*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2567
  • จำนวนผู้ชม : 1945125
  • จำนวนผู้โหวต : 422
  • ส่ง msg :
  • โหวต 422 คน
<< มิถุนายน 2017 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 381 , 22:22:48 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , น้องจ๋า โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         อ่านข่าว "บิ๊กตำรวจซัดพวกริษยาปล่อยข่าวซื้อ-ขายเก้าอี้" แล้ว ต้องขออภัยตำรวจเป็นอย่างมาก เพราะหลงเชื่อว่า

มีการซื้อขายตำแหน่งมาก่อนหน้านี้ ที่แท้ไม่มีสักราย ตามที่พล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา (สบ.10) และ สปท.  อภิปรายที่รัฐสภา

ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ถึงกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท. ออกมาแฉเรื่องการซื้อตำแหน่งในการ

แต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับรองสารวัตรถึงรองผู้บังคับการว่า ไม่อยากให้เอา สปท. เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะการกล่าวหา

เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง มีการพูดกันมาหลายครั้งแล้ว และตนก็เคยอภิปรายมาหลายครั้งแล้วในสภาแห่งนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริง

โดยการสอบถามจากเพื่อนตำรวจ รุ่นพี่ รุ่นน้อง 300 คน และลูกศิษ์ตำรวจอีก 3 หมื่นคน จากการตรวจสอบไม่มีใครจ่ายเงินและไม่มีใครรับเงิน

จากการซื้อขายตำแหน่งเลย และยืนยันไม่มีผู้บังคับบัญชาขายตำแหน่ง เพราะเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในยุคนี้ไม่สามารถกระทำได้ มีข้อมูล

ย้อนกลับมาว่า เรื่องการซื้อขายตำแหน่งไม่สามารถทำได้ แค่คิดผู้บังคับบัญชาก็ได้ยินแล้ ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สตช. และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีหูมีตาและมีหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่

ทั้งหน่วยทหาร หน่วยข่าว ฝ่ายปกครอง จึงสามารถรับรู้ข้อมูลต่างได้

         ขออภัยตำรวจจริงๆครับ ผมเข้าใจผิดไปมากทีเดียวครับ มิน่าเล่า เวลาผมเดินผ่านตำรวจมักจะได้กลิ่นสะอาด

โชยเข้าจมูกเชียวครับ

 

 

แนวหน้า

 

ปรี๊ดแตกกลางวง"สปท." บิ๊กตำรวจซัดพวกริษยาปล่อยข่าวซื้อ-ขายเก้าอี้

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 18.28 น.
 

วันที่ 19 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมี น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม โดยภายหลังจากที่ประชุมได้พิจารณาวาระต่างๆ จนครบถ้วนหมดแล้ว ได้มีการเปิดให้สมาชิกอภิปรายหารือประเด็นต่างๆ กับที่ประชุม โดย พล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา (สบ.10) และ สปท. ได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงกรณี นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท. ออกมาแฉเรื่องการซื้อตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับรองสารวัตรถึงรองผู้บังคับการว่า ไม่อยากให้เอา สปท. เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะการกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง มีการพูดกันมาหลายครั้งแล้ว และตนก็เคยอภิปรายมาหลายครั้งแล้วในสภาแห่งนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงโดยการสอบถามจากเพื่อนตำรวจ รุ่นพี่ รุ่นน้อง 300 คน และลูกศิษ์ตำรวจอีก 3 หมื่นคน จากการตรวจสอบไม่มีใครจ่ายเงินและไม่มีใครรับเงินจากการซื้อขายตำแหน่งเลย และยืนยันไม่มีผู้บังคับบัญชาขายตำแหน่ง เพราะเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในยุคนี้ไม่สามารถกระทำได้ มีข้อมูลย้อนกลับมาว่า เรื่องการซื้อขายตำแหน่งไม่สามารถทำได้ แค่คิดผู้บังคับบัญชาก็ได้ยินแล้ว ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สตช. และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีหูมีตาและมีหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งหน่วยทหาร หน่วยข่าว ฝ่ายปกครอง จึงสามารถรับรู้ข้อมูลต่างได้

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าต้นตอข่าวลือมาจาก 1.กลุ่มที่ผิดหวังจากการแต่งตั้งโยกย้าย มีความโกรธเคืองกับผู้บังคับบัญชาที่ไม่แต่งตั้งตนเองให้มีตำแหน่งสูงขึ้นตามความต้องการ 2.ผู้ที่มีความความผิดหวังจากการแต่งตั้งโยกย้าย และโกรธเคืองผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ หรือคนที่มาแทนตำแหน่งที่ตนครองอยู่ จึงมีความริษยาใส่ร้ายผู้ที่ได้รับตำแหน่งที่ตนต้องการ หรือมาแทนในตำแหน่งที่ตนครองอยู่เดิม 3.กลุ่มผู้มีบารมีที่อยู่ในพื้นที่ ที่ฝากลูกน้องเพื่อนฝูง ญาติสนิท มาเพื่อขอรับการสนับสนุนในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อไม่สามารถแต่งตั้งให้ได้จึงเกิดความแค้นปล่อยข่าวว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง 4.กลุ่มกองเชียร์ของข้าราชการตำรวจที่กำลังจะขึ้นสู่ตำแหน่ง

ต่อมา นายอนุสิษฐ์ คุณากร สปท. ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคม การแสดงข้อมูลต้องชัดเจน แต่ใครจะยืนยันว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นถูกต้องทั้งหมด จึงขอเสนอให้เป็นการประชุมลับ เพื่อให้พูดความจริงออกมาและนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง จากนั้น น.ส.วลัยรัตน์ จึงสั่งให้เป็นการประชุมลับ โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชม.

โดยรายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุม สปท.ซึ่งเป็นตำรวจ 4 นาย ทหาร 2 นาย และอดีตข้าราชการอีก 1 ราย ต่างยืนยันไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ได้หยิบยกการทำงานของตำรวจที่ได้รับการยอมรับ ขณะที่ สปท.สายทหาร อาทิ พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ ได้ชี้ถึงสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการปฏิรูปตำรวจให้แล้วเสร็จใน1ปี แต่หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้มา 2 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร อยากให้มีการปรับ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งสมาชิกสปท.คนอื่น ต่างชี้แจงไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากมีข่าวจากอดีตสปท. ระบุในการโยกย้ายนายตำรวจมีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่งกันนั้น ก็ไม่อยากให้ถูกมองว่าสปท.ไปเป็นคู่ขัดแย้งกับสตช. 

ปปช.เจอตัวไอ้โม่ง! ดีลสินบน"โรลส์รอยซ์-การเมือง-บินไทย"

 
วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 18.45 น.
 

วันที่ 19 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ชง) ถึงความคืบหน้าการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสินบนข้ามชาติซึ่ง บริษัท โรลส์รอยซ์ฯ จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึง บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ว่า กรณีแบ่งการไต่สวนออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีการจ่ายสินบนให้การบินไทย ซึ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และเอกสาร แต่ยังไม่ได้เรียกผู้ถูกกล่าวหาให้เข้ามาชี้แจง ส่วนกรณีการจ่ายสินบนให้ ปตท. และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจดูคำให้การของพยานบุคคล อย่างไรก็ดีในชั้นนี้ เบื้องต้นที่สำนักงานเลขาธิการ ป.ป.ช. รวบรวมมา ยังไม่มีชื่อของนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ทั้ง 2 กรณีคงต้องรอรวบรวมหลักฐานจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร (SFO) และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เพื่อให้ผลการไต่สวนเป็นทางการ จึงสามารถดำเนินการไต่สวนเชิงลึกต่อได้

ส่วนกรณีการจ่ายสินบนให้การบินไทย มีเอกชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องในเส้นทางการเงิน และเป็นคนดีลงานระหว่าง บริษัท โรลส์รอยซ์ และกลุ่มการเมืองนั้น รายงานข่าวระบุว่า ทราบชื่อบริษัทและบุคคลที่เป็นคนดีลแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. เจอแล้วว่า มีเส้นทางการเงินไหลผ่านบริษัทดังกล่าวไปถึงตัวกลุ่มการเมือง แต่เพื่อให้หลักฐานชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น จำเป็นต้องรอเอกสารอย่างเป็นทางการจาก SFO ก่อน ที่ปัจจุบันให้อัยการสูงสุด (อสส.) ประสานอยู่ ดังนั้นหากได้เอกสารทางการแล้ว จะได้นำมายืนยันกับผลการไต่สวนของ ป.ป.ช.ว่า ตรงกันหรือไม่ หากตรงกัน หมายความว่าหลักฐานชัดเจน จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ราย เป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาบริษัท โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดซื้อเครื่องยนต์ของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ในช่วงที่ 3 เมื่อปี 2547-2548 โดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 26 ราย ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีต รมช.คมนาคม นายทนง พิทยะ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทยฯ นายกนก อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทยฯ พร้อมกับบอร์ดการบินไทยยกคณะในช่วงปี 2547-2548 รวม 15 ราย และคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนการลงทุนระยะยาวของบริษัท การบินไทยฯ อีก 9 ราย

 หนี้แค้น!!'อิหร่าน'ยิงขีปนาวุธ ถล่มรัง'ไอเอส'-เอาคืนถูกโจมตี

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 11.59 น.
 

19 มิ.ย.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธหลายลูก จากฐานทัพในจังหวัดเคอร์มานชาห์ โจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามหรือไอเอส ในภูมิภาคแดร์ เอซซอร์ ทางตะวันออกของซีเรีย เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ความรุนแรงในกรุงเตหะรานที่ไอเอสออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลัง

อิหร่านถูกกลุ่มไอเอสโจมตีครั้งรุนแรง 2 ครั้งซ้อน ในรัฐสภาอิหร่านและในสุสานอยาตอลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคไมนี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย ซึ่งภายหลังกลุ่มไอเอสได้ออกมาอ้างอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ 

 

 อ้าว ..... แล้วกัน .......................

ตำรวจกับพระ ใครดีกว่ากัน?

เวลานี้ ปรากฏข่าวอื้อฉาว ทั้งในวงการตำรวจและวงการพระ

ตำรวจกลายไปเป็นโจรก็มี เข้าคุกเข้าตะราง

พระและวัด กลายไปเป็นซ่องโจรก็มี ก่ออาชญากรรม ฆ่าเณร ขายยาบ้า ฟอกเงิน

น่าสนใจว่า ระหว่างตำรวจกับพระโดยภาพรวม ตามสภาพความเป็นจริงในยุคนี้ ใครดีกว่าใคร?

1.เป็นเรื่องน่าปวดใจเหมือนกัน

เพราะโดยหลักการที่ควรจะเป็นนั้น “ตำรวจ” คือ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อำนวยความยุติธรรม จรรโลงรักษากฎหมายบ้านเมือง ขณะที่ “พระ” ก็คือ ผู้พิทักษ์หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อำนวยศีลธรรม จรรโลงคุณธรรมในสังคม

ทั้งตำรวจและพระ ล้วนมีบทบาทความสำคัญ ยึดโยงกับผลประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง หากปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ ย่อมได้รับความเคารพนับถือจากคนในสังคมอย่างที่สุด

แต่กลับปรากฏข่าวอื้อฉาว ทั้งตำรวจและพระอย่างสม่ำเสมอ และดูจะหนักข้อมากขึ้นทุกวัน

2.ข้อมูลภาพรวมของตำรวจ ใกล้เคียงกับพระ

ตำรวจทั้งประเทศ มีจำนวน 2 แสนกว่านาย เช่นเดียวกับพระที่มีจำนวนราว 2.9 แสนรูปทั่วประเทศ

โรงพักของตำรวจ มีจำนวน 1,482 แห่งทั่วประเทศ กระจายตามชุมชนต่างๆ ขณะที่วัดมีจำนวนกว่า 39,481 แห่งทั่วประเทศ กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่นกัน

จำนวนพระจำวัดแต่ละวัด น้อยกว่าจำนวนตำรวจในโรงพักแต่ละแห่ง เพราะวัดที่มีจำนวนมากกว่านั้น กระจายไปตามชุมชนสูงกว่า เนื่องจากวัดเกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยแรงจิตศรัทธา กำลังสนับสนุนของชุมชน บางวัดมีพระจำวัดรูปเดียวก็มี แล้วแต่สภาพทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม ของแต่ละชุมชน

3.เปรียบเทียบพฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกับพระ

การทำหน้าที่ของตำรวจ มีงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนจากส่วนกลาง ได้รับเงินเดือนที่จัดสรรจากเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ นอกจากนี้ ตำรวจยังมีรายได้พิเศษจากส่วนอื่นๆ ทั้งสีเทาและสีดำ เช่น บ่อน ซ่อง ของเถื่อน ของหนีภาษี ของละเมิดลิขสิทธิ์ การลักลอบฝ่าฝืนกฎหมายเล็กน้อยๆ ไปจนถึงธุรกิจค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด ฯลฯ

หรือแม้กระทั่งล่าสุด ที่เป็นข่าวครึกโครม อื้อฉาว การหาผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้าย จากที่เคยมีการวิ่งเต้นเส้นสายใช้ระบบอุปถัมภ์ เกิดปัญหามาทุกยุค คุณวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท. แฉว่า มีการเรียกรับเงินตำแหน่งละ 5-7 ล้านบาท แถมพื้นที่นครบาลแพงกว่าภาคอื่นกว่าสองเท่าตัว ซ้ำยังมี “พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.”

นัยที่น่าคิดต่อไป คือ พล.ต.ต.รายนั้น มีบทบาทอย่างไรในการแต่งตั้งโยกย้าย และมีผู้ใหญ่คนไหนเป็นแบ๊กอยู่ข้างหลังหรือไม่ จึงใหญ่กว่าพล.ต.อ.?

เปรียบเทียบกับการทำหน้าที่ของพระ ก็จะมีเงินประจำตำแหน่งรายเดือน จัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน เรียกว่า “นิตยภัต” ตามลำดับชั้น เช่น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท 2,500 บาทต่อเดือน, เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี-เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ 2,200 บาท, พระครูสัญญาบัตรรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์-ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์-เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ-พระอธิการ 1,800 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ วัดยังได้รับเงินอุดหนุนจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินแต่ละปีอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในกิจการพระศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์ กิจกรรมการศึกษาปริยัติธรรม กิจกรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา

ยิ่งกว่านั้น วัดและพระ ยังมีรายได้เสริมส่วนอื่นๆ ซึ่งก้อนใหญ่กว่าเงินจากภาษีประชาชน โดยได้มาจากการศรัทธาและความเชื่อ
ของชาวบ้าน เงินบริจาคทำบุญ รวมทั้งการให้เช่าทรัพย์สินของวัด ตลอดจนกิจการเชิงพุทธพาณิชย์ต่างๆ โดยรายได้ส่วนนี้ยังเป็นสีเทา เพราะไม่มีการจัดระบบข้อมูลและการบริหารจัดการที่ชัดเจนโปร่งใส

แถมหลายกรณี ยังมีการผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกไปสู่กระเป๋าส่วนตัวของพระ และคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น อดีตภรรยา ลูก 
ญาติพี่น้อง ตอดจนบริษัทธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระที่มีอำนาจจัดการผลประโยชน์ของวัด

ยกตัวอย่าง กรณีธรรมกาย ดังปรากฏคดีฟอกเงิน มีตัวละครเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งอดีตพระลูกวัด สีกา บริษัทนอมินี กลุ่มทุนก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แลนด์แอนด์เฮ้าส์ นายอนันต์ อัศวโภคิน ก็ปรากฏชื่อเข้าไปพัวพันด้วย

เวลานี้ วัดหลายแห่งยังมีข่าวอื้อฉาว พัวพันกับการทุจริตเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ (พศ.) ด้วย โดยมีการ 
“ทอนเงิน” หรือจ่ายค่าหัวคิวกลับไปให้เครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ถึง 80% ของวงเงินอุดหนุน เหตุเกิดช่วงปี 2555-2559 กำลังถูกสอบสวนทุจริตล้างโกงขบวนการกินเงินอุดหนุนวัดในขณะนี้

ประเมินด้วยความเห็นส่วนตัว ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่า พระดีๆ ตำรวจดีๆ ยังคงมีอยู่ แต่เหลือน้อยลงกว่าเก่า

และถ้าให้ประเมินจากประสบการณ์และมุมมองส่วนตัว เชื่อว่า ตำรวจและพระที่ดีๆ จริงๆ มีไม่ถึงครึ่ง

ตำรวจตงฉิน ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สนใจอามิสสินจ้าง ไม่กินตามน้ำ+ทวนน้ำ ไม่ปล่อยปละละเลยเมื่อพบข้อมูลการกระทำผิดกฎหมาย ไม่กินเงินธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่รีดไถชาวบ้าน ไม่ค้าสำนวนคดี ฯลฯ ผมประเมินจากความรู้สึกของตนเองว่า น่าจะมีอยู่ไม่ถึง 20-30% จากตำรวจทั้งหมด

พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดพระธรรมวินัย ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ลาภ สักการะ อามิส ไม่หมกมุ่นมักมากสร้างสมกิเลส บวชแล้วศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางพระพุทธเจ้า ไม่อ้างเอาเองว่ารู้หมดแล้ว ตั้งลัทธิเอง ฯลฯ ถ้าให้ประเมินจริงๆ ผมเชื่อว่า มีไม่ถึง 20-30% จากพระสงฆ์ทั้งหมดทั่วประเทศ

ส่วนที่เหลือ อาจจะบวชตามประเพณีนิยม บวชแต่ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย หรือแม้แต่บวชเพื่อยึดถือเป็นอาชีพ หาเงินหาทอง สะสมทรัพย์สิน บ้างผ่องถ่ายเข้าบัญชีส่วนตัว หรือเครือข่ายญาติพี่น้อง บ้างแสวงหาลาภสักการะ มุ่งได้ตำแหน่งแห่งหนในทางอำนาจการปกครอง ดิ้นรนไปอยู่วัดที่มีกิจนิมนต์เยอะๆ หรือมีผลประโยชน์ให้ดูแลมากๆ คล้ายๆ กับโรงพักตำรวจที่มีการแบ่งเกรดตามมูลค่าผลประโยชน์สีเทา)

การวิ่งเต้นเข้าหาพระผู้ใหญ่ เพื่อหวังได้รับลาภสักการะ ตำแหน่งเลื่อนชั้น ในวงการพระก็มีข่าวระแคะระคายมากขึ้นทุกวัน เพียงแต่ยังไม่โจ๋งครึ่มเท่ากับวงการตำรวจ

4.ระบบการกำกับดูแลตรวจสอบของทางการ

การตรวจสอบตำรวจในยุคนี้ มีมากกว่าพระ แต่โครงสร้างระบบกำกับตรวจสอบยังรวมศูนย์อำนาจเหมือนกัน และยังถูกสังคมมองว่าทั้งวงการพระและวงการตำรวจมีความพยายามปกปิดช่วยเหลือ อุ้มกันเอง มากกว่าจะมุ่งตรวจสอบชำระสะสางวงการตัวเอง

ปัจจุบัน มีการตรวจสอบ ตรวจค้นบ้านนายตำรวจใหญ่ พบหลักฐานการกระทำผิด การรับผลประโยชน์ ทรัพย์สินอันเกี่ยวข้องหรือได้มาจากการทุจริตมากมายหลายกรณี

ทำให้สังคมเริ่มสนใจว่า เหตุใดไม่มีการตรวจสอบพระที่อยู่ในตำแหน่งอันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลบ้าง โดยหากมีการตรวจค้นบ้านพระ ไม่ใช่แค่กุฏิที่อยู่ในวัด แต่หมายถึงบ้านเรือนของพระ ที่อดีตภรรยา คนใกล้ชิด หรือญาติพี่น้องอาจช่วยดูแลหรืออาศัยอยู่ในปัจจุบัน น่าจะพบหลักฐานที่เป็นประโยชน์ หรือพบทรัพย์สินอันอาจเกี่ยวข้องหรือได้มาจากการกระทำผิดด้วยก็เป็นได้

เมื่อปรากฏเหตุอันควรสงสัย อย่างกรณีซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ ป.ป.ช.ก็แสดงท่าทีขยับ พร้อมจะเข้ามาร่วมตรวจสอบแล้ว ผมเห็นว่าสมควรอย่างยิ่ง ไม่ต้องรอให้ใครไปร้องเรียน ข่าวออกใหญ่โต นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง และกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตเรียกรับเงินทอนจากงบอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดก็เช่นกัน ป.ป.ช.ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบกับ ตำรวจ ปปป.แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ตรวจสอบไปถึงพระ

พระที่ร่วมทุจริต หรือสมยอมทอนเงินแผ่นดินกลับไปให้คนโกง จะอ้างว่าหากไม่ยอม วัดจะไม่ได้รับเงินอุดหนุน สังคมคงยอมรับไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นพระสามารถกระทำได้เลย ไม่ต่างกับยอมให้คนโกงเข้ามาฟอกเงินในวัด หรือก่ออาชญากรรมในวัด เพื่อแลกกับเศษเงินเข้าวัด

ถึงเวลาสมควรจะมีกลไกภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบพระที่มีตำแหน่งบริหารปกครองสงฆ์ด้วย เพราะถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการผลประโยชน์ของแผ่นดินมหาศาล

5.ผลกระทบต่อชาวบ้าน จากตำรวจเลวและพระชั่ว

ตำรวจที่เลว ดูจะสร้างผลกระทบเฉพาะหน้าต่อชาวบ้านภาพรวมมากกว่า

เพราะในกรณีพระชั่วบางรูป เมื่อชาวบ้านรู้เท่าทัน ก็สามารถปฏิเสธ ไม่เข้าไปทำบุญกับพระชั่วได้ แต่หันไปทำบุญกับพระดีๆ ที่ยังพอมีอยู่เหมือนกัน

แต่ในกรณีตำรวจเลวบางคน แม้ชาวบ้านจะรู้เท่าทัน แต่บางกรณีก็ไม่อาจปฏิเสธหรือหลบเลี่ยงที่จะพบปะสัมพันธ์ได้ เนื่องจากตำรวจจะเป็นฝ่ายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านเสียเอง เช่น รีดไถ ทำสำนวนคดี หรือแม้แต่ไปช่วยคนติดสินบนก็กระทบทางอ้อมมายังผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การที่มีพระเลวเพิ่มจำนวนมากขึ้นจะสร้างผลกระทบตอสังคมอย่างฝังลึก เพราะจะกัดกินไปถึงบรรทัดฐาน ค่านิยม คุณธรรมจริยธรรมในสังคม ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่หรือความคาดหวังต่อบทบาทของพระ เมื่อผู้ต้องทำหน้าที่จรรโลงคุณธรรมสังคม เผยแพร่แนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้ากลับทำตรงข้ามเสียเอง โกงเสียเอง ละโมบโลภมากเสียเอง กอบโกยส่วนตัวเสียเอง คุณธรรมสังคมก็เสื่อมสลาย และจะเกิดปัญหาความเสื่อมทรามในสังคมขนานใหญ่

ก่อนหน้านี้ สังคมเริ่มหมดหวังกับตำรวจ ถึงขนาดตั้งคำถามว่า ตำรวจมีไว้ทำไม?

หากปล่อยอย่างนี้ต่อไป สังคมจะเริ่มถามหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่า พระมีไว้ทำไม?

6.ควรปฏิรูปโครงสร้างกิจการตำรวจและกิจการพระอย่างไร?

ทั้งตำรวจและพระ มีปัญหาโครงสร้างคล้ายกัน คือ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

ตำรวจ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ ผบ.ตร. ขณะที่พระ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่มหาเถรสมาคม ทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ (ออกกฎ) และตุลาการ (การวินิจฉัยตัดสินลงโทษพระ)

ถึงเวลาแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง กระจายอำนาจออกไปสู่พื้นที่ หรือระดับจังหวัด เพื่อให้ประชาชนที่มีส่วนเกื้อหนุนและได้รับผลกระทบจากหน้าที่ของตำรวจและพระ ได้มีส่วนร่วมในการทำนุบำรุง อุปถัมภ์ และกำกับดูแล

ตำรวจ ควรจะเป็นตำรวจของประชาชน ตำรวจของจังหวัด ตามพื้นที่ต่างๆ ที่ชุมชน ชาวบ้าน ประชาชนในท้องถิ่นได้มี
ส่วนร่วมกำกับดูแล

พระและวัด ก็ควรจะเป็นของชุมชนในท้องถิ่น ได้ร่วมกำกับและบริหารจัดการกิจการของวัด ทรัพย์สินของวัด จัดทำระบบบัญชีให้ชัดเจนโปร่งใส ดูแลเงินทุกบาทให้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนา มิใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่พระพุทธเจ้าฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทสี่อีกด้วย

ขณะเดียวกัน พศ.ก็ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการวัดของพุทธบริษัทสี่ในแต่ละพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง

ส่วนพระ ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามพระธรรมวินัย ศึกษา ปฏิบัติธรรม เผยแพร่ธรรม ไม่ตองแบกรับภาระการจัดการทรัพย์สิน เงินทอง ผลประโยชน์ อันเปรียบเสมือนอสรพิษร้ายไว้หนักอึ้ง เป็นกองกิเลสพอกพูน ขัดขวางการปฏิบัติธรรมเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

7.หากจะให้สรุปว่า ตำรวจ กับ พระ ใครดีกว่ากัน?

ผมขอตอบตามความสัตย์จริง ด้วยความปรารถนาดีจากใจว่า ตำรวจส่วนใหญ่ และพระส่วนมาก ในสังคมไทยปัจจุบัน เลวด้วยกันทั้งคู่

จึงเป็นภาระหนักอึ้งที่ตกแก่ตำรวจและพระส่วนน้อยที่ดีๆ และยังพยายามทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง จะต้องร่วมมือกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในการปฏิรูป เพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่น ความศรัทธา กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

 

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

 ...............................................................

19 มิถุนายน 2560

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 20/06/2017 เวลา : 13.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

น้องจ๋า
.......................................
สวัสดีครับ คุณหลานหมอน้องจ๋า ... พักนี้บทกลอนในบล็อกของคุณหมอมีลักษณะที่แปลกๆทำให้ได้ความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
น้องจ๋า วันที่ : 20/06/2017 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณอา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน