• นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2154
  • จำนวนผู้ชม : 1708946
  • จำนวนผู้โหวต : 400
  • ส่ง msg :
  • โหวต 400 คน

<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 305 , 21:53:56 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สุรศักดิ์ , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         จากผลโพลที่ทำในสหรัฐแสดงความขี้ขลาดของคนอเมริกันชัดเจน เพราะชอบใจที่ปธน.ทรั้มป์สั่งโจมตีซีเรีย ซึ่ง

ไม่มีกำลังพอที่จะตอบโต้สหรัฐ แต่พอถึงเรื่องเกาหลีเหนือกลับเบรคปธน.ทรั้มป์ไม่ให้โจมตี เพราะกลัวเกาหลีเหนือตอบโต้

เข้าบ้าง

 

 

แนวหน้า

 

ผวา'โสมแดง'เอาคืน โพลมะกันค้าน'ทรัมป์'เปิดศึก'คิม'

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560, 19.54 น.
 
 
 
 

20 เม.ย.60 สื่อต่างประเทศรายงาน ผลสำรวจโดย ฮาร์วาร์ด-แฮริส ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งโจมตีกองทัพซีเรีย แต่ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีเกาหลีเหนือ

โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 66% เชื่อว่า การโจมตีรัฐบาลซีเรียของสหรัฐเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเป็นเรื่องชอบธรรม ในขณะที่อีก 34% ระบุว่า เหตุโจมตีดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม

ในขณะที่ ผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 55% ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีโรงงานพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และผู้ทำแบบสำรวจกว่า 56% เชื่อว่า การโจมตีเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เนื่องจาก มีความเสี่ยงสูงว่า เกาหลีเหนืออาจตอบโต้ด้วยการโจมตีกลับ

ข้อมูล : Voters back Trump on Syria, wary of North Korea action

 

 

ผบ.ทบ.กร้าวเอาคืนโจรใต้! ลั่น"ตาต่อตาฟันต่อฟัน"-แฉแฝงตัวเป็น"ไส้ศึก"ลอบฆ่าจนท.

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560, 19.33 น.
 

ไฟใต้ยังไม่มอด! หลังเพิ่งก่อเหตุถล่ม 21 จุดใน 3 จว. “ปัตตานี-นราธิวาส-สงขลา” พบหัวโจกระดับแกนนำคุมกำลังซุ่มกบดานใน “สะบ้าย้อย” รอจังหวะป่วนใหญ่อีกหลายระลอก เผยมี “เยาวชน-เครือข่ายบีอาร์เอ็น” ร่วมด้วย เจ้าหน้าที่เผย 2 ศพโจรใต้เป็น “ไส้ศึก” สวมรอยเป็น ชรบ.คอยส่งข่าว จนท.ให้แนวร่วม ด้าน “ผบ.ทบ.” ฮึ่ม! ประกาศเอาคืนแน่

                สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ยังคงไม่น่าไว้วางใจ เมื่อมีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ว่า กลุ่มก่อความไม่สงบยังซ่อมสุมกองกำลังที่ผ่านการฝึกฝนมามาอย่างดีซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ เพื่อเตรียมการก่อเหตุซ้ำอีกหลายระลอก ภายหลังเพิ่งก่อเหตุป่วน ทั้งปาระเบิดและซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัด คือ จ.นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา พร้อมกันหลายจุดเมื่อคืนวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ากลุ่มคนร้ายได้ส่ง “ไส้ศึก” เข้ามาปะปนเป็นอาสาสมัคร เพื่อคอยส่งความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ให้กลุ่มขบวนการด้วย 

                เบ็ดเสร็จป่วน3จว.รวม21จุด

                ความคืบหน้าเหตุคนร้ายก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จ.นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ (20 เม.ย.) ทางหน่วยงานด้านความมั่นคง สรุปสถานการณ์ว่าเกิดเหตุทั้งหมด 21 เหตุ ดังนี้ 1.จ.นราธิวาส จำนวน 13 เหตุ ใน 7 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ยี่งอ 3 เหตุ , อ.แว้ง 2 เหตุ , อ.สุไหงปาดี 1 เหตุ , อ.ตากใบ 3 เหตุ , อ.ระแงะ 2 เหตุ , อ.รือเสาะ 1 เหตุ และ อ.ศรีสาคร 1 เหตุ

                2.จ.ปัตตานี จำนวน 5 เหตุ ใน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง 1 เหตุ , อ.กะพ้อ 1 เหตุ , อ.มายอ 1 เหตุ และ อ.ยะรัง 2 เหตุ 3.จ.สงขลา จำนวน 3 เหตุ ใน 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.จะนะ 1 เหตุ , อ.สะบ้าย้อย 1 เหตุ และ อ.เทพา 1 เหตุ และ 4.จ.ยะลา ไม่ปรากฏเหตุการณ์ 

                ชี้เป็นฝีมือคนไทยที่หลงผิด

                ขณะที่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) แถลงว่า กรณีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนได้สร้างสถานการณ์ความวุ่นวายพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อคืนวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ก่อกวนด้วยการใช้ระเบิดแสวงเครื่องและประทัดยักษ์ ขว้างใส่ฐานปฏิบัติการและจุดตรวจเจ้าหน้าที่ มีผู้ก่อเหตุรุนแรง เสียชีวิต 2 ราย เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 8 ราย ทรัพย์สินของทางราชการและพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนหนึ่ง

                “การเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรแนวร่วมนั้น เพื่ออ้างความชอบธรรมในการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการ ขอยืนยันว่าผู้ที่สร้างสถานการณ์ก่อกวนในครั้งนี้ คือ คนไทยที่หลงผิดและทำผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐมีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน มิใช่มาทำสงคราม ตามที่บางองค์กรพยายามกล่าวอ้างเพื่อยกระดับปัญหาไปสู่เวทีสากล” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว

                ยืนยันโจรใต้ดับ2ศพที่สะบ้าย้อย

                ที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงได้สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มจากเกิดเหตุ 2 คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ขว้างระเบิดใส่ป้อมตำรวจตรงประตูทางเข้าหน้า สภ.จะนะ แต่โชคดีที่พลาดเป้า ระเบิดตกบริเวณข้างป้อม ทำให้ตำรวจ 2 นายซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในป้อมปลอดภัย และได้ยิงตอบโต้กับคนร้าย ก่อนที่คนร้ายจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้

                ต่อมาเกิดเหตุคนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดวิถีโค้ง เอ็ม79 จำนวน 2 ลูก ใส่จุดตรวจร่วม 3 ฝ่ายบ้านนาจวก หมู่ 2 ต.ท่าม่วง อ.เทพา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน คือ น.ส.คอดีเย๊าะ ชีตือโม อายุ 28 ปี เป็นชาวบ้านหมู่ 2 ต.ท่าม่วง ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ผ่านจุดตรวจพอดี ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่บริเวณสะโพกด้านซ้าย ส่วนเจ้าหน้าที่ปลอดภัย

                ที่หนักสุด คือ ในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย เกิดเหตุระเบิดขึ้นบนถนนเส้นทางระหว่างหมู่ 5 ต.สะบ้าย้อย กับหมู่ 1 ต.ธารคีรี ห่างจากฐานชุดคุ้มครองตำบลธารคีรีประมาณ 200 เมตร หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 125 ไอ สีดำตัดน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ขกค 927 ปัตตานี แต่เลข 9 ได้มีการแก้ไขเป็นเลข 8 โดยใช้สกอตเทปสีดำปิดทับไว้ ที่เบาะที่นั่งฉีกขาดจากแรงระเบิด และพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเป็นคนร้ายที่พยายามก่อเหตุ

                แฉถูกส่งมาเป็น“ไส้ศึก”จับตา จนท.

                สำหรับผู้เสียชีวิตรายแรก คือ นายมะบีดี ลามะดอ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 6 บ้านกอแลบีเละ ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี และเป็นเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ 6 บ้านกอแลบีเละ อีกด้วย ซึ่งถูกแรงระเบิดด้านหลังเป็นแผลเหวอะหวะ เสียชีวิตอยู่ข้างรถและเป็นคนขับ ตรวจสอบประวัติ พบว่า เป็นสมาชิกระดับแนวร่วมที่ผ่านการสาบานตนแล้ว ทำหน้าที่คอยจับตาความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ และแจ้งข้อมูลให้แกนนำและสมาชิกระดับผู้ปฏิบัติการทราบ อีกราย คือ นายมะซากี เจะเละ อายุ 38 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่ 5 ต.ธารคีรี อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งเป็นคนซ้อนท้าย สภาพศพร่างกายท่อนล่างแหลกเหลว นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุยังพบชิ้นส่วนระเบิดชนิดไปป์บอมบ์กระจายไปทั่ว มีเศษลูกปลาย และเศษเหล็กเกลื่อนถนน คาดว่ามีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม

                พบ“ผู้ช่วย ผญบ.”เจ้าของรถเป็นอดีตแนวร่วม

                จากการประเมินเหตุการณ์คาดว่าทั้ง 2 ราย กำลังนำระเบิดไปขว้างใส่เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) ที่ฐานคุ้มครองตำบลที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตรโดยวางระเบิดไว้ที่ตรงกลางระหว่างคนขับกับคนซ้อนท้าย แต่เกิดผิดพลาดระเบิดทำงานขึ้นก่อน ทำให้ทั้ง 2 คนเสียชีวิตคาที่

                ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุมีนายมือลี เจะมะสอง อายุ 54 ปี เป็นเจ้าของ และมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่4 ต.ธารคีรี รวมทั้งยังมีประวัติเป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุรุนแรงระดับแนวร่วม และยังเคยเข้าร่วมโครงการประชาร่วมใจทำความดีเพื่อแผ่นดินอีกด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามตัวมาทำการสอบสวนแล้ว โดยถือเป็นพยานปากสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมด

                รวม3จุดใช้กำลัง12คน

                ขณะเดียวกันหลังเกิดเหตุหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด(อีโอดี) และพนักงานสอบสวน ได้เข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุทั้ง 3 จุด เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานหาเบาะของคนร้าย รวมทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งจากการประมวลเหตุการณ์พบว่าคนร้ายทำงานเชื่อมโยงกันทั้งหมด แต่ละจุดมี 2 ทีม ขี่รถจักรยายนต์ 2 คัน และมีผู้ก่อเหตุรวมกันอย่างน้อย 12 คน

                ด้าน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) เปิดเผยว่า ได้สั่งกำชับให้ตำรวจตรวจเช็คประวัติ 2 คนร้ายที่เสียชีวิตอย่างละเอียดว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อเหตุกลุ่มใด การเข้ามาทำงานในพื้นที่ รถจักรยานยนต์ที่ใช่ก่อเหตุได้มาอย่างไร ซึ่งจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่ความชัดเจนในการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

                ซ่องสุมกำลังเตรียมก่อเหตุซ้ำ

                รายงานข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ระบุว่า มีเครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบเคลื่อนไหวบริเวณป่าละเมาะบ้านนาจะแหน หมู่ 5 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา โดยได้ลักลอบนำอาวุธปืนสงครามเข้ามาซุกซ่อนไว้ เนื่องจากชัยภูมิที่ตั้งของ อ.สะบ้าย้อย เชื่อมต่อกับ จ.ปัตตานี และยะลา ในลักษณะ “สามเหลี่ยมทองคำ” ทำให้การเคลื่อนไหวกำลังจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งทำได้อย่างสะดวก โดยพื้นที่ด้านที่ติดกับ จ.ปัตตานี คือ อ.หนองจิก และ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ส่วนพื้นที่ที่ติดกับ จ.ยะลา เชื่อมติดกับพื้นที่ อ.กาบัง และ อ.ยะหา จึงมีความเป็นไปได้มากที่แนวร่วมในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จะฉวยโอกาสหลบหนีการกดดันของเจ้าหน้าที่มากบดานใน 2 จังหวัดดังกล่าว และก่อเหตุใน อ.สะบ้าย้อย เมื่อคืนวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงเตรียมก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง

                หัวโจกคนสำคัญบัญชาการเอง

                หน่วยความมั่นคง ระบุว่า เครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบทั้งหมดมี ‘ครูฝึก’ ที่รับช่วงการถ่ายทอดทักษะการต่อสู้มาจากชุดที่ผ่านการฝึกบนเทือกเขาตะเว จ.นราธิวาส อีกทอดหนึ่ง จากรายงานพบว่าทั้งหมดเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดน จ.สงขลา คือ อ.จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย โดยหนึ่งในนั้นเป็นแกนนำคนสำคัญ ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีในพื้นที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 20 คดี โดยจะอาศัยพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย เป็นแหล่งกบดาน

                พบมีเยาวชนที่ผ่านการฝึกร่วมด้วย

                นอกจากนี้มีรายงานว่า มีเยาวชนที่ผ่านการสาบานตน หรือซุมเปาะ ที่ได้เข้ารับการฝึกที่ศูนย์ฝึกของสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่บ้านทุ่งไทรแว้ หมู่ 5 ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย รวมอยู่ด้วย

                รวมถึงมีแนวร่วมกลุ่มบาริซัน ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของขบวนการบีอาร์เอ็น พยายามที่จะสร้างสถานการณ์ความไม่สงบอยู่ในพื้นที่ อ.กาบัง จ.ยะลา และ อ.สะบ้าย้อย เทพา นาทวี จะนะ และสะเดา จ.สงขลา มีกองกำลังติดอาวุธ 12-15 คน เคลื่อนไหวอยู่ตามบริเวณพรมแดนไทย-มาเลเซีย ด้าน อ.กาบัง จ.ยะลา และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เตรียมที่จะก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกระลอก

                การข่าวรู้แล้ว-เตรียมรับมือเต็มที่

                ขณะเดียวกัน หลังเกิดเหตุความไม่สงบเมื่อคืนวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้มีการแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด ให้เฝ้าระวังการเกิดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะเกรงว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอาจฉวยโอกาสลงมือปฏิบัติการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่อีกระลอก หลังพบแผนกลุ่มก่อความไม่สงบ

                ในส่วนของ อ.เบตง จ.ยะลา ทาง พ.ต.อ.สุชาติ สอิด ผกก.สภ.เบตง ได้สั่งการทางวิทยุด่วนที่สุดไปยังทุกโรงพักในพื้นที่ให้มีการบูรณาการร่วมกัน โดยให้เพิ่มมาตรการคุมเข้มเนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบได้ก่อกวนและสร้างสถานการณ์พร้อมกันทั้ง 3 จังหวัด ตามที่ได้เคยแจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้ โดยให้หัวหน้าโรงพักแบ่งกำลังในการปฏิบัติตามยุทธวิธี พร้อมกับดูแลความปลอดภัยสถานที่ราชการ สถานบันเทิง และประชาชนอย่างเต็มที่

                ซุ่มโป่งก่อนลอบกัด จนท.นราธิวาส

                ที่ จ.นราธิวาส พล.ต.ต.มนัส ศิกษมัส ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ขุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเหยี่ยวดง หน่วยปฏิบัติการพิเศษ จ.นราธิวาส หรือ EOD และเจ้าหน้าที่กองวิทยาการและกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุที่ฐานปฏิบัติการชุดเฉพาะกิจหมวดลาดตระเวน หน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 22 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อ.ระแงะ และถูกคนร้ายลอบนำระเบิดขว้างใส่เจ้าหน้าที่ขณะกำลังตั้งด่านตรวจรักษาความปลอดภัยฐานปฏิบัติการ จนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อคืนที่ผ่านมา 

                จากการตรวจสอบ พบว่า คนร้ายลอบเข้ามาทางด้านหลังของสวนยางพารา ซึ่งเป็นป่ารกทึกฝั่งตรงข้ามกับฐานปฏิบัติการ โดยใช้ระเบิดชนิดแสวงเครื่องบรรจุไว้ในกล่องเหล็กผสมพลาสติกน้ำหนัก 5–7 กิโลกรัม แล้วขว้างใส่เจ้าหน้าที่ขณะกำลังยืนตั้งด่านตรวจลอยห่างจากฐานประมาณ 50 เมตร แต่โชคดีที่ระเบิดกระทบกิ่งไม้ก่อนจึงตกลงมาให้กับเสาไฟฟ้าเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้รับบาดเจ็บ

                ทิ้งสลักกระเดื่องให้ดูต่างหน้า

                นอกจากนี้ที่บริเวณใกล้เสาไฟฟ้าริมถนน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดพบร่องรอยของระเบิดที่ตกลงมาทำให้ต้นไม้ขนาดเล็กราบเป็นหน้ากลอง กว้างประมาณ 2 เมตร ยาว 2.50 เมตร หลุมลึกประมาณ 15 เซนติเมตร มีเศษสะเก็ดระเบิดกระจายเกลื่อนพื้น จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน และยังพบว่าคนร้ายใช้ระเบิดชนิดเดียวกันก่อเหตุในพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องที่ผลิตขึ้นมาเองมีขนาดเล็กน้ำหนักน้อยสามารถโยกย้ายหรือซ่อนได้ง่าย

                จากนั้นเจ้าหน้าที่กระจายกำลังเดินเท้าเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมภายในสวนยางพาราในรัศมี 100 เมตร พบเศษสลักกระเดื่องจุดระเบิดตกหล่นอยู่ภายในสวนยางพารา ห่างจากจุดหลุมระเบิดประมาณ 80 เมตร คาดว่าคนร้ายน่าจะนำมาทิ้งไว้ก่อนจะหลบหนีไป จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานพร้อมนำไปตรวจลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอ. เพื่อเป็นหลักฐานเชื่อมโยงคนร้ายกลุ่มนี้แล้ว

                เลือกเป้าอ่อนแอ-นอนกลางวันป่วนกลางคืน

                แหล่งข่าวระดับสูงในพื้นที่รายหนึ่ง วิเคราะห์ถึงการลงมือก่อเหตุร้ายต่อเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ ว่า สาเหตุที่คนร้ายสามารถออกมานำกำลัง และเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดได้สะดวกไปก่อเหตุพร้อมๆกันในหลายจุดได้โดยง่ายนั้น เนื่องจากว่าในช่วงเวลากลางคืนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดขอบบนเส้นทางถนนรอบนอก ไม่มีการออกมาลาดตระเวนในช่วงเวลากลางคืน จึงเป็นช่องโหว่ให้คนร้ายออกมาก่อเหตุได้ตามใจชอบ รวมทั้งยังสามารถเลือกเป้าหมายอ่อนแอในพื้นที่เสี่ยงได้ง่าย เพราะคนร้ายพักผ่อนในเวลากลางวัน แต่มาก่อเหตุในเวลากลางคืน ส่วนเจ้าหน้าที่ทำงานเวลากลางวัน แต่พักผ่อนในเวลากลางคืน

                “บิ๊กตู่”เรียก ผบ.ทบ.รายงานด่วน

                วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เข้ารายงานสถานการณ์ โดยใช้เวลาเข้าพบประมาณ 40 นาที จากนั้น พล.อ.เฉลิมชัย ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                ต่อมา ที่กระทรวงกลาโหม เวลา 14.00 น. พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า จากการที่เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อช่วงเช้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้สั่งกำชับอะไร แต่ห่วงใยในเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เกรงว่าจะมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ จึงฝากให้ไปดูแล ซึ่งถือเป็นความโชคดีเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ

                เชื่อต้องการแสดงตัวตน-ศักยภาพ

                ผบ.ทบ. กล่าวด้วยว่า การก่อเหตุนั้นคนร้ายเลือกเป้าหมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเป็นเป้าหมายที่อยู่ในเส้นทางหลัก โดยใช้ยุทธวิธีคือการโยนระเบิดเข้าไป ในภาพรวมเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายต้องการแสดงตัวตนของตัวเองว่ายังมีศักยภาพอยู่ เนื่องจากมีการก่อเหตุพร้อมกันในหลายๆพื้นที่ ในทางปฏิบัติตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เป็นเป้าหมายหลักในเวลานี้ คือ อส. และตำรวจ เพิ่มมาตรการวางกำลังป้องกัน จะสังเกตได้ว่าการปฏิบัติที่ผ่านมาคนร้ายจะไม่สามารถเข้าถึงที่ตั้งของหน่วยทหารได้ เพราะเรามีขบวนการและมาตรการที่เข้มงวด ตนได้สั่งการ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ไปแล้วว่าให้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

                ผบ.ทบ.ฮึ่ม!ประกาศเอาคืน

                ผบ.ทบ. กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์การก่อเหตุระเบิด 40 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถหาเหตุผลในการก่อเหตุได้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติทราบว่าผู้ที่เสียชีวิตส่วนหนึ่งมีข้อมูลว่าได้ร่วมก่อเหตุในห้วงเวลาที่ผ่านมา

                “ในช่วงที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้ามอบตัวกับแม่ทัพภาคที่ 4 จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนร้ายเกิดความหวั่นไหว และพยายามที่จะดำรงสถานะของตัวเองอยู่ ในส่วนของผมจะพยายามกำชับและบังคับบัญชาให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก และจะต้องดำเนินการในเรื่องของการโต้ตอบให้ได้” ผบ.ทบ.กล่าว 

 

'ไซซะนะ'แค่หางแถว! ปปส.จับแก๊งยาไอซ์ระดับโลก-แฉดาราไทยเอี่ยวเพียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560, 20.25 น.
 

“ป.ป.ส.-ปส.”ทลายเครือข่ายยาไอซ์ระดับโลก ขนผ่านเหนือลงใต้ไปมาเลเซีย ยึดอายัดทรัพย์กว่า 70 ล้านบาท พบเปิด 16 บริษัทภาคใต้ฟอกเงิน ขณะที่ “ผบช.ปส.” จ่อหมายจับเครือข่ายอีกนับพันคน พร้อมลุยขยายผลล่า “ดารา” พัวพันเครือข่าย “ไซซะนะ” ด้าน “แพท ณปภา” พบ ป.ป.ส. แจงไม่รู้ที่มาเงิน 1.9 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าขยายผลกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดของแก๊งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จับกุมแก๊งค้ายาไอซ์รายใหญ่ระดับโลก จนชนิดที่ว่าแก๊งของ “ไซซะนะ แก้วพิมพา” พ่อค้ายาเสพติดชาวลาวที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ กลายเป็นแก๊งระดับหางแถวไปทันที และที่สำคัญยังพบข้อมูลด้วยว่า มีศิลปินดาราของไทยจำนวนมาก เข้าไปมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดรายได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วย

โดยเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วยนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. , พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) , พล.ต.ต.ศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ รอง ผบช.ปส. และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการตามแผนยุทธการบูรณาการตัดวงจรทางการเงินเครือข่ายยาเสพติดครั้งที่ 5/2560 “เครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ” ตามแผนปฏิบัติการ “ชัยยะ สยบไพรี 60/3” ในการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ 9 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมพื้นที่เป้าหมาย 54 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 คน ยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท

นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย เป็นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติมีนายเซียง หมี่ ซื่อ หรือเก็กกอ หรือจิมมี่ สัญชาติไต้หวัน , นายตัน ฮัน เซียง หรือนายอาตัน สัญชาติมาเลเซีย , น.ส.วิภารัตน์ การดี สัญชาติไทย และนางวลัยพรรณ เพ็ชรพงษ์ หรือเจ้ฟ่ง หรือฟ่งเจี่ย สัญชาติไทย ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยึดอายัดทรัพย์สิน 36 รายการ มีเงินสด 30 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก 17 บัญชี บ้าน รถยนต์ ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 50 ล้านบาท อีกทั้งเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2559 ได้จับกุมนายชาง คิม ซุย และนายลิม เยียน ฮูล ผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย 2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ 282 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัดในคดีนี้ประมาณ 70 ล้านบาท

ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับปฏิบัติการฯครั้งที่ 5/2560 เป็นการดำเนินการร่วมกันของ 10 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้กฎหมายหลายตัวเพื่อจัดการกับเครือข่ายนี้ หลังจากนี้จะขยายผลการสืบสวนต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าไปเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งจะให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงกฎหมายของกรมสรรพากรด้วย

ส่วน พล.ต.ต.ศุภกิจ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวจะขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทางภาคเหนือของไทย และลงไปสู่ภาคใต้ จากการสอบสวนผู้ต้องหา 2 ราย ให้การซัดทอดว่าเป็นของนายตัน ซึ่งอาศัยอยู่ที่หาดใหญ่ โดยวิธีการจะลำเลียงยาใส่รถเซฟขนยาไอซ์สามารถบรรจุยาไอซ์ได้ครั้งละ 100-300 กิโลกรัมต่อคัน ผ่านช่องทางด่านสะเดา จ.สงขลา เพื่อเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งราคายาไอซ์จากภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 1 ล้านบาท ถึงภาคใต้ราคากิโลกรัมละ 3 ล้านบาท เมื่อผ่านถึงมาเลเซียราคากิโลกรัมละ 5 ล้านบาท หากขนผ่านไปถึงไต้หวันราคาต่อกิโลกรัมจะมีมูลค่าเพิ่มถึง 10 เท่าตัว

“สำหรับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกลุ่มนี้ เน้นกระทำผิดกฎหมายค้ายาเสพติด และยังพบด้วยว่าได้นำเงินเข้าประเทศไทยด้วยการเปลี่ยนสกุลเงินไต้หวันเป็นเงินบาท มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 2,400 ล้านเหรียญไต้หวัน และเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำเงินเข้ามาฟอกมากกว่าจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ” พล.ต.ต.ศุภกิจ กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า เครือข่ายยาไอซ์ดังกล่าวเป็นรายใหญ่ระดับโลก มีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านเหรียญ โดยนายไซซะนะ รวมทั้งนายสีสุก ดาวเฮือง ผู้ต้องหาชาวลาวที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ เป็นเพียงตัวการรายย่อยขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว จากการสืบสวนยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการฟอกเงินโดยการเปิดบริษัทต่างๆในพื้นที่ภาคใต้อีก 16 บริษัท เป็นประเภทกิจการปล่อยเงินกู้ สถานบันเทิง คาราโอเกะ การท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท และอสังหาริมทรัพย์ จากการตรวจสอบไม่พบการจ่ายภาษีรายได้ประจำปีแต่อย่างใด คาดว่าเป็นการลงทุนอำพรางเพื่อฟอกเงินจากการค้ายาเสพติด ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด เพื่อดำเนินการต่อไป

“เครือข่ายยาไอซ์ดังกล่าวยังมีคนเกี่ยวข้องอีกจำนวนพันคนที่จะถูกหมายจับหลังจากนี้ โดยมีศิลปิน ดาราเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วย การสอบสวนคดีนายไซซะนะในเร็วๆนี้จะมีความชัดเจน คนที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องการฟอกเงินกำลังจะโดนด้วย คนพวกนี้ใช้ชีวิตสุขสบายมามากพอแล้ว ถึงเวลาต้องกินข้าวร้อนนอนคุกเสียที” พล.ต.ท.สมหมาย กล่าว

วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ณปภา ตันตระกูล หรือ “แพท ณปภา” ดารานักแสดงชื่อดัง พร้อมทนายความส่วนตัว ได้เดินทางเข้าให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อชี้แจงที่มาของเงินในบัญชีจำนวน 1.9 ล้านบาท ที่นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” สามีซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีสนับสนุนการฟอกเงินเครือข่ายของนายไซซะนะ ได้โอนให้ น.ส.ณปภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ณปภา ขับรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อ BMW สีขาว ทะเบียน 5 กท 411 กรุงเทพมหานคร มาเพียงลำพัง โดยมีนายอาคม คงสวัสดิ์ ทนายความมารอรับ เจ้าตัวมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีวิตกกังวล โดยขอให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังเข้าให้ปากคำแล้วเสร็จ

ภายหลังให้ปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง น.ส.ณปภา ให้สัมภาษณ์ว่า เดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตามปกติและไม่ได้รู้สึกหนักใจ ซึ่งได้ตอบคำถามในประเด็นที่เจ้าหน้าที่สงสัย พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของเครือข่าย นายไซซะนะ อย่างแน่นอน และตนไม่ทราบเกี่ยวกับการทำธุรกิจของสามีว่าทำธุรกิจอะไรบ้าง ร่วมทำกับใคร และสามีก็ไม่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟัง ซึ่งตนทราบเพียงว่าสามีเปิดร้านขายอะไหล่ตกแต่งรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ และรับงานอีเว้นท์บางอย่างเท่านั้น แต่ยอมรับว่าส่วนตัวรู้จักกับนายณัฐพล นาคคำ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเครือข่ายไซซะนะ เพราะเป็นเพื่อนของสามี โดยสามีได้ส่งรูปลูกมาให้กำลังใจระหว่างให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ด้านนายอาคม กล่าวว่า การเข้าให้ปากคำในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลต่อจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ได้ชี้แจ้งเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สินของ น.ส.ณปภา ว่า ได้มาอย่างไร ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการแสดงละคร และการออกงานต่างๆ ส่วนเงิน 1.9 ล้านบาท เป็นเงินของเบนซ์ ที่โอนให้ น.ส.ณปภา จึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าเงินได้มาอย่างไร ส่วนการให้ข้อมูลในวันนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าตอบข้อสงสัยทุกประเด็น แต่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. จะสิ้นข้อสงสัยหรือไม่ต้องให้เป็นผู้พิจารณา พร้อมยืนยันว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี หากมีการประสานเข้ามาในการชี้แจ้งประเด็นต่างๆเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ณปภาได้เข้าให้ข้อมูลต่อตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) โดยยอมรับว่าเงินจำนวน 1.9 ล้านบาท เป็นเงินที่นายอัครกิตติ์โอนให้ในฐานะที่เป็นภรรยา และได้โอนคืนให้นายอัครกิตติ์ 4-5 แสนบาท ส่วนเงินในบัญชีที่เหลือประมาณ 1.5 ล้านบาท น.ส.ณปภา ยินยอมให้มีอายัดไว้ตรวจสอบแล้ว

 

ผู้ว่าฯเพชรบูรณ์รับจ่อสางปมตำบลละ5ล. เผย'มท.'ส่งผู้ตรวจฯลงพื้นที่เค้นความจริง

วันพุธ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560, 18.28 น.
 
19 เม.ย. 60  นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) ยื่นหนังสือถึงพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการตำบลละ5ล้าน ในจ.เพชรบูรณ์ว่า เพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว และกำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบในรายละเอียดอยู่ เพราะเนื่องจากภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตฯ ที่มายื่นหนังสือร้องเรียนยังกระทรวงมหาดไทยนั้น ยังเป็นในลักษณะภาพรวมที่ส่วนใหญ่จะเน้นลงไปในพื้นที่ ต.หนองไผ่เป็นหลัก จึงยังไม่ทราบว่าจะมีพื้นที่ตำบลอื่นๆในจังหวัดด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันทางกระทรวงมหาดไทยได้ประสานมาแล้ว และจะส่งผู้ตรวจราชการกระทรวงลงไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อปี2559 ก่อนตนจะมารับตำแหน่ง และเป็นช่วงแรกๆที่โครงการลงไปยังพื้นที่ ยืนยันว่าเราจะดำเนินการแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส

 

 

 

จ่อจับ"ป๋าช."ซื้อกามเด็ก14 แฉ"ซี8"สีกากีตัวการใหญ่แก๊งค้ามนุษย์"ด่านช้าง"

 

 

 

ปคม.ล็อก “น.ส.แก้ม-เจ๊บีม” 2 แม่เล้าแสบบังคับเด็กหญิง 14 ค้ากาม ตั้งข้อหาหนัก “ค้ามนุษย์” ซวยหนักญาติตัดหางปล่อยวัดไม่ยื่นประกัน ถูกหิ้วส่งเรือนจำทันที จับตามเตรียมออกหมายจับ “ป๋า ช.” ขาใหญ่ “หนองหญ้าไซ” คนซื้อบริการ ด้าน “ทนายสงกานต์” แฉทำกันเป็นขบวนการ เหยื่อโดนมาแล้วนับสิบราย มีหัวโจกเป็น “ซี8” สีกากี

                งวดเข้ามาทุกทีแล้วสำหรับกรณี ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นใน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี รุมโทรมและถูกนำตัวไปขายบริการ โดยเหตุเกิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้า โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ด่านช้าง จับกุมผู้ต้องหา คือ นายประมวล หรือ ไก่ ชันชาทะ อายุ 24 ปีได้เพียงรายเดียว ซ้ำยังอ้างว่าเด็กสมยอม จนกระทั่งมารดาของเด็กสาวต้องนำเรื่องราวไปร้องเรียนกับหลายหน่วยงาน กระทั่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ตั้งสั่งการให้รื้อคดี กระทั่งมีการติดตามจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

                เปิดบัญชีแก๊งโทรม-ค้ากามเด็ก14

                โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 20 เมษายน นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความซึ่งได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคดีดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊ค “ทค.สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์” สรุปความคืบหน้าการขยายผลคดีซึ่งมีการดำเนินการไปแล้ว 4 ส่วน ประกอบด้วย 1.คดีข่มขืนกระทำชำเราฯ ซึ่งศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นผู้ออกหมายจับ ผู้ต้องหาเบื้องต้น 2 ราย ประกอบด้วย นายสุนัย หรือ เจ และ นายธนวัฒน์ หรือ มิ้ง 2.คดีข่มขืนกระทำชำเรา ในเป็นคดีในส่วนของศาลคดีเยาวชน มีผู้ต้องหาเบื้องต้น 2 ราย คือ นายธีรภัทร หรือ เต้ย อายุ 16 ปี และ นายเพชร หรือ. เพชร อายุ 16 ปี โดยทั้งคู่ได้มามอบตัวแล้ว

                3.ความผิดคดีค้ามนุษย์ ซึ่งกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ได้ออกหมายจับกลุ่มนายหน้าที่พาเด็กหญิงไปขายตัว 2 ราย คือ นาย ธนพัตร หรือ เจ๊ บีม และ นส.ปวีณ์สุดา หรือ แก้ม และ 4.คดีค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นในส่วนของผู้ซื้อบริการ 2 ราย คือ นายธนชาติ อายุ 53 ปี และชายสูงอายุต้องสงสัยวัยประมาณ 75 ปี โดยกำลังอยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนจับกุมตัว  และยังคาดว่าคดีนี้อาจมีผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3-4 ราย โดยถ้าพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีทุกราย

                พฤติกรรมชั่วทำเป็นขบวนการ

                ขณะที่ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายสงกานต์ ยังได้นำ นางสมศรี (นามสมมติ) มารดาข ง ด.ญ.เอ เข้าพบ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และนางนงภรณ์ รุ่งเพช็รวงศ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อขอให้ช่วยเหลือเยียวยาเด็กหญิงผู้เสียหาย

                โดย นายสงกานต์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาหลายรายแล้ว และขณะนี้มีผู้ที่ซื้อบริการทางเพศกับน้องเอเข้ามอบตัวเพื่อให้ปากคำกับตำรวจ สภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี แล้ว 2 ราย เป็นชายอายุ 53 กับอดีตข้าราชการอายุประมาณ 70 ปี ซึ่งตนอยากให้สังคมเห็นว่า ด.ญ.เอ ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ เพราะทราบว่ามีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ ขณะน้องเอมึนเมาไม่ได้สติ ก่อนนำตัวส่งให้ลูกค้า

                หัวโจกซี8สีกากี-แฉขู่ฆ่าทนาย

                นอกจากนี้ ยังมีคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์เอาไว้ข่มขู่น้องเอ ไม่ให้ขัดขืนหรือออกมาแฉขบวนการดังกล่าว และเชื่อว่ามีเด็กอีกนับ 10 ราย ที่ถูกนายธนภัตร แสงคำ หรือเจ๊บีม แม่เล้าที่เป็นกระเทย ได้กระทำแบบเดียวกันกับน้องเอ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานพบว่าตัวหัวหน้าใหญ่ของขบวนการเป็นข้าราชการสีกากี ระดับซี 7-8

                ด้าน นางสมศรี กล่าวว่า หลังเกิดเรื่องตนเองและคนในครอบครัวโดนบุคคลลึกลับขี่รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ติดตามตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหน ส่วนตัว ทนายสงกานต์ ก็ถูกข่มขู่ด้วยการส่งภาพปืนและกุญแจมือมาให้ดูทางเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วย

                ขณะที่ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เบื้องต้น รับหนังสือร้องทุกข์และรับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อไว้แล้ว โดยจะให้ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองพยาน เข้าไปดูแลเรื่องนี้ ส่วนเรื่องเงินช่วยเหลือเยียวยาเหยื่ออาชญากรรม ในวันที่ 26 เมษายนนี้ จะนำเข้าคณะกรรมการฯพิจารณาด้วย

                ปคม.จับ“แก้ม-เจ๊บีม”ค้ามนุษย์

                เวลา 14.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม. ได้แถลงข่าวจับกุม น.ส.ปวีณ์สุดา ขันสาทะ หรือ แก้ม อายุ 20 ปี และ นายธนพัตร แสนคำ หรือเจ๊บีม อายุ 31 ปี ในข้อหาสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบกันไว้ โดยร่วมกันแสวงหาประโยชน์มิชอบจากการเป็นธุระจัดหาเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการค้าประเวณี

                แฉชัดถูกรุมโทรมก่อนพาไปขายตัว

                พล.ต.ต.กรไชย กล่าวว่า จากการสอบสวน เด็กหญิงเอ ทราบว่า วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 17.00 น. ด.ญ.เอ เดินทางจากบ้านมาหาเพื่อนที่โรงเรียน จากนั้นไปนั่งคุยหลังร้านเกมส์อินเตอเน็ทคาเฟ่ย่านตลาดด่านช้าง โดยมี นายธนวัตน์ หรือ เต้ย คำแหงคุมพล มาดื่มกับกลุ่ม ด.ญ.เอ จนเกิดอาการมึนเมา ต่อมานายธนวัตน์ กับพวกอีก 2 คน ได้พาเด็กผู้เสียหายไปรุมข่มขืนในป่าละเมาะห่างจากร้านเกมส์ ประมาณ 5-10 กม. ก่อน นายธนวัตน์ จะพา ด.ญ.เอ กลับมาส่งที่ร้านเกมส์ ซึ่งในร้านมี นายธีรภัทร หรือ มิ้ง ศรีสงกา และนายสุนัย หรือเจ บุญแป้น โดยทั้ง 3 คน ได้ร่วมกันรุมโทรม ด.ญ.เอ กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 นายสุนัย ได้ขับรถไปส่ง ด.ญ.เอ ที่บ้าน นายประมวล หรือไก่ จนพบกับ น.ส.ปวีร์สุดา ที่บ้านของ นายประมวล จนเวลา 16.00 น. นายประมวล ได้กระทำชำเราจนสำเร็จ น.ส.ปวีร์สุดา จึงติดต่อไปหานาย ธนพัฒน์ หรือ เจ้บีม แม่เล้าที่รู้จักกันให้นัดหมายลูกค้าซื้อบริการเด็กราคา 1,500 บาท และให้ น.ส.ปวีร์สุดา พา ด.ญ.เอ ไปที่โรงแรมเอพีวิลล่า เพื่อค้าประเวณีกับลูกค้าก่อนรอรับกลับไปส่งที่บ้าน นายประมวล อีกครั้ง

                กระเทยแม่เล้ายังอ้างเด็กสมยอม

                ทั้งนี้จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ โดย นายธนพัตร หรือ เจ้บีม อ้างว่าได้รับการติดต่อจากผู้เสียหายว่า ต้องการหาเงินใช้ในการกลับบ้าน จึงได้ช่วยติดต่อลูกค้าให้ เป็นลูกค้าสูงวัย อายุประมาณ 50 ปี และเมื่อติดต่อหาลูกค้าได้แล้ว ก็ให้ น.ส.แก้ม พาผู้เสียหายไปส่งและรอรับกลับ ก่อนจะนำเงินที่แบ่งจากผู้เสียหายมาแบ่งกันอีกที โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 ยืนยันว่า ไม่ได้มีการบังคับให้ผู้เสียหายขายบริการ แต่ผู้เสียหายเป็นผู้ต้องการเอง

                ขณะที่ นายธนพัตร กล่าวว่า ส่วนตัวจะมีลูกค้าที่ได้รับการบอกต่อกันมาให้ช่วยเป็นธุระจัดหาน้องๆให้โดยไม่เคยถามว่าลูกค้าเป็นใครหรือชื่ออะไร แต่ละครั้งจะได้ค่าจัดหาเป็นเงิน 500 บาท ซึ่งยอมรับว่าผิด และขอโทษต่อสังคมกับสิ่งที่ตนเองกระทำไป และฝากถึงผู้ที่ยังทำพฤติกรรมแบบตนเอง ขอให้มีสติอย่าหลงผิดแบบตน แต่ยืนยันว่าผู้เสียหายสมยอม

                ผู้การปคม.ตอกเด็กสมยอมหรือจำยอม

                พล.ต.ต.กรไชย จึงกล่าวสวนขึ้นมาว่า จากเหตุการณ์นี้ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้ แต่จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า เด็กที่เป็นผู้เสียหายอยู่ในภาวะจำยอม ซึ่งถือว่าแตกต่างจากการยินยอมอยู่มาก ต่อจากนี้ ปคม. จะสืบสวนขยายผลหาผู้ที่ร่วมขบวนการนี้ทั้งหมด ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมาดำเนินคดีต่อไป

                ญาติตัดหางไม่ยื่นประกัน-นอนคุกทันที

                ต่อมา ร.ต.อ.ตรีเพชร สมน้อย พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปคม. ได้ควบคุมตัว น.ส.ปวีณ์สุดา และ นายธนพัตร มายื่นคำร้องขอฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-1 พ.ค. โดยท้ายคำร้องได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนี และอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

                โดยศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาทั้งสองแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ และไม่ปรากฏว่าจะมีญาติของผู้ต้องหามายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมทั้งคู่ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที

                จาอหมายจับ“ป๋าช.”ขาใหญ่เสพกาม

                รายงานแจ้งด้วยว่า ชุดทำงานของตำรวจ บก.ปคม. ได้สอบปากคำ น.ส.แก้ม และ เจ๊บีม กะเทยแสบเอเย่นต์ค้ากามที่พาเหยื่อไปค้าประเวณี ซึ่งทั้งสองได้ให้การพาดพิงถึงผู้ที่มาซื้อบริการทางเพศ ขณะนี้ทราบตัวแล้วคือ “ป๋า ช.” อายุ 52 ปี ซึ่งผู้กว้างขวางคนหนึ่งในเขต อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี มีการปรินต์รูปพร้อมประวัติจากทะเบียนราษฎร ออกมาแล้ว และในวันที่ 21 เมษายน พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รอง ผบก.ปคม. และชุดสอบสวนจาก กก.5 บก.ปคม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ อัยการ จะเดินทางไปยังบ้านพักเด็กและครอบครัวสุพรรณบุรี เพื่อสอบปากคำ ด.ญ.เอ ผู้เสียหายเพิ่มเติม พร้อมทั้งนำภาพถ่ายชายสูงอายุ ที่ น.ส.แก้ม และ เจ๊บีม ให้การ เพื่อให้ ด.ญ.เอ ชี้ว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ก่อนที่จะนำสำนวนไปขอหมายศาลที่ กทม. ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป

                สอบวินัยพนักงานสอบสวนด่านช้าง

                ด้าน พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ในส่วนของพนักงานสอบสวน สภ.ด่านช้าง ที่ทำคดีด.ญ.วัย 14 ซึ่งถูกคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ ภ.จว.สุพรรณบุรี นั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หลังถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในเรื่องของการพูดจาในลักษณะข่มขู่ให้ผู้เสียหายในคดี ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกไม่มั่นใจ โดยจะพิจารณาเรื่องวินัยต่อไป และร้ายแรงหรือไม่ ส่วนสำนวนได้ให้พนักงานสอบสวนชุดใหม่ทำแล้ว รวมถึงระดับ ผกก.โรงพักด้วยว่าบกพร่องจริงหรือไม่

                พล.ต.ต.สุคุณ กล่าวต่อว่า กรณีที่มีข่าวมาว่ามีข้าราชการที่ซื้อบริการนั้น ขอยืนยันว่าไม่ใช่ข้าราชการ แต่ในทางสืบสวนมีแน่นอน แต่เป็นบุคคลธรรมดา ทาง ปคม.อยู่ระหว่างการดำเนินการ เป็นชายวัย 54 ปี อยู่ในเขต อ.หนองหญ้าไซ

 

.................................................

20 เมษายน 2560

 

วิทยุ ฟังวิทยุ วิทยุออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์ สถานีวิทยุ คลื่นวิทยุ ฟังเพลงวิทยุ radio

 

radio online thailand station center ฟังวิทยุออนไลน์ ผ่านเน็ต ฟรี หลากหลายสถานีได้แล้วที่นี่ตลอด 24 ชั่วโมง

รวมคลื่นวิทยุ สถานีวิทยุ ยอดฮิต radio online ให้คุณเลือกฟังกันอย่างจุใจ อยากฟังคลื่นไหน คลิกเลือกที่คลื่นนั้นได้เลย

 

กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

อินเตอร์เน็ต

 

 

 

 

ต่างจังหวัด

 

 

 

 

 ..........................................................

เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สาครงค์ วันที่ : 23/04/2017 เวลา : 16.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij

น่ากลัวทั้งคิมจองอึนและโดนอลทรั้มป์ในด้านอุปนิสัยที่คล้ายกันบางอย่าง แต่ทางด้านคิมจองอึนอาจจะน่ากลัวกว่า ภาวนาอย่าให้เกิดเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 22/04/2017 เวลา : 07.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ถ้าเกิดการปะทะ ก็จะทำให้เกาหลีทั้งสองฝั่งและญี่ปุ่นแหลกราญไปตามกัน

เห็นรูปกองทหารเกาหลีเหนือติดระเบิดแบบฆ่าตัวตายไหมครับ อนาถมากนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ได้ที่นี่เลย "พัดลมของผู้ยากไร้ชาวบังกลาเทศ...รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้หรือ !!" กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบน

กลยุทธ์สู้โจรใต้ไม่ได้สักครั้ง มีแต่ตั้งรับ
การข่าวก็ยังไม่ไหว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน