*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2565918
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< กันยายน 2016 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 21 กันยายน 2559
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 15616 , 11:29:05 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน kingkoon โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

        คราวนี้ถึงคราวที่เรามาเรียนรู้ภูมิศาสตร์ประเทศไทย เรื่อง ลำน้ำภาคใต้กันครับ ภาคนี้ก็มีแม่น้ำสายยาวๆหลายสาย

อยู่เหมือนกัน ซึ่งถือว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในลุ่มน้ำเหล่านี้

         ขอขอบคุณทุกท่านที่โพสข้อมูลที่น่ารู้เอาไว้ในเว็บ Google ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

สถานที่ท่องเที่ยว 14 จังหวัดภาคใต้ https://youtu.be/zfSIXdhQ4ro

รอบเมืองไทยวาไรตี้ : เที่ยวภาคใต้ เที่ยวได้ทุกฤดู https://youtu.be/0S8NMe2BccE

ภาคใต้ของไทย https://youtu.be/pKo2l2Lms4I

 “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “คืนสมดุลสู่ลุ่มน้ำปากพนัง” https://youtu.be/TjnAr1DStrc

รายการเล่าเรื่องเมืองใต้ ตอนท่องเที่ยวชะอวด https://youtu.be/GQNvFn9qD6g

 

 

เขื่อนรัชประภา(เชี่ยวหลาน)

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำภาคใต้

https://www.gotoknow.org/posts/238521

แม่น้ำสายสำคัญของภาคใต้

ภาคใต้

     แม่น้ำคีรีรัฐ หรือแม่น้ำพุมดวง : มีต้นกำเนิดจากเขานมสาวกับเขาสก  ( ส่วนหนึ่งของทิวเขาภูเก็ต ) ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  แล้วย้อนไปทางทิศตะวันออกอีกครั้งแล้วไปร่วมกับแม่น้ำตาปี  ที่อำเภอพุนพิน  แม่น้ำคีรีรัฐ   
มีความยาวประมาณ   120  กิโลเมตร

        แม่น้ำตาปี   :   เดิมเรียกว่าแม่น้ำหลวงงำ   มีต้นกำเนิดจากเขาใหญ่ยอดต่ำ   ซึ่งอยู่ในอำเภอทุ่งใหญ่   จังหวัดนครศรีธรรมราช   แล้วไหลไปทางทิศเหนือ   เพื่อไปรวมกับแม่น้ำคีรีรัฐที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   แล้วออกสู่อ่าวไทย   ที่อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้นเอง   แม่น้ำตาปีมีความยาวประมาณ   232   กิโลเมตร

        แม่น้ำตาปีจะถูกเรียกว่า   แม่น้ำหลวงในช่วงจากต้นน้ำ  ถึงจุดที่มารวม  กับแม่น้ำคีรีรัตน์และจะถูกเรียกว่า   แม่น้ำบ้านดอนในช่วงจากจุดที่บรรจบกับแม่น้ำคีรีรัตน์   จนจุดที่ไหลสู่อ่าวไทย

         แม่น้ำหลังสวน  :  มีต้นกำเนิดจากทิวเขาภูเก็ตบริเวณเส้นแบ่งเขตจังหวัดชุมพร   และระนองไหลผ่านชุมพรแล้วไหลออกสู่อ่าวไทยที่บริเวณอำเภอหลังสวน   จังหวัดชุมพรนั้นเอง    แม่น้ำหลังสวนมีความยาว   100    กิโลเมตร

         แม่น้ำตรัง :  มีต้นกำเนิดที่ทิวเขานครศรีธรรมราช   ในเขตอำเภอทุ่งสง   จังหวัดนครศรีธรรมราช     ไหลเข้าเขตตรัง    ไปออกสู่ทะเลที่ช่องมะละกาที่อำเภอกันตัง     แม่น้ำตรังมีความยาวประมาณ   175    กิโลเมตร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/238521

ยางต้นแรก จ.ตรัง 

ยางพาราต้นแรกของประเทศไทย
28 พฤศจิกายน 2557

          ต้นยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่า "สยาม" ประมาณกันว่าควรเป็นหลัง พ.ศ.2425 ซึ่งช่วงนั้น ได้มีการขยายเมล็ดกล้ายางพารา จากพันธุ์ 22 ต้น นำไปปลูกในประเทศต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย และมีหลักฐานเด่นชัดว่า เมื่อ ปี พ.ศ.2442 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้เหมือนหนึ่ง "บิดาแห่งยาง" เป็นผู้ที่ได้นำต้นยางพารามาปลูกที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรก
       
        จากนั้น พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ได้ส่งคนไปเรียนวิธีปลูกยางเพื่อมาสอนประชาชน นักเรียนของท่านที่ส่งไปก็ล้วนแต่เป็นเจ้าเมือง นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทั้งสิ้น พร้อมกันนั้นท่านก็สั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำพันธุ์ยางไปแจกจ่าย และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกทั่วไป ซึ่งในยุคนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคตื่นยาง และชาวบ้านเรียกยางพารานี้ว่า “ยางเทศา” ต่อมาราษฎรได้นำเข้ามาปลูกเป็นสวนยางมากขึ้นและได้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางไปในจังหวัดภาคใต้รวม 14 จังหวัด ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศประมาณ 12 ล้านไร่ กระจายกันอยู่ในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศได้เจริญรุดหน้าเรื่อยมาจนทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกยางได้มากที่สุดในโลก
         
           ความคิดที่จะนำยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีเดินทางไปดูงาน ในประเทศมลายู เห็นชาวมลายูปลูกยางกันมีผลดีมากก็เกิดความสนใจที่จะนำยางเข้ามาปลูกในประเทศไทยบ้าง แต่พันธุ์ยาง สมัยนั้น ฝรั่งซึ่งเป็นเจ้าของสวนยาง หวงมาก ทำให้ไม่สามารถนำพันธุ์ยางกลับมาได้ ในการเดินทางครั้งนั้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2444 พระสถล สถานพิทักษ์ เดินทางไปที่ประเทศอินโดเซีย จึงมีโอกาสนำกล้ากลับมาได้ โดยเอากล้ายางมาหุ้มรากด้วยสำลีชุบนน้ำ แล้วหุ้มทับด้วยยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้นหนึ่งจึงบรรจุลงลังไม้ฉำฉา ใส่เรือกลไฟซึ่งเป็นเรือส่วนตัวของพระสถลฯ รีบเดินทางกลับประเทศไทยทันที
         
             ยางที่นำมาครั้งนี้มีจำนวน ถึง 4 ลัง ด้วยกันพระสถลสถานพิทักษ์ ได้นำมาปลูกไว้ที่บริเวณหน้าบ้านพัก ที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานเพียงต้นเดียว อยู่บริเวณหน้าสหกรณ์การเกษตรกันตัง และจากยางรุ่นแรกนี้ พระสถลสถานพิทักษ์ ได้ขยายเนื้อที่ปลูกออกไป จนมีเนื้อที่ปลูกประมาณ 45 ไร่ นับได้ว่า พระสถลสถานพิทักษ์ คือผู้เป็นเจ้าของสวนยางคนแรกของประเทศไทย

 

ต้นศรีตรัง

 

 ...................................................

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน