• นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2471
  • จำนวนผู้ชม : 1899093
  • จำนวนผู้โหวต : 419
  • ส่ง msg :
  • โหวต 419 คน
<< มิถุนายน 2017 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 426 , 12:15:05 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ลาดพร้าวซอยสิบสอง โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เมืองไทยมีเรื่องที่เป็นปัญหาหนักใจอยู่หลายต่อหลายเรื่อง หลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการป่วนสถานการณ์

ของคนบางกลุ่มตลอดมา โดยเฉพาะกลุ่ม NGO ที่มีพฤติกรรมน่าเคลือบแคลง แล้วใช้ประชาชนที่หลวมตัวเข้าร่วมเพื่อแสดงพลัง

ซึ่งสังเกตได้ว่ามีแกนนำหน้าใหม่ๆโผล่ออกมาในการประท้วงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ล่าสุดก็เป็นเรื่อง 'บัตรทอง' ที่คนพวกนี้จมูกไวเป็นพิเศษ

เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ทันรับรู้ว่ามีสาระอย่างไร แต่คนพวกนี้ก็บุกยึดเวทีประชาพิจารณ์จนกลายเป็นอัมพาตอยู่ในขณะนี้

 

 Home »

เมืองไทย 'อะไรๆ ก็ยากทั้งนั้น'

 Monday, June 19, 2017 - 00:00

  • เหนือระบอบทักษิณ ยังมีระบอบ NGO

    และเหนือ NGO มี แก๊งคนดี.........

    เพราะอย่างนี้ การทำประชาพิจารณ์ร่างแก้ไข "พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ใน ๔ ภาค จึง "ล้มแล้ว-ล้มอีก"

    ร่างแก้ไขนี้ .......

    ใครจะเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย, จะสนับสนุน-คัดค้าน, เป็นสิทธิ์แต่ละคน ทำได้เต็มที่

    แต่ควรต้อง "เอื้อเฟื้อ" กฎ-กติกา อันอารยชนพึงมีด้วย

    เมื่อเป็นวาระตั้งเวทีประชาพิจารณ์ ใครจะค้าน-จะสนับสนุน ด้วยความคิดเห็นและเหตุผล แบบไหน-อย่างไร?

    ก็ไปใช้สิทธิ์ที่เวทีนั้นได้ นี่คือประชาธิปไตย ด้วยสิทธิและความรับผิดชอบ

    ไม่ใช่แก๊งหนึ่ง, พวกหนึ่ง .......

    พกความพอใจ-ไม่พอใจ ด้วยตนหรือพวกตน "ได้ประโยชน์-เสียประโยชน์"

    แล้วใช้ความเป็นผู้มีพวกมากในคราบ "องค์กร-เครือข่าย-ภาคี"

    ไป "ล้มเวที-ล้มประชุม" ที่โน่น-ที่นี่ เป็นการแสดงอิทธิพล-บารมี

    เอะอะอ้าง "ภาคประชาชน"!

    ผมก็หนึ่งในความเป็นประชาชน ขอบอก ไม่ชอบใจ รังเกียจ พวกทึนทึกมหาภัย "ขุมข่ายคนดี" พวกนี้เหลือเกิน

    เอาคำว่า "ประชาชน" ไปอ้างกินทุกครั้ง ที่ทำกร่างคับประเทศ

    ประชาชนทุกคน ไม่ได้เห็นด้วย ไม่ได้ต้องการ และไม่ยินดีปรีดา กับพฤติกรรมที่พวกนี้ทำทุกครั้ง-ทุกเรื่องไปหรอก

    เอะอะแสดงอำนาจ........

    วอล์กเอาต์บ้าง ชุมนุมชูป้ายบ้าง ยึดเวที-ล้มประชุมบ้าง อ้างเป็นการกระทำ "ภาคประชาชน"

    ประชาชนระดับชาวบ้าน-ชาวช่องจริงๆ เขาเขียนป้าย เขามาเวที เขาทำป่าเถื่อน แจ๊ดแจ๋โดยมิได้นัดหมาย คือมาแบบ "จงใจ" และ "ใจตรงกัน" แบบนี้ไม่ได้หรอก

    ..........ถ้าไม่มีขบวนการจัดตั้ง!?

    ลองไปทำแบบนี้ที่ เวียดนาม สิงคโปร์ กระทั่งในสหรัฐฯ ดูซี แล้วจะรู้

    ที่ว่า "เมืองไทยเผด็จการ" นั้นน่ะ

    ทั่วอาเซียน-ทั่วโลก "มีประชาธิปไตย" ในประเทศไหน ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน เท่า "เผด็จการ" ในประเทศไทยบ้างมั้ย?

    ว่ากันในภาพรวม ...........

    พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ จะร่างใหม่-ร่างเก่า หลักการ คือ

    ให้สิทธิ์ "คนไทยทุกคน" ที่ยังไม่มีสิทธิ์ใดๆ ได้รับคุ้มครองจากหลักประกันสุขภาพนี้

    คือ คนไทยทุกคน มี "บัตรทอง" ใช้รักษาพยาบาลได้!

    แต่เนื้อหา พ.ร.บ.เดิม ใช้มา ๑๕ ปี พบปัญหาตรงนั้น-ตรงนี้บ้าง รัฐบาล คสช.ก็เลยให้นำปัญหาเหล่านั้นมา

    สังคายนา "พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ที่รู้จักกันในชื่อว่า สปสช.เสียใหม่

    ปรากฏว่า ผู้ใช้ "บัตรทอง" ไม่เสียประโยชน์อะไร

    แต่คนดีในคราบเหลือบ "เสียประโยชน์" ที่เคยได้!

    ดังนั้น เมื่อพวกกูไม่ได้ .........

    ก็อย่าหมายว่า ร่างฯ พวกมึงจะได้ผ่าน ประมาณนั้น!

    แล้วควรทำไง........?

    ง่ายๆ ในเมื่อประชาพิจารณ์ถูกคว่ำ หนหนึ่งก็แล้ว หนสองก็แล้ว จนหนสาม-หนสี่

    ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์คือ "นพ.พลเดช ปิ่นประทีป"

    ว่าไปแล้ว ก็ "เกลือในไห-เนื้อในไส้" รู้ๆ กันอยู่!

    แต่ทำไมล่ะ นพ.พลเดช ในฐานะประธาน จึงไม่ใช้ศักยภาพของตน แก้ไขการใช้วิธี "ตีรวน-ล้มประชุม" ซ้ำซาก ของคนกันเอง

    มาเป็น.......

    โน้มน้าว แนะนำเขา ให้เอาปัญหานั้น มาพูดจา-ถกเถียง-ทะเลาะกัน ในเวทีประชาพิจารณ์ที่จัดขึ้น

    จะเอากันหนักขนาดไหน เชิญพ่อคุณ-แม่คุณ ตามสบาย เพราะนั่นคือ "เวทีที่เปิดให้"

    จะได้รวบรวมปัญหา-ความคิดเห็น นั้น ไปวิเคราะห์ผลกระทบสู่ขั้นตอนพิจารณา-ทบทวนร่างฯ ก่อนสรุปแล้วส่งรัฐมนตรีสาธารณสุขในเดือนหน้า

    แต่ดูเหมือน "หมอพลเดช" นอกจากดูไม่เดือดร้อนแล้ว คงไม่ได้บริหารในทางแก้ไขอะไร การณ์ที่ปรากฏ จึงประชาพิจารณ์ที่ไหน-เมื่อไหร่

    ก็ล่ม.........

    ให้บรรดาสื่อจับเป็นประเด็น "ช่วยกันถล่ม" ที่นั่น!?

    ประธานไม่มีศักยภาพแก้ไข ก็ควรเปลี่ยนให้คนที่เขามีมาทำ จะปล่อยให้ภาพ "สมยอม" เกิดประจำ เหมือนประจานอย่างนี้ไม่ได้

    ประเด็นปัญหา............

    เท่าที่ดูๆ ก็เป็นปัญหาเรื่อง "อำนาจกับเงิน" ระหว่าง "สปสช.กับสาธารณสุข"

    เดิมพันต้องสูงแน่......

    ไม่งั้น ผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย ไม่ออกแรงเต็มสูบขนาดนี้ เห็นป้ายที่ลงทุนเขียนมาแห่ ยังขำ......

    "แก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพเท่ากับล้มบัตรทอง"!

    ถ้าระดับชาวบ้านสนใจกฎหมาย แค่ร่างฯ ยังมองทางทะลุขนาดนี้ ถือว่าประชาชนคนไทย มีความรู้ มีการศึกษา เป็นอารยชน-อารยชาติพัฒนา

    เหนือชั้นกว่า ยุโรป อเมริกา ด้วยซ้ำ!

    ผมเอง ขนาดอ่านร่างแก้ไขมาบ้าง ยังไม่เห็นเลยว่า แก้ พ.ร.บ.แล้ว จะเท่ากับ "ล้มบัตรทอง" ตรงไหน?

    แต่กลุ่ม "อ้างประชาชน"...เห็น!

    ในขณะที่คนส่วนใหญ่ วิพากษ์-วิจารณ์กันว่า

    "บัตรทอง" ไม่ล้ม.......

    หากแต่ "แก๊งคนดี" ลมจับ!

    "มูลนิธิ, องค์กร-เครือข่าย-ภาคี" จะเอาน้ำเลี้ยงจากที่ไหน เมื่อต้นธารถูกเปลี่ยนทาง?

    เหลี่ยมสนุ้ก ผมมองเห็นอย่างนี้ คนอื่นเห็นต่างเหลี่ยมตรงไหน เล็งแล้วแทงตามสบายละกัน

    พูดถึงมุมต่าง

    ที่นายกฯ แก้ปัญหารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช ล่าช้า ด้วยการใช้ ม.๔๔ นั้น

    ปรากฏว่า คนวงการ "วิศวะ-สถาปัตย์" ไทย ถล่มแหลก!

    ที่นายกฯ ยกเว้นทางกฎหมายบางมาตรา ให้ "วิศวกรจีน" เข้ามาทำได้

    พูดในภาพกว้าง ทุกเรื่อง-ทุกอย่าง ไม่แค่เมืองไทย ทุกประเทศในโลกก็แบบนี้ คือทุกเรื่อง ต้องมีคนค้าน ไม่เห็นด้วยใน "ทุกเรื่อง"

    ใครมาเป็นผู้บริหาร นอกจากปวดกระบาลแล้ว ต้องทำความเข้าใจให้ตกผลึก

    หอไอเฟล ริมแม่น้ำแซน กรุงปารีส .........

    ที่เป็นสัญลักษณ์ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และทางศิลป์สถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งของโลก

    ตอนเริ่มสร้าง เมื่อ ๑๓๐ กว่าปีก่อน คนด่าทั้งเมือง ว่าอุบาทว์-อุจาดตาคาเมืองยิ่งนัก

    ให้รื้อทิ้ง............

    แต่วันนี้ หอไอเฟล คือ สัญลักษณ์ประเทศ ที่คนฝรั่งเศสภูมิใจ เป็นแรงดูดนักท่องเที่ยว นำรายได้เลี้ยงประเทศ

    รถไฟความเร็วไทย-จีนวันนี้ ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงอุปมา-อุปไมยด้านว่า

    วันนี้คนด่าขรม.......

    วันหน้า เมื่อกรุงเทพฯ ขยายตัวโตตามเส้นทาง เป็นเมืองใหญ่ไปถึงโคราช

    วันนั้น จากด่าขรม อาจชมก็ได้!

    ที่บรรดาวิศวชนออกมาต้าน บางคนโพสต์โซเชียลมีเดียถึงขั้นว่า รถไฟไทย-จีน "โคราช-กรุงเทพฯ" สายนี้

    "เลวร้าย-เสียหาย" ยิ่งกว่าโครงการรับจำนำข้าวยิ่งลักษณ์!

    ในยุค "ทุกคนมีสื่อเป็นของตัวเอง"

    ในเมื่อคนโพสต์ ขาดสติ คนเสพ จะต้องเสพแบบมีสติ มีความหนักแน่น และแยกแยะ ไม่งั้น

    บ้าไปด้วยกันทั้งหมด!

    ที่วิศวชนออกมาต้านด้วยเหตุผลทางวิชาชีพ-วิชาการ นั่นเป็นเรื่องต้องรับฟัง

    ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องไม่ชักช้า ทำความเข้าใจ อธิบายให้สังคมและทุกคนเข้าใจ

    ว่า...นั่นคือหลักการกว้างๆ ในการเปิดทางเพื่อเริ่มต้น เท่าที่อ่าน ม.๔๔ บอกว่า

    วิศวกรจีน........

    "ให้ได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ.๒๕๔๒

    และมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.๒๕๔๓ นั้น

    เพื่อประโยชน์ในการควบคุมคุณภาพ และประสิทธิภาพ

    ให้กระทรวงคมนาคมประสาน ให้สภาวิศวกรและสภาสถาปนิกจัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมและทดสอบแก่บุคลากรดังกล่าวตามความเหมาะสม ในการกําหนดมูลค่าโครงการรถไฟความเร็ว"

    และในข้อสัญญา-ตกลง ต้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบก่อน!

    แต่เมื่อ "วิศวกร-สถาปนิก" ออกตัวขนาดนี้

    เชื่อว่า รัฐบาลต้องฟัง ไม่ปล่อยให้วิศวกร-สถาปนิกจีน ทำโดยไม่มีฝ่ายไทยร่วมและเห็นชอบก่อนแน่

    แต่นั่น เป็นการลงในรายละเอียด ซึ่งหลังจากใช้ ม.๔๔ เปิดทางให้ระบบราชการเดินหน้า-เดินงานได้แล้ว

    ทางเทคนิค-ทางปฏิบัติ ประเด็นห่วงใยกันนี้ รัฐบาลคงต้องคิดหาทางไว้แล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น

    มันมาถึงขั้นนี้แล้ว เลยที่จะพูด "สร้าง-ไม่สร้าง" ไปแล้ว

    ในเมื่อสร้าง ผมก็ต้องมองในทาง "เดินหน้า"

    ใครจะด่าเพื่อชาติ นั่นเป็นสิทธิ์ของท่านครับ.

     

     Home »
     

    • เวทีประชาพิจารณ์บัตรทองภาคกลางระอุ! ภาคประชาชนฮือปิดทางเข้า-ออกห้องประชุม ล้อมตำรวจหวิดปะทะ บช.น.ส่งชุดคุมฝูงชน 1 กองร้อยคุมเข้ม เครือข่ายสุขภาพแถลงการณ์ 5 ข้อเหตุผลค้านแก้ พ.ร.บ. "หมอพลเดช" ปัดล้มเหลว ชี้แสดงถึงประชาธิปไตย เดินหน้าจัดเวทีปรึกษาสาธารณะต่อ

      ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ..... ซึ่งเป็นเวทีประชาพิจารณ์ครั้งที่ 4 เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังจากก่อนหน้านี้จัดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง ที่ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผู้ลงทะเบียนออนไลน์จำนวน 669 คน มาลงทะเบียนจริง 558 คน และผู้ลงทะเบียนหน้างาน 204 คน รวมทั้งหมด 762 คน แต่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นประมาณ 200 คน

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดเวทีดังกล่าวมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ 1 กองร้อย มาดูแลรักษาความปลอดภัย และมีการตรวจตราผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน โดยเฉพาะเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและภาคประชาชนอย่างเข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้นำแม้กระทั่งปากกาและกระดาษเข้าไปภายในห้องประชุม เนื่องจากเกรงจะมีการนำไปเขียนป้ายประท้วงคัดค้านการประชุม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในการจัดประชาพิจารณ์ 3 ครั้งก่อนหน้านี้

      โดยก่อนการประชุม เครือข่ายภาคประชาชนหลายร้อยคนได้รวมตัวที่หน้าห้องประชุม แล้วช่วยกันนั่งขวางทางปิดทางเข้า-ออกห้องประชุมทั้งหมด ก่อนแสดงสัญลักษณ์นอนตายหน้าห้องประชุม เพื่อคัดค้านกระบวนการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ เพราะเห็นว่าเป็นการแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงประชาชน และมีความพยายามดึงอำนาจกลับไปที่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ การให้แสดงความคิดเห็นคนละ 3 นาที เป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรม

      กระทั่งเวลาประมาณ 08.47 น. ได้เกิดความวุ่นวาย เพราะเจ้าหน้าที่ห้ามไม่ให้ใช้เครื่องมือบันทึกเสียงหรือเครื่องขยายเสียง ทำให้ประชาชนที่อยู่นอกห้องประชุมไม่พอใจ พร้อมกับล้อมตำรวจไว้ และได้โห่ร้องว่า “ตำรวจรังแกประชาชน” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องชี้แจงว่าไม่ได้มีการห้ามหรือยึดของแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีบุคคลที่ 3 ที่ถูกอ้างว่าไม่ใช่กลุ่มของภาคประชาชนเข้ามาก่อความวุ่นวาย ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวออกไป ทำให้สถานการณ์สงบลง ทางนายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงประกาศให้เครือข่ายฯ นั่งอยู่หน้าห้องประชุมอย่างสงบ โดยยืนยันจะจัดเวทีคู่ขนานต่อไป แต่จะไม่ใช้เครื่องขยายเสียง

      พ.ต.ท.ปริญญา กลิ่นเกษร ผบ.ร้อยควบคุมฝูงชน บช.น.2 กล่าวว่า การจัดกองร้อยควบคุม เพราะทราบมาว่าการจัดเวทีที่ผ่านมาในภาคอื่นมีการล้มเวทีการประชุมหลายครั้ง เกรงว่าจะมีการเกิดขึ้นอีก จึงนำกองกำลังมาคอยดูแลเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ขอยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลังกับประชาชน ส่วนที่มีการควบคุมตัวบุคคลหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เพราะเกิดความวุ่นวายขึ้น เกรงว่าจะมีการใช้ความรุนแรงระหว่างผู้จัดประชุมและกลุ่มผู้คัดค้าน

      "การมาดูแลไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด แต่เพื่อให้เกิดความสงบและการประชุมลุล่วงไปได้เท่านั้น ซึ่งหากมีการใช้เครื่องขยายเสียงที่ดัง ก็ส่อเจตนาว่าต้องการล้มการประชุม ซึ่งจะให้เกิดขึ้นเช่นนั้นไม่ได้ แต่ก่อนเริ่มประชุมก็อนุญาตให้กลุ่มผู้คัดค้านประชุมชี้แจงทำความเข้าใจได้ จึงขอให้ใช้สิทธิเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเวที" พ.ต.ท.ปริญญาระบุ

      5 เหตุผลค้านแก้บัตรทอง

      จากนั้นเวลา 11.00 น. นายพงษภัทร หงส์สุขสวัสดิ์ ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก และ กทม. อ่านแถลงการณ์เหตุผลที่คัดค้านเวทีประชาพิจารณ์ว่า จากเวทีประชาพิจารณ์ 4 ภาค กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพฯ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่สนับสนุนการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว เนื่องจากไม่ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เพิ่มสิทธิประชาชน มีแนวโน้มร่วมจ่าย ทั้งมองบุคคลแค่เลข 13 หลัก ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่สมดุล ประชาชนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

      ที่สำคัญไม่มีคำตอบว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของกฎหมายให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพราะหลักการและเหตุผลของการแก้กฎหมายเจาะจงว่าจะแก้มาตราไหน อย่างไรบ้าง ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะรับฟังความคิดเห็นรายมาตรา จึงขอเรียกร้องให้หยุดกระบวนการทั้งหมด และเริ่มกระบวนการแก้กฎหมายใหม่ที่สมดุล และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย

      นายพงษภัทรกล่าวว่า จากการศึกษาร่างกฎหมายที่แก้ไข ไม่มีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ดังนี้ 1.การแก้ไขกฎหมายควรยึดหลักการ "ประชาชนได้ประโยชน์" เป็นที่ตั้ง เช่น ต้องแก้ไขมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 เพื่อให้มีสิทธิประโยชน์เดียวสำหรับทุกคน และบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ 2.ยกเลิกการร่วมจ่าย 3.ให้ใช้ข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้กฎหมาย เช่น ควรแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ สปสช. สามารถจัดซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์ราคาแพง 4.การแก้กฎหมายให้แยกเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุข จะเกิดปัญหาการกระจายบุคลากรที่เป็นธรรมต่อหน่วยบริการหรือโรงพยาบาล 5.การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการระบบหลักประกัน ควรเพิ่มสัดส่วนผู้รับบริการให้มากขึ้น และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุขควรมีสัดส่วนของกลุ่มผู้ป่วย ตัวแทนหน่วยรับเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 50 (5)

      น.ส.สารี อ๋องสมหวัง แกนนำกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ เพราะขัดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเป็นการแก้กฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนแน่นอน ขณะที่สิ่งที่ควรแก้ไขกลับไม่แก้ เช่น เรื่องร่วมจ่าย ควรตัดเรื่องนี้ออกไป ดังนั้นหากยังเดินหน้าต่อ จะไปหานายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

      ขณะที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์พิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ แถลงว่า จากการร่วมในเวทีประชาพิจารณ์ทั้ง 4 ภาค ไม่ได้เรียกว่าเป็นความล้มเหลว เพราะมีช่องทางการสื่อสาร 4 ช่องทาง ประมาณ 2,000 คน มีเพียงขอนแก่นที่มี 3 ช่องทาง ถือเป็นตัวอย่างที่แสดงออกซึ่งความเป็นประชาธิปไตย มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการยกร่างฯ ได้นำไปดำเนินการต่อไป

      ทั้งนี้ ในการรวบรวมจะมีขั้นตอนใน 3 รูปแบบ คือ 1.ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ในออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยฝ่ายวิชาการจะได้รวบรวมความคิดเห็นเป็นหมวดหมู่ 2.สี่เวทีต้องมีการออกแบบวิธีการแยกวิเคราะห์ และ 3.ประมวลข้อมูลและวิเคราะห์รายละเอียดข้อมูลต่างๆ ให้แล้วเสร็จเพื่อส่งต่อให้กับประธานฝ่ายร่างกฎหมายได้นำไปดำเนินการต่อในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ซึ่งการดำเนินทั้ง 3 ส่วน จะเป็นการวัดประสิทธิภาพของคณะกรรมการ

      รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ฯ กล่าวว่า สปสช.ได้ดำเนินงานเรื่องกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมา 15 ปี ซึ่งถึงเวลาที่ต้องแก้ไข เพื่อให้มาตรา 44 มีความยั่งยืนมากขึ้นในการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ กับประชาชน ส่วนกรณีการร่วมจ่ายนั้น ยังไม่มีการแก้ไข โดยผู้ยากไร้ คนพิการ และผู้ใช้ยาพิเศษนั้นสิทธิประโยชน์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม

      ลุยจัดเวทีสาธารณะต่อ

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในห้องประชุม มีประชาชนเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์เพียง 200 คน โดยมีการพูดถึงประเด็นสำคัญๆ อาทิ เรื่องการร่วมจ่าย ซึ่งผู้แสดงความคิดเห็นหลายคนกังวลในเรื่องข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้นในสังคม การจัดซื้อยา ความเสมอภาคของประชาชนให้ได้รับความเท่าเทียมในการรักษาพยาบาลเท่ากันทุกคน และสัดส่วนคณะกรรมการที่ควรมาจากทุกภาคส่วนในสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นต้น นอกจากนี้ จากการสอบถามอนุกรรมการประชาพิจารณ์ ถึงการจัดเวทีปรึกษาสาธารณะ โดยเชิญตัวแทนหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ที่มีส่วนได้เสียเข้าร่วม ในวันที่ 20-21 มิ.ย. ยังได้รับคำยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนดการเดิม

      พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การออกกฎหมายอะไรต้องเปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชน หรือรับฟังข้อมูลจากหน่วยราชการ เพื่อนำไปวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไข ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร ทุกฝ่ายต้องแสดงความคิดเห็นในมุมของตัวเอง และทำการเก็บข้อมูลทุกอย่าง แต่หากคนใดคนหนึ่งมีความรู้สึกว่าความคิดเห็นไม่ตรงกับเราแล้วขึ้นไปล้มเวที ถือว่าไม่ค่อยดี เราเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ไม่ฟังเสียงคนอื่นเขาเลย เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่งดงาม ซึ่งเป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลไปตามกระบวนการกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ไม่อยากมองเป็นเรื่องของสีเสื้อ ส่วนจะมีภาคการเมืองหนุนหลังหรือไม่นั้น ไม่ทราบจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่

      "เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรู้ให้เท่าทัน รัฐบาลยืนยันมาตลอด บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นสิ่งที่ดี ไม่มีการยกเลิกอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับปรุงคุณภาพให้ดีด้วยซ้ำ ดังนั้นใครก็ตามที่ให้ข้อมูลบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรครัฐบาลนี้กำลังจะยกเลิก พี่น้องประชาชนควรแยกแยะออกว่าเขาต้องการอะไร ต้องการให้บ้านเมืองสับสนวุ่นวายหรือไม่ เพราะเรายืนยันมาตลอดว่าไม่ยกเลิก เมื่อเรารู้เท่าทันอย่างนี้ บุคคลแบบนั้นถ้าจะมาเล่าเรื่องอื่นๆ ให้ฟังในกรณีอื่นๆ อีก ขอให้รู้ว่าเมื่อเคยโกหกได้ครั้งหนึ่งก็พร้อมโกหกได้อีก ต้องรู้เท่าทัน" พล.ท.สรรเสริญระบุ.

       Home »

      ปชช.เชียร์เปิด'บัญชี'วัด แฉ'จานบิน'ยึดเชียงใหม่

       Monday, June 19, 2017 - 00:00

      • สะพัดพระชั้นผู้ใหญ่สายธรรมกาย กองหนุนธัมมี่ เตรียมกรุยทางกุมอำนาจสงฆ์เมืองเชียงใหม่ นิด้าโพลเผยประชาชนเชื่อเหตุทุจริตเงินอุดหนุนวัดเป็นฝีมือคนกันเอง กรรมการวัด กลุ่มหลักจ้องงาบ

        เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “การทุจริตเงินอุดหนุนวัด” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14- 16 มิถุนายน 2560 กรณีศึกษาจากประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ กระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับ "การทุจริตเงินอุดหนุนวัด และการบริหารจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัด"

        จากการสำรวจ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสาเหตุหลักของช่องโหว่ในการทุจริตเงินอุดหนุนวัด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 44.48 ระบุว่าเป็นเพราะวัดขาดการบริหารจัดการ มีความหละหลวมในการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สิน รองลงมาร้อยละ 35.92 ระบุว่าเป็นเพราะความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมาย, ร้อยละ 29.84 ระบุว่าเป็นเพราะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขาดการบริหารจัดการ มีความหละหลวมในการตรวจสอบเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ

        ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่คาดว่าอาจจะมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำมิชอบกรณีการทุจริตเงินอุดหนุนวัด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.76 ระบุว่าอาจจะเป็นคณะกรรมการวัด รองลงมาร้อยละ 38.24 ระบุว่าอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบางคน, ร้อยละ 36.96 ระบุว่าอาจจะเป็นเจ้าอาวาส, ร้อยละ 26.00 ระบุว่าอาจจะเป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการบางคน, ร้อยละ 0.16 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พระลูกวัด หรือผู้มีอิทธิพลในชุมชน และร้อยละ 5.92 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

        สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัดโดยทั่วไปในปัจจุบัน พบว่า ประชาชนร้อยละ 2.32 ระบุว่า มีความโปร่งใสมาก, ร้อยละ 11.76 ระบุว่ามีความโปร่งใสค่อนข้างมาก, ร้อยละ 3.44 ระบุว่ามีความโปร่งใสปานกลาง, ร้อยละ 39.44 ระบุว่ามีความโปร่งใสค่อนข้างน้อย, ร้อยละ 37.36 ระบุว่าไม่มีความโปร่งใสเลย และร้อยละ 5.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

        เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการให้ตัวแทนจากประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัด เพื่อความเป็นกลาง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของชุมชนและพุทธศาสนิกชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 86.80 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะเพื่อความเป็นระบบ มีความเป็นกลาง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ร้อยละ 8.72 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องของภายในวัด ประชาชนไม่ควรเข้าไปยุ่งหรือก้าวก่ายมากจนเกินไป

        ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัดให้แก่สาธารณชนได้ทราบ เพื่อให้ตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของชุมชนและพุทธศาสนิกชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 90.24 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะประชาชนจะได้สบายใจ และทราบว่าทางวัดมีการนำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง มีรายรับรายจ่ายเป็นอย่างไร ก็ควรที่จะเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล มีเพียงร้อยละ 3.92 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะไม่จำเป็น ถือว่าเป็นเรื่องภายในของวัด

        ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัด จะสามารถช่วยลดการทุจริตเงินวัดในทางที่มิชอบได้ พบว่า ร้อยละ 38.40 ระบุว่าจะช่วยลดการทุจริตได้มาก, ร้อยละ 38.80 ระบุว่าจะช่วยลดการทุจริตได้ค่อนข้างมาก, ร้อยละ 1.76 ระบุว่าจะช่วยลดการทุจริตได้ปานกลาง

        วันเดียวกัน พระมหารวีวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน ผ่านไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย, กมธ.ศาสนาศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. และ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม (สปท.) เพื่อขอความเป็นธรรมภายหลังถูกพระราชรัชมุนี เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยการแต่งตั้งพระเทพมังคลาจารย์ อายุ 67 ปี รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดท่าตอน (วัดอารามหลวง) อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส 2 วัดพร้อมกันในตัวเองเมืองเชียงใหม่ คือ วัดพระเจ้าเม็งราย และรักษาการเจ้าอาวาสวัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย โดยไม่ชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม

        พระมหารวีวัฒน์กล่าวว่า ภายหลังที่อาตมาถูกคำสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย ในปี 2555 เป็นเวลา 3 เดือน และผ่านพ้นช่วงระยะเวลามานานแล้ว ก็ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสมาโดยปกติ และยังไม่มีคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2560 พระชั้นผู้ใหญ่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ กลับแต่งตั้งให้พระเทพมังคลาจารย์มาดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งรายและวัดอาวาสวัดเชตวัน ที่เจ้าอาวาสอาพาธอยู่ โดยไม่ปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ข้อ 5 ในกรณีไม่มีเจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เจ้าคณะตำบล ด้วยความเห็นชอบของเจ้าคณะอำเภอ สั่งแต่งตั้งรองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือ พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่สมควร ตามข้อเสนอของเจ้าอาวาส นอกจากนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวยังผิดประเพณีและถือเป็นการกระทำหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่มีการแต่งตั้งพระชั้นผู้ใหญ่ระดับรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และดูแลวัดอารามหลวง แต่ลดชั้นมารักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสในวัดราษฎร์เล็กๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ จึงอยากถามว่ามีเจตนาพิเศษอะไรแอบแฝงหวังผลอะไรหรือไม่ ในการย้ายครั้งนี้ จากอำเภอแม่อาย มารักษาการเจ้าอาวาสวัดในตัวเมือง

        “อาตมากำลังตกเป็นเหยื่อ และตอนนี้มีความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก เพราะถูกขับไล่ และถูกตั้งกรรมการสอบ และอาตมาก็ชี้แจงความบริสุทธิ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะข้ออ้างเรื่องพระเก่าแก่หายหรือ ไม่แสดงบัญชีทรัพย์ของทางวัด สุดท้ายทุกอย่างก็นำมาแสดงความบริสุทธิ์ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบทั้งหมด แต่ขณะนี้พระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ยังไม่คืนตำแหน่งให้ จึงอยากฝากไปนายกฯ พระพุทธะอิสระ ท่านไพบูลย์ และผู้เกี่ยวข้อง ช่วยทวงถามความเป็นธรรมให้พระชั้นผู้น้อยอย่างอาตมาด้วย” เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย กล่าว

        สำหรับพระเทพมังคลาจารย์ วัดท่าตอน (วัดอารามหลวง) ถือเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ที่มีความอาวุโสอันดับที่ 1 และเป็นแคนดิเดตสำคัญที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ แทนพระเทพปริยัติ อายุ 76 ปี เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์ปัจจุบัน ที่จะพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 80 ปีในอีก 4 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าอาวาสวัดท่าตอนจะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ติดปัญหาสำคัญคือวัดท่าตอนอยู่ในอำเภอแม่อาย ซึ่งระยะทางห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ประมาณ 180 กิโลเมตร และตามประเพณีปฏิบัติของการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ จะไม่แต่งตั้งพระชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่เปรียบนำเมืองหลวงไปอยู่ชายแดน เพราะจะส่งผลให้พระชั้นผู้ใหญ่จากในเมืองเชียงใหม่เดินทางไปหาเจ้าคณะจังหวัดในพื้นที่ห่างไกล และถือเป็นเรื่องลำบากมาก

        นอกจากนี้ พบว่าพระเทพมังคลาจารย์ยังถือว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกาย โดยวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เคยนำพระสงฆ์จำนวนมากรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ให้รัฐบาลยกเลิกมาตรา 44 หลังออกคำสั่งให้ตรวจค้นวัดเพื่อนำตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ 1,400 ล้านบาท มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งในวันที่ 7 ก.ค. 2559 ยังได้ร่วมกับพระสงฆ์ประมาณ 300 รูปในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดน่าน เดินทางมาให้กำลัง ใจพระธัมมชโยที่วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี อีกด้วย.

       Home »

      จ่อคลอด กม.ปฏิรูป -ยุทธศาสตร์ 20 ปี

       Sunday, June 18, 2017 - 00:00

      • กก.ยุทธศาสตร์ ต้องมีผู้นำทหาร เขียนล็อก ห้ามแก้พิมพ์เขียว?

        การปฏิรูปที่หลายฝ่ายต้องการเห็นในยุค คสช. จะพบว่ามีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีการปฏิรูปหลายด้าน เช่น การศึกษา, ตำรวจ, การเมือง โดยต้องมีกลไกต่างๆ มารองรับ โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งล่าสุดพบว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับในวาระ 2 และ 3 ช่วงสัปดาห์หน้าคือ 22 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปของร่าง พ.ร.บ.สำคัญทั้ง 2 ฉบับก่อนจะคลอดออกมาเป็นกฎหมาย เราจึงไปติดตามความคืบหน้ามาให้ทราบดังนี้

                เริ่มที่กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องนี้ พลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ - อดีตเสนาธิการกองทัพเรือ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ... เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวคณะ กมธ.มีการแก้ไขจากร่างที่ลงมติรับหลักการในวาระแรกประมาณ 4-5 มาตรา โดยจะให้มีคณะกรรมการ 2 ชุดที่มีความสำคัญเข้าไปจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งพอมีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแล้ว กรรมการก็จะไปตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ

                  พล.ร.อ.พัลลภ-โฆษก กมธ. กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ กมธ.มีการปรับปรุงแก้ไขอยู่ในมาตรา 12 เรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยร่างเดิมเขียนไว้ว่า สำหรับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รัฐบาลเสนอมาให้มี 14 คน และระบุด้านไว้ตายตัว 10ด้าน กมธ.ก็เห็นว่าควรเขียนเปิดไว้สำหรับอนาคตที่จะกำหนดด้านขึ้นในอนาคต จึงเสนอให้เพิ่มเป็น 17 คน ทำให้จะมีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพิ่มขึ้นมา 3 คน แต่จะล็อกด้านไว้เฉพาะ 10 ด้าน (ด้านความมั่นคง -การเมืองและการบริหารราชแผ่นดิน-เศรษฐกิจ-กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น) ทำให้สุดท้ายจะมีกรรมการยุทธศาตร์ชาติรวมทั้งสิ้น 35 คน จึงขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาว่าในช่วง 20 ปีข้างหน้าที่จะเขียนยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ จะตั้งบุคคลจากด้านไหนมาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์บ้าง เช่นยกตัวอย่าง ด้านธรณีวิทยา, สื่อสารมวลชน, สื่อสารสนเทศ โดยจะไม่มีการระบุชื่อด้านไว้ในกฎหมายแบบตายตัว

                  อดีตเสนาธิการกองทัพเรือ บอกถึงความสำคัญของการต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปีว่า ที่ผ่านมาการบริหารราชการแผ่นดินแม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่กรอบระยะเวลาทำไว้แค่ 5 ปี ถามว่าการบริหารงานประเทศชาติมองไปแค่ 5 ปีจะพอหรือไม่ แต่ก่อนพูดง่ายๆ การบริหารแต่ละช่วงเวลาเป็นการบริหารไปแบบคนปีนบันไดลิง คือรัฐบาลแต่ละช่วงเวลาก็จะบริหารราชการแผ่นดินไป ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ทำตามสิ่งที่ได้เคยสัญญาไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่หากมีการยุบสภา มีการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนขั้วเกิดขึ้น รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็มาเริ่มใหม่ การบริหารงานช่วงเวลาสั้นๆ แค่สี่ถึงห้าปีก็จะกำหนดไปตามสิ่งที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้กับประชาชน

          เราก็ต้องมาดูกันว่าควรมีการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ระยะยาวหรือไม่ เพื่อเป็นกรอบเป็นท่อทางยุทธศาสตร์เอาไว้ เพื่อที่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาก็บริหารไปสู่กรอบวิสัยทัศน์ โดยรัฐบาลที่เข้ามาแต่ละช่วงเวลาก็กำหนดแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้สอดคล้องไปกับแนวทางที่พรรคการเมืองได้หาเสียงเอาไว้ แต่ทั้งหมดจะต้องอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่น่าจะเป็นเรื่องดีๆ ต่อประเทศชาติ เพราะจากเดิมที่เราเดินหน้าพัฒนาประเทศเรา ที่อาจจะยังขาดทิศทาง เป้าหมาย วิสัยทัศน์ที่เป็นทางการ แต่เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติจะทำให้การพัฒนาประเทศ การเดินหน้าแผนงานต่างๆ มีเป้าหมายและทิศทางอย่างเป็นทางการ โดยมีบทบังคับให้ทุกหน่วยต้องดำเนินการตาม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่อย่างน้อยที่สุดประเทศชาติของเราก็จะมีเป้าหมายทิศทางที่กำหนดไว้เป็นวิสัยทัศน์ของประเทศ

          ...ถามว่าทำไมยุทธศาสตร์ชาติต้องกำหนดไว้ 20 ปี ก็เพราะรัฐบาลเขาดูว่าแต่ละประเทศ เช่น บรูไน, มาเลเซีย ก็มีการวางแผนการพัฒนาประเทศไว้เป็นยุทธศาสตร์  30 ปี บางประเทศ 20 ปีก็มี ทางรัฐบาลที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ก็มองว่ากรอบ 20 ปีก็น่าจะเหมาะสม เพราะอย่างการบริหารครอบครัวของคนเรา ถามว่าเรามองไปไกลหรือไม่ เช่นหากมีลูกก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่า อยากให้ลูกเมื่อศึกษาจบแล้วอยากให้ทำงานอะไร เช่น แพทย์, วิศวกร, ผู้พิพากษา ก็มองไปข้างหน้าเป็น 20 ปีแล้ว แต่ในช่วงเวลาที่จะไปถึงก็ขึ้นอยู่กับการบริหารครอบครัว บริหารเวลา ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเราก็จะไกด์ครอบครัวถึงเป้าหมายที่ต้องการให้เป็น

        อย่างวันนี้ถ้าเราตั้งเป้าหมายจะพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยตั้งเป้าไว้ 20 ปีข้างหน้า โดยมีกรอบยุทธศาสตร์วางไว้ รัฐบาลไหนไม่ว่าจะเข้ามาก็แล้วแต่ก็ขอให้มุ่งไปสู่ตรงนี้ เพราะเป็นสิ่งที่คนยอมรับ ส่วนวิธีการที่มุ่งไปในสมัยของรัฐบาลแต่ละชุด ก็สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามแผนแม่บทเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นผู้จัดทำขึ้นมาเป็นแผนระยะสั้นได้

        พล.ร.อ.พัลลภ กล่าวด้วยว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกาศใช้เป็นกฎหมายและมีแผนยุทธศาสตร์ชาติออกมา ก็จะทำให้มีสภาพบังคับให้ทุกหน่วยงานของรัฐ กับทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรต่างๆ ต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ ซึ่งที่ผ่านมาอย่างบางหน่วยก็จะพบว่าเขาก็จะมีแผนยุทธศาสตร์ เช่น กองทัพก็มีแผนยุทธศาสตร์พัฒนากองทัพ 10 ปีถึง 20 ปี แต่ที่ผ่านมาก็เป็นลักษณะแต่ละหน่วยงานแยกกันไปทำ ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติใหญ่ของชาติ การที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำของตัวเองไม่มีแผนรวม ก็ทำให้ขาดพลังในการขับเคลื่อนให้สอดคล้องกัน แต่นับจากนี้เมื่อมีแผนยุทธศาสตร์ชาติก็จะเป็นแผนงานกลางให้กับทุกหน่วยงาน และมีสภาพบังคับให้ทุกหน่วยต้องปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสมมุติมีรัฐบาลบอกว่าประเทศไทยต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่หากไม่มีเอกสารเป็นทางการแล้วแค่พูดกันไป ทุกหน่วยงานก็แค่รับทราบไป การที่ไม่มีแผนยุทธศาสตร์เขียนไว้ ก็ไม่มีผลผูกมัดในสิ่งที่ประกาศไว้ว่าจะนำพาประเทศไปอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่เมื่อมีแผนยุทธศาสตร์ชาติก็จะมีผลผูกพันกับทุกหน่วยงานของรัฐ

                  ...ของกองทัพก็เคยมีการทำและศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์กองทัพผ่านวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร แต่ในส่วนของกองทัพอย่างเช่นที่ผมอยู่กองทัพเรือ เราก็จะทำแผนยุทธศาสตร์ว่าเราจะพัฒนากองทัพไปในมิติแบบไหน จะมียุทโธปกรณ์อะไรบ้าง เราคาดการณ์ไปในอนาคตว่าบริบทสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง การใช้กำลังทหารจะเป็นอย่างไร และเราจะเดินหน้าไปสู่ทิศทางตรงไหน ด้วยเทคโนโลยี ด้วยการรบอย่างไรบ้าง แล้วก็กลับมาดูว่าแล้วกองทัพควรต้องมียุทโธปกรณ์ เครื่องมืออะไร มีรถถัง มีเรือดำน้ำ มีเครื่องบิน มีปืนเท่าใด

        ยุทธศาสตร์กองทัพที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องของการเสริมสร้างกำลังของกองทัพ แต่ยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นการพูดถึงพลังอำนาจภายในชาติแต่ละด้าน แล้วเราจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายในยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างไร

        ถามเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งในร่าง พ.ร.บ.มีการเขียนไว้ว่าให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี แต่หากไม่ถึง 5 ปีแล้วมีเหตุการณ์สำคัญหรือมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมหลายอย่าง จะทบทวนก่อนถึง 5 ปีได้หรือไม่ พล.ร.อ.พัลลภ แจงว่าจะมี 2 ลักษณะ คือ หากไม่มีสภาวะอะไรเปลี่ยนแปลงเลยก็ให้ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติได้ทุก 5 ปี เพราะถือว่าได้มีการเขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติออกมาโดยรอบคอบพอสมควรแล้ว แต่หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่นในปีนี้ 2560 เราวางแผนยุทธศาสตร์ชาติไว้ภายใต้สภาวะแบบในปี 2560 ที่ยังไม่มีสงคราม ไม่มีอุบัติภัยอะไร แต่ถ้าเกิดสมมุติว่ามีสงครามขึ้นมาในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เกิดความขัดแย้งอะไรขึ้นมา มีการเปลี่ยนขั้วของบางประเทศ เช่นสหรัฐฯ ออกจากนาโตที่เป็น Major Change  มีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่อาจจะกระทบต่อวิสัยทัศน์เป้าหมาย ที่อาจจะทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายในปีนั้นตามยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนไว้ ก็อาจจะให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ

        ...ยกตัวอย่าง ถ้าเราเขียนแผนไว้ในปี 2560 แต่ในปี 2563 หากมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงก็ควรต้องทบทวนยุทธศาสตร์ แต่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติต้องดำเนินการตามที่เขียนไว้ในกฎหมาย คือต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ว่าการแก้ไขแผนแม่บทเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์จะอยู่ที่ฝ่ายบริหาร รัฐบาล ที่สามารถจะกำหนดแผนการ ขั้นตอนของแต่ละยุคสมัยของรัฐบาลได้ เพราะการประเมินและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติต้องใช้เวลา ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวงรอบทุก 5 ปีตามที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่หากทบทวนแล้วพบว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรที่จะไปกระทบต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ 20 ปี ก็ใช้ยุทธศาสตร์เดิมที่ทำไว้ แต่หากทบทวนแล้วพบว่ามีสถานการณ์ต่างๆ เข้ามา ควรต้องปรับยุทธศาสตร์ก็แก้ไขยุทธศาสตร์ได้ จากนั้นก็ไปแก้ไขแผนแม่บทยุทธศาสตร์อีกที รวมถึงต้องแก้แผนปฏิรูปประเทศที่จะเกิดขึ้นตามร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศด้วย เพราะทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศจะต้องสอดคล้องกัน

        - มีเสียงทักท้วง วิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงกรณีให้ผู้นำเหล่าทัพมาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่ง?

        ถ้าพูดถึงสัดส่วนในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 35 คน ก็มีจากทหารแค่ 5 คน คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนก็ไม่ได้มากเท่าใด ก็ประมาณสิบกว่าเปอร์เซนต์ ที่เหลือก็จะเป็นจากหน่วยงานพลเรือน

        หากพูดถึงผู้ที่จะมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นพลังของชาติส่วนหนึ่ง ก็อย่าลืมกองทัพเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเกือบจะทุกเรื่อง ทหารมีหน้าที่ป้องกันประเทศ มีหน้าที่ด้านความมั่นคง แต่ขณะเดียวกันในภาวะปกติ ยามสงบเราก็ใช้กำลังในการช่วยพัฒนาประเทศ เช่นตอนน้ำท่วม ภัยแล้ง อุทกภัย ภัยพิบัติต่างๆ อย่างทหารเรือตอนนี้ก็ไปช่วยแก้ปัญหาเรื่องประมง ก็ถือว่าทหารก็คือพลังของชาติอันหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามไป

          ผมจึงเห็นว่าก็มีความชอบธรรมที่จะให้ฝ่ายทหาร เหล่าทัพที่มีขีดความสามารถ ก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการกำหนดและพิจารณายุทธศาสตร์ชาติอย่างไรบ้าง เพราะสุดท้ายก็ต้องมาใช้พลังอำนาจของกองทัพด้วยในการเดินหน้าให้บรรลุตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

        "ในชั้นกรรมาธิการ ผมก็เห็นว่ามีความจำเป็นต้องให้มีผู้นำเหล่าทัพเป็นกรรมการ พูดตรงๆ ก็ต้องอย่าลืมว่า ในช่วงยุคต่อไปการเดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์ชาติ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการปฏิรูปประเทศด้วย ที่จะมีการปฏิรูปอย่างเข้มข้นในช่วง 4-5 ปีแรก ก็ต้องรวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนองคาพยพไปสู่การปฏิรูปประเทศในทุกเรื่อง ก็คิดว่าการใช้พลังอำนาจที่มีอยู่โดยเฉพาะที่เข้มแข็งอย่างทหารเข้ามา เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและมีความชอบธรรม”

        สำหรับคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่จะตั้งโดยกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะมีด้วยกัน 14 คน แต่จะไม่มีการระบุคณะว่าจะให้มีกี่คณะ โดยขึ้นอยู่กับว่าจะมีแผนยุทธศาตร์ชาติด้านใดบ้าง แต่อย่างน้อยก็จะมี 10 ด้าน ตามที่กำหนดไว้ในองค์ประกอบที่มาของกรรมการยุทธศาสตร์ ก็จัดทำยุทธศาตร์ด้านนั้นๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง

        สำหรับลำดับเวลาขั้นตอนที่จะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติประกาศออกมาอย่างเป็นทางการนั้น พล.ร.อ.พัลลภ กล่าวว่า เนื่องจาก รธน.บัญญัติไว้ว่าหลังร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้ จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติภายใน 1 ปี โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลว่า เมื่อมีการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ก็ให้มีการตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เขียนเรื่องขั้นตอนต่างๆ ในการทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ เช่นการรับฟังความเห็นประชาชนแล้วเสนอเข้าสภา รวมระยะเวลาทั้งหมดแล้วก็อยู่ที่ประมาณ 350 วัน หลังจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้เป็นอย่างช้า ก็จะได้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 

        ไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ยื่น ป.ป.ช.สอบ

        อีกประเด็นสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็คือเรื่อง การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลว่าหน่วยงานรัฐได้มีการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าไม่มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติโดยไม่มีเหตุอันควร ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติรายงานต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์และแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี โดยสุดท้ายหากยังไม่มีการทำอะไรก็ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาได้

        พล.ร.อ.พัลลภ กล่าวถึงประเด็นการตรวจสอบติดตามเอาผิดกับหน่วยงาน หัวหน้าหน่วยงานที่ไม่ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่า ถ้ามีแผนยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้วไม่มีสภาพบังคับกับทุกหน่วยงาน ไม่มีบทลงโทษหน่วยงานที่เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ การให้ไปสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ก็จะยาก จึงต้องมีเรื่องนี้เพื่อให้ทุกหน่วยงานเอาจริงเอาจัง แต่การติดตามนั้นทางคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เขาก็จะมองดูว่าหากหน่วยงานไหน หรือหัวหน้าหน่วยงานแห่งใด ไม่ดำเนินการไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมา

          ในร่าง พ.ร.บ.เขียนไว้ว่าต้องเป็นกรณี โดยไม่มีเหตุอันควร ก็ให้อำนาจกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ เสนอเรื่องไปยังกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วหากกรรมการเห็นชอบด้วยก็เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี โดยหากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ให้แจ้งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่การดำเนินการดังกล่าวยังเป็นแค่ชั้นการกล่าวหาว่าหน่วยงานนั้นไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.จะพิจารณาเองว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมี มีมูลหรือไม่มีมูล

        ถ้า ป.ป.ช.ชี้ว่ามีมูลก็โดนลงโทษไปตามที่เขียนบทลงโทษไว้ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้รวมถึงทางวินัย การดำเนินการคงไม่มีการให้ไปกลั่นแกล้งหรือทำให้หน่วยงาน หัวหน้าหน่วยงานเสียหาย เพราะก็มีกระบวนการให้กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องทำเรื่องสอบถามหน่วยงานนั้นๆ ก่อนถึงเรื่องการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ว่าเลินเล่อหรือไม่ใส่ใจอะไรหรือไม่

        ถามต่อไปว่า หากหลังการเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ เขาจะแก้ไขอะไรได้หรือไม่ พล.ร.อ.พัลลภ แจงว่า หากไม่ชอบยุทธศาสตร์ก็ต้องมาดูว่าประเด็นไหน เพราะต้องไม่ลืมว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นการเขียนเรื่องดีๆ ให้แก่ประเทศ เช่นเรื่องวิสัยทัศน์ คุณจะมาเขียนวิสัยทัศน์ที่มันไม่ดีหรือ เพราะถ้าไม่ดีประชาชนก็ไม่ยอมรับ อีกทั้งการดำเนินการก็ต้องผ่านสภา แล้วตัวยุทธศาสตร์ชาติก็จะเขียนในเรื่องกว้างๆ การที่พรรคการเมืองหรือขั้วอำนาจจะมาปรับเปลี่ยนในช่วงที่ตัวเองอยู่แล้วอยากปรับเปลี่ยน เนื้อหาส่วนนี้จะไปอยู่ในแผนแม่บทเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ หรือแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งตรงนี้ใครที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็อยู่ในวิสัยที่จะปรับเปลี่ยนแนวนโยบายให้สอดคล้องกับพรรคของตัวเองได้ อันเป็นลักษณะแผนแต่ละช่วงเวลา แต่การปรับเปลี่ยนนั้นต้องสอดคล้อง ต้องไม่ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้

          เพราะหากสภาวะต่างๆ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากการจะไปเปลี่ยนแปลงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา แล้วจะไปชี้แจงได้อย่างไรว่าอยู่ดีๆ มันไม่มีสภาวะแวดล้อม ไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอะไรในโลก แล้วจะไปเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ เปลี่ยนเป้าหมาย วิสัยทัศน์ มันก็ตอบลำบาก   

        ........................................

        จับตารัฐบาล-บิ๊กตู่ ตั้ง กก.ปฏิรูป 10 ด้าน

                ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ... ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ   

        นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ-โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ... สรุปความเป็นไปของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่จะเป็นบันไดสำคัญไปสู่การปฏิรูปประเทศว่า เนื่องจาก รธน.มาตรา  259 บัญญัติให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ โดยจะต้องมีการออกกฎหมายมารองรับ ที่ต้องออกกฎหมายภายในไม่เกิน 120 วันหลัง รธน.ประกาศใช้ (6 เมษายน 2560)

        สำหรับร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เนื้อหาของการปฏิรูปประเทศ แต่คือการกำหนดกรอบ เวลา วิธีการได้มาซึ่งกรรมการปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องของแผนและขั้นตอนการปฏิรูป เพื่อให้แน่ใจว่า การปฏิรูปจะมีการเดินหน้าภายในเวลาที่เหมาะสม ครอบคลุมทุกด้าน จากนั้นกรรมการแต่ละด้านจะไปร่างแผนปฏิรูปว่าจะต้องทำอะไรบ้างภายใน 1 ปีถึง 5 ปี

          เรื่องการปฏิรูปประเทศถูกบัญญัติไว้ใน รธน.มาตรา 258 ที่ให้มีการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ รวม 10 ด้าน เช่น ด้านการเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน, กฎหมาย, กระบวนการยุติธรรม และด้านอื่นๆ ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปประเทศจึงต้องเขียนให้สอดคล้องกับ รธน. โดยมีการเปิดด้านที่ 11 ไว้ด้วย เพื่อให้ในอนาคตหากเห็นว่าด้านไหนสำคัญต้องปฏิรูปก็มาเพิ่มได้

        โดยการปฏิรูปแต่ละด้านจะต้องมีการตั้งกรรมการปฏิรูปขึ้นมาแต่ละด้าน ซึ่งจะมีกรรมการ 15 คนในแต่ละชุด มีวาระการทำงาน 5 ปีโดย ครม.แต่งตั้ง แต่ไม่ได้แต่งตั้งโดยอำเภอใจ โดยเลือกจากคนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ต้องมีประสบการณ์ เช่นปฏิรูปการศึกษา ต้องมีความรู้มีประสบการณ์ และต้องมีความหลากหลายมาจาก 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ, ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ไม่ใช่มาจากไหนไม่รู้

        โดยเมื่อร่าง พ.ร.บ.มีการประกาศใช้เป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งประกาศรายชื่อกรรมการปฏิรูปทั้ง 10 ด้านภายใน 15 วัน ก็หมายถึงว่าภายในไม่เกินสิงหาคมก็จะมีรายชื่อกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านปรากฏชื่อออกมา

        จากนั้นประธานกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านก็จะมาประชุมร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปแต่ละด้านมีการบูรณาการกัน และให้สอดคล้องกับแผนแม่บทในแผนยุทธศาสตร์ชาติ จะได้ไม่เกิดลักษณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านว่ากันไปตามแต่ละชุด โดยในการประชุมร่วมกันดังกล่าวของประธานกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน จะต้องมีตัวแทนของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 1 คนมาเป็นประธานของที่ประชุมร่วมประธานกรรมการปฏิรูป 10 ด้าน ก็จะเกิดการบูรณาการกันแน่นอน แล้วก็นำสิ่งที่ได้คุยกันมาพิจารณาว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้หรือไม่ ที่จะใช้เวลาไม่นานประมาณไม่เกินหนึ่งถึงสองเดือน จากนั้นกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านก็ไปดำเนินการเขียนแผนปฏิรูปของตัวเอง

        นพ.เฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า ในร่าง พ.ร.บ.ไม่อยากให้กรรมการปฏิรูปแต่ละด้านรู้สึกว่าตัวเองเก่ง รู้ทุกเรื่อง ไปทำอะไรแล้วก็จะเสร็จ แบบนี้ก็จะไม่สำเร็จ ในร่าง พ.ร.บ.จึงเขียนไว้ว่าให้ไปรับฟังความคิดเห็นจากสองส่วน ส่วนแรกคือเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะอย่างเช่นหากไปทำแผนปฏิรูปด้านสาธารณสุข หรือด้านการศึกษา ข้าราชการของกระทรวงก็ต้องรับไปทำ หากไม่ฟังเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วกรรมการปฏิรูปไปเขียนแผนขึ้นมาโดยที่เขาทำไม่ได้ มันก็จะไม่ดี แค่นั้นยังอาจไม่พอ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐอาจเล่าข้อมูลไม่ครบถ้วน ในร่าง พ.ร.บ.จึงเขียนไว้ว่าต้องไปฟังความเห็นประชาชนด้วย โดยกรรมการปฏิรูปจะต้องทำข้อมูลให้เพียงพอและเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนให้ความคิดเห็น เพราะหากข้อมูลที่ไปฟังเขาเข้าใจยาก มีไม่เพียงพอ การให้ความเห็นกลับมาก็อาจมีน้อย

                 นพ.เฉลิมชัย ที่ล่าสุดรัฐบาลแต่งตั้งให้เป็น กรรมการปฏิรูปการศึกษา ที่มี นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธาน กล่าวต่อไปว่า ยกตัวอย่างหากประชาชนไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงว่าในประเทศไทยมีครูกี่คน มีนักเรียนกี่คน คนก็อาจรู้สึกว่าของเรามีครูไม่เพียงพอ ประชาชนก็จะแสดงความเห็นว่าให้รับครูเพิ่ม ผลิตครูมากๆ แต่เมื่อเรานำข้อมูลมาดู ก็พบว่า จำนวนครูกับจำนวนนักเรียนทั่วประเทศ สัดส่วนเราได้มาตรฐานของนานาประเทศ ก็ไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าเป็นเรื่องของ การกระจายครูไม่ดี เรามีครูทั่วประเทศ 5 แสนคน มีนักเรียน 11 ล้านคน สัดส่วนเท่ากับครูหนึ่งคนต่อนักเรียนยี่สิบคน บางประเทศเขาสัดส่วนครูกับนักเรียน คือหนึ่งต่อยี่สิบห้า เขายังใช้ได้เลย โอเค แต่ของเรา 1 ต่อ 20 แล้วปัญหาคืออะไร คุณลองไปดูในบางจังหวัด นักเรียน 6 ห้องมีครูแค่ 2 คน อันนี้เป็นข้อมูลเฉพาะกลุ่มเฉพาะพื้นที่ ปัญหาไม่ใช่ครูไม่พอกับจำนวนนักเรียน แต่เป็นเรื่องการกระจายครูไปยังโรงเรียนต่างๆ

        ถ้ากรรมการปฏิรูปมีข้อมูลแบบนี้ไปเสนอต่อประชาชน ก็จะทำให้ประชาชนเปลี่ยนการให้ความเห็นใหม่ เขาก็อาจจะเสนอว่าจะทำอย่างไรให้โยกย้ายครูไปยังโรงเรียนที่ไม่มีครู แต่มีนักเรียนจำนวนมาก ก็อาจมาช่วยกันคิดวิธีการ เช่นเงินเดือนครูอาจไม่จำเป็นต้องเท่ากันได้หรือไม่ จังหวัดไหนไม่มีครูเลย ไม่มีใครอยากไป ก็เสนอให้เงินเดือนเขามากขึ้น ส่วนตรงไหนที่ชอบแย่งกันอยู่ก็ไม่ต้องให้เงินเพิ่ม ลักษณะแบบนี้ของสาธารณสุขก็มีการทำมาแล้ว เช่นหมอคนไหนไปเป็นหมอชนบทอยู่ชายแดน กระทรวงสาธารณสุขก็ให้เงินเพิ่มจำนวนมาก แต่หมอคนไหนอยากอยู่ในอำเภอเมืองหรืออยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ให้เงินเพิ่มอะไร

        นพ.เฉลิมชัย-โฆษก กมธ. ย้ำว่า วิธีการในการไปฟังความเห็นประชาชน ก่อนเขียนแผนปฏิรูป กรรมการแต่ละด้านจะต้องรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน แล้วทำข้อมูลให้เข้าใจง่ายและเพียงพอ ให้ประชาชนทราบ ที่ทำให้ข้อมูลที่ได้จากประชาชนกลับมาจะทรงพลังมาก แล้วนำมารวมกับความเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะเป็นความเห็นของประชาชน 60 กว่าล้าน กับเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ล้านกว่าคน ที่ใช้เวลาในส่วนนี้ประมาณ 90 วัน แล้วกรรมการปฏิรูปแต่ละชุดก็นำความเห็นทั้งหมดมาสังเคราะห์เพื่อเขียนแผนปฏิรูปแต่ละด้าน เช่น แผนปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ, การเมือง ซึ่งขั้นตอนการทำเนื้อหาแผนปฏิรูปจะมีเวลาประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี

        นพ.เฉลิมชัย-กรรมการปฏิรูปการศึกษา เชื่อว่ากระบวนการปฏิรูปครั้งนี้จะไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนจะเหมือนเทวดา 15 คนที่คิดว่าจะแก้อะไรได้ ที่คิดว่าพวกเราเก่ง เราฉลาด เราทำกันเอง แต่เราไม่เชื่ออันนั้นแล้ว เพราะเราทำมานานแล้ว คือกรรมการเขาก็อาจจะเก่ง แต่เราไม่เชื่อว่ากรรมการสิบห้าคนจะแก้ได้หลายเรื่องทั้งสาธารณสุข การเมือง เราไม่เชื่อ เราเชื่อว่าต้องฟังเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ล้านคน ฟังประชาชนอีก 60 ล้านคน และกรรมการปฏิรูปแต่ละคณะ โดยในบทเฉพาะกาลยังเขียนไว้อีกว่า ให้กรรมการปฏิรูปนำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปจากฝ่ายต่างๆ มาประกอบ เช่น สนช., สภาปฏิรูปแห่งชาติ, สภาการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ เพราะที่ผ่านมา 3-4 ปี ฝ่ายต่างๆ เหล่านี้มีการทำเรื่องปฏิรูปไว้เยอะ มีเอกสารมาก กรรมการก็ต้องมาศึกษาและสังเคราะห์ ทำให้ก็มีความรู้พื้นฐานที่มีอยู่เดิม กรรมการก็จะไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ก็ทำให้จะได้แผนปฏิรูปที่กว้าง ทำครบทุกมิติ มากกว่าแผนในอดีต

        นพ.เฉลิมชัย อธิบายถึงการไปรับฟังความเห็นประชาชนเพื่อเขียนแผนปฏิรูปประเทศว่า ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการศึกษา ข้อมูลที่เรามีพบว่าเรามีมหาวิทยาลัย 157 แห่ง เป็นของรัฐ 81 แห่ง นอกนั้นเป็นของเอกชน เรามีข้าราชการในมหาวิทยาลัยของรัฐ 1 แสน 8 หมื่นคน โดยแต่ละปีจะมีคนเข้าเรียนปีละ 5 แสนคน แต่จบปีละ 2 แสนคน ปัญหาอยู่ที่ไหน มันควรเข้าเรียนปีละ 5 แสน จบปีละ 4 แสน 9 หมื่นคน แล้วแบบนี้ที่หายไปไม่ได้จบไปอยู่ที่ไหน มาเรียนๆ เล่นๆ มากู้เงิน กยศ. แล้วพอจบแล้วไม่มีงานทำเลยไม่มีเงินมาคืนหรือไม่ พอเราเสนอข้อมูลเบื้องต้นไป ประชาชนเขาก็จะคิดและอาจเสนอความเห็นอะไรต่างๆ มา เช่นอาจเห็นว่ามหาวิทยาลัยมีเยอะเกินไปหรือไม่ ไม่ควรให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่หรือไม่ หรือบางคนอาจเห็นว่าควรต้องเพิ่มมหาวิทยาลัย ความเห็นแบบนี้กรรมการไม่ได้เป็นคนคิด เราแค่บอกข้อมูลพื้นฐาน กรรมการก็รอฟังความเห็นที่กลับมา

        การปฏิรูปครั้งนี้จึงไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะจะต้องทำข้อมูลก่อนแล้วถึงค่อยออกไปฟังความคิดเห็น เพราะทุกครั้งก่อนหน้านี้เราใช้วิธีไปฟังความเห็นก่อน จึงทำให้ประชาชนขาดข้อมูลสำคัญ ทำให้ความคิดเห็นขาดพลังไม่มีประโยชน์มากนัก

        นพ.เฉลิมชัย กล่าวถึงกรณีหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามแผนปฏิรูปจะมีผลอย่างไรว่า เรื่องนี้ในร่าง พ.ร.บ.เขียนไว้ในเรื่องการติตตามประเมินผล มาตรา 24 ให้ ครม.ไปวางระเบียบไว้ตามข้อเสนอแนะของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่หากเป็นองค์กรอย่างเช่น องค์กรศาล องค์กรอิสระ ให้ทำในลักษณะประสาน ปรึกษาหารือ

        การปฏิรูปประเทศต้องทำทุกภาคส่วนจะยกเว้นอะไรไม่ได้ แต่ก็มีบางองค์กรที่เขาเป็นอิสระ คือฝ่ายนิติบัญญัติ, ศาล, องค์กรอิสระ การปฏิรูปที่จะออกคำสั่งอะไรได้ทำได้เฉพาะฝ่ายบริหารเท่านั้น เช่น กระทรวงต่างๆ แต่อย่างรัฐสภา, สภา, วุฒิสภา, ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง, องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช., คณะกรรมการปฏิรูปจะไปสั่งไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นฝ่ายบริหารคุมหมด

        ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปจึงเขียนไว้ว่า หากเป็นกรณีอย่างเช่น ฝ่ายศาล นิติบัญญัติ จึงให้กรรมการยุทธศาสตร์ทำหน้าที่ประสาน ปรึกษา ไม่ใช่สั่ง โดยในร่าง พ.ร.บ.เขียนไว้ว่าให้สภาพัฒน์ที่เป็นฝ่ายเลขาฯ ของกรรมการปฏิรูป ต้องทำรายงานประจำปีเสนอต่อกรรมการปฏิรูป โดยเมื่อทำรายงานแล้ว หากปรากฏต่อกรรมการปฏิรูปคณะใด ว่าหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดดำเนินการไม่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปให้ทำสองขยัก

        ขยักแรกให้กรรมการปฏิรูปประสาน ปรึกษาหารือกับหน่วยงานดังกล่าวเสียก่อน หรือเชิญรัฐมนตรีที่ดูแลมาเพื่อปรับปรุงความไม่สอดคล้องดังกล่าว ถ้าปรึกษาหารือกันจนมีข้อยุติการปรับปรุง จนได้ข้อยุติกันได้เรื่องก็จบ แต่หากกรณีไม่สามารถหาข้อยุติร่วมได้ ให้กรรมการปฏิรูปด้านนั้นทำหนังสือแจ้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อกรรมการมีมติอย่างใดให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามมติกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

        นพ.เฉลิมชัย-สนช. กล่าวต่อไปว่า จะเห็นได้ว่าการดำเนินการจึงเป็นการส่งไม้ต่อให้กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ในร่าง พ.ร.บ.จึงไม่ต้องเขียนเรื่องการจะไปย้ายใครหรือไม่ย้ายใคร โดยกรรมการปฏิรูปจะทำหน้าที่คอยมอนิเตอร์ เช่นสมมุติหากกรรมการปฏิรูปการศึกษาเขียนไว้ว่า ให้มีการเพิ่มเบี้ยกันดารให้แก่ครูที่อยู่ตามแนวชายแดน แล้วพอประกาศแผนปฏิรูปนี้ไปหนึ่งปี พบว่าครูเขาไม่เคยได้รับเบี้ยกันดาร เราก็ต้องเชิญคนที่เกี่ยวข้องมาสอบถาม หากเขาบอกว่าทำเรื่องไปแล้ว แต่เรื่องติดอยู่ที่สำนักงบประมาณ ก็ต้องหาทางทำให้เรื่องมันผ่าน แต่หากสมมุติว่ามีงบให้แล้วจากสำนักงบประมาณ แต่เขาบอกว่ายังทำบัญชีรายชื่อครูที่อยู่ตามชายแดนไม่ครบจึงยังไม่มีการให้ แบบนี้ก็ชักไม่ดี ก็ต้องสั่งให้ไปเร่งทำ หากทำได้ก็จบ แต่หากยังทำไม่ได้ ล่าช้า ก็เสนอกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไป

        แต่หากความไม่สอดคล้องนั้นอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ศาล องค์กรอิสระ ให้ทำการประสาน ปรึกษาหารือ ไม่ใช่สั่ง คือจะไม่มีการก่าวล่วง แต่ในส่วนของฝ่ายธุรการของฝ่ายนิติบัญญัติ ศาล ก็ต้องปฏิรูปด้วย เช่นฝ่ายธุรการศาล ในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมาคัดลอกคำพิพากษาของศาล หากว่าช้าแบบนี้ก็ต้องปฏิรูป แต่จะไม่ไปยุ่งเรื่องการพิจารณาคดีของศาล แบบนี้ห้ามยุ่ง ไปละเมิดอำนาจท่านไม่ได้

        เชื่อรัฐบาลตั้งตัวจริงเสียงจริง

        นพ.เฉลิมชัย-กรรมการปฏิรูปการศึกษา ย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ที่จะผ่านจาก สนช.ในเร็ววันนี้ จะเป็นการเริ่มวางหลักมุดการปฏิรูป เชื่อว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะมีผลสำเร็จ เพราะการตั้งกรรมการปฏิรูปไม่ต้องคำนึงถึงว่าเป็นคนของพรรคการเมืองไหน ไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงไหน ใครก็พูดคำสวยหรูได้ แต่หากดูรายชื่อกรรมการปฏิรูปการศึกษาที่ออกมา จะพบว่าไม่มีทหารอยู่ในกรรมการชุดนี้เลย ไม่มีการตั้งหัวหน้าส่วนราชการห้าแท่งในกระทรวงศึกษาธิการเลย ไม่มีปลัดกระทรวง ไม่มีเลขาธิการสำนักงานต่างๆ เพราะคนเหล่านี้จะต้องนำแผนปฏิรูปไปปฏิบัติ ไม่ใช่คนคิดปฏิรูป ไม่เช่นนั้นก็จะคิดแต่กรอบของตัวเอง เช่นบอกว่าปฏิรูปไม่ได้เพราะไม่มีคน ไม่มีงบประมาณ มันก็จะเจอแต่ปัญหา เราก็เลยให้เขามาเป็นฝ่ายสนับสนุน เช่นการช่วยงานเอกสาร การไปช่วยตอนไปรับฟังความเห็น

        - มีคนสงสัยใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตั้งกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน?

        ก็ต้องตั้งจากคนที่มีคุณลักษณะ 3 อย่าง คือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ สังคมก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ เช่นหากสมมุติมีการประกาศชื่อกรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติออกมา หากเห็นว่าคนไหนไม่มีความรู้ ไม่เคยทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ พวกเราก็โวยได้ตั้งมาได้อย่างไร แล้วก็ดูว่ามาจากครบทุกส่วนไหน เช่นมีมาจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชน อะไรหรือไม่ อย่างหากดูจากรายชื่อกรรมการปฏิรูปการศึกษา ที่เป็นกรรมการปฏิรูปชุดแรก ก็จะเห็นว่าเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ ไม่มีทหาร ไม่มีหัวหน้าส่วนราชการ แต่ตั้งครูบ้านนอก ครูแก้ปัญหาเด็กตีกัน อดีตอธิการบดี กรรมการเขาตั้งตัวจริง

        “รัฐบาลก็จะไม่มาเสียรังวัดหรอก หากประกาศรายชื่อกรรมการปฏิรูปออกมาแล้วพบว่าเป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพราะพอประกาศชื่อออกมาตูม สื่อ ประชาชน เขาก็จะช่วยกันตรวจสอบ กรรมการปฏิรูปยังไม่ได้ทำงานเลย แค่ประกาศชื่อคนก็ไม่เอาแล้ว”

        นพ.เฉลิมชัย-กรรมการปฏิรูปการศึกษา กล่าวอีกว่า ในภาวะแบบนี้เราช่วยกันให้กำลังใจก่อนดีไหม หากมาเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันแล้วว่ากรรมการปฏิรูปคงทำงานไม่สำเร็จ จะเหมือนกับที่ผ่านมา ผมก็บอกว่าถ้าพูดกันแบบนี้มันก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่ว่าคุณไปตั้งเทวดาที่ไหนมา ยังไม่ทันให้เขาทำก็มาบอกก่อนแล้วว่าไม่สำเร็จ อย่างผมที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการปฏิรูปการศึกษา ก็มองว่างานนี้เป็นงานที่หนักและยาก แต่เป็นงานที่เราต้องถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะได้ทำงานเพื่อแผ่นดิน  พวกเราทำงานด้วยใจ แต่ถามว่าหนักใจหรือไม่ก็หนักใจ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นเรื่องยาก ก็อยากได้ความร่วมมือจากทุกคนให้มาช่วยกัน

                 นพ.เฉลิมชัย ยืนยันว่า แม้อนาคตจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่แผนปฏิรูปก็ยังอยู่เพราะมันอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ที่จะออกมาเป็นกฎหมาย ส่วนกรรมการปฏิรูปในร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงเอาบางคนออกไปได้ แต่ก็ต้องบอกกับประชาชนว่าทำไมเอาคนนั้นออกไป เขาทำงานช้าอะไรอย่างไร แต่หากเขาทำเรื่องดี ประชาชนเชียร์ แล้วรัฐบาลหมั่นไส้จะเปลี่ยน รัฐบาลจะไม่กล้าทำ มันก็เป็นการ Check and Balance เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเขาก็กลัวเสียคะแนนจากประชาชน

                หากกรรมการปฏิรูปถ้าเขียนแผนดี เช่นการให้มี 30 บาทรักษาทุกโรค ก็จะไม่มีรัฐบาลชุดไหนกล้ามาเลิก แต่ถ้ากรรมการปฏิรูปเขียนแผนไม่ดี ประชาชนที่ได้ผลกระทบด้านลบจะส่งเสียงเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้เลิกเอง ครม.พอฟังเสียงประชาชนเยอะๆ เขาก็สามารถไปเปลี่ยนตัวกรรมการปฏิรูปได้.

        .........................................................

        19 มิถุนายน 2560



 

 

 
 
10622
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
อุทัยธานีเป็นเมืองที่มีรณรงค์และให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานเป็นพาหนะ เนื่องจากอุทัยธานีเป็นเมืองเล็กมี เสน่ห์และยังคงความ เป็นเมืองแห่งวิถีชีวิตที่งดงาม มีแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่านคอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน การปั่นจักรยาานชมเมืองอุทัยจึงเป็น อีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสชีวิตชุมชนริมฝั่ง แม่น้ำสะแกกรัง และเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดด้วยเป็นพาหนะที่สะดวก มีความคล่องตัวสูง อีกทั้งเป็นการประหยัด ปลอดมลพิษ ลดภาวะโลกร้อนและได้ออกกำลังกายไปในตัว ซึ่งตลอดเส้นทางจะได้สัมผัส กับความหลากหลายเหล่านี้
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
  • ตลาดเช้าวิถีชีวิตของชุมชนชาวแพและชาวบน ณ ลานสะแกกรัง ซึ่งดำรงเอกลักษณ์มาช้านาน
  • ของฝากของที่ระลึกตลาดใจกลางเมือง อาทิ ขนามปังสังขยา ข้าวเกรียบปลา ผ้าทอมือ
  • ขึ้นสะพานเล็กข้ามไปยังวัดโบสถ์ ทอดสายตาสัมผัสชีวิตชาวแพ สองฝั่งน้ำสะแกกรัง สายน้ำแห่งชีวิตของชาวอุทัยธานี
  • ชมวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ สร้างตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครู เจดียฺสามองค์สามสมัย อยู่ในหมู่เดียวกันแลแปลกตา
  • การเลี้ยงปลาแรดในกระชัง  ณ ลำน้ำสะแกกรัง
  • เกาะเทโพ เป็นแหลมยื่นออกมาคั่นระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรัง เกาะเทโพนี้เป็นจุดที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ชอบปั่นจักรยานท่องเที่ยว หลังจากข้ามสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างตลาดสดเทศบาลและวัดอุโบสถาราม ซึ่งไม่ยาวนักและขนาดเล็กเพียงรถ มอเตอร์ไซค์สวนกันได้ ก็ บรรยากาศสองข้างจะเป็นป่าไผ่ ไร่ข้าวโพด และ ทุ่งนาให้บรรยากาศที่สงบร่มรื่น ชาวบ้านที่นี่ทำสวนส้มโอ มีทั้งพันธุ์มโนรมย์ และขาวแตงกวา นอกจากนี้ยังมี แหล่งผลิตภัณฑ์จากหนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลา กลุ่มแม่บ้านปลา แปรรูปเกาะเทโพ กลุ่มทำมีดจาก เหล็กกล้า กลุ่มจักสานไม้ไผ่ รวมระยะทางปั่นจักรยานบนเกาะทั้งหมด 33 ก.ม.
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้กว้างขวาง  มีจุดนั่งพักผ่อนชมวิวหลายจุดและมีศาสนสถาน ที่ให้เข้าไป ไหว้พระทำบุญหลายแห่ง ทั้งวิหารพระพุทธรูปสำคัญ วิหารพระบรมสารีริกธาตุ ศาลเจ้าจีน นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ มณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากวัดจันทาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 ด้านหน้ามีระฆังใบใหญ่ที่พระปลัดใจ และชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 ถือกันว่าเป็น ระฆัง ศักดิ์สิทธิ์ใครมาแล้วต้องตีเพื่อความเป็นสิริมงคล
สะพานปูนข้ามไปยังวัดโบสถ์และสามารถชมวิวชุมชนริมน้ำสะแกกรัง
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
วิถีชีวิตริมน้ำสะแกกรัง
วัดโบสถ์ตรงข้ามตลาดสด
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ไปปั่นตลาดสดในยามเช้า
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นชมทุ่งนาเขียวขจีบนเกาะเทโพ
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ตึกและบ้านไม้เก่าแก่เมืองอุทัยธานี(ก่อนทาสีใหม่เป็นสีม่วงทั้งเมือง)
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ถนนคนเดินตรอกโรงยา
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตอุทัยธานี
ผลิตภัณฑ์โอทอปธูปหอมตะนาวควันน้อย
ธูปหอมตะนาว
ธูปหอมตะนาว

รายละเอียดเพิ่มเติม
รีอสร์ทและที่พักในเมืองอุทัยส่วนมากจะมีจักรยานให้บริการฟรี แต่ถ้าต้องการจักรยานสำหรับนักปั้นโดยเฉพาะ สามารถติดต่อได้ที่ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอุทัยธานแผนที่เกาะเทโพ และตัวเมืองอุทัยธานี โทร 056 511 991
086 214 2505 บริการรถจักรยานให้เช่า ร้านปุ๋มกาแฟสดโบราณ โทร 081 046 888 0 

รู้ก่อนปั่น
ประเภทเส้นทาง    สัมผัสชีวิตชุมชนสองสายน้ำ
ลักษณะพื้นที่        ที่ราบและคอนกรีตเล็กๆและถนนลูกรังตลอดสองข้างทาง รายล้อมด้วยแมกไม้ท้องทุ่งนา                          ป่าไผ่และสายน้ำ
ระยะทาง             15 ก.ม. จากลานสะแกกรัง – ลานสะแกกรัง เวลา 1 ชั่วโมง

                         40 ก.ม. จากลานสะแกกรังถึงศูนย์โอทอป เมืองพระชนกจักกรี  เวลา 2.30 ช.ม.
                         50ก.ม. จากลานสะแกกรังวัดพระปรางค์เหลือง ถึงศูนย์โอทอป เวลา 3.30 น. 

ช่วงเวลาควรปั่นจักรยานแต่เช้าเพราะอากาศจะไม่้ร้อนมาก หรือไม่ก็ช่วงเย็นไปเลย

10622
 ติดตามไปด้วยกันใน Facebook      
บทความและเรื่องราวท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง
 
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี
  • เขาสะแกกรัง (วัดสังกัสรัตนคีรี)
  • วัดท่าซุง
  • ชมวิถีชีวิตชาวแพริมน้ำสะแกกรัง
  • วัดโบสถ์ (อุโบสถาราม)
  • ปั่นจักรยานชมเมืองอุทัยธานี
  • วัดมณีสถิตย์กปิฏฐาราม
  • วัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค)
  • เขื่อนวังร่มเกล้า
  • เมืองโบราณบ้านใต้ หรือบ้านได้
  • บึงทับแต้
  • เมืองโบราณบ้านคูเมือง
  • เมืองอุไทยธานีเก่า
  • ถ้ำน้ำพุเขากวางทอง
  • วัดหนองขุนชาติ
  • วัดทัพทัน
  • แหล่งทอผ้าพื้นเมืองบ้านโคกหม้อ
  • เขาปฐวี
  • ตลาดนัดโค กระบือหนองหญ้าปล้อง
  • เขากวางทองไผ่เขียว
  • เมืองโบราณบึงคอกช้าง
  • เขาหินเทิน
  • น้ำตกหินลาด
  • น้ำพุร้อนบ้านสมอทอง
  • น้ำตกอีซ่า
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
  • เขาพระยาพายเรือ
  • เขาผาแรด
  • เขื่อนทับเสลา
  • เมืองโบราณการุ้ง
  • เขาถ้ำตะพาบ
  • วัดเขาวงพรหมจรรย
  • เขาวง
  • เขาพุหวาย 
 
 
19 มิถุนายน 2560


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 19/06/2017 เวลา : 17.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

ลาดพร้าวซอยสิบสอง
.............................................
เชิญครับ มาเที่ยวอุทัยธานีกันบ้าง พักสักหนึ่งคืนเพื่อเที่ยวตลาดเช้าริมน้ำ โดยขอแนะนำให้พักที่ 'พญาไม้รีสอร์ท' เพื่อเดินได้ถึงวัดโบสถ์แล้วข้ามสะพานไปที่ตลาดริมน้ำครับ หรือจะพักที่หรูหราสักหน่อย ก็ต้องที่ 'ไอยราฯ' ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 19/06/2017 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

เฮ้อ!!! อ่านจบแล้วไปอุทัยฯ ดีกว่านะคะ มันยุ่งเหลือเกิน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน