*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4552
  • จำนวนผู้ชม : 1703222
  • จำนวนผู้โหวต : 472
  • ส่ง msg :
  • โหวต 472 คน
วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 402 , 16:54:15 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ลิงเขียว โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ปัจจุบันญี่ปุ่นเลิกคิดที่จะเป็นจ้าวโลกเที่ยวยึดครองประเทศต่างๆไปแล้ว แต่เอาดีทางด้านการค้ากับชาติอื่นๆไปทั่วโลกแทน ไม่

เหมือนเมื่อครั้งพ.ศ. 2484 - 2489 ที่ญี่ปุ่นร่วมเป็นพันธมิตรกับเยอรมันและอตาลีที่เรียกตัวเองว่าฝ่าย 'อักษะ' ทำสงครามกับ

ฝ่าย 'สัมพันธมิตร' อันประกอบด้วย  อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จีน และ อเมริกา และเรียกสงครามครั้งนั้นว่า 'สงครามโลกครั้งที่ 2'

ตลอดมา

      ในการเริ่มทำสงครามครั้งนั้น ประเทศไทยของเราก็ถูกญี่ปุ่นบังคับให้ร่วมเป็นมิตรร่วมรบ เพื่อทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรต่อ

ไป โดยทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกตามจังหวัดชายทะเลหลายแห่งเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2484 ซึ่งทหารและยุวชนก็ต่อต้านจนหมดกระสุนแล้ว

ต่อมารัฐบาลก็มีคำสั่งให้ยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านได้ สร้างความเคียดแค้นให้ทหารไทยอย่างสุดฝืนทีเดียว

 

 

 

                                                                     ยุวชนไทย ต่อต้านทหารญี่ปุ่น 8 ธ.๕. 2484

 

...........................................................

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

เพลงอมตะลูกกรุงเพลงคู่ https://youtu.be/Fdj4GT48i3k


 

มิกซ์ - รวมเพลงอมตะลูกกรุงเพลงคู่

YouTube
 
 
19:33กำลังเล่น

รวมเพลงอมตะลูกกรุงเพลงคู่

BKP Music
 
5:48กำลังเล่น

Klin Ratri

Various Artists - Topic
 
3:55กำลังเล่น

พรพรหม - สุนทราภรณ์

Suntaraporn Club
 
4:33กำลังเล่น

วิมานดิน - นันทิดา แก้วบัวสาย【OFFICIAL MV】

GMM GRAMMY OFFICIAL
 
5:22กำลังเล่น

บุษบาเสี่ยงเทียน | แนน สาธิดา | คอนเสิร์ต คุณพระช่วยสำแดงสด ๘ ฟื้นอโยธยา

คุณพระช่วย
 
3:31กำลังเล่น

อ้อยใจ - สุนทราภรณ์

Suntaraporn Club
 
4:55กำลังเล่น

ภูมิแพ้กรุงเทพ | สหรัถ สังคปรีชา, สุนารี ราชสีมา | คอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด ๖

คุณพระช่วย
 
4:24กำลังเล่น

จันทร์ - อิสริยา คูประเสริฐ

Ammy Ammy
3:26กำลังเล่น

สุขกันเถอะเรา แกรมมี่โกลด์.wmv

Rainy Days
3:36กำลังเล่น

จุฬาตรีคูณ - สุนทราภรณ์

Suntaraporn Club
 
3:09กำลังเล่น

.ซ่อนรัก สุเทพ วงศ์กำแหง

The One เพชรศรีจันทร์
 
4:23กำลังเล่น

ขวัญใจเจ้าทุย | อรวี สัจจานนท์ | คอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด ๕

คุณพระช่วย
 
6:04กำลังเล่น

กัน นภัทร หน้ากากช้างดำ. เพลงแสนรัก The Mask Concert 3

Wasabi Cool
 
2:59กำลังเล่น

มนต์นางรำ - สุนทราภรณ์

Suntaraporn Club
 
3:05กำลังเล่น

บาดหัวใจ สุเทพ วงศ์กำแหง

Aphirakchuchai78
3:12กำลังเล่น

เพลินเพลงแมมโบ้ - รื่นเริงเถลิงศก (เริงลีลาศ)

A S
2:53กำลังเล่น

จงรัก : ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์

วิทวัส สระทองคำ
 
3:24กำลังเล่น

คู่เสน่หา - สุทราภรณ์

Suntaraporn Club
 
6:36กำลังเล่น

เพลงรำวงเทวีศรีนวล วงดนตรีสุภาภรณ์

Thani Reainthong
 
3:52กำลังเล่น

พี่รักเธอคนเดียว - สุเทพ วงศ์กำแหง

amuggle15
 
3:00กำลังเล่น

กัลปังหา สุเทพ วงศ์กำแหง (ต้นฉบับ)

Aphirakchuchai78
3:40กำลังเล่น

คืนอำลา - กุ้ง กิตติคุณ เชียรสงค์ [Official Music Video]

Nititad AOA Official
5:25กำลังเล่น

นกขมิ้น - กัน นภัทร | OFFICIAL MV

The Star Fanclub l OFFICIAL MV
 
5:15กำลังเล่น

ออเจ้าเอย - เธอหนอเธอ [บุพเพสันนิวาส] Cover by Nat Thewphaingam

natthewclub13
3:04กำลังเล่น

เริงลีลาศ

Bhuriwas2540
 
 
วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ.2563
 

8 ธันวาคม 2484: ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกแผ่นดินไทย โดยไม่สนใจว่าไทยจะยินยอมหรือไม่

Facebook
Twitter
Google+
LINE
 
ใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นเมื่อบุกประเทศไทย
เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2562

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เมื่อญี่ปุ่นส่งกำลังพลเข้ารุกรานไทยในหลายพื้นที่ชายทะเลของไทยได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาถัดมา แม้ว่าเบื้องต้นเมื่อครั้งที่อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนีในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยจะประกาศ “วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด” ก็ตาม

อย่างไรก็ดี การวางตัวเป็นกลางของไทยมิได้หมายความว่าไทยปฏิเสธการใช้กำลัง เพราะเมื่อฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับเยอรมนี รัฐบาลชาตินิยมของไทยในสมัยนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อที่จะยึดเอาดินแดนลาวและกัมพูชาที่ตกอยู่ภายใต้ความครอบครองของฝรั่งเศสมาเป็นของไทย ทำให้ “ญี่ปุ่น” ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลอยู่ในอินโดจีนเข้ามาไกล่เกลี่ย และฝรั่งเศสได้ยอมมอบดินแดนบางส่วนให้กับไทยในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2484

ล่วงเข้าปลายปี ในวันที่ 7 ธันวาคม ญี่ปุ่นที่เคยช่วยให้ไทยได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาจากฝรั่งเศส ได้ส่งเอกอัครราชทูตเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 23 นาฬิกา เพื่อขออาศัยดินแดนไทยเป็นทางผ่านในการเคลื่อนทัพ ก่อนการประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ ในวันที่ 8 ธันวาคม เวลา 1 นาฬิกา แต่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่ต่างจังหวัด ทำให้ขาดผู้มีอำนาจในการสั่งการ

ญี่ปุ่นไม่รอช้ายกพลขึ้นบกในพื้นที่ชายทะเลของไทย แม้ว่าทางการไทยจะยังมิได้ให้ความยินยอมจนนำไปสู่การสู้รบระหว่างกองทัพญี่ปุ่นกับเจ้าหน้าที่ไทย หลังจากที่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเดินทางไปขอพบนายกรัฐมนตรีไทยเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ไทยจะออกประกาศให้ทหารและตำรวจหยุดยิง

ประกาศของรัฐบาล

ได้รับโทรเลขจากจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่เวลา 02.00 น. ว่าเรือรบญี่ปุ่นได้ยกทหารขึ้นบกที่จังหวัดสงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และบางปู ทางบกได้เข้าทางจังหวัดพิบูลสงคราม ทุกแห่งดังกล่าวแล้วได้มีการปะทะสู้รบกันอย่างรุนแรงสมเกียรติของทหารและตำรวจไทย 07.30 น. วันนี้ รัฐบาลไทยได้สั่งให้ทหารและตำรวจทุกหน่วยหยุดยิงชั่วคราวเพื่อรอคำสั่ง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเจรจากันอยู่ ผลเสียหายทั้งสองฝ่ายยังไม่ปรากฏ

กรมโฆษณาการ 8 ธันวาคม 2484

ต่อมาในวันที่ 9 ธันวาคม ได้มีการเรียกประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเป็นการด่วนเพื่อที่รัฐบาลจะได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ทางรัฐบาลได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่านประเทศไทย เพื่อไปมาเลเซีย สิงคโปร์ และพม่า “เพราะไม่มีทางจะต่อสู้ต้านทานกำลังกองทัพญี่ปุ่นได้จึงยอมตามคำขอ”

มวลสมาชิกสภาได้รับทราบดังนั้นแล้ว เพราะเหตุที่ได้กล่าวแล้วว่า คนไทยทุกคนได้รับการปลุกใจให้รักชาติ ให้ทำการต่อสู้ศัตรู ตามกฎหมายกำหนดหน้าที่ของคนไทยในการรบเมื่อทราบว่ารัฐบาลยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไป โดยไม่ได้มีการต่อสู้ตามที่เคยประกาศชักชวนปลุกใจไว้ อันตรงกันข้ามกับจิตใจคนไทยในขณะนั้น จึงทำให้การประชุมในครั้งนั้น เป็นการประชุมที่แสนเศร้าที่สุด ทั้งสมาชิกสภา รัฐมนตรี ได้อภิปรายซักถามโต้ตอบกันด้วยน้ำตานองหน้า ความรู้สึกของทุกคนในขณะนั้น คล้ายกับว่าเด็กถูกผู้ใหญ่ที่มีกำลังมหาศาลรังแก จะสู้ก็สู้ไม่ได้ ทั้งมีความวิตกว่า ประเทศไทยได้สูญเสียเอกราชอธิปไตยไปแล้ว” ประเสริฐ ปัทมะสุนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา กล่าว


อ้างอิงรัฐสภาไทย ในรอบสี่สิบสองปี (๒๔๗๕-๒๕๑๗). ประเสริฐ ปัทมะสุนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ.2561

...................................................

ประวัติวีรกรรม 8 ธ.ค.2484 : ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก กองบินน้อยที่ 5 [กองบิน 5] https://youtu.be/oounEISTveQ

 

การบุกครองไทยของญี่ปุ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การบุกครองไทยของญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น日本軍のタイ進駐 โรมาจิNihongun no Tai shinchū) เกิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น. เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ชุมพรนครศรีธรรมราชสงขลาสุราษฎร์ธานีปัตตานี และบางปู สมุทรปราการ และบุกเข้าประเทศไทยทางบกที่อรัญประเทศ กองทัพญี่ปุ่นสามารถขึ้นบกได้โดยไม่ได้รับการต่อต้านที่บางปู ส่วนทางภาคใต้และทางอรัญประเทศมีการต่อสู้ต้านทานอย่างหนักของทหารไทย ประชาชนทั่วไปและอาสาสมัครที่เป็นเยาวชน ที่เรียกว่า ยุวชนทหาร ในบางจังหวัด เช่นการรบที่สะพานท่านางสังข์ จังหวัดชุมพร กล่าวคือ กลุ่มยุวชนทหารและกองกำลังผสมทหารตำรวจซึ่งกำลังจะต่อสู้ปะทะกันอยู่ที่สะพานท่านางสังข์ โดยที่กลุ่มยุวชนทหารนั้นมีผู้บังคับการคือร้อยเอกถวิล นิยมเสน ในระหว่างการสู้รบร้อยเอกถวิลนำกำลังยุวชนทหารออกมาปะทะกองทหารญี่ปุ่น แม้ร้อยเอกถวิลจะถูกทหารญี่ปุ่นยิงเสียชีวิต แต่ยุวชนทหารยังคงสู้ต่อไปจนกระทั่งรัฐบาลสั่งหยุดยิง เมื่อเวลา 11.00 น. โดยประมาณ

..................................

สมรภูมิเดียวที่ญี่ปุ่นต้องถอยตอนบุกไทย! ใจไม่ถึงที่จะยอมเสียบกันตายคู่ เป็นที่มาของ “อนุสาวรีย์จ่าดำ”!!

เผยแพร่: 10 ก.ค. 2560 10:31   โดย: โรม บุนนาค

 

มิตรภาพหลังการรุกราน
 
มิตรภาพหลังการรุกราน


เหตุการณ์เริ่มเมื่อ ๐๖.๐๐ น.เศษ พลตรีหลวงเสนาณรงค์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ได้รับแจ้งจากนายไปรษณีย์นครศรีธรรมราชว่า ญี่ปุ่นได้ยกพลขั้นบกที่จังหวัดสงขลา จึงสั่งให้เป่าแตรสัญญาณเหตุสำคัญ เรียกทหารมาเตรียมพร้อม แล้วจัดกำลังไปช่วยกองพันทหารราบที่ ๕ จังหวัดสงขลา อีกหน่วยหนึ่งไปตั้งสกัดญี่ปุ่นที่สถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทอง คาดว่าญี่ปุ่นต้องเข้ายึดชุมทางคมนาคมที่สำคัญจุดนี้ แล้วเคลื่อนเข้ายึดนครศรีธรรมราชด้วยแน่ กับอีกหน่วยหนึ่งรีบไปที่ท่าแพโดยด่วน เพราะได้ข่าวว่าญี่ปุ่นยกพลขึ้นฝั่งที่ปากพูน เคลื่อนมายึดบริเวณคลองท่าแพแล้วก่อนสว่าง

เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่ท่าแพเมื่อเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. เมื่อ ร.ต.ประยงค์ ไกรจิตติ ผู้บังคับหมวด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๕ นำกำลังทหารไปถึงและยึดด้านซ้ายของถนน ส่วน จ.ส.อ.ผ่อง พ่วงดวงงาม ผู้บังคับกองรักษาการณ์ นำกำลังทหารมาสมทบอยู่ด้านขวาของถนนด้วย ไทย-ญี่ปุ่นได้สาดกระสุนเข้าใส่กันอย่างดุเดือด ร.ต.ประยงค์โดนยิงที่โคนขาบาดเจ็บสาหัส ต้องรีบส่งร.พ.นครศรีธรรมราช ถูกตัดขา และเสียชีวิตในวันนั้น ร.อ.ขุนนวมณฑนะโยธิน (นวม นวมะรัตน์) ผู้บังคับกองพาหนะ เป็นคนต่อมาที่ถูกยิงเสียชีวิตทันทีขณะบัญชาการรบ ส่วนคนที่ ๓ คือ พ.ต.หลวงราญรอนสงคราม (เจริญ ราญรอนสงคราม) รองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ ๖ มาตรวจเหตุการณ์สู้รบและดูกำลังของญี่ปุ่น ก็ถูกยิงเสียชีวิตที่สมรภูมิท่าแพ

ญี่ปุ่นได้ส่งทหารเพิ่มมาเรื่อยๆและพยายามรุกคืบหน้า ฝ่ายไทยกำลังน้อยกว่าจึงตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ขวัญกำลังใจของฝ่ายไทยดีขึ้นเมื่อ ร.อ.สวัสดิ์วงษ์ บูรณวิสมิต ผู้บังคับกองร้อยที่ ๑ ได้นำกำลังทหารมาสนับสนุน แต่ไม่นาน ส.ต.ขัน ศรีดี ของหน่วยที่มาช่วย ก็ถูกยิงเสียชีวิตไปอีกคน และ ร.อ.สวัสดิ์วงษ์เองก็ถูกสะเก็ดระเบิดเข้ากลางหลัง ต้องหามส่งโรงพยาบาล ทหารจึงเสียขวัญและเริ่มถอนตัวออกจากแนวปะทะลงมาข้างหลัง ทหารญี่ปุ่นจึงรุกไล่คืบหน้าเข้ามา

ในตอนแรกนั้น ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกโดยไม่ให้ฝ่ายไทยรู้ตัว จึงเข้าเมืองได้โดยรวดเร็ว อีกส่วนมุ่งไปยึดกรมทหาร ทำให้การเคลื่อนย้ายปืนใหญ่ที่อยู่ในโรงเก็บออกมาไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นรุกเข้ามาใกล้ แต่โชคดีที่บางส่วนถูกนำออกไปแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ร.อ.ทอง ศิริเวชภัณฑ์ ผบ.กองร้อยปืนใหญ่ จึงไปเอามายิงถล่มเรือลำเลียงพลของญี่ปุ่นที่บริเวณคลองท่าแพ แต่ในบันทึกไม่ปรากฏผลการยิง

ร.อ.สะอาด ขมะสุนทร ผู้บังคับหน่วยฝึกยุวชนทหาร ได้เรียกยุวชนทหาร ๒๐๐ คนมาชุมนุมกันที่ ร.ร.เบญจมราชูทิศ จ่ายปืนเล็กยาวให้ได้เพียง ๖๖ กระบอก แล้วรวมกำลังไว้ที่กองรักษาการณ์ เตรียมเป็นกำลังหนุนเมื่อสถานการณ์จำเป็น 

คำขวัญที่ถูกแพร่ออกมาปลุกเร้าใจกองกำลังฝ่ายไทยในขณะนั้น คือ

“ถ้าแม้จะปราชัยแก่ไพรี ก็ให้ได้แต่ปฐพีไม่มีคน” ทำให้ทุกคนฮึกเหิมที่จะต่อสู้กับญี่ปุ่นอย่างไม่เสียดายชีวิต

พ.ท.เที่ยง พฤกษมาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนทหารกล้าที่ร่วมรบในสมรภูมิท่าแพ ได้เล่าไว้ว่า ในวันที่ญี่ปุ่นบุกท่าแพนั้น ตนยังเป็นสิบตรี สังกัด ป.พัน ๑๕ ทำหน้าที่จ่ากองพัน โดยมี จ.ส.อ.ผ่อง พ่วงดวงงาม เป็น ผบ.กองรักษาการณ์ เมื่อรู้ข่าวว่าญี่ปุ่นบุกจึงรวบรวมกันได้ประมาณ ๒๐ คน เบิกปืนเล็กยาว ๘๓ เป็นอาวุธประจำตัว ได้รับคำสั่งให้ไปต่อต้านญี่ปุ่นที่ท่าแพ ได้ต่อสู้กับญี่ปุ่นที่จุดนั้น จนกระสุนหมดต้องถอยกลับออกมา เมื่อได้พบกับกำลังสนับสนุนได้กระสุนมาอีก จึงกลับไปรบอีก

การสู้รบเต็มไปด้วยความดุเดือด ต่อมาฝ่ายเราก็เป็นฝ่ายรุกเข้าไป จนถึงขั้นวิ่งเข้าไปประจัญบานกัน ซึ่งญี่ปุ่นก็ใช้ปืนเล็กยาว ๘๓ เหมือนของไทย

พ.ท.เที่ยงเล่าอีกว่า

“การประจัญบานกันด้วยปืนติดดาบของฝ่ายเราและฝ่ายญี่ปุ่นนั้น เมื่อแทงสวนกันเข้าที่หน้าอก ต่างฝ่ายต่างจะถอนปืนไม่ออก เพราะปืนมันดูด ทหารไทยและทหารญี่ปุ่นจึงตายติดกันอย่างนี้ถึง ๓ คู่…”

พลตรีหลวงเสนาณรงค์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานยศเป็นพลเอก ได้บันทึกไว้ว่า

“หลังจากที่ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ท่าแพ เพื่อจะเข้ายึดโรงทหารและสนามบินโดยไม่ให้ฝ่ายเรารู้ตัว และยิงมายังโรงทหารด้วยอาวุธทุกชนิด ซึ่งเหตุการณ์ฉุกละหุกมาก แต่อาศัยที่ทหารของเราได้เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ประกอบกับมีกำลังใจและขวัญดีอย่างประเสริฐ จึงไม่มีการกระทบกระเทือนหรือตื่นเต้นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับมีขวัญดี ฮึกเหิม เด็ดเดี่ยว กล้าหาญอย่างดีเลิศ ข้าพเจ้าตกลงใจทันทีว่า จะให้ต่างชาติรุกเข้ามาในแผ่นดินของเราในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด จึงส่งกำลังทหารออกสู้รบลักษณะประชิดตัว บางส่วนเข้าตะลุมบอนกับข้าศึกด้วยดาบปลายปืน ทหารของเราแสดงความเด็ดขาด กล้าหาญ ไม่แพ้บรรพบุรุษของเรา…”

และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า

“ฝ่ายเราได้รุกเข้าไปจนถึงท่าเรือ ห่างจากข้าศึกเพียง ๑๐๐ เมตร ส่วนย่อยของเราได้เข้าตะลุมบอน เสียงไชโยดังลั่นทุกแนวที่เรายึดคืนได้ ...ข้าศึกถอยแล้ว ๆ ๆ... พวกเราร้องบอกกัน ไม่มีครั้งใดที่จะเห็นการต่อสู้อย่างทรหดจนถึงขั้นตะลุมบอนด้วยดาบปลายปืนเหมือนในครั้งนี้...” 

จิตใจของทหารญี่ปุ่นที่ถูกสั่งให้มารบ กับกำลังใจของคนไทยที่ปกป้องแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเอง จึงไม่อาจเทียบกันได้ ญี่ปุ่นคงจะต้องถอยจนตกทะเลให้ขายหน้า และจะมีการเสียบกันตายคาดาบปลายปืนอีกหลายคู่ ถ้าไม่มีแตรสัญญาณให้หยุดยิงเมื่อเวลา ๑๑,๐๐ น.เศษ แม้แตรสัญญาณนี้จะถูกเป่าขึ้นหลายครั้ง ก็ไม่อาจทำให้ทหารไทยที่กำลังฮึกเหิมยอมหยุดได้ จนทั้ง ๒ ฝ่ายต้องจัดให้มีผู้ห้ามยิงฝ่ายละคนเดินคล้องแขนกันไปกลางแนวรบของทั้ง ๒ ฝ่าย การต่อสู้นองเลือดจึงได้ยุติลงได้

ญี่ปุ่นได้ส่งผู้แทนเจรจากับฝ่ายไทย โดยมีผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ เป็นประธาน

ผลการเจรจายุติการรบ สรุปได้ดังนี้

ญี่ปุ่นขอให้ไทยถอนทหารจากที่ตั้งปกติไปพ้นแนวคลองสะพานราเมศวร์ ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ๓ ชั่วโมง เพราะญี่ปุ่นต้องการใช้สนามบินโดยด่วน

ฝ่ายไทยยินยอมให้หน่วยทหารญี่ปุ่นเข้าพักอาศัยในโรงทหารของไทยได้ทั้งหมด โดยฝ่ายไทยรวมทั้งครอบครัวนายทหารและนายสิบ จะย้ายไปพักในบริเวณตัวเมืองนครศรีธรรมราช อาศัยตามโรงเรียน วัด และบ้านพักข้าราชการ ฯลฯ

ฝ่ายไทยขอขนย้ายอาวุธและสัมภาระติดตัวไปด้วย ยกเว้นอาวุธหนัก กระสุนวัตถุระเบิด และน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วน ตลอดจนเครื่องบิน แต่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ยินยอม

ฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความเสียใจที่มีการสู้รบกัน มีความรู้สึกเห็นใจ และยกย่องชมเชยวีรกรรมของทหารไทย

สรุปผลของการสู้รบ ฝ่ายไทยเสียชีวิต ๓๘ คน เป็นนายทหารสัญญาบัตร ๓ คน นายทหารประทวน ๓ คน พลทหาร ๓๒ คน ส่วนญี่ปุ่นนั้นไม่ยอมแจ้ง

หลังสงครามมหาเอเซียบูรพายุติแล้ว ทางราชการและประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเป็นที่ระลึกและเป็นเกียรติแก่ทหารหาญของชาติตรงบริเวณที่มีการสู้รบกับทหารญี่ปุ่น โดยให้ชื่อว่า “อนุสาวรีย์วีระไทย” แต่ชาวบ้านเรียกอนุสาวรีย์นี้ว่า “อนุสาวรีย์จ่าดำ” หรือ “อนุสาวรีย์เจ้าพ่อดำ” ซึ่งตามรายชื่อของผู้เสียชีวิตจากการต่อต้านญี่ปุ่นในครั้งนี้ไม่ปรากฏว่ามีใครชื่อ “ดำ” เลย ไม่ว่าจะเป็นชั้นประทวนหรือสัญญาบัตร 

แต่อย่างไรก็ตาม ร.อ.พิชิต สมภู่ ซึ่งเป็นทหารเสนารักษ์ในวันนั้น ได้ยืนยันกับผู้ใกล้ชิดว่า เป็นผู้ดึงดาบปลายปืนออกจากศพทหารไทยและญี่ปุ่นคู่หนึ่ง ฝ่ายไทยเป็นพลทหารมีชื่อจริงว่าอะไรไม่ทราบ ทราบแต่ชื่อเล่นว่า “ดำ” เมื่อตอนญี่ปุ่นบุกได้ออกวิ่งมาด้วยกันโดยไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว พลทหารดำอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นเสื้อคอกลม และคว้าปืนจากศพทหารไทยออกไปประจัญบานกับข้าศึก ตอนที่ตนจะดึงดาบปลายปืนออกจากศพทหารทั้งสองนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นได้ขอทำพิธีสดุดีวิญญาณผู้ตายก่อนถอน และเมื่อตอนที่จะมีการสร้างอนุสาวรีย์ ยังได้บอกเล่าเรื่องราวของพลทหารดำให้ พล.ต.หลวงเสนาณรงค์ทราบ แต่ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์เห็นว่านุ่งกางเกงขาสั้นเสื้อคอกลมดูไม่เหมาะ จึงใส่เครื่องแบบให้

ทั้งยังมีข้อสันนิษฐานอีกอย่างว่า เนื่องจากมีการบอกกล่าวร่ำลือ ว่ารูปหล่อวีรบุรุษที่ยืนอยู่บนแทนอนุสาวรีย์นี้ เป็นนายทหารชั้นจ่านายสิบที่ประจัญบานกับทหารญี่ปุ่นด้วยดาบปลายปืนจนเสียบคาอกด้วยกันทั้งคู่ ส่วนคำว่า “ดำ” นั้น อาจจะมาจากอนุสาวรีย์นี้หล่อด้วยทองเหลือง แต่ทางราชการเกรงว่าจะมัวหมองจากอากาศ จึงเอาสีดำมาทาจนดำสนิท เลยเรียกกันว่า “จ่าดำ” ไป

อย่างไรก็ตาม ทุกวันที่ ๘ ธันวาคมของทุกปี กองทัพภาคที่ ๔ จะจัดงานวางพวงมาลาและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้

อนุสาวรีย์จ่าดำ
 
อนุสาวรีย์จ่าดำ
 
...................................................................
 
19 มกราคม 2563
 
 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 20/01/2020 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ
ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

ลิงเขียว
............................................
ขอบคุณครับคุณนุช ขอพรอันประเสรฺิฐทั้งปวง จงสนองตอบคุณนุชเช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 20/01/2020 เวลา : 00.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีปีใหม่ค่ะ
สุขกาย สุขใจ
สุขภาพแข็งแรง ตลอดปีและตลอดไปนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน