทั้งสิ้น
 
 ........................................................
 
 
Follow Us
 

เจ้าสัวซีพียังแชมป์ เศรษฐีไทย! เจริญ-เซ็นทรัล อันดับ 2 และ 3

“ฟอร์บส์” จัด 50 อันดับเศรษฐีไทย ประจำปี 2559 “เจียรวนนท์” ยังรั้งอันดับ 1 อู้ฟู่สุดด้วยทรัพย์สินกว่า 6.6 แสนล้านบาท ตามด้วย “เจ้าสัวเจริญ” แห่งไทยเบฟฯ มีทรัพย์สินรวม 4.9 แสนล้านบาท “จิราธิวัฒน์” รั้งที่ 3 มีทรัพย์สินรวม 4.6 แสนล้านบาท ขณะที่ “ทักษิณ” ก็ติดโผ อยู่อันดับ 10 มีทรัพย์สินรวม 5.9 หมื่นล้านบาท

นิตยสารด้านเศรษฐกิจ “ฟอร์บส์” แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายชื่อ 50 อันดับมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุดของประเทศไทยประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ปรากฏว่า อันดับ 1 คือ ครอบครัวเจียรวนนท์แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ถือครองทรัพย์สินรวม 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 666,000 ล้านบาท ครองอันดับ 1 ติดต่อกันจากปีที่แล้ว

อันดับ 2 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี วัย 72 ปี ประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของบริษัทเบียร์ช้างและบริษัทในเครือ ถือครองทรัพย์สินรวม 13,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 493,200 ล้านบาท อันดับ 3 ตระกูลจิราธิวัฒน์ ธุรกิจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ถือครองทรัพย์สินรวม 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 468,000 ล้านบาท

อันดับ 4 นายเฉลิม อยู่วิทยา วัย 65 ปี เจ้าของกลุ่มบริษัทกระทิงแดง ทรัพย์สินรวม 9,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 349,200 ล้านบาท อันดับ 5 นายวานิช ไชยวรรณ เจ้าของบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ทรัพย์สินรวม 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 144,000 ล้านบาท อันดับ 6 นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานกรรมการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ทรัพย์สินรวม 3,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 118,800 ล้านบาท อันดับ 7 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด ทรัพย์สินรวม 3,250 ล้านดอลลาร์ หรือราว 117,000 ล้านบาท

อันดับ 8 นพ.ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด ทรัพย์สินรวม 3,200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 115,200 ล้านบาท อันดับ 9 นายสันติ ภิรมย์ภักดี แห่งบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด เจ้าของบริษัทเบียร์สิงห์และบริษัทในเครือ ถือครองทรัพย์สินรวม 2,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 86,400 ล้านบาท และอันดับ 10 นายทักษิณ ชินวัตร วัย 66 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีและนักลงทุน ถือครองทรัพย์สิน 1,650 ล้านบาท หรือราว 59,400 ล้านบาท

ส่วนอันดับ 11 นายวิลเลียม ไฮเนกกี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทในเครือไมเนอร์ อินเตอร์แนชนัล ธุรกิจร้านเบอร์เกอร์คิง ซิซซ์เลอร์ แดรี่ ควีน ฯลฯ ทรัพย์สินรวม 1,620 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 58,320 ล้านบาท อันดับ 12 นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการบริษัท เคเบิ้ลไทยโฮลดิ้ง จำกัด ทรัพย์สินรวม 1,600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 57,600 ล้านบาท อันดับ 13 นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานบริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ทรัพย์สินรวม 1,450 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 52,200 ล้านบาท อันดับ 14 นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ทรัพย์สินรวม 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 50,400 ล้านบาท อันดับ 15 นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทอินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด ทรัพย์สินรวม 1,360 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 48,960 ล้านบาท

อันดับ 16 นายชาตรี โสภณพนิช เจ้าของกิจการธนาคารกรุงเทพ ถือครองทรัพย์สิน 1,350 ล้านดอลลาร์ หรือราว 48,600 ล้านบาท อันดับ 17 นายฤทธิ์ ธีระโกเมน เจ้าของธุรกิจเอ็มเค เรสตัวรองต์ กรุ๊ปส์ ถือครองทรัพย์สิน 1,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 46,800 ล้านบาท อันดับ 18 นายประยุทธ มหากิจศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทพีเอ็มส์ กรุ๊ป ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มควอลิตี้ คอฟฟี โปรดักส์ หรือเนสกาแฟ พร้อมครอบครัว ทรัพย์สินรวม 1,150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 41,400 ล้านบาท อันดับ 19 นายแฮรัลด์ ลิงค์ วัย 61 ปี เจ้าของธุรกิจหลากหลาย ถือครองทรัพย์สิน 1,100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 39,600 ล้านบาท อันดับ 20 นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ทรัพย์สินรวม 1,090 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 39,240 ล้านบาท

อันดับ 21 คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ประธานกรรมการบริษัท วัชรพล จำกัด เจ้าของกิจการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถือครองทรัพย์สินรวม 1,040 ล้านดอลลาร์ หรือราว 37,440 ล้านบาท อันดับ 22 บัณฑูร ล่ำซำ เจ้าของธุรกิจประกันภัย ถือครองทรัพย์สิน 1,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 36,720 ล้านบาท อันดับ 23 ครอบครัวโอสถานุเคราะห์ เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่ม ถือครองทรัพย์สิน 1,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 36,360 ล้านบาท อันดับ 24 นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของธุรกิจด้านพลังงาน ถือครองทรัพย์สิน 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท อันดับ 25 นายพรเทพ พรประภา ประธานกลุ่มสยามกลการ ทรัพย์สินรวม 935 ล้านดอลลาร์ หรือราว 33,660 ล้านบาท

อันดับ 26 นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานและกรรมการผู้จัดการบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ทรัพย์สินรวม 925 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 33,300 ล้านบาท อันดับ 27 นายวิชัย มาลีนนท์ ประธานกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ในเครือ พร้อมครอบครัว ทรัพย์สินรวม 875 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 31,500 ล้านบาท อันดับ 28 ตระกูลวิริยะบูรณ์ เจ้าของธุรกิจประกันภัย ถือครองทรัพย์สิน 850 ล้านดอลลาร์ หรือราว 30,600 ล้านบาท อันดับ 29 นายชูชาติ และดาวนภา ประทุมภัย เจ้าของธุรกิจการเงิน ถือครองทรัพย์สิน 845 ล้านดอลลาร์ หรือราว 30,420 ล้านบาท อันดับ 30 นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ อดีตกรรมการผู้จัดการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ทรัพย์สินรวม 725 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 26,100 ล้านบาท

ส่วนที่เหลืออีก 20 อันดับ อาทิ อันดับ 31 นายประวัติ วิทูรปกรณ์ เจ้าของบริษัทผู้ผลิตโพลิเมอร์ ถือครองทรัพย์สิน 715 ล้านดอลลาร์ หรือราว 25,740 ล้านบาท อันดับ 32 นายไกรสร จันศิริ ประธานบริษัทไทยยูเนียน โฟรเซน โปรดักส์ พร้อมครอบครัว ทรัพย์สินรวม 700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 25,200 ล้านบาท อันดับ 37 นางศุภลักษณ์ อัมพุช เจ้าของธุรกิจค้าปลีก ถือครองทรัพย์สิน 590 ล้านดอลลาร์ หรือราว 21,240 ล้านบาท อันดับ 38 นายบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้งบริษัทโทเทิล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ทรัพย์สินรวม 585 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21,060 ล้านบาท อันดับ 48 นายตัน ภาสกรนที เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่ม ถือครองทรัพย์สินราว 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 15,840 ล้านบาท และอันดับ 50 นายวิชา พูลวราลักษณ์ เจ้าของธุรกิจบันเทิง ถือครองทรัพย์สิน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 14,400 ล้านบาท

นิตยสารฟอร์บส์ยังระบุด้วยว่า แม้เศรษฐกิจไทยเฉลี่ยเติบโตเมื่อช่วงปี 2558 อยู่ที่ราว 2.8 เปอร์เซ็นต์ แต่หนี้สินประชาชนภาคครัวเรือนเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้น ขณะที่เหล่าเศรษฐีหลายคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นและขยายการลงทุนธุรกิจขึ้นอีกมากมาย

 ..........................................................................
 
 
News ไทย

BBC News บีบีซีไทย นาวิเกชัน

เจ้าสัวซีพีรวยเพิ่มอีกหนึ่งแสนล้านบาท กระทิงแดงโกยเพิ่ม 9.5 หมื่นล้านบาท

  • 1 มิถุนายน 2017
 
Image copyrightTORU YAMANAKA/AFP/GETTY IMAGESคำบรรยายภาพนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์

นิตยสารฟอร์บส์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการจัด 50 อันดับมหาเศรษฐีไทยโดยในปีนี้ ตระกูลเจียรวนนท์ ผู้ดำเนินธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงรั้งตำแหน่งอันดับหนึ่งมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าสินทรัพย์สูงที่สุด ด้วยมูลค่ากว่า 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7.32 แสนล้านบาท เพิ่มจากมูลค่าของปีที่แล้วกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวหนึ่งแสนล้านบาท

ส่วนมหาเศรษฐีที่สามารถเพิ่มความมั่งคั่งใหักับธุรกิจได้มากรองๆ ลงมา ที่น่าสนใจคือนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของกิจการเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง โดยมีสินทรัพย์ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 9.5 หมื่นล้านบาท จากปีที่แล้ว โดยสาเหตุมาจากราคาหุ้นของสินคัาคู่แข่งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น จึงทำให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของกระทิงแดงปรับตัวสูงขึ้นตาม

10 อันดับเศรษฐกิจที่มีสินทรัพย์สูงสุดของปี 2560

อันดับ รายชื่อ มูลค่าสินทรัพย์ (พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ธุรกิจหลัก

1 ตระกูลเจียรวนนท์ 21.5 ธุรกิจกิจอาหาร

2 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี 15.4 ธุรกิจเครื่องดื่มและอสังหาริมทรัพย์

3 ตระกูลจิราธิวัฒน์ 15.3 ธุรกิจค้าปลีก

4 นายเฉลิม อยู่วิทยา 12.5 ธุรกิจเครื่องดื่ม

5 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา 4.7 ธุรกิจสินค้าปลอดภาษี

6 นายกฤตย์ รัตนรักษ์ 3.9 ธุรกิจสื่อและอสังหาริมทรัพย์

7 นายวานิช ไชยวรรณ 3.8 ธุรกิจประกันชีวิตและเครื่องดื่ม

8 นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 2.6 ธุรกิจโรงพยาบาล

9 นายสันติ ภิรมย์ภักดี 2.3 ธุรกิจเครื่องดื่มเบียร์

10 นายอาลก โลเฮีย 1.75 ธุรกิจปิโตรเคมี

ที่มานิตยสารฟอร์บส์

แม้ว่านายเฉลิม มีมูลค่าจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอยากมาก แต่ยังคงอยู่ในอันดับที่ 4 ใน 50 มหาเศรษฐีไทย ตามการจัดอันดับของนิตยสารฉบับดังกล่าว

ที่ผ่านมาครอบครัวอยู่วิทยายังต้องเผชิญกับข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิตของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส หลานของนายเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่นายวรยุทธได้เลื่อนนัดพบอัยการคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง จนท้ายสุดก็หลบหนีออกไปต่างประเทศ ก่อนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีการออกหมายจับอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการจากข้อมูลของนิตยสารฟอร์บส์คือ แม้ว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยรวมจะลดลง แต่เมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์รวมของบรรดา 50 มหาเศรษฐีของไทยแล้ว จะพบว่ามีมูลค่าทั้งหมด 1.235 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 4.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากมูลค่ารวมของปีก่อน ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของมูลค่าหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย

"ทักษิณ" หลุด 10 อันดับแรก

นายทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจ และอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกปรับอันดับลงหนึ่งอันดับ จากอันดับ 10 ในปีที่แล้วมาเป็นอันดับ 11 ในปีนี้ โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับมหาเศรษฐีไทยที่มูลค่าสินทรัพย์ลดน้อยลงมากที่สุด คือ นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ซึ่งมูลค่าลดลงจากเดิมกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากธุรกิจโรงพยาบาล สายการบินทำกำไรได้น้อยลง

ขณะที่ทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยได้ต้อนรับมหาเศรษฐีหน้าใหม่ปีแรก ได้แก่ นายอิทธิพัฒน์ พีระเดชาพันธุ์ จากธุรกิจสาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อย มีสินทรัพย์ 610 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในรายชื่อ นอกจากนี้ยังมีนายวินัย เตียวสมบูรณ์กิจ จากธุรกิจอาหาร บริษัทไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป มีสินทรัพย์ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอีกคนคือ น.ส.ณัฐชไม ถนอมบุญเจริญ จากธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลัง คาราบาว กรุ๊ป ซึ่งสินทรัพย์ 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 ...............................................
 
31 มกราคม 2562
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน