*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4345
  • จำนวนผู้ชม : 1607564
  • จำนวนผู้โหวต : 467
  • ส่ง msg :
  • โหวต 467 คน
วันพุธ ที่ 18 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 394 , 18:14:53 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน พุธทรัพย์ , ลิงเขียว โหวตเรื่องนี้

link @: learning english with voa news: Wednesday, September 18, 2019

สวัสดีครับ

         ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณผู้ที่นำคลิปเพลงเพราะๆ เอามาอัพโหลดไว้ใน YouTube ครับ แล้วยิ่งนานวันก็ยิ่งมีคลิปเพลงเพราะ

ดารดาษ ทำให้ฉกฉวยได้ง่ายๆที่จะนำมาเผยแพร่ต่อในบล็อกนี้

         ในวงการดนตรีแต่ก่อนมา ก็มีเรื่องของฐานันดรเกี่ยวข้องอยู่ แล้ววงดนตรี หรือโขนละครก็ได้เป็นเครื่องเสริมบารมี ที่แข่งขันกัน

อยู่ในทีตามรั้ววังต่างๆ ซึ่งก็เป็นผลดีของศิลปวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ... ติดตามอ่านได้จากสารคดีวันนี้ครับ

         ค้นไปค้นมา เจอะเรื่อง "กำเนิดป่อเต็กตึ๊ง คณะเก็บศพฯที่ร.6พระราชทานทุนฯ" อดใจไม่ได้ ก็เลยเก็บเอามาอีกเรื่องหนึ่งครับ เพิ่งทราบ

เหมือนกันว่ามูลนิธินี้ถือกำเนิดตั้งแต่สมัย ร. 6 ครับ

 

 

หลานสาวของผมเอง ... มีวาสนาไปเที่ยวถึงเกาหลีกับเขาด้วย ... 

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

พิไรรำพัน สุเทพ วงศ์กำแหง https://youtu.be/Zwp4xsvGUzE

วอนเทวา สุเทพ วงศ์คำแหง https://youtu.be/f1ySVLGX1VE

 

คุณช่อก็สวยนะ ...

...........................................

มิกซ์ - พิไรรำพัน สุเทพ วงศ์กำแหง

YouTube

3:05กำลังเล่น

พิไรรำพัน สุเทพ วงศ์กำแหง

bang10baht
 
4:19กำลังเล่น

4 โพดำ SUPERSHOW | เสน่หา : สุเทพ วงศ์กำแหง Feat.กัน | 27 มี.ค.59 | ช่อง one

one31
3:18กำลังเล่น

ฝากฟ้าสั่งดิน สุเทพ

Apirak TamZ
2:53กำลังเล่น

ปรารถนา สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:20กำลังเล่น

แม้เงาพี่ยังเสน่หา สุเทพ

สารนาถ พรหมแก้วกุล
3:57กำลังเล่น

แก้วใจ สุเทพ วงศ์กำแหง

bang10baht
3:33กำลังเล่น

พะเนียงรัก สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:52กำลังเล่น

พี่รักเธอคนเดียว - สุเทพ วงศ์กำแหง

amuggle15
3:01กำลังเล่น

ชมละเวง ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา

wivat pipat
3:00กำลังเล่น

เอื้องดิน สุเทพ

wasant prapeso
3:19กำลังเล่น

เพ้อ - สุเทพ วงศ์กำแหง

baby lee
3:14กำลังเล่น

น้อยไจยา สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:14กำลังเล่น

รักแท้ สุเทพ วงศ์กำแหง ( ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
2:55กำลังเล่น

คำมั่นสัญญา ชรินทร์ นันทนาคร

wivat pipat
2:55กำลังเล่น

ดอกแก้ว - คุณ สุเทพ วงศ์กำแหง(-.^:✿)*✿

LoveSongs LiveForever
3:20กำลังเล่น

คืนนี้พี่คอยเจ้า สุเทพ (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:08กำลังเล่น

คำคน สุเทพ วงศ์กำแหง

Aphirakchuchai78
3:33กำลังเล่น

สุดที่รัก สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:41กำลังเล่น

หลังภาพ สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:18กำลังเล่น

จอมใจเวียงฟ้า สุเทพ

Apirak TamZ
3:11กำลังเล่น

รักครั้งแรก สุเทพ วงศ์กำแหง ( ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:04กำลังเล่น

เผลอใจ สุเทพ.mpg โดย prapeso

Apirak TamZ
3:25กำลังเล่น

กลิ่นรักโลมใจ สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
 

"เจอะคุณเข้าอีกแล้ว" / สุเทพ

Jumb Jbl
 

ฟ้ารำลึก สุเทพ วงศ์กำแหง

Aphirakchuchai78

 

 
 
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ.2562
 
 “ฐานันดร” ของดนตรีไทย “ชนชั้น”ในงานศิลป์ อิทธิพลจากมนุษย์สร้าง
Facebook
Twitter
Google+
LINE
วงมโหรี วงดนตรี "ผู้ดี" สุภาพนุ่มนวลทั้งผู้บรรเลง และลีลาของเพลง
เผยแพร่ วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ.2562

บทความนี้คัดย่อจาก “ฐานันดรของดนตรีไทย”  ซึ่งเป็นบทความหนึ่งในหนังสือประชุมบทความทางวิชาการดนตรี ที่อาจารย์ สงัด ภูเขาทอง เคยเขียนไว้ในวาระต่างๆ รวบรวมพิมพ์ขึ้นในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของอาจารย์สงัด เมื่อปี 2534 โดยมีการจัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำ เพื่อสะดวกในการอ่าน

ก่อนอื่นใคร่ขอชี้แจงเกี่ยวกับความเป็นมาของ “ฐานันดร” เอาไว้ก่อนแต่จะไม่ขอวินิจฉัยถึงคุณ หรือโทษของความมี “ฐานันดร” เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึก

ที่จริงคําว่า ฐาน หรือ ฐานะ หมายถึงที่ตั้งหรือตําแหน่ง เมื่อประสมกับคําว่า อันตร ที่แปลว่า ระหว่าง ก็ใช้ในความหมายของภาษาไทยว่า ความแตกต่างในทางบรรดาศักดิ์ คํามีความหมายค่อนข้างสูง ไม่ได้ใช้ในความหมายที่ว่า ระหว่างที่ตั้ง หรือ ระหว่างตําแหน่ง

อันความแตกต่างของฐานันดรเป็นเรื่องของความรู้สึกทางใจของคนที่รู้จักนําเอาสิ่งต่างๆ มา เปรียบเทียบกันในด้านคุณค่า อาจเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นของอย่างเดียวกันหรือคนละอย่างก็ได้ เช่น การวัดค่าระหว่างบุคคล ด้วยกัน เช่นการวัดความเป็นผู้ดี นิยมวัดกันด้วย “สาแหรก“ สาแหรกเป็นที่รองกระจาดมัดด้วยหวาย ทําเป็น 4 สาย หรือ 4 มุมรวม 2 ข้างเป็น 8 สาย หรือ 8 สาแหรก

คํานี้ได้นํามาใช้ในเชิงประชด เช่น “แม่ผู้ดี 8 สาแหรก” แสดงว่า เป็นผู้ดีครบ หากใครถูกประณามว่า เป็นผู้ดี 3 สาแหรก หรือ 5 สาแหรกก็มิใช่ผู้ดีที่แท้จริง นอกจากนี้ มนุษย์ยังถูกแบ่งเป็น ทาส บ่าว ไพร่ นาย ผู้หญิง ผู้ชาย เผ่าชน ต่างๆ แล้วขยายตัวออกไปสู่สิ่งอื่น เช่น เครื่องอุปโภค บริโภค ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงระบบการปกครอง รู้สึกว่าแต่ละอย่างย่อมมีฐานันดรทั้งสิ้น หรือเรียกอย่างภาษาปัจจุบันว่า “ชนชั้น”

การกําหนดฐานันดรหรือชนชั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนหรือสิ่งอื่นใดก็ตาม มีอยู่ 2 วิธีคือ 1. กําหนดโดยสายตรง คือกําหนดลงไปว่า สิ่งนั้นๆ มีค่าสูงต่ำมากน้อยเพียงใด  2. กําหนดโดยสายสืบ คือต้องอาศัยสิ่งอื่นที่ตนเกาะอยู่เป็นเครื่องกําหนด เช่น คําพูด คําพูด อย่างเดียวกัน หากคนชั้นต่ำใช้จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคนชั้นสูงใช้จะมีความรู้สึกเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือค่าของคําไม่เท่ากัน

เท่าที่กล่าวมาเสียยืดยาว ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ฐานันดรหรือชนชั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลต่อความรู้สึก ต่อความคิดของคนอย่างไร และมีผลสะท้อนต่อดนตรีไทยอย่างไร

ดนตรีไทยก็มีลักษณะอย่างดนตรีของชาวตะวันออกทั่วไปคือการนําเอาความเชื่อทางไสยศาสตร์อิทธิปาฏิหาริย์ของภูติผีเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งภูติผีเทวดาเหล่านั้นก็มีฐานะบรรดาศักดิ์สูงต่ำไม่เท่ากัน มีอิทธิฤทธิ์หน้าที่แตกต่างกันตามแต่ที่มนุษย์ได้ตกลงเอาไว้ก่อน แล้วก็เก็บเอามาเป็นความเชื่อดูประหนึ่งว่า ไร้เหตุผล แต่ก็มีผลทางจิตใจหรือทางจิตวิทยาและยังคงรักษาเป็นจารีตประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งบางอย่างก็ยังมีคุณค่า แต่บางอย่างนอกจากจะไม่มีคุณค่าแล้วยังถ่วงความเจริญทางดนตรีไทยก็ยังมี

ความเชื่อต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ มีผลกระทบต่อฐานะทางดนตรีไทยทั้งทางด้านวงดนตรี เครื่อง ดนตรี บทเพลงร้องและทํานองบรรเลง ซึ่งจะได้แยกกล่าวดังต่อไปนี้

1.ในทางด้านวงดนตรี วงดนตรีไทยมีการประสมวงมากมายหลายแบบก็จริงอยู่ แต่ถ้าพิจารณา ไปตามฐานันดรของวงจะมีระดับต่างๆ ดังนี้

1.1 ระดับชั้นสูงสุดหรือระดับราชา ได้แก่ วงขับไม้ ปัจจุบันเรามีโอกาสได้ฟังได้เห็นยาก อย่างยิ่ง นอกจากจะมีการ “แสดง” เป็นครั้งคราวเท่านั้นเพราะถือว่าเป็นของสูง ความสําคัญของวงที่กล่าวมานี้เป็นอย่างไร จะขอยกตัวอย่างข้อเขียนของ พระปฏิเวทย์วิศิษฎ์ (สาย เลขยานนท์) ในนิตยสาร ศิลปากรรายสองเดือน เล่มที่ 2 ปีที่ 6 พ.ศ. 2505 ดังนี้

วงขับไม้ ที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญ

“บางทีจะมีบางท่านใคร่จะทราบว่า “ช้าลูกหลวง” สําหรับเจ้าฟ้านั้นมีพิธีรีตองอย่างไร ผู้เขียนจึงขอเขียนเพิ่มเติมลงไว้เสียด้วย คือมีความในพระราชนิพนธ์ “ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม” นั้นว่า “อนึ่ง เมื่อเวลาประสูติเจ้าฟ้านั้นครบเดือนเข้าแล้ว พราหมณ์จะยกขึ้นอู่ ต้องว่าคาถาสรรเสริญ ไกรลาศเหมือนหนึ่งเอาหงส์ขึ้นบนเปล แล้วกล่อมด้วยคาถาของพราหมณ์

และมีเครื่องมโหรีอย่างหนึ่ง เฉพาะทําได้แต่การหลวงและการของเจ้าฟ้า คือ มีซอคันหนึ่ง (ซอสามสาย) มีบัณเฑาะว์ 2 อัน มี คนขับคนหนึ่ง เรียกว่าขับไม้ ตั้งแต่ขึ้นพระอู่แล้ว มีข้าหลวงสําหรับร้องเพลงเห่ในเวลาประทมเรียกว่า “ช้าลูกหลวง” ทํานองและถ้อยคําไม่เหมือนกันกับที่ เห่เจ้านายตามธรรมเนียม เป็นคําสูงๆ เป็นต้นว่า อย่างเช่น พระเสด็จมาผ่านพิภพปกป้องพระวงศานุวงศ์และราษฎร ดังนี้”

วง “ขับไม้” นอกจากจะใช้ในพระราชพิธีช้าลูกหลวงแล้ว ยังนําไปใช้ในพระราชพิธีสําคัญอย่างอื่น อีกเช่น พิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตร สมโภชพระยาช้างเผือก หรือพิธีแห่คเชนทรัศวสนาน เป็นต้น

1.2 วงดนตรีระดับเจ้านายหรือขุนนาง ได้แก่ วงมโหรี แม้วงมโหรีดังที่เราเรียกกันอยู่ในปัจจุบัน จะกลายรูปมาจากเดิมอยู่มากแล้วก็ตาม แต่ยังคงรักษาประเพณีของความเป็น “ผู้ดี” เอาไว้ คือการรักษา ความสุภาพ นิ่มนวล ทั้งในด้านผู้บรรเลง และลีลาของเพลง ทํานองเพลงที่นํามาบรรเลงคํานึงถึงความ ไพเราะเยือกเย็นเป็นสําคัญ สมกับที่เป็นวงได้ก่อกําเนิดมาจากชาวรั้วชาววัง ผู้บรรเลงดั้งเดิมก็เป็นผู้อยู่ในรั้วในวังมาก่อนทั้งสิ้นหรือไม่ก็เป็นเหล่าขุนนาง ที่ถูกอบรมในกิริยามรรยาทสมกับเป็นผู้ดีมีตระกูลที่ส่งผลสะท้อนออกมาในศิลปะของดนตรี

1.3 วงดนตรีระดับชาวบ้าน ได้แก่ วงปี่พาทย์ เดิมทีเดียววงปี่พาทย์ใช้สําหรับประโคมเท่านั้น มิใช่ใช้เพื่อการขับกล่อมให้ไพเราะอย่างวงมโหรี ปัจจุบันแม้มีการปรับปรุงลักษณะของวงให้เหมาะต่อการใช้ต่าง ๆ เช่นประกอบการแสดงโขน ละครหรือการบรรเลงทั่วๆ ไปแต่ก็ยังแสดงออกถึงลักษณะของความเป็นพื้นบ้านอยู่ ทั้งส่วนที่เป็นนักดนตรี เครื่องดนตรี ลีลาของเพลงและวิธีการบรรเลง

คือเน้นในด้านความสนุกสนานที่ค่อนข้างโลดโผนมากกว่าความไพเราะ ให้ความอิสระแก่นักดนตรีจนบางครั้ง ดูประหนึ่งว่าขาดระเบียบ ทั้งนี้เป็นวิสัยของชาวบ้านที่ถือเอาความสนุกสนานเป็นสําคัญ ความงามมาทีหลัง น้อยนักที่จะพบเห็นบุคคลชั้นสูงระดับเจ้านาย บรรเลงดนตรีตามแบบฉบับของปี่พาทย์ บรรดานักดนตรี ทั้งหลายที่เคยสังกัดหรือประจําอยู่ในวงปี่พาทย์ของเจ้านายในอดีต ล้วนแต่มาจากชาวบ้านแทบทั้งสิ้น หากเป็นเจ้านายก็มีแต่เป็นผู้ผลิตผลงานทางดนตรี เช่นเพลงต่างๆ หรือการปรับปรุงวงดนตรีเท่านั้น

1.4 วงดนตรีระดับศพหรือผี ได้แก่ วงปี่พาทย์นางหงส์ ที่จริงวงปี่พาทย์นางหงส์ก็คือวงปี่พาทย์ไทยธรรมดานี่เอง แต่ตามคติของนักดนตรีไทยถือว่า เครื่องดนตรีไทยทั้งหลายเป็นของสูงและเป็นมง อันเรื่องที่เกี่ยวกับความตายหรืองานศพนั้น ถือกันว่า ไม่เป็นมงคล ไม่ควรเอาสิ่งที่เป็นมงคลไปเกี่ยวข้องด้วย จะทําให้สิ่งของเหล่านั้นมัวหมองไปด้วย แต่เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้หรือต้องทําก็ดัดแปลงเสียบ้าง ชาวบ้านเรียกว่า “เอาเคล็ด” หรือ “ถือเคล็ด” เป็นการเลี่ยง ให้สิ่งเหล่านั้นพ้นมลทินเช่นเดียวกับคบเพื่อนที่กล่าวไว้ในมงคลสูตร

วิธีเลี่ยง ก็คือเอาเครื่องดนตรีที่เราถือว่าเป็นของสูงเช่น ตะโพน เปลี่ยน เป็นกลองมลายูแทน เปลี่ยนปี่ในเป็นปี่ชวาแทน ชื่อวงก็เรียกให้แปลกออกไป เพราะสิ่งที่เอามาแล้วนแต่เป็นของชาติอื่นเขา คล้ายกับว่าเอามารับเคราะห์แทน เครื่องดนตรีอื่นๆ ที่ไม่ถือว่าสําคัญนักก็คงเอาไว้ดังเดิม ฉะนั้นวงดนตรีประเภทนี้ จะใช้ในงานอื่นไม่ได้นอกจากงานที่เกี่ยวกับความตายเท่า เว้นไว้แต่ไม่รู้มาก่อน

2.ในทางด้านเครื่องดนตรี เราได้แบ่งระดับชั้นและความสําคัญเอาไว้มาก แม้แต่การจัดวาง ของวงก็ต้องเป็นไปตามฐานันดรของความสําคัญ เครื่องดนตรีที่เรายกย่องว่าสูงสุด คงได้แก่ ตะโพน นักดนตรีจัดให้ตะโพนมีศักดิ์เทียบเท่ากับเทพเจ้าพระองค์หนึ่ง คือพระประคนธรรพ การที่ถือว่าตะโพน สําคัญนั้นมิได้มาทางสายของนักดนตรี แต่มาทางสายของการฟ้อนรํา เพราะผู้รำนิยมฟังเสียงกลองซึ่งมักใช้ตะโพนเป็นหลัก ตะโพนจึงเท่ากับเป็นครูฝึกคนหนึ่ง ฝ่ายดนตรีจึงพลอยตามไปด้วย ความสําคัญของตะโพน เป็นเช่นไรจะเห็นได้จากเมื่อมีพิธีครอบหรือไหว้ครูดนตรีไทยหรือนาฏศิลป์ ตะโพนจะต้องได้รับเครื่องเซ่นบวงสรวงสํารับหนึ่งเท่าเทียมกับเทพเจ้าอื่นๆ ในขณะที่เครื่องดนตรีอื่นไม่มี

ในพิธีครอบหรือ ไหว้ครูดนตรีไทยหรือนาฏศิลป์ ตะโพนเท่านั้นจะได้รับเครื่องเซ่นบวงสรวงสำรับหนึ่ง

เครื่องดนตรีบางอย่าง เช่นกลองแขกและกลองมลายู ที่ชื่อก็บอกว่าเป็นกลองของชาวต่างๆ สมเด็จฯกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงชี้แจงว่าที่จริงกลองทั้ง 2 อย่างนี้เดิมเป็นกลองอย่างเดียา แต่เรามาแบ่งหน้าที่การใช้แตกต่างกัน กําหนดรูปลักษณะให้ต่างกัน เรียกชื่อเป็น 2 อย่างคือ ที่เรีย “กลองแขก” ทํารูปร่างเพรียว เร่งเสียงด้วยหวาย ใช้ในงานมงคลทั่วไป ส่วน “กลองมลายู” มีรูปร่างป้อมๆ เร่งเสียงด้วยหนัง ใช้เฉพาะในงานศพเท่านั้น จะนํามาใช้ในงานมงคลไม่ได้ จึงกลายเป็นกรรมของเครื่องดนตรีไป ปัจจุบันเห็นใช้ปนๆ กันอยู่ อาจเป็นเพราะหาหวายยากกระมัง

ในการจัดวางเครื่องดนตรีในวงก็เช่นกัน คือให้เครื่องดนตรีที่เป็นพระเอกหรือตัวนําของวงเช่น ตะโพน ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ ซอด้วง อยู่ด้านขวาของผู้บรรเลง ส่วนซออู ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก กลองทัด วางไว้ทางด้านซ้าย ในทํานองเดียวกับการจัดรูป

3.ในทางด้านของเพลงขับร้องและเพลงบรรเลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับชื่อและเนื้อร้องในบทเพลงนั้นๆ ด้วยจึงดูประหนึ่งว่า ชื่อและเนื้อร้องของเพลงมีความสําคัญยิ่งกว่าทํานองลีลาของเพลง ชื่อและคําร้องของเพลง นอกจากจะบอกความหมายของเพลงแล้ว ยังบอกความรู้สึกดีชั่ว ความเป็นมงคล หรือไม่เป็นมงคลอีก เช่นเพลงที่ใช้สําหรับบรรเลงในงานศพได้แก่ เพลงประจําวัด ประจําบ้าน นางหงส์ เป็นต้น ไม่นิยมใช้ ในงานอื่นนอกจากเป็นการแสดง หรือเพลงที่ห้ามบรรเลงในงานมงคล เช่น งานแต่งงาน เป็นต้น ได้แก่ เพลงนางครวญ แขกลพบุรี เป็นต้น

อย่างเพลงนางครวญ เป็นเพราะชื่อมีความหมายในทางเศร้า แต่เนื้อร้องหาได้เศร้าไม่ ส่วนเพลงแขกลพบุรี ชื่อเพลงมิได้บอกความหมายอะไร แต่เนื้อร้องกล่าวถึงการจากกัน กลายเป็นเพลงต้องห้ามไป ส่วนเพลงที่มีชื่อเป็นมงคล เช่นเพลงมหาฤกษ์ มหาชัย ดอกไม้ไทร ดอกไม้ไพร เทวาประสิทธิ์ เหล่านี้ ออกจะกลายเป็นเพลงชั้นสูงและสําคัญ ทั้งๆ ที่ทํานองเพลงก็ไม่แตกต่างอะไรกับเพลงธรรมดา

ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงเพลงหน้าพาทย์ต่างๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างในฐานะของเพลงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพลงหน้าพาทย์เป็นเพลงที่นักดนตรีได้กําหนดให้เป็นเพลงประกอบกิริยาของบุคคลต่างๆ ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ทั้งยังเป็นเพลงประจําฐานะด้วย ที่ไม่มีตัวตนก็ได้แก่ เทพเจ้าต่างๆ เป็นต้น ซึ่งบรรดาเทพเจ้าเหล่านั้น ก็มีชั้นวรรณะไม่เท่ากัน ทําให้เพลงประจําตัวพลอยมีฐานะแตกต่างกันด้วย

ดังที่เรียกกันใน ภาษานักดนตรีไทยว่า เพลงหน้าพาทย์ธรรมดา เพลงหน้าพาทย์ชั้นกลาง เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง เช่นเพลง เชิด โอด เสมอ เป็นชั้นธรรมดา เพลงเสมอบาทสกุณี ตระนิมิต ตระนอน เป็นชั้นกลาง เพลงองค์พระพิราพดําเนินพราหมณ์ เป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการที่เกิดขึ้นเป็นชั้นธรรมดา ชั้นกลาง หรือชั้นสูง ก็เพราะเพลงนั้นเข้าไปเกาะติดอยู่กับตัวบุคคลที่สมมติว่าสูงต่ําแค่ไหน อันลีลาทํานองของเพลงหาได้ แตกต่างกันเท่าไรไม่ นอกจากบางเพลงที่สร้างทํานองให้แปลกออกไปตามที่เห็นว่าสําคัญจนรู้สึกว่าเป็น เพลงค่อนข้างยาก อย่างเพลงองค์พระพิราพ เป็นต้น

เท่าที่ได้กล่าวมา ถึงเรื่องฐานันดรของดนตรีไทย ก็เพื่อเป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งว่า การศึกษาดนตรีไทยมิใช่จะคิดเพ่งมองไปในคุณค่าทางศิลปะฝ่ายเดียว ที่จริงงานศิลปะต่างๆ เป็นงานที่เกิดจากบุคคลในสังคมเป็นผู้สร้างขึ้น อิทธิพลทางสังคมก็จัดเป็นสิ่งสําคัญอย่างหนึ่ง ที่ทําให้เกิดความผันแปรทางความคิด แล้วมีผลมาถึงงานศิลปะ อย่างเช่นดนตรีไทย เราอาจนําเอาดนตรีไทยมาศึกษาในแง่ สังคมวิทยาหรือทางด้านมนุษยวิทยาก็ย่อมได้ สุดแต่จะมองไปในด้านใด


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ :  17 กันยายน 2562

 

 
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ.2562
 

กำเนิดป่อเต็กตึ๊ง คณะเก็บศพฯที่ร.6พระราชทานทุน สู่แรงบันดาลใจของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

Facebook
Twitter
Google+
LINE
เสด็จพระราชดำเนินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว เมื่อมิถุนายน พ.ศ. 2489 (ภาพจาก "ป่อเต็กตึ๊ง" บนเส้นทางประวัติศาสตร์สังคมไทย")
เผยแพร่ วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ.2562

“สาธารณกุศล” ในสังคมสมัยใหม่ช่วยเหลือและสร้างสิ่งดีๆ ต่อสมาชิกในชุมชนได้มากมาย บนเส้นทางของกลุ่มคนที่รวมตัวกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ในประวัติศาสตร์ไทยมีบันทึกเกี่ยวกับกลุ่มป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิซึ่งดำเนินงานสาธารณกุศลบนแผ่นดินไทยปรากฏอยู่ด้วย ไม่เพียงแต่ประโยชน์ต่อส่วนร่วม แต่อย่างน้อยเสี้ยวหนึ่งของกิจกรรมนี้สร้างแรงบันดาลใจสู่คนในสังคมและต่อยอดกลายมาเป็นกำลังในการสานต่อเจตนารมณ์แห่งสาธารณกุศล

ก่อนที่จะเอ่ยถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คงต้องกล่าวก่อนว่าปัจจุบันมีมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านสาธารณกุศลมากมาย กลุ่มที่ทำกิจกรรมโดยเพื่อ “การกุศล” อย่างแท้จริงล้วนส่งผลดีต่อเพื่อนร่วมชุมชน ในที่นี้มุ่งเป้าไปที่การก่อตัวของกลุ่มมูลนิธิที่ปรากฏในเอกสารราชการไทยและมีความเป็นมายาวนานอย่างมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อันเป็นกลุ่มที่ส่งอิทธิพลต่อสังคมโดยรวม ไม่เพียงแค่เชิงผลจากกิจกรรม แต่ยังส่งผลต่อเชิงแนวคิด ดังเช่นคำบอกเล่าของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นักแสดงและคนเบื้องหลังที่คลุกคลีในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนานเคยเอ่ยถึง

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เป็นคนในวงการบันเทิงอีกรายที่มักทำกิจกรรมด้านการกุศล การให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการเข้าร่วมกิจกรรม บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เล่าว่า ประสบการณ์ในวัยเด็กซึ่งมักพักอยู่ใกล้โรงเจในบ้านเกิด และพบเห็นกิจกรรมเก็บศพไร้ญาติประจำปี อีกทั้งยังพบเห็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง (บางแห่งอ้างอิงว่า บิณฑ์ เอ่ยถึงมูลนิธิร่วมกตัญญูด้วย) ซึ่งทำกิจกรรมแจกอุปกรณ์ด้านการศึกษาแก่เด็กในจังหวัดต่างๆ บิณฑ์ เล่าว่า เคยได้รับของแจกในโรงเรียนด้วย ภาพจำและสิ่งที่สัมผัสในวัยเด็กมีผลต่อการตัดสินใจทำกิจกรรมช่วยเหลือคนอื่นในปัจจุบัน (Sanook, 2559 และ The People, 2562)

สำหรับมูลนิธิด้านสาธารณกุศลในไทยที่มีความเป็นมายาวนานอย่างมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต้องย้อนกลับไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ซึ่งติดต่อด้านการค้ามาอย่างยาวนาน

ความสัมพันธ์ไทย-จีน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านการค้าแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้น ผู้สืบค้นทางประวัติศาสตร์เชื่อว่า บ้านเมืองในสุวรรณภูมิติดต่อกับฮั่นไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ส่วนหลักฐานด้านการค้าแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมพบว่ามีการค้าขายแลกเปลี่ยนในสมัยสุโขทัย ตรงกับปลายราชวงศ์ซ่ง (ประมาณพ.ศ. 1503-1822) พบการมาของคณะทูตจีนเมื่อ พ.ศ. 1825 (สกินเนอร์, 2548) และสัมพันธ์สืบเนื่องต่อมาถึงราชวงศ์หยวน (พ.ศ. 1822-1911) (กรรณิการ์ ตันประเสริฐ, แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย และคณะ, 2545)

อ่านเพิ่มเติม : ชาวจีนในไทยมาจากไหน เปิดประวัติการอพยพยุคแรกเริ่ม ถึงการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม

นับตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มปรากฏชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแถบนี้เรื่อยมา หลักฐานปรากฏชัดตั้งแต่สมัยอยุธยา กระทั่งถึงต้นรัตนโกสินทร์ ในบรรดาพ่อค้าชาวจีนที่มาตั้งรกรากนี้มี “พ่อค้าจีนธรรมรายหนึ่ง” เชิญรูปเคารพ “ไต้ฮงกง” มายังสยาม แล้วจึงเริ่มมีกิจกรรมเก็บศพไร้ญาติ นั่นจึงเป็นการเริ่มต้นของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งซึ่งก่อตั้งโดยชาวจีนในสมัยรัชกาลที่ 5

ความเชื่อเรื่องความตายสู่สุสานสาธารณะ

แม้ว่าชาวจีนส่วนหนึ่งจะประสบความสำเร็จสามารถยกระดับสถานะของตัวเองมาเป็นชนชั้นแนวหน้าได้ แต่บางส่วนก็ไม่สำเร็จดังหมายต้องเดินทางกลับจีน หรือบางรายที่ไม่มีโอกาสก่อร่างสร้างตัว บางคนจบชีวิตโดยไร้ญาติขาดมิตร ชาวจีนเชื่อกันว่า การตายโดยไม่มีหลุมฝังศพจะทำให้จิตวิญญาณไม่เป็นสุข ประกอบกับชาวจีนไม่นิยมเผาศพ เพราะถือว่าร่างกายเป็นของที่บรรพบุรุษให้มา ต้องรักษาให้ดีที่สุด จึงเกิดสุสานสาธารณะที่เรียกว่า “หงี่ซัว” ที่เชิงเขา ถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายยามยากของชาวจีนอพยพ

หากไม่ลงเอยที่สุดท้าย สภาพร่างที่เป็นศพไร้ญาติอาจเคราะห์ไม่ดี ถูกทิ้งไว้ 2-3 วัน ดังบันทึกของขุนวิจิตรมาตรา (กาญจนาคพันธุ์) ที่เขียนถึงสภาพบ้านเมืองสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ว่า

“…ข้างกำแพงวัดมหาธาตุมีต้นมะขามใหญ่มากต้นหนึ่ง มีคนนอนตายอยู่โคนต้นมะขามถึง 2-3 วัน จนขึ้นอืดไม่เห็นมีใครมาจัดการอย่างไร (คงจะเป็นคนขอทานหรืออย่างไรไม่ทราบ) ข้าพเจ้าออกไปดูทุกวันจนกระทั่งศพหายไป แสดงว่าพลตระเวณ หรือกรมสุขาภิบาลอะไรยังล้าหลังเหลือเกิน”

“หงี่ซัว” ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง พ.ศ. 2442-2443 โดยชาวจีนเรี่ยไรเงินซื้อที่นาแถบตำบลวัดดอน และตำบลทุ่งคอกกระบือ ทางด้านใต้ของชุมชนจีนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในอำเภอบ้านทวายเพื่อทำป่าช้า (ทั้งสองตำบลในสมัยใหม่อยู่ในอำเภอยานนาวา อันมีที่ตั้งสุสานจีนหลายแห่ง)

ในหนังสือ “ป่อเต็กตึ๊ง บนเส้นทางประวัติศาสตร์สังคมไทย” เล่ากระบวนการช่วยเหลือผู้ตายโดยไร้ญาติว่า การช่วยเหลือเป็นระบบมากขึ้นภายหลังพ่อค้าชาวจีน 12 คนร่วมตั้ง “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” เมื่อ พ.ศ. 2452 เก็บศพไร้ญาติโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ คณะเก็บศพฯนี้เองเป็นรากฐานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 90 ปี

ไต้ฮงกง

สำหรับประวัติของไต้ฮงกง ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุอำเภอเตี้ยเอี้ย (เฉาหยัง) เมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง แต่ก็ต้องยอมรับประวัติส่วนหนึ่งเป็นการบอกเล่ากันต่อมา ประวัติส่วนหนึ่งเล่าว่า ไต้ฮงกง เกิดในเมืองเวินโจว เมื่อ พ.ศ. 1582 เดิมชื่อหลิงเอ้อ เกิดในครอบครัวฐานะดี สอบได้เป็นบัณฑิตระดับจิ้นซื่อ เข้ารับราชการเป็นนายอำเภอเมื่ออายุ 54 ปี แต่ออกจากราชการเพราะเบื่อหน่ายการแก่งแย่งและสภาพผันแปรทางการเมือง และมาอุปสมบทเผยแพร่ธรรมะในมณฑลฮกเกี้ยนอย่างยาวนาน

ไต้ฮงกงปฏิบัติธรรมและยังจัดการเก็บศพผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน และตั้งศาลาทานรักษาโรค จัดหาอาหารและสิ่งของให้ผู้ยากไร้ ชักชวนชาวบ้านและศิษย์ให้ประกอบกุศล จนชาวจีนทางตะวันออกเฉียงใต้เลื่อมใสศรัทธาสืบต่อกันมา

ไต้ฮงกงในไทย

ความเลื่อมใสในไต้ฮงกงเข้ามาในไทยอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกเมื่อนายเบ๊ยุ่น พ่อค้าชาวจีนโพ้นทะเลจากฮั่วเพ้ง อัญเชิญรูปจำลองไต้ฮงกงมากรุงเทพฯ เมื่อพ.ศ. 2439 ในสมัยรัชกาลที่ 5 สันนิษฐานว่าอัญเชิญมาทางเรือกลไฟจากท่าเรือซัวเถา อันเป็นวิธีเดินทางของพ่อค้าส่วนใหญ่ นายเบ๊ยุ่น อัญเชิญไต้ฮงกงมาที่ร้านค้าของเขาชื่อร้านกระจกย่งชุ้นเชียงแถววัดเลียบ หลังจากนั้นก็เริ่มแผ่ขยายความเลื่อมใสมายังชาวจีนในกรุงเทพฯ

ช่วงเวลา 3-4 ปี (พ.ศ. 2442-2443) หลังจากการอัญเชิญพระพุทธรูปไต้ฮงกงมาบูชาในสยาม ชาวจีนเริ่มจัดซื้อที่นาที่ตำบลวัดดอนและวัดทุ่งคอกกระบือในอำเภอบ้านทวายเพื่อทำป่าช้าสาธารณะโดยมีการเรี่ยไรเงิน ปรากฏผู้บริจาค 710 ราย รวมทั้งหมด 74,199 บาท (สมัยนั้น 1 ตำลึงใช้เป็นค่าภาษีผูกปี้ทดแทนแรงงานได้ 3 ปี)

ช่วงเวลานั้นมีป่าช้าขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง แต่มีการฝังศพมากกว่าปีละ 800 ศพ กระทั่งในปีพ.ศ. 2452 พ่อค้าชาวจีน 12 คนรวมตัวกัน (ปรากฏนามบุคคลหรือยี่ห้อตามเอกสารในหอจดหมายเหตุด้วย) เรี่ยไรจัดตั้งคณะเก็บศพไม่มีญาติทำสาธารณประโยชน์ในชื่อกลุ่ม “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” กลายเป็นรูปธรรมของการสาธารณกุศลที่สำคัญอีกแห่งของไทย ปรากฏการจ้างพนักงานนำโลงกับเครื่องนุ่งห่มสำหรับศพ ไปหามศพมาจัดการฝัง เรียกได้ว่าเป็นการสอนต่อเจตนารมณ์ของไต้ฮงกง และคณะฯนี้เองกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งแห่งประเทศไทย

พ่อค้าชาวจีน 12 คน สู่คณะเก็บศพไต้ฮงกง

สิ่งที่น่าสนใจของพ่อค้าชาวจีน 12 รายนี้ บางรายเป็นที่รู้จักและเป็นต้นตระกูลบุคคลสำคัญหลายวงการในปัจจุบัน อาทิ พระอนุวัตร์ราชนิยม (ยี่กอฮง) ต้นตระกูลเตชะวณิชตันลิบบ๊วย บุตรชายของตันฉื่อฮ้วง บรรพบุรุษต้นตระกูลหวั่งหลีอึ๊งยุกหลง บุตรชายของอึ้งเหมี่ยวเหงี่ยน บรรพบุรุษต้นตระกูลล่ำซำ

งานวิจัยเจาะลึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพ่อค้า 12 รายนี้ฉายภาพเพิ่มเติมว่า เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว 10 คน จีนแคะ 1 คน และจีนฮกเกี้ยน 1 คน ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าจีนอิสระยุคคลื่นอพยพในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ไม่ได้เป็นกลุ่มนายทุนเจ้าภาษีที่สืบทอดฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมจากยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวได้ว่า เป็นกลุ่มพ่อค้าที่ต่อสู้ก่อร่างสร้างตัวจากชนชั้นแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ย่อมเข้าใจสภาพพื้นฐานในสังคมได้ดี

อ่านเพิ่มเติม : ค้นรากเหตุปัจจัย “จีนแต้จิ๋ว” อพยพมาไทยมหาศาล สู่กำเนิด “เจียรวนนท์” ที่ยิ่งใหญ่ภายหลัง

คณะเก็บศพฯ ที่ก่อตั้งในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ดำเนินไปอย่างราบรื่น 3 ปีแรกเก็บศพไปฝั่งที่สุสานสาธารณะในซอยวัดดอนประมาณปีละ 2,250 ศพ ค่าใช้จ่ายประมาณปีละ 15,000 บาท โดยส่วนใหญ่ได้มาจากการเรี่ยไรพ่อค้า ในพ.ศ. 2455 คณะเก็บศพฯ ประสบภาวะเงินไม่พอใช้จ่าย สืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจไม่ดี ฝนไม่ตกตามฤดูกาล คณะไต้ฮงกง จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ หนังสือถึงเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงนครบาล ลงวันที่ 16 กรกฎาคม ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455)

เจ้าพระยายมราชกราบบังคมทูลถวายความเห็นใจความตอนหนึ่งว่า

“…การที่คณะไต้ฮงกงได้จัดทำขึ้นนี้ก็เปนสาธารณะกุศลพิเศษส่วนหนึ่ง แลเปนประโยชน์แก่การศุขาภิบาลสำหรับพระนครด้วยมากอยู่ ถ้าจะเทียบกับโรงพยาบาลเนอซิงโฮมเซนหลุยก็หนักกว่า สมควรที่จะได้รับพระราชทานพระมหากรุณาให้ศุขาภิบาลออกเงินช่วยอุดหนุนคณะนี้สักปีละ 2,000 บาท พอให้เปนกำลัง อย่างที่ได้พระราชทานโรงพยาบาลเนอซิงโฮมอยู่ปีละ 960 บาทนั้น แต่เกรงว่าเงินในกรมศุขาภิบาลปีนี้อยู่ในอาการคับแคบจะไม่พอจ่ายรายการประจำ ถ้าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เพิ่มงบประมาณเป็นพิเศษเฉภาะปีนี้ได้ก็จะเปนการสดวก…”

คณะผู้จัดทำวิจัยบรรยายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานเงินดังกล่าวแก่คณะเก็บศพไต้ฮงกง ทำให้สามารถดำเนินกิจการต่อ ปรากฏพระราชหัตถเลขาว่า

“ดีแล้ว อนุญาต”

การดำเนินงานในช่วงยุคแรกอยู่ภายใต้การดูแลของเบ๊ง่วนหลี และสืบทอดมาถึงรุ่นลูกคือเบ๊กุ่ยคิม การเก็บศพระยะแรกใช้การหาม ไม่กี่ปีก็ถึงจะใช้รถลาก แต่เป็นคนละแบบกับรถลากที่คนกรุงเทพฯนิยม รถลากเก็บศพสมัยก่อนเป็นรถไม้ ใช้ล้อไม้ขนาดใหญ่ มีช่องพอดีวางศพ คนข้างหน้าลาก 1 คน คนข้างหลังใช้ผลักอีก 1 คน

เวลาต่อมา ปลายทศวรรษ 2470 จากการบอกเล่าของศิลปินนักดนตรีเก่าแก่ที่เกิดในย่านสี่พระยา บอกเล่าว่า เมื่อคนตายไม่มีญาติ มักบอกกันให้รถป๋องแป๋งมารับศพ จะใช้ตะโกนกัน และรถมาเร็วด้วย

“ป๋องแป๋งเขาจะเคาะกลองใบเล็กๆ ดังโป๋งปั๋งๆๆ เหมือนอย่างเจ๊กย้อมผ้า…แต่ว่าเจ๊กย้อมผ้าเขามีกลองอีกอย่าง …ชาวบ้านเห็นคนตายก็จะบอกว่าตายอยู่ตรงนั้น คือเป็นสื่อตลอดทาง คือหาง่าย เดี๋ยวนี้บ้านอยู่ติดกันยังไม่รู้จักเลยว่าบ้านไหน…”

เสียง “ป๋องแป๋ง” ในยุคนั้นเปรียบเสมือนเสียงไซเรน ซึ่งนายสมาน (ใหญ่) นภายน ผู้เล่าบอกไว้ว่า คำว่า “ป่อเต็กตึ๊ง” มาทีหลังคำว่า “ป๋องแป๋ง” เสียงเคาะนี้ยังมีความหมาย นายวัย วรรธนะกุล เล่าว่า “การเคาะเช่นนี้เป็นการภาวนา เหมือนกับการเคาะและภาวนาในพิธีกรรมต่างๆ แบบจีนอย่างที่เคยเห็นกัน เขาภาวนาแผ่กุศลให้ศพไร้ญาติ…”

สู่ป่อเต็กตึ๊ง

ในพ.ศ. 2480 คณะเก็บศพฯ ปรับปรุงวัตถุประสงค์และจัดระเบียบข้อบังคับ พร้อมขออนุญาตจัดตั้งเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในพ.ศ. 2480 อันทำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กลายเป็นองค์กรที่ทำงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ยากไร้กว้างขวางยิ่งขึ้น และแบ่งเบาภาระราชการ ทั้งในช่วงที่บ้านเมืองประสบภัย อาทิ สงครามโลก และสงครามเย็น

(ในปีที่จัดตั้งคณะเก็บศพฯ มีการซื้อที่ดินถนนพลับพลาไชย และได้สร้างศาลเจ้าในที่ดินผืนนี้ ใช้ชื่อว่าศาลป่อเต็กตึ๊ง อัญเชิญพระพุทธรูปไต้ฮงกงที่นายเบ๊ยุ่นอัญเชิญมาจากจีน มาประดิษฐานเป็นพระประธาน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ คณะกรรมการมูลนิธิสมัยที่ 1 เล่าความหมายของจารึกชื่อบนประตูทางเข้าว่า “ป่อเต็กตึ๊ง” ว่า ป่อเต็ก แปลว่า การสนองคุณ ตึ๊ง แปลว่า ศาลา หมายถึงสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกพระคุณท่าน)

คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสมัยที่ 1

เหตุการณ์ในช่วงทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา เกิดปัญหาทางสังคมและความผกผันทางการเมืองอันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนหลายครั้ง แต่มูลนิธิฯ ยังยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนในสังคม บรรเทาสาธารณภัย ครั้งหนึ่งที่เกิดพายุโซนร้อนแฮเรียตเข้าทางภาคใต้ เมื่อพ.ศ. 2505 สร้างความเสียหายรุนแรงใน 12 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะแหลมตะลุมพุก ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายครั้งนั้นนับพันราย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งร่วมกับมูลนิธิต่างๆ ในท้องถิ่น เก็บและฝังศพผู้เสียชีวิต โดยฝังเป็นหมู่ หลุมละ 6-7 ศพ เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด เมื่อเหตุการณ์ผ่านแล้วจึงขุดหลุมชั่วคราวขึ้นมาประกอบพิธีทางศาสนา

ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร มูลนิธิฯ พัฒนาเครือข่ายและปรับปรุงการดำเนินงานมาตามลำดับ มีตั้งแต่การจัดตั้งโรงพยาบาลหัวเฉียว และสถานศึกษาคือวิทยาลัยหัวเฉียว เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่มูลนิธิฯ เสด็จพระราชดำเนินมามูลนิธิป่อเต็กตึ๊งหลายครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2489 ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ครั้งต่อมาในพ.ศ. 2522 เสด็จฯ ทรงเปิดอาคาร 22 ชั้น โรงพยาบาลหัวเฉียว และพ.ศ. 2537 เสด็จฯ พิธีเฉลิมพระเกียรติและสถาปนามหาวิทยาลัย พระราชทานนามมหาวิทยาลัยว่า “มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ”

เส้นทางจากจุดเริ่มต้นมาถึงการปรับปรุงเป็นมูลนิธิฯ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะแง่ความสัมพันธ์ไทยจีน ซึ่งช่วยเพิ่มความใกล้ชิดท่ามกลางความทุกข์ยากสืบต่อกันมา และสอดคล้องกับหลักคุณธรรม 8 ประการที่ชาวจีนอบรมลูกหลาน คือ

ตง – ซื่อสัตย์สุจริจ จงรักภักดี
ห่าว – กตัญญู
หยิ่ง – เมตตา กรุณา
ไอ่ – รัก
ชิ่ง – สัจจะ รักษาคำมั่นสัญญา
หงี – สัจธรรม ความเป็นธรรม
ฮั่ว – อ่อนโยน สมัครสมาน สามัคคี
เพ้ง – เสมอภาค สงบ


อ้างอิง:

กรรณิการ์ ตันประเสริฐ, แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย และคณะ. ป่อเต็กตึ๊ง บนเส้นทางประวัติศาสตร์สังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2545

จี. วิลเลียม สกินเนอร์. สังคมจีนในไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์, ภรณี กาญจนัษฐิติ และคณะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548

“‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ 30 ปีกับชีวิตที่อุทิศเพื่อเพื่อนมนุษย์”. Sanook. ออนไลน์. เผยแพร่เมื่อ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559. เข้าถึง 17 กันยายน พ.ศ. 2562. <https://www.sanook.com/men/12781/>.

สหธร เพชรวิโรจน์ชัย. “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ การช่วยเหลือคนอื่นคือความสุขแบบธรรมชาติ”. The People. ออนไลน์. เผยแพร่เมื่อ 7 กันยายน พ.ศ. 2562. เข้าถึงเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2562. <https://thepeople.co/interview-bhin/>

 
 

สาระรำพันข่าว 


 

หน้าแรก / ข่าวทั่วไป ไทยควรมีกม.คุ้มครองป้องกันเด็กจากการรังแกทางออนไลน์หรือไม่?

ไทยควรมีกม.คุ้มครองป้องกันเด็กจากการรังแกทางออนไลน์หรือไม่?

18 Sep 2019

เด็กเป็นอีกกลุ่มบุคคลที่มีการฆ่าตัวตาย มีการอาการซึมเศร้า ขาดที่พึ่ง ไม่สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาหรือวางตัวในสังคมได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติการณ์หรืออาการเหล่านั้นมักมาจากเรื่องที่สัมพันธ์กับเด็ก เช่น การเรียน ความรัก ครอบครัว รวมถึงการกลั่นแกล้งรังแกทางสื่อออนไลน์ (Cyberbullying)

แม้ประเทศไทยจะไม่มีหลักฐานหรือประจักษ์พยานว่า  สาเหตุของพฤติการณ์เหล่านั้นมาจากการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ แต่หลายครั้งก็มีการคาดการณ์ว่าการกลั่นแกล้งทางออนไลน์เป็นสาเหตุของพฤติการณ์เหล่านั้น เพราะการกลั่นแกล้งทางออนไลน์สามารถทำได้ง่าย สร้างการรับรู้ไปถึงคนในวงกว้างได้ และสามารถรังแกได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ผู้ถูกรังแกจะเกิดความเจ็บปวดจากการกลั่นแกล้งลักษณะนี้ได้มากกว่าเช่นกัน

จากสาเหตุข้างต้น ดร.ฟ้าใส  สามารถ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และคณะ จึงได้ทำการศึกษาเรื่อง “หลักการทางกฎหมายของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิเด็กจากการถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์” โดยได้ทำการศึกษาทั้งข้อกฎหมายของไทยและศึกษากรณีศึกษาจากข้อกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง (Federal law) และกฎหมายมลรัฐ (State law) เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในการพัฒนาข้อกฎหมายไทยต่อไป

สำหรับกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเด็ก  จากการถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ ดร.ฟ้าใส ได้อธิบายว่ามีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องสุด 3 ฉบับ ได้แก่ 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองทางกายภาพ มิให้ถูกทารุณกรรม  2) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 ที่มีบทลงโทษการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์บางประการ เช่น ข้อมูลปลอมหรือเท็จ ข้อมูลลามก  3) ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย มาตรา 293 และความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง มาตรา 326- 333 
โดยหากเป็นความเสียหายต่อเอกชนหรือบุคคล  ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดมิฉะนั้นจะขาดอายุความ  และสามารถยอมความได้ นอกจาก 3 ข้อกฎหมายของไทยที่กล่าวถึงในข้างต้น  ยังมีข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยมีส่วนร่วม คือ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child 1989) ในปี 2532 ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามไม่ให้มีการใช้สื่อออนไลน์ในการยั่วยุให้เด็กฆ่าตัวตาย

ถึงกระนั้นจะเห็นได้ว่าจากข้อกฎหมายที่มีการใช้อยู่ในไทย  ไม่มีข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กจากการถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์โดยตรง  และยังมีการกลั่นแกล้งบางประเภทที่ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมาย เช่น การกลั่นแกล้งโดยไม่ได้กระทำด้วยข้อความเท็จหรือลามก เช่น การล้อเลียน การติดตามรังควาน การกล่าวถึงโดยเลี่ยงการระบุตัวบุคคลแต่สามารถรับรู้ได้ในสังคมนั้น ๆ หรือชวนให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นตนเอง เป็นต้น

ในขณะที่บางประเทศจะมีข้อกฎหมาย  ในการคุ้มครองสิทธิเด็กจากการถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์โดยตรง  เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีพระราชบัญญัติการป้องกันการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Megan Meier Cyberbullying Prevention Act) เพื่อป้องกันและคุ้มครองเด็กผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต  มิให้ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในลักษณะต่าง ๆ และเพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ของข้อกฎหมายในเรื่องการล่วงละเมิด แต่ละมลรัฐเคยมีจึงมีกฎหมายระดับมลรัฐเพิ่มเติม (จากข้อมูล ณ ปี 2561 มีแล้วทั้งสิ้น 22 มลรัฐ) 

สำหรับประเทศแคนาดา มีพระราชบัญญัติปกป้องชาวแคนาดาจากอาชญากรรมออนไลน์ (Protecting Canadians from Online Crime Act) ที่มีทั้งบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์  และแนวทางในการสืบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะในชื่อ Cyber-SCAN เพื่อทำหน้าที่สืบสวนและเข้าช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบข้อกฎหมาย ดร.ฟ้าใส ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการมีข้อกฎหมายคุ้มครองประชาชนโดยเฉพาะเด็ก  ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการบอบช้ำได้มากกว่าจากวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิตที่ยังมีไม่มาก  โดยได้แสดงความเห็นว่าอาจต้องมีการกำหนดข้อกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อคุ้มครองประชาชน ทั้งนี้จะต้องมีการศึกษากรณีศึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายเพิ่มเติม  และศึกษาบริบทที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิมนุษยชน เพื่อให้ข้อกฎหมายมีความเหมาะสมและรัดกุม  และแม้จะยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองในเรื่องนี้เราสามารถช่วยลดความเสี่ยงให้แก่คนใกล้ชิดได้  โดยการดูแลสภาวะจิตใจกันและกันอย่างสม่ำเสมอ

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีเหตุการณ์สูญเสียที่สามารถระบุสาเหตุว่า   มาจากการกลั่นแกล้งรังแกทางสื่อออนไลน์ (Cyberbullying) ได้ แต่เราอาจไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียที่นำพาความเศร้าโศกและเกิดเป็นบทเรียนแก่คนทั่วโลก  อย่างเหตุการณ์การเสียชีวิตของ Magan Meier ชาวอเมริกา และการปลีกตัวออกจากสังคมของ David Knight ชาวแคนาดา เกิดขึ้นในไทย

หน้าแรก / Politics “บิ๊กป้อม”รับมีข้อมูล“โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ”

“บิ๊กป้อม”รับมีข้อมูล“โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ”

18 Sep 2019
 
“บิ๊กป้อม”ยอมรับมีข้อมูล “โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ” แต่บอกไม่รู้โยงใครบ้าง 

วันที่ 18 ก.ย. 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเอกสารโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศที่วางอยู่บนโต๊ะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขณะอภิปรายว่า ได้เห็นหรือไม่ และมีอยู่จริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เห็นแล้ว ก็ดูเอาเอง เมื่อถามย้ำว่าท่านมีข้อมูลอย่างไรบ้างพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็มีข้อมูล

เมื่อถามอีกว่า เป็นเครือข่ายในประเทศหรือต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว ส่วนในเอกสารมีใครเกี่ยวโยงบ้างนั้น ตนยังไม่รู้

หน้าแรก / ข่าวทั่วไป “แก้มลิง และระบบท่อระบายน้ำท่วม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอุบล ได้ยั่งยืน

“แก้มลิง และระบบท่อระบายน้ำท่วม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอุบล ได้ยั่งยืน

18 Sep 2019
 
“แก้มลิง และระบบท่อระบายน้ำท่วม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอุบล ได้ยั่งยืน ศ.ดร.สุขัชวีร์ มีคำตอบ

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ศ.ดร.สุขัชวีร์ โพสต์บทความ “แก้มลิงและระบบท่อ จะแก้น้ำท่วม อย่างยั่งยืน” 
เกิดอะไรขึ้นที่อุบล พี่เอ้ในฐานะนายกสภาวิศวกร มีคำตอบ

กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่อุบล จนเกิดความสูญเสียมหาศาล เป็นผลมาจาก
1. ฝนตกหนักมาก และกระจุกตัว
ยอมรับเสียทีนะครับว่า โลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ธรรมชาติเอาคืน!! ฤดูฝนก็เปลี่ยนไป ฝนไม่ตกตอนต้นฤดู แต่สะสมมาตกหนักสุดๆ ตอนปลายฤดู! มาหนักมาก และตกหนักกระจุกตัวเป็นเฉพาะพื้นที่!!
เขื่อนเก็บน้ำไว้มากก็อันตราย ก็ต้องปล่อยไหลต่อๆกันมา จังหวัดอุบลอยู่ปลายทางก่อนถึงแม่น้ำโขง น้ำก็มาจากทุกทิศทาง เอาไม่อยู่ รับไม่ไหว

แก้ไขโดย
- ระบบการพยากรณ์อากาศต้องแม่นยำ วันนี้เทคโนโลยีทันสมัยกว่าก่อนมาก หากรู้ล่วงหน้า ก็สามารถคำนวณประมานปริมาณน้ำได้ และเมื่อเราก็รู้ว่าแม่น้ำ และพื้นที่รับน้ำมีเท่าไหร่อยู่แล้ว เปรียบเทียบกัน จึงเตือนล่วงหน้าได้เลยว่า “น้ำมามากกว่าพื้นที่รับน้ำ” จะได้หาทางแก้ไข และเตรียมอพยพ ความสูญเสียก็จะน้อยลง

2. น้ำมา จนล้นตลิ่ง ทะลักเข้าเมือง
แม่น้ำในประเทศไทย ถูกบุกรุกมากด้วยการเติบโตของชุมชนเมือง และยังเกิดการทับถมของดินจนตื้นเขิน จึงรับปริมาณน้ำได้น้อยลงทุกปี ขณะที่ฝนตกหนักขึ้นทุกปี!!! แบบนี้ก็ลำบาก

แก้ไขโดย
- ทำคันตลิ่งให้สูงขึ้น บริเวณพื้นที่เสี่ยง เข่น ใจกลางเมือง และ พื้นที่เกษตรกรรมที่อ่อนไหว ในต่างประเทศก็ทำคันดินสูงมานานเป็นร้อยๆปี ทั้งประเทศเนเธอร์แลนด์ที่น้ำทะเลสูงกว่าบ้านเมืองตั้ง 3 เมตร เมืองนิวส์ออลีน มลรัฐหลุยเซียน่า สหรัฐอเมริกา พี่เอ้ไปมา เห็นคันดินสูงกว่าหลังคาบ้าน เราก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้น น้ำก็ล้นตลิ่งเจ้ามาท่วมอีก โดยเฉพาะจังหวัดปลายน้ำ เช่น กรุงเทพ และอุบลราชธานี
ที่ กทม. ลองสังเกตดู จะมีคันสูงป้องกันแถวสีลม สาธร ป้องกันน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาทะลัก ก็สูงกว่าถนนสุขุมวิทร่วม 2 เมตร

3 เมืองอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำขังได้ง่าย

จะแก้ปัญหาน้ำท่วม ต้องเข้าใจพื้นที่ เนื่องจากเมืองอุบล เป็นแอ่งกะทะคล้ายกทม. ฝนตกน้ำก็ขังง่าย ต้องพึ่งระบบสูบน้ำขึ้น แม่น้ำมูล คล้ายกทม. ที่ต้องสูบน้ำขึ้นเจ้าพระยา ฝนตกไม่นาน น้ำก็ท่วมแล้ว

แก้ไขโดย
- ไม่ต่างจากกทม. ระบบสูบน้ำที่ดียังจำเป็นที่สุด!! เพื่อสูบน้ำขึ้นแม่น้ำให้ระบายต่อไป ปัจจุบันต้องใช้ระบบอัตโนมัติ ต่างประเทศก็ใช้กันมานาน ลดปัญหาความผิดพลาดจากมนุษย์

4. ไม่มีทางระบายน้ำเพียงพอ จากการพัฒนาเมืองรอบด้าน
เมื่อเมืองขยายตัวแบบไร้การควบคุม ผังเมืองก็ไม่พร้อม พื้นที่รองรับน้ำก็หายไปทุกวัน ฝนตกหนัก บวกกับน้ำล้นตลิ่ง น้ำก็ท่วม!! เพราะไม่มีทางไป ไม่มีที่นองรับน้ำ

แก้ไขโดย
- ในหลวงร.9 ทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ด้วย “แก้มลิง” ทรงแนะทำพื้นที่แอ่ง บึง ทะเลสาบเล็กๆ ในสวนสาธารณะก็ได้ เป็นพื้นที่รองรับน้ำ เมื่อฝนตกหนัก น้ำมาก ก็ผันมาเก็บไว้ วิธีแก้มลิง ยังไงก็ใช้ได้เสมอ!!
- ถ้าในอดีตหลายสิบก่อน อาจแนะนำให้ขุดคลอดระบายน้ำ ผันน้ำล้นจากแม่น้ำ แต่วันนี้ ไม่มีพื้นที่จะสร้าง!! เพราะมีแต่อาคารบ้านเรือนเต็มเมือง
ดังนั้นต้องใช้ “ระบบท่อ” เครือข่ายวางใต้ดิน ระบายน้ำแทน วางใต้ถนนในเมือง ทำง่าย ไม่แพง ไม่เสียพื้นที่ ไม่ต้องเวนคืน!!
ชาวบ้านไม่เดือดร้อน เชื่อมแม่น้ำกับแก้มลิง พอน้ำในแม่น้ำสูงเกินมาตรฐานก็รีบระบายตามระบบท่อใต้ดิน ไปเก็บไว้ที่แก้มลิง
ในหน้าแล้ง (ที่กำลังมา) ก็ใช้น้ำจากแก้มลิง ช่วยในเรื่องชลประทานได้อีก!!

วันนี้คนไทยต้องช่วยกัน เพราะหากไม่ทำอะไร อนาคตก็ท่วมอีก!!!

ปัญหา เมื่อเข้าใจถ่องแท้ ก็แก้ได้ครับ จะทำก็ทำได้ครับ

หน้าแรก / ข่าวทั่วไป ปตท. พร้อมจ่ายก๊าซเอ็นจีวี พท.อีสานตอนบนเร็วกว่าแผน 2 วัน

ปตท. พร้อมจ่ายก๊าซเอ็นจีวี พท.อีสานตอนบนเร็วกว่าแผน 2 วัน

18 Sep 2019
 
นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เผยว่า ตามที่บริษัทผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งสินภูฮ่อม กำหนดหยุดซ่อมบำรุงประจำปี เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ระหว่างวันที่ 8-19 กันยายน 2562 รวม 12 วัน โดย ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่าน “ศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี ช่วงหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตสินภูฮ่อม” ซึ่งสถานการณ์ในภาพรวมสถานีบริการมีก๊าซฯ จำหน่ายให้กับผู้ใช้รถอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ ผู้ผลิตฯ ได้ดำเนินการซ่อมบำรุงแล้วเสร็จในวันที่ 17 กันยายน 2562 ซึ่งเร็วกว่าแผน 2 วัน ทำให้ ปตท. สามารถจำหน่ายก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เป็นต้นไป

“ปตท. ใคร่ขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีทุกท่าน ที่มีส่วนในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้สถานการณ์เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่กระทบต่อภาพรวมการบริหารจัดการก๊าซเอ็นจีวีของประเทศ”นายศักดิ์เฉลิม กล่าว

 

หน้าแรก / Politics “บิ๊กตู่” แขวะ“จำนำข้าวเป็นยังไง!อย่าลืม

“บิ๊กตู่” แขวะ“จำนำข้าวเป็นยังไง!อย่าลืม

18 Sep 2019
 
“บิ๊กตู่”ชี้แจงสภาฯ รัฐบาลทำตามนโยบายการเงินการคลังเคร่งครัด ชี้ ที่มาแหล่งเงิน ให้ดูใน งบฯ ปี 63   แขวะ “จำนำข้าว” ระบุในนโยบายแล้วเป็นยังไงอย่าลืม 

วันที่ 18 ก.ย. 2562 ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณที่นำมาบริหารประเทศตามนโยบายของรัฐบาล โดยยืนยันว่า การบริหารงบประมาณรัฐบาลและตนเคารพและดำเนินการตามนโยบายเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงผลดีผลเสียในการดำเนินการ มีการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองก่องบผูกพันจนเป็นภาระของงบประมาณ และคำนึงถึงผลดีผลเสียในการดำเนินการมีการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศไม่ใช่ดูแลเฉพาะพื้นที่พรรคของตัวเองเท่านั้น ส่วนประเด็นที่มาของรายได้นั้น รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีนโยบายหลัก 12 ด้าน และมีนโยยายเร่งด่วนอีก 12 ด้าน ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังรีดภาษีประชาชนโดยจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม และการจัดทำงบประมาณต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รวมถึง พรบ.งบประมาณ พ.ศ.2561

นายกฯ กล่าวว่า นโยบายหาเสียง แม้จะหาเสียงกันมาอย่างไรก็ตามตรงนั้นถือเป็นความต้องการของประชาชน และเป็นความตั้งใจของพรรคการเมือง แต่เมื่อเป็นรัฐบาลก็ต้องดูในรายละเอียดตรงนี้ให้ดีที่สุดว่าทำได้หรือไม่อย่างไร ตนได้รวบรวมนโยบายของทุกพรรคการเมืองซึ่งมีความหลากหลายคล้ายคลึงกัน จัดกลุ่มอยู่ในนโยบาย 12 ด้าน โดยรับนโยบายของทุกพรรคไม่เฉพาะแค่ของรัฐบาล แต่ถ้าเราตั้งวงเงินทั้ง 12 ด้าน จะใช้เงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลต้องบริหารงบประมาณที่มีอยู่ เช่นปีนี้ตั้งไว้ 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการใช้จ่ายแต่ละด้านอยู่ แต่หากนำนโยบายทั้ง 12 ด้านมาบวกเพิ่มเราต้องหาเงินให้ได้ 5-6 ล้านล้านบาท จึงต้องซอยย่อยนโยบายออกมาแล้วทั้งหมดจะตอบตอนที่ทำงบประมาณปี 2563 ก็จะดูว่าจะนำเงินจากไหนมาใช้ตรงไหน ดังนั้นการเดินหน้าตามนโยบายต้องไปทีละขั้น เพราะต้องดูแลคนทุกภาคส่วนทั้งประเทศ ไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะพื้นที่พรรคของท่าน รัฐบาลนี้ไม่ได้มองอย่างนั้นเลย

15,000 บาท แล้วเป็นยังไง ระบุไว้แล้วมันเป็นยังไง ท่านอย่าลืมตรงนี้ ผมไม่ไปกล่าวว่าใครทั้งสิ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องที่ฝ่ายค้านระบุว่ารัฐบาลนี้ก่อนหนี้สาธารณะเยอะ ตนจำเป็นต้องชี้แจง เพราะฝ่ายค้านหยิบยกมาพูดในบางประเด็นเท่านั้น ต้องพูดในภาพรวม เมื่อสมัยรัฐบาลปี 2556-2557 พบว่ารัฐบาลช่วงนั้นเมื่อเทียบกับรัฐบาลเมื่อปี 2558-2562 แล้ว รัฐบาลชุดดังกล่าวกู้เงินเฉลี่ย 4.8 แสนล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลนี้กู้เพียง 4.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ากู้น้อยกว่า ทั้งนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจวันนี้ไม่เหมือนปี 2540 วันนี้อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นเศรษฐกิจของประเทศบ้าง ถ้าไม่เชื่อมั่นก็มาว่ารัฐบาล เอาตัวเลขมาจากไหน


“ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ตามที่มีการบอกว่าเป็นการร่างมาเพื่อผมนั้น ยืนยันอีกครั้งว่าผมไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.เป็นคนร่าง ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับท่านเลย จำไว้ผมจะไม่ยุ่งกับเขา เมื่อสักครู่ท่านพูดคำว่า ผมไปใช้กลไกเหนือทั้ง 3 อำนาจ ผมพูดถึงกรณีมาตรา 44 ท่านอย่าเอาเฉพาะประเด็นมาพูดตรงนี้ผมพูดถึง ม.44 ตรงนั้นเพื่อจะปลดล็อคอะไรต่าง ๆ มันถึงได้ไง เพราะกฎหมายเขาเขียนไว้อย่างนั้น ท่านเอามาตี พันกันอย่างนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ 5 ปีที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลก่อนหน้าการเลือกตั้งก็ตาม แต่ผมเคารพในหลักการของรัฐธรรมนูญทุกตัว จำเป็นต้องฟังผมบ้าง ผมไม่เคยที่จะไปล่วงละเมิดไม่มีที่จะทำอะไรเสียหาย”

นายกฯ กล่าวถึง เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เราไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงอย่างเดียว เดิมเรากำหนดให้ซื้อได้เฉพาะที่ร้านธงฟ้า แต่ปัจจุบันสามารถที่จะไปซื้อร้านข้างนอกได้ แต่ร้านค้าจะต้องขึ้นทะเบียนเพียงแต่บางร้านไม่ยอมขึ้น แล้วจะให้ตนทำอย่างไร เรื่องนี้ฝ่ายค้านต้องช่วยตน ไม่ใช่ไปตีอยู่ข้างล่าง แล้วถ้าฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็จะรู้ว่าตัวเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงของการชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอโทษสมาชิกเป็นระยะ ถึงการพูดเสียงดังและการพูดเร็ว เพราะเวลามีจำกัด โดยนายกรัฐมนตรีโดยใช้เวลาในการชี้แจง 25 นาที และเป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีการชี้แจงในเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติ ทั้งนี้ก่อนจบการชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ ปล่อยมุกพร้อมยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี โดยกล่าวว่า 

“ วันนี้ก็ขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายนะคร้าบ จะเห็นว่าผมก็ยิ้มให้ท่าน จะท่านหมอหรือท่านอะไรผมก็ยิ้มให้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าวันนี้ผมดุเดือดน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมรักท่านทุกคนนั่นแหละ เพราะท่านคือคนไทย นี่คือประเทศไทยประเทศนี้ ท่านไม่ใช่คนประเทศอื่นจะเอากันให้เป็นให้ตายหรืออย่างไร แล้วประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน ประชาชนของท่านจะอยู่ตรงไหน เอาละขอจบคำชี้แจงเพียงเท่านี้“ ก่อนส่งยิ้มหวานให้กับสมาชิกในห้องประชุม

..............................................

18 กันยายน 2562

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 19/09/2019 เวลา : 18.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

ไม่กล้าเข้าไปเที่ยวเลยค่ะ กลัวไม่ผ่าน ตม.
เสียค่าตั๋วฟรีเลยนะคะ
เฮ้อ ถ้าขอวีซ่าได้จากไทย ก็จะไปขออยู่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 19/09/2019 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1ถูกใจความคิดเห็นนี้ (0)
waiting..

ลิงเขียว
............................................
อย่างคุณนุชคงจะไปเกาหลีไม่ยากนะครับ ไม่เหมือนหลานสาวผมที่บริษัทสมทบทุนให้ส่วนหนึ่ง ของตัวเองส่วนหนึ่ง จึงมีโอกาสน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 18/09/2019 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

สบายดีไหมคะ?

แวะมาทักทายหลังจากไ่ม่ได้เข้ามาบางโอเคนานเลย

อิจฉาหลานสาวจัง
ได้ไปเที่ยวประเทศที่่หนูอยากไปอย่างเกาหลี :)

ตอนนี้ติดซีรีส์เกาหลีงอมแงม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน