*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2578
  • จำนวนผู้ชม : 1950400
  • จำนวนผู้โหวต : 422
  • ส่ง msg :
  • โหวต 422 คน
<< สิงหาคม 2017 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 497 , 11:07:10 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

          หวนคิดไปแล้ว หากปธน.สหรัฐเป็นนางคลินตัน พรรคเดโมแครท ความเป็นไม้เบื่อไม้เบาระหว่างไทย - สหรัฐในปัจจุบัน

จะพัฒนาไปถึงไหนๆก็ไม่รู้นะครับ เพราะในยุครัฐบาลโอบาม่าที่มีนางคลินตันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เธอก็เข้าข้างระบบอบ

'ทักษิณ' ยิ่งลักษณ์อย่างสุดซอยทีเดียว และเมื่อคสช.ยึดอำนาจด้วยการยอมรับของปชช.แท้ๆ นางคลินตันก็ราวีด้วยการส่งทูต

ที่มองไทยในแง่ร้ายมาประจำประเทศไทย แล้ววางท่า 'บีบ' ไทยตลอดเวลา

         อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็พิสูจน์การทำงานที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน

แท้จริง จนกระทั่งบัดนี้ ก็มีคนสำคัญของต่างชาติหลายรายมาพบปะกับนายกไทยฯตามๆกัน

 

 

 

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
 
t

โลดแล่นบนเส้นทางดนตรีที่หลากหลาย อะไรทำให้ ต๋อย-วิชัย ปุญญะยันต์ ผู้ก่อตั้งวงพิ้งค์แพนเตอร์ สมัครใจที่จะยึดอาชีพนี้เป็นหลัก และยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง สตาร์เรทโทรสัปดาห์นี้ขอพาย้อนรำลึกความทรงจำสุดประทับใจของ หนึ่งในตำนานศิลปินไทย ต๋อย-วิชัย ปุญญะยันต์

เมื่อดนตรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ผมเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 16 หัดกีตาร์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ หัดเล่นมาเรื่อยๆ พอเรียนมัธยมจบก็เรียนต่อสายพาณิชย์ เราก็ตั้งวงดนตรีเล็กๆ ของเราขึ้นมา เล่นกันเองกับเพื่อนๆ สมัยนักเรียน และมีไปเล่นตามงานสนุกๆ กันตามประสา มีอยู่วันหนึ่งวง “Silver sand (ซิลเวอร์แซนด์)” ต้องไปเล่นต่างจังหวัด เขาก็หาวงเด็กๆ ไปเล่นแทน ที่ไนท์คลับที่เขาเล่นประจำอยู่ วงผมก็เข้าไปเล่นแทน ซึ่งเล่นดีไม่ดีไม่รู้ เอาไปแทนก่อน(หัวเราะ) ตอนนั้นใช้ชื่อวงว่า “ลักกี้เซเว่น” คือเป็นวงเด็กๆ ต้องจับหัดกันทีละคน แล้วก็มารวมเล่นกันเป็นวง ตอนนั้นสนุกมาก พอวงซิลเวอร์แซนด์ กลับมาจากเล่นต่างจังหวัด ตอนนั้นไนท์คลับเลิกตีสอง เขาก็เอาของไปเก็บที่บาร์ แล้วก็มานั่งดู คือเขาก็เห็นเราจากตอนนั้น

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

วันที่ “วงซิลเวอร์แซนด์” ชวนผมไปร่วมวง ก็คือเมื่อปี พ.ศ. 2510 ตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 16 ขวบเองเพราะอาจารย์วิรัช อยู่ถาวร หนึ่งในสมาชิกของวง นิ้วหัก ซึ่งเป็นมือโซโล่ของวงซิลเวอร์แซนด์ที่ดังมาก ในสมัยนั้น แล้วหัวหน้าวงก็เห็นว่าผมเล่นกีตาร์ได้ จากที่เขาได้เห็นในไนท์คลับวันนั้น เขาก็ให้เราไปเล่นแทน ซึ่งตอนนั้น ตกใจมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เรียนด้วยทำงานด้วย และเกร็งด้วย เราเด็กสุดในวง แต่ก็โอเคไม่เป็นไร เพราะเขาบอกว่าไปแทนเฉยๆ สามเดือนนิ้วแกก็คงหายหักแล้วล่ะ ก็ไปแทน แต่พออาจารย์วิรัชนิ้วหาย เขาก็ไม่ยอมให้ออก ไม่ปล่อยผมไป

เข้าสู่วงการดนตรีเต็มตัว

ช่วงนั้นผมกำลังจะเข้าเรียนพาณิชย์ ก็ต้องถามพ่อ-แม่ก่อน สุดท้าย..โอเคเล่น เพราะก็เล่นไม่ไกลบ้าน เล่นแถวสะพานควาย บ้านอยู่สี่แยกตึกชัยก็เรียนด้วย เล่นดนตรีไปด้วย เรียนเที่ยง เลิกทุ่ม สามทุ่มไปทำงานที่บาร์ แล้วเลิกตีสอง วันรุ่งขึ้นก็ทำบัญชี ตอนนั้นเรียนบัญชี ถือเป็นช่วงที่เหนื่อยแต่ก็สนุก เล่นไปเรื่อยๆ

ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

พอเล่นมาถึงปี พ.ศ. 2512 “วงซิลเวอร์แซนด์”ประกวดแข่งกับ “วงดิอิมพอสซิเบิ้ล” แล้ว วงดิอิมพอสซิเบิ้ล ได้ที่หนึ่ง วงซิลเวอร์แซนด์ ได้ที่สอง คือเมื่อก่อนวงซิลเวอร์แซนด์ เข้าประกวดจะได้ที่หนึ่งตลอดนะ พอผมเข้าไปเล่นด้วยได้ที่สองเลย (หัวเราะ)แต่วงดิอิมพอสซิเบิ้ล เขาเล่นดีมาก แล้วในปีพ.ศ.2512 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาทอดพระเนตรรอบที่พระราชทานรางวัลด้วยพระองค์เอง ที่สวนอัมพรวงที่เข้ารอบสุดท้าย 5 วง จึงได้เล่นถวาย แล้วกรรมการก็ตัดสินตอนนั้น ใครได้ก็รู้เลย เหมือนประกวดนางงามผมก็โอเคเราได้ที่สอง แต่เขาก็จะมีให้รางวัลนักดนตรีที่ได้ที่หนึ่งแต่ละสาขา โดยไม่สนใจว่าวงไหนที่ 1 ที่ 2ผมได้กีตาร์คอร์ดยอดเยี่ยม คือสมัยก่อนเขาดูกันละเอียดแต่ละคนเลยนะ ผมคิดว่าดีนะครับ ครั้งนี้เขาจะมีแยก กีตาร์คอร์ดยอดเยี่ยม กีตาร์โซโล่ยอดเยี่ยม นักร้องยอดเยี่ยม คือทำให้นักดนตรีมีกำลังใจ ผมโชคดีที่ได้รับพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันนั้น วันที่ 31 ก.ค. ปี 2512 ตอนนั้นเพิ่งเล่นดนตรีอาชีพมา 2 ปี น่าจะอายุ 18 ปี แล้วได้รางวัลนี้ ถือว่าเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นนักดนตรีของผม ซึ่งตอนนั้นเราก็ภูมิใจนะยิ่งพอมาวันนี้ ยิ่งภูมิใจเข้าไปใหญ่ เพราะว่าจากวันนั้นท่านก็ไม่ได้เสด็จฯไปพระราชทานกับใครอีก ตอนนั้นน่าจะได้รับกันประมาณไม่ถึง10 คน แล้วจากวันนั้นมา เราก็มีรูปติดที่บ้านจนถึงวันนี้ 48 ปี (วันนั้นกับวันนี้ 31 ก.ค. พอดีเป๊ะเลยที่เราคุยกัน)

สะสมประสบการณ์

ผมทำงานอยู่กับวงซิลเวอร์แซนด์ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กว่า 11 ปี จน วงซิลเวอร์แซนด์แยกกัน ผมก็มาตั้งวง “Pink Panther (พิ้งค์แพนเตอร์)”ทำโน่นทำนี่ เล่นไนท์คลับ และตามที่ต่างๆ จนกระทั่งตัวเองเรียบเรียงเสียงประสาน ทำอะไรต่างๆ นานา ทำให้นักร้อง จันทนีย์ อุนากูล, วินัย พันธุรักษ์, สุชาติชวางกูร, วงชาตรี, วงคาราวาน ทำหมดเลย แฮมเมอร์ฯลฯ คือทำเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับบริษัท อีเอ็มไอ(EMI) ซึ่งก่อนหน้านี่เป็นค่ายที่ใหญ่ที่สุด ช่วงนั้นผมถือว่าเป็นช่วงท่องยุทธจักรในวงการดนตรี หนักหนาและเยอะมากๆ

เปิดซิงอัลบั้มแรก

ผมมีโอกาสได้ทำเพลงเป็นอัลบั้มขึ้นมาผู้บริหาร อีเอ็มไอ ชื่อ คุณประมาณ บุษกร เป็นผู้ที่พูดมาเลยคำหนึ่ง “ต๋อย ไหนๆ ทำให้คนอื่นแล้ว ต๋อยทำให้วงต๋อยบ้าง แล้วก็ร้องเพลงได้ไม่ใช่เหรอ” ก็เลยเกิดอัลบั้ม “รักฉันนั้นเพื่อเธอ” ขึ้นมา เป็นชุดแรก จากวันนั้นถึงวันนี้วงพิ้งค์แพนเตอร์เดินทางมายาวนานกว่า 38 ปี ก็ยังมีคนรู้จัก เราก็ดีใจว่าเรายังเล่นดนตรีอยู่ วงพิ้งค์แพนเตอร์ก็ยังอยู่จนทุกวันนี้ ไม่ได้ไปไหน ป่วยบ้าง ดูแลกันในระดับหนึ่ง ครอบครัวก็ดูแลกันไป เสียชีวิตกันไปก็มี จนกระทั่งวันนี้ผมในฐานะหัวหน้าวง ก็ยังครองความเป็นวงที่ไม่เคยแตก ถึงป่วย ตาย เราก็หาคนมาช่วยเล่นไม่ได้หาคนเก่ง แต่หาคนชอบ เคมีเดียวกับเราแต่ก็ไม่เคยไล่ใครออกนะ นอกจากว่าบางคนที่เขาไม่สะดวกทำ ก็ให้เขาหยุดไปเท่านั้นเอง

เพลงดังติดหู

มีเพลงที่ถือว่าดังมากๆ ก็คือเพลง “รักฉันนั้นเพื่อเธอ” “รอยเท้าบนผืนทราย” เป็นเพลงที่คนก็ยังร้องอยู่จนทุกวันนี้ แล้วก็มีทำงานให้กับคนอื่นๆ เยอะมาก แล้วผมจะหนักไปทางเรียบเรียงเสียงประสาน ทำนองก็มีแต่งเยอะ แต่เรียบเรียงเสียงประสานเป็นหลายๆ พันเพลง ถ้าเป็นแต่งเนื้อร้องผมไม่ค่อยมีเวลาแต่ง และผมก็เชื่อในความเป็นพรสวรรค์ของคนแต่งเนื้อเพลง เพราะฉะนั้นถอยหลังไป 10-20 ปีที่ผ่านมา ผมทำอยู่เบื้องหลังมาตลอด แล้วก็เล่นหากินไปด้วย สนุกครับ ก็เลยเหมือนกับเรามีเรื่องราวในชีวิตเยอะ

ถ่ายทอดความทรงจำผ่านเวทีคอนเสิร์ต

เรากำลังจะมีคอนเสิร์ต “พิ้งค์แพนเตอร์50 ปี ดนตรีและความฝัน” 50 ปีที่ผ่านมา เรามีเรื่องเล่าเยอะแน่นอน ไม่ใช่มีแค่เพลงพิ้งค์แพนเตอร์อย่างเดียวแต่เรามีทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็น เพลงฝรั่ง เพลงชาโดว์สมัยก่อน คือเอาคนที่ได้รางวัลพร้อมเราในวันนั้น ตามกลับมาเล่น อาจารย์วิรัช อาจารย์วินัย และผมวิชัย คำนำหน้า “วิ” เหมือนกันหมด แล้วก็นักร้องที่เราจะให้มาร้องกับวง ก็คงไม่มีใครจะเหมาะสมเท่ากับ พี่ต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา แต่ให้พี่ต้อยมาในอีกรูปแบบหนึ่ง แฟนๆ น่าจะแปลกใจ เพราะพี่ต้อยแกยังบอกเลยว่า “เฮ้ย..คอนเสิร์ตนี้สนุกดีเว้ย” นอกจากนี้ พี่ต้อยก็จะได้ร้องเพลงดังๆ ของพี่ต้อยเอง ที่คนเรียกร้อง อย่าง “เป็นไปไม่ได้, เพลิงทะเล” อะไรประมาณนี้ มีหลายรูปแบบ ในขณะเดียวกันในส่วนของ วงพิ้งค์แพนเตอร์ ก็มีเพลงฮิตๆ ของเราทุกเพลงที่เอามาเล่น เชิญศิลปินที่เราทำงานให้มาร่วมด้วย แต่เชิญมาเยอะไม่ได้ครับ เพราะแพง (หัวเราะ)

ความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้

เราทำเพื่อเป็นการส่งเสด็จ เราน้อมใจถวายเพลงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ เป็น ไฮท์ไลท์ เพลงแรกคือ เพลง “ความฝันอันสูงสุด” แล้วในช่วงที่ก่อนจะจบคอนเสิร์ต ผมก็ได้แต่งเพลงหนึ่งเป็นการถวายอาลัยให้กับพระองค์ท่านด้วย เล่นในงานนี้โดยเฉพาะ ชื่อเพลง “ร่มไม้ที่หายไป” คือผมเศร้ามาก ผมแต่งจากความรู้สึกลึกๆ เพราะว่าเรามีรูปท่านพระราชทานรางวัลเราอยู่ตรงนั้นผ่านมาก็กว่า 48 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมก็เด็กมากจำได้ว่าเดินเข้าไปก้มกราบที่พระบาทท่าน ปลายนิ้วมือยังสัมผัสปลายพระบาทพระองค์ท่านเลย ผมจำได้หมดก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมาใส่ไว้ตอนจบโชว์ ซึ่งเป็นเพลงที่ค่อนข้างฟังแล้วเศร้า นอกจากนี้ก็จะมีความหลากหลายมากในคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ผมก็พยายามจะนำทุกอย่างที่สามารถหยิบจับมารวมกันอย่างละนิดอย่างละหน่อย เล่าเรื่องราวชีวิตเราผ่านคอนเสิร์ตครั้งนี้ ภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง อยากจะเชิญชวนมาดูกันครับ

เพราะรักจึงจัดไม่เคยขาด

เป็นคอนเสิร์ตที่จัดมาหลายปีแล้ว ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 9 ครั้งนี้จะพิเศษหน่อย คือผมทำงานอาชีพเกี่ยวกับดนตรีมา 50 ปีแล้ว คอนเสิร์ตผมก็จัดเอง ไม่เคยมีใครมาขอให้จัด เพราะเขาไม่ได้เห็นว่าเราเป็นตัวขาย แต่เราอยากจะจัด เพราะว่าเราคือนักดนตรีอาชีพจริงๆ แล้วก็ภูมิใจกับอาชีพนี้เป็นอย่างมากไม่เคยมีความรู้สึกว่าทำแล้วไม่รวยเท่าคนโน้นคนนี้ แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าเรามีพรสวรรค์กับงานที่เราทำ และสามารถทำได้ โดยไม่ได้ร่ำเรียนมาจากเมืองนอกที่ไหน ไม่มีดีกรีการันตีอะไร ทุกอย่างเกิดจากตัวเราเองทั้งหมด เริ่มจากแกะเพลงเองมาตั้งแต่เด็ก 10 ขวบ หัดกีตาร์เองโดยไม่มีวิดีโอสอน ใช้หูฟังแล้วแกะเพลง จนกระทั่งไม่ต้องจับเครื่องดนตรีก็ฟังออกมาได้ สามารถเขียนเป็นโน้ตได้ ซึ่งตรงนี้เราภูมิใจในอาชีพนี้ ถึงจัดมาตลอด อยากให้มาดูกันในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย รอบหนึ่งทุ่มตรงรอบเดียว ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ครับ แขกรับเชิญก็จะมี สุชาติ ชวางกูร, ต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา, วินัย พันธุรักษ์, วิรัช อยู่ถาวร แล้วก็ Orchestra วงใหญ่ 30กว่าชิ้นครับ

โอกาสสร้างชีวิต

โชคดีที่มีคนให้โอกาส คนอย่างผมบอกได้เลยว่า เพราะคนให้โอกาส อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำบุญมา เคยให้โอกาสคนมาตั้งแต่ปางไหนก็ไม่รู้ แต่ว่ามีคนให้โอกาสเรา นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด จริงๆ ก็เริ่มจากคุณพ่อ-คุณแม่ที่ให้โอกาสเราเล่นดนตรีด้วยนะ

ด้านครอบครัว

ผมเป็นลูกคนสุดท้าย คุณพ่อ-คุณแม่เล่นดนตรีไทยได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอาชีพนะ คุณแม่ดีดจะเข้ คุณพ่อสีไวโอลิน ได้บ้าง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ปลูกฝัง หล่อหลอมเรา ให้รักในการเล่นดนตรี แล้วคนสมัยโบราณเขาเล่นดนตรีไทยกันนะ จำได้เด็กๆ เขาจะนัดมาเล่นกันเป็นวงดนตรีไทยเยอะมาก แต่จำไม่ได้ว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง ฉะนั้นเสียงดนตรีไทยก็จะอยู่ในหัว เพราะคุณพ่อท่านโตในวังบูรพามา ท่านเป็นลูกมหาดเล็กในวังบูรพา ฉะนั้นเรื่องดนตรีก็เลยฝังอยู่ในตัวเรามาโดยตลอด ลูกๆ ก็ชอบกันทุกคน แต่คนที่มีอาชีพเป็นนักดนตรีก็คือผมคนเดียว พี่ๆ ก็จะเล่นดนตรีบ้างสนุกๆ

ลูกไม้หล่นใต้ต้น

ผมมีลูกชายคนเดียว ก็ทำงานเป็นมิวสิกไดเร็กเตอร์ด้านโฆษณา ตอนที่เขาโตขึ้นมา ผมก็ทำเพลงโฆษณา ซึ่งทำเยอะมาก 2,000-3,000 เพลง เขาก็ซึบซับ แล้วอีกอย่างผมก็จับลูกมาร้องเพลงโฆษณาตั้งแต่ยังเด็กๆ (หัวเราะ) จนตอนนี้เขาอายุ 36 ปี มี บริษัทคือ แพนเตอร์ ออดิโอ วิชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทนี้ก็เกือบจะ 30 กว่าปีแล้ว อย่างโฆษณาที่ดังมากๆ ก็คือ เพลง “รักไม่รู้ดับ” เพลงโฆษณาบัตรเครดิต เคทีซี น่าจะคุ้นกันครับ

เสียงดนตรีของ วิชัย ปุญญะยันต์ ได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจคนฟังมาหลายยุค ผ่านเวลา 50 ปีเขาไม่เคยคิดจะหยุด เพราะย้ำว่า...ดนตรีช่วยจุดประกายชีวิต ให้เดินหน้า...

 
 Home »

"ประยุทธ์"เนื้อหอม ชาติมหาอำนาจแห่ส่งผู้แทนเข้าพบ

 Thursday, August 10, 2017 - 19:00
  • 10 ส.ค. 60 - นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

    นายกฯกล่าวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในโอกาสการเดินทางเยือนไทย พร้อมทั้งยืนยันความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน โดยในปีนี้เป็นปีครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ซึ่งการเยือนไทยของรมว.กต.รัสเซียครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดียิ่งในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน

    รมว.กต. รัสเซียกล่าวว่าได้ไปลงนามแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในสมุด ณ พระบรมมหาราชวัง และในโอกาสนี้ประธานาธิบดีปูตินได้ส่งสารถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9ด้วย

    ด้านความสัมพันธ์ทางการค้า ไทยและรัสเซียพร้อมผลักดันมูลค่าการค้าทวิภาคีให้เพิ่มขึ้น 5 เท่าภายใน 3 ปี รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเพิ่มการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนรัสเซียเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve และในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงเชิญชวนให้รัสเซียจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานในประเทศไทยด้วย

    เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดสัปดาห์นี้มีผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจเดินทางเข้าพบพล.อ.ประยทธ์ จันทรโอชา อย่างต่อเนื่อง เช่นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา นายเร็กซ์ เวย์น ทิลเลอร์สัน (H.E. Mr. Rex Wayne Tillerson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า

    วันที่ 9 สิงหาคม นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า

    พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า การเข้าพบของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ท่านมาเพราะท่านพ้นจากวาระ แต่ในส่วนของก่อนหน้านี้ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหพันธรัฐรัสเซียมาพบนายกฯ ถามว่ามีนัยยะอะไรสำคัญหรือไม่นั้น ก็มีเพราะเขามาประชุมในภูมิภาค มาร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่ประเทศฟิลิปปินส์ และเขาก็เลือกมาเยือนยังประเทศอื่นๆ โดยเลือกจากประเทศที่มีความร่วมมือมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นประเทศที่มีบทบาทชัดเจนสำคัญในอาเซียน ในประเด็นความร่วมมือทั้งทวิภาคีและพหุภาคี

    พล.ท.วีรชน กล่าวว่าปัจจุบันมีสถานการณ์ที่น่าเป็นกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกาหลีเหนือ ทะเลจีนใต้ การก่อการร้าย รวมถึงเรื่องการค้าเศรษฐกิจต่างๆ โดยประเทศไทยก็อยู่ในเรด้านี้ เราโดดเด่นในภูมิภาคและมีบทบาทที่สำคัญในอาเซียน ในเมื่อเขามาในภูมิภาคของเราแล้ว เขาก็ได้มีการประสานงานกันกับเรา และวางแผนเป็นกำหนดการล่วงหน้าที่จะมาพบ พูดคุยหารือกันกับนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ประเทศไทยมีนโยบายการต่างประเทศในการรักษาสมดุลระหว่างประเทศเรากับประเทศมหาอำนาจต่างๆ ในภูมิภาค และมหาอำนาจโลก เขาเองก็ต้องพยายามที่จะรักษาบทบาทศักยภาพตรงนี้ไว้ ไม่ให้หากห่างจากไทยมาก เดี๋ยวจะมีคนอื่นเข้ามามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกว่า.


    นายเร็กซ์ เวย์น ทิลเลอร์สัน (H.E. Mr. Rex Wayne Tillerson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า


    นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า

 

 
 Home »

โลกพลิกพฤติกรรมผู้รับสื่อ สื่อปรับตัวโดยไม่เสื่อมศักดิ์

 Saturday, August 12, 2017 - 00:00

  • ในความเป็นจริงของโลกธรรม และโลกมนุษย์ ความเปลี่ยนแปลง ความเสื่อมสลาย นับเป็นเรื่องปกติที่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปจะเริ่มตระหนักได้ตามประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน ดังนั้นการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ที่ผ่านไปแต่ละวันจึงต้องมีสติ มีเหตุผล ในการพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นให้ได้ พร้อมกับปรับตัว ปรับใจรับผลที่จะตามมาอย่างรู้คิด ไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกไปตัดสิน หรือพิพากษาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้นว่า เป็นเรื่องแปลกประหลาด และยึดมั่นในสิ่งเดิมที่พบประสบมาว่าเป็นสรณะ

    การเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของทุกองค์ความรู้ เป็นไปตามกาลเวลาและวิทยาการที่เปลี่ยนไป การคิดค้นต่างๆ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ในทุกด้าน ไม่เว้นแม้แต่การสื่อสารที่มีวิวัฒนาการตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป องค์ความรู้ที่จะใช้ในการเสริมทักษะให้กับผู้เรียนรู้ เพื่อไปใช้ปฏิบัติงานในด้านสื่อนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นกลัว หรือมองว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่ต้องตีความไปถึงความล่มสลายของสื่อดั้งเดิมหรือสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ยังยึดกุมประเด็นข่าวหลักในการนำเสนอข่าวเป็นส่วนใหญ่ให้สื่ออื่นได้ติดตามข้อมูลต่อ

    การปรับตัวขององค์กรในระดับอุดมศึกษานั้น ก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ต้องผลิตบุคลากรให้สอดรับกับภาคของแรงงานที่ต้องการ ดังนั้นการที่คณะวารสารศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนั้น จะเปลี่ยนชื่อ ยุบรวม เปลี่ยนหลักสูตรนั้น ก็คงเกิดจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ว่า พฤติกรรมการรับสารของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป การใช้สื่อดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย กลายเป็นสื่อกระแสหลักและมีฐานที่กว้างมาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนของภาควิชาดังกล่าวให้สอดคล้องกับการปรับตัวที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าจะคาดเดา

    แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การทำงานของผู้สื่อข่าวที่สื่อสารไปยังมวลชนนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่มีคุณภาพมากขึ้นหรือไม่ หรือแค่ตอบสนองการเปลี่ยนเครื่องมือในการสื่อสารที่รวดเร็ว ผิวเผิน สีสัน จนหลงลืมหน้าที่หลักในการนำเสนออาหารสมองให้กับคนรับสาร ซึ่งในที่นี้ก็คือพลเมืองของชาติที่ต้องมีสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม เลยไปถึงการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจที่อำนาจไปในทางมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลไกการตรวจสอบในระบบถ่วงดุลหลักยังอยู่ในช่วงสถานการณ์พิเศษ ข่าวสารจึงเดินไปในทิศทางเดียว ไม่มีใครอยากไปแตะหรือมีเรื่องกับผู้มีอำนาจในขณะนี้

    ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการจับผิด หรือไม่เข้าใจการใช้อำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การใช้อำนาจของผู้ถืออำนาจนั้น ต้องสมเหตุสมผล และก็ต้องยอมรับว่าสื่อในขณะนี้ไม่มีใครเป็นกลาง แต่ละสื่อล้วนเป็นกระจกสะท้อนแนวความคิดของผู้เสพสื่อนั้นๆ การจะมีสื่อหลายแบบ หรือแบ่งขั้วจึงเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การทำหน้าที่ของสื่อต่างหากที่ต้องยืนอยู่บนหลักการที่ไม่บิดเบี้ยว ไม่เอนเอียงไปในเรื่องผลประโยชน์ หรือไม่กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ผู้มีอำนาจทำผิด ที่แม้จะทำทางตรงไม่ได้ การสื่อสารทางอ้อมก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สื่อต้องทำ

    ยังมีปรากฏการณ์ของสื่ออีก 2 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ กรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีมติสั่งพักใช้ใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องพีซทีวี 30 วัน โดยมีการระบุเนื้อหาบางรายการโยงถึงวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีรับจำนำข้าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับวันพิพากษาคดีรับจำนำข้าวแต่อย่างใด

    อีกเรื่องคือการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าว กรณีนายณัฐพร วีระนันท์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลเรื่องหอพัก ที่ห้างหุ้นส่วนสมถวิล เรียลเอสเตรท ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 32 ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กทม. ในช่วงบ่ายของวันที่ 9 ส.ค.2560 เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหอพัก ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และน้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไต่สวนการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวแจ้งข้อหาบุกรุกสถานที่และยึดโทรศัพท์มือถือไว้ โดยให้พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติอาชญากร และควบคุมตัวไว้ในห้องขัง ก่อนที่จะให้ประกันตัว

    ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีลักษณะเป็นการใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งได้ปฏิบัติตามหน้าที่ ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ได้แสดงตนและสังกัดชัดเจน โดยขอสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลในประเด็นที่เป็นข่าว ไม่ได้เข้าไปในจุดห้ามเข้า ไม่ได้ทำลายเครื่องกีดขวาง หรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ หรือประสงค์ต่อทรัพย์ อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก ขณะที่คนดูแลอาคารดังกล่าวได้แจ้งว่าให้รอในพื้นที่ก่อน ผู้สื่อข่าวจึงได้รอในบริเวณนั้น ซึ่งต่อมาตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้เชิญตัวไปที่โรงพักพร้อมกับมีการแจ้งความข้อหาบุกรุกสถานที่

    จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ของการทำหน้าที่สื่อในบริบทของคนรับสารที่เปลี่ยนไปยังไม่ได้เปลี่ยนหลักในการนำเสนอเนื้อหาหรือการทำงานของสื่อไปทั้งหมด ข่าวฮาร์ดนิวส์ ข่าวตรวจสอบผู้มีอำนาจ การสะท้อนให้เห็นการใช้อำนาจขององค์กรจัดการหรือใครก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับสื่อ ยังเป็นข่าวที่มีคุณค่าท่ามกลางข่าวขยะ ข่าวสีสัน ที่ล้นเกิน ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดคนรับสารก็ต้องเลือกเสพสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเลือกข่าวที่มีคุณค่า ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะนำเสนอทางเว็บไซต์ ทีวีดิจิตอล หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในช่วงปรับตัวไม่ได้สำคัญมากไปกว่าเนื้อหา และเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการสื่อให้ได้เห็นความจริงและถ่วงดุลอำนาจที่ล้นเกินอย่างแน่นอน.

 

 Home »

ดวงตาแห่ง "ซีบีอู"

 Wednesday, September 13, 2017 - 00:00

  • สายตาแห่งเมืองซีบีอูจับจ้องคุณอยู่ทุกก้าวย่าง

    วันนี้ผมต้องลาบราชอฟโดยที่ไม่ได้ไปเยือน “โพยานา บราชอฟ” (Poiana Brasov) สกีรีสอร์ทที่เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับชาวโรมาเนียและผู้ชื่นชอบการเล่นสกีจากประเทศใกล้เคียง ทั้งที่อยู่ห่างจากตัวเมืองบราชอฟไปแค่ 12 กิโลเมตร และการเดินทางนั้นก็แสนง่ายดาย มีรถเมล์ผ่าน 2 สาย สกีรีสอร์ทแห่งนี้มีขนาดถึง 80 เฮคตาร์ (1 เฮคตาร์ เท่ากับ 6 ไร 1 งาน) และสโลปสำหรับให้นักสกีเคลื่อนที่สลาลม (Slalom) ยาวถึง 24 กิโลเมตร แม้ไม่ใช่หน้าหนาวแต่ก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมากอยู่ดี เพราะมีเครื่องทำหิมะที่เรียกว่า Snow Cannon อยู่หลายเครื่อง

    แมวอ้วนจูดี้ยังนอนหลับหนุนแขนอยู่ตอนผมตื่น และเมื่อหล่อนรู้สึกตัวก็ลุกจากเตียงของผมไปนอนต่ออีกเตียงที่ว่างอยู่ วันนี้อากาศแจ่มใส แม้ว่ายังคงหนาวนิดๆ แต่ก็ยังดีกว่าฝนตกเป็นไหนๆ จึงรีบออกจากที่พักเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า

    ที่ประตูทางออกของโฮสเทล คู่รักชาวสวิสกำลังดื่มกาแฟ สูบบุหรี่กันอยู่ พวกเขาแต่งตัวและเก็บกระเป๋าพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ผมถามพวกเขาว่าซื้อกาแฟที่ไหน ทำไมดูดีกว่าที่ผมซื้อเมื่อวาน ฝ่ายหญิงอธิบายว่าเดินออกจากโฮสเทล เลี้ยวซ้าย แล้วให้เดินเข้าร้านที่สอง แถวนี้หาร้านกาแฟที่เป็นร้านกาแฟจริงๆ และเปิดตอนเช้าไม่ได้เลย


    สภาพที่พักของผู้เขียนเมื่อมองจากภายนอกในเขต Lower Town

    ลุงเจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร เดินออกจากเคาน์เตอร์มาหาผมที่ตู้กาแฟอัตโนมัติช่วยอธิบายว่าใช้งานอย่างไร ผมกด Long Espresso ซึ่งก็คือเอสเปรซโซที่เยอะกว่าปกตินั่นเอง ราคาแค่ 2 เล หรือประมาณ 16 บาท ในร้านมีขนมปังลูกเล็กๆ ที่ลุงเพิ่งอบใหม่ๆ แกแนะนำไส้แอปปริคอตและไส้ชีส ผมบอกให้แกหยิบมาไส้ละ 3 ลูก ชั่งน้ำหนักเข็มแทบไม่กระดิก ราคาแค่ 2 เล เท่ากับกาแฟ

    ออกไปนั่งจิบกาแฟดูฝูงนกพิราบที่จัตุรัส Piata Unirii ขนมปังไส้แอปปริคอตอร่อยเข้ากับกาแฟได้ดีมาก ส่วนไส้ชีสรู้สึกเฉยๆ จึงแบ่งให้นกพิราบไป เมื่อจัดการกับกาแฟและขนมจนหมดก็เดินสำรวจบ้านเรือนในย่าน Scheii แห่งนี้อีกรอบ จนกระทั่งเจอหมาเห่าเข้าที่บ้านหลังหนึ่งจึงเดินกลับ ผ่านร้านเหล้าบรั่นดีลูกพลัมที่แวะเมื่อคืนวาน ลุงคนหนึ่งคาดว่าเป็นสามีของป้าเจ้าของบาร์ผู้รินบรั่นดีจากขวดใบยักษ์ชักชวนด้วยท่าทางให้เข้าไปดื่ม ผมตอบกลับด้วยท่าทางเช่นกันว่า “ยังเช้าอยู่เลยลุงเอ๋ย”

    เมื่ออาบน้ำ เก็บกระเป๋าเสร็จก็ลา “ดิอาน่า” พนักงานต้อนรับผู้มีอัธยาศัยน่ารัก และจูดี้แมวอ้วนที่ดูท่าทางเหงาๆ และหมองๆ ยังไงชอบกล ผมเดินจากโฮสเทลระยะทาง 1.1 กิโลเมตรไปยังจัตุรัส Piata Sfatului ย่านเมืองเก่า แวะร้านเคเอฟซี กินไก่ทอดเป็นมื้อเที่ยง แล้วเดินไปที่จุดศูนย์รวมหรือชุมทางของป้ายรถเมล์ ขึ้นสาย 4 ไปยังสถานีรถไฟ (มีสาย 51 อีกสายที่สามารถไปถึง)


    Piata Mica หรือจัตุรัสเล็กแห่งเมืองซีบีอู

    ผมยังไม่ได้จองตั๋ว เพียงแต่เช็คไว้ก่อนหน้านี้ว่าขบวนที่เดินทางไปเมือง Sibiu (ซีบีอู) มีเที่ยวบ่ายตรง โชคดีที่ยังมีที่ว่าง ซึ่งรถไฟในโรมาเนียมักจะมีที่ว่างเสมอ ราคาค่าตั๋ว 44.2 เล หรือประมาณ 360 บาท ที่นั่งของผมอยู่ในตู้ที่มีบาร์ เมื่อวางกระเป๋าเสร็จจึงย้ายไปนั่งที่บาร์ สั่ง Timisoreana มา 1 กระป๋อง (ขนาด 400 มิลลิลิตร) ในราคาแค่ 5 เล หรือประมาณ 40 บาทเท่านั้น ทำให้การนั่งชมทุ่งคาโนล่าเหลืองอร่ามและเทือกเขาคาร์เพเทียนผ่านกระจกใสเพลิดเพลินใจยิ่งนัก

    จากสถานีบราชอฟถึงสถานีซีบีอูประมาณ 150 เมตร รถไฟใช้เวลาวิ่งราว 3 ชั่วโมง ผมเช็คเส้นทางจากสถานีรถไฟไปยังที่พักจากแผนที่กูเกิลในโทรศัพท์มือถือ ดูแล้วเดินง่ายแทบจะเป็นเส้นตรง และใกล้เพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น

    เมืองซีบีอูถือเป็นหนึ่งในเมืองของภูมิภาคทรานซิลเวเนีย ชาวเยอรมันแซ็กซอนได้เข้ามาตั้งรกรากและปกครองอยู่หลายศตวรรษนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เช่นเดียวกับเมืองบราชอฟ มีความสำคัญทางการค้านับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ภูมิภาคทรานซิลเวเนียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นวัลลาเชียได้ยอมรับผู้ครองนครจากจักรวรรดิออตโตมัน (เติร์ก) อยู่ถึงราวสี่ร้อยปี และบางช่วงที่จักรวรรดิรัสเซียเข้ามามีอิทธิพล อีกทั้งยังเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีจนกระทั่งปี ค.ศ. 1920 จึงได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโรมาเนีย


    ตัวตลกร่างโย่งกำลังหยอกล้อหรือหลอกล่อ ไม่อาจรู้ได้ แต่ทุกสิ่งอยู่ในสายตา 3 ดวงนั้น

    ซีบีอูมีตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบ มีภูขา 3 ลูกอยู่รายรอบ มีสกีรีสอร์ท “พัลตินิส” ที่ขึ้นชื่อ กลางเมืองมีแม่น้ำชิบิน ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโอลต์ไหลผ่าน อาคารบ้านเรือนสวยงามแปลกตาและมีเสน่ห์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของยุโรปในปี ค.ศ. 2007 อีกทั้งนิตยสารฟอร์บส์จัดให้เป็นเมืองในอุดมคติที่น่าอยู่อันดับ 8 ของโลก ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้ง 2 พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน แต่เมื่อสงครามจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวเยอรมันกลายเป็นชนที่น่ารังเกียจ จำต้องอพยพย้ายถิ่นกลับไปเยอรมนีหรือไม่ก็หนีเข้าออสเตรีย แต่ใช้ว่าจะออกไปจนหมด หนึ่งในนั้นคือ “เคลาส์ โยฮันนิส” ยังหลงเหลือมาเป็นนายกรัฐมนตรีของโรมาเนียคนปัจจุบัน

    ทางเดินเข้าสู่ย่านเมืองเก่ามีความชันเล็กน้อย แต่กระเป๋าบนหลังที่หนักราว 10 กิโลกรัมไม่ได้ทำให้ปวดเมื่อยมากนัก และเมื่อถนนสายที่เดินมาจากสถานีรถไฟคือ Strada General Magheru สิ้นสุดลง ก็มีทางแยกเป็นสองสายที่เกือบจะขนานกัน ผมเดินต่อไปบนสาย Strada Avram Iancu นำไปสู่ Piata Mare หมายถึง “จัตุรัสใหญ่” ซึ่งใหญ่สมชื่อ รูปปั้นของ “จอร์จี้ ลาซาร์” นักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ชาวโรมาเนียนตั้งเด่นอยู่ที่มุมหนึ่ง มีโบสถ์โรมันคาธอลิกขนาดใหญ่อยู่ด้านขวามือ ถัดไปคือศาลาว่าการประจำเมือง มีสายน้ำพุพุ่งออกมาจากพื้นเรียบๆ ตรงกลางจัตุรัส บางครั้งน้ำก็เป็นสีสันต่างๆ คละกัน เป็นจุดโปรดของเด็กตัวเล็กๆ น้ำพุ่งขึ้นและหยุด เมื่อเด็กๆ สงสัยว่าน้ำหายไปไหนก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ น้ำก็จะพุ่งขึ้นมาอีก ทำเอาเปียกปอนร้องกรี้ดกร้าดกันอย่างสนุกสนาน ถือเป็นความสนุกสนานที่พ่อแม่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ยกเว้นว่าอาจจะต้องเตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้คุณลูกๆ


    ถนนคนเดิน Nicolae Balcescu เงียบเหงาไปนิด

    ผมตะลึงกับความใหญ่ของจัตุรัสอยู่หลายนาที ก่อนจะเดินต่อ เลี้ยวขวาตรงศาลาว่าการฯ ที่มีศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวอยู่ด้านหน้า เดินไปบนถนน Strada Samuel Von Brukenthal ด้านซ้ายมือคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Brukenthal ผ่านสี่แยกเล็กๆ ตรงไปสู่ถนน Strada Alexandru Odobescu โรงเรียนมัธยมอยู่ขวามือ เลี้ยวขวาลงบันสู่ส่วนที่เรียกว่า Lower Town หรือ “เมืองต่ำ” ซึ่งในอดีตเศรษฐกิจของเมืองส่วนนี้จะไม่ดีเท่า Upper Town

    เห็นป้าย Smart Hostel ที่หน้าประตูบ้านเก่าหลังหนึ่ง ผมกดกริ่ง ประตูเปิดออกโดยมีผู้ควบคุมกลไกอยู่ไกลออกไปราว 40 เมตร ด้านขวามือเป็นห้องพักส่วนหนึ่งของ Smart Hostel เช่นกัน แต่รีเซ็พชั่นอยู่อีกฝั่ง ต้องข้ามสะพานเหล็กยาวประมาณ 5 เมตรไป มีประตูอีกชั้นแต่ไม่ได้ล็อก เมื่อเปิดไปก็เจอพนักงานต้อนรับทักทาย เขาชื่อมัทธิอัส เกย์หนุ่มชาวสเปน ที่มาทำงานอยู่ที่นี่ บอกผมว่าไปเมืองไทยหลายครั้งแล้ว ชื่นชอบอย่างมาก

    ผมจองห้องพักแบบห้องรวม 8 เตียงไว้ขณะอยู่บนรถไฟ ในราคา 52 เล หรือประมาณ 420 บาท มัทธิอัสบอกว่าบ้านพักหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 ปรับปรุงตกแต่งมาแล้วหลายครั้งโดยคงโครงสร้างไว้เหมือนเดิม โดยเฉพาะช่องหน้าต่างด้านล่างของหลังคาที่ดูเหมือนลูกตาคนอย่างไรอย่างนั้น หลังคาหนึ่งๆ จะมีลูกตาแบบนี้ประมาณ 3 ลูกตา และมีลักษณะแบบนี้เกือบทั้งเมือง เวลาเดินไปไหนมาไหนเหมือนมีสายตาประจำเมืองจับจ้องมองผู้มาเยือนอยู่ตลอดเวลา


    เมื่อเบื่อน้ำพุกลางจัตุรัส Piata Mare เด็กๆ ก็มาเล่นกับนกพิราบ

    ผมเก็บกระเป๋าเป้ใบใหญ่ในตู้ล็อกเกอร์แล้วเดินออกไปสำรวจเมือง เดินกลับขึ้นไปยังส่วน Upper Town ผ่านโรงเรียนมัธยม เลี้ยวซ้ายเข้าถนน ชื่อ Piata Albert Huet สู่ Piata Mica หมายถึง “จัตุรัสเล็ก” แม้ว่าจะไม่ได้มีลักษณะเป็นจัตุรัสสักเท่าไหร่ก็ตาม เจอคณะนักดนตรีเครื่องเป่ารุ่นใหญ่บรรเลงเพลง ผู้คนยืนฟัง มุงดู บ้างถ่ายวิดีโอ เมื่อจบเพลงผมก็เดินต่อไปกลางจัตุรัส มีร้านอาหารที่ตั้งโต๊ะกางร่มออกมาด้านนอกหลายร้าน สังเกตดูเป็นร้านอาหารอิตาเลียนเสียเป็นส่วนมาก และนั่นคู่รักชาวสวิสคู่เดียวกับเมื่อเช้าที่โฮสเทลในเมืองบราชอฟเดินยิ้มมาแต่ไกล เราทักทายกัน ผมแซวว่า “เมืองถัดไปอย่าให้เจออีกนะ” ทั้งคู่หัวเราะร่วน

    จากจัตุรัสเล็ก หรือ Piata Mica (พิอาตา มิกา) ซึ่งผมเดินทะลุไปยังจัตุรัสใหญ่ หรือ Piata Mare (พิอาตา มาเร) เดินเข้าสู่ถนนคนเดินที่ชื่อ Nicolae Balchescu ซึ่งเป็นชื่อของนักข่าว นักประวัติศาสตร์ นายทหาร และผู้นำการปฏิวัติวัลเลเชียน ปี 1848 ซึ่งเป็นการปฏิวัติขับไล่จักรวรรดิรัสเซียผู้ปกครองขณะนั้น ทั้งนี้วัลเลเชียคือดินแดนในอดีตก่อนจะมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโรมาเนีย ตั้งอยู่ระหว่างด้านเหนือของแม่น้ำดานู้บตอนล่างและด้านใต้เทือกเขาคาร์เพเทียน


    มุมหนึ่งของทางเดินลง Lower Town

    ถนนนิโคไล บัลเชสคู นี้ มีร้านอาหารที่หลากหลาย ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายเสื้อผ้ารองเท้า และอื่นๆ มากมาย นักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ ระยะทางยาวเกือบ 1 กิโลเมตร เมื่อสุดถนนผมเลี้ยวซ้ายเข้า Strada Cetatii ซึ่งมีกำแพงเมืองเก่าตั้งอยู่ และสวนสาธารณะ เวลาเกินสองทุ่มแล้วแต่ฟ้ายังไม่มืด ผมรู้สึกปวดส้นเท้าคงเพราะเดินเยอะไปจึงเดินกลับที่พักโดยไม่ลืมแวะซื้อเบียร์ 1 กระป๋องและขนมขบเคี้ยวที่มินิมาร์ทตรงข้ามโรงเรียนมัธยม

    ที่ห้องนั่งเล่นของ Smart Hostel ผมเจอฝรั่งคนหนึ่ง ชื่อ “ฌอน” เขาตัวเล็กยิ่งกว่าคนไทยทั่วไปเสียอีก พูดภาษาไทยได้ดีมาก เพราะอยู่เมืองไทยมาได้ 7 ปีแล้ว โดยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นคนยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี ก่อนที่จะสอนหนังสือในกรุงเทพฯ ได้ไปใช้ชีวิตในจังหวัดบุรีรัมย์มาก่อน 1 ปี บอกว่ากินอาหารไทยได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอาหารอีสาน ที่สุกๆ ดิบๆ ก็ไม่เกี่ยง

    คุยกันสักพัก ฌอนไปกินข้าวกับกลุ่มแขกที่พักอยู่ด้วยกันในโฮสเทลแห่งนี้ ซึ่งพวกเขาคุ้นเคยกันแล้วพอสมควร ระหว่างนั่งจิบเบียร์คุยกับมัทธิอัสเกย์หนุ่มรีเซ็พชั่น ก็มีสาวอเมริกันเข้ามาคุยด้วย เธอชื่อ “วาช่า” เป็นคนอินเดียแท้ๆ พ่อแม่เกิดที่รัฐทมิฬนาฑู แต่ได้ย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐฯ ตั้งแต่เธอยังไม่เกิด นอกจากหน้าตาที่เป็นอินเดียแล้ว กริยาท่าทางทุกอย่างผมมองเห็นเธอเป็นชาวตะวันตกทุกกระเบียด ขณะนี้วาช่าทำงานด้านแฟชั่นอยู่ที่กรุงลอนดอนได้ 2 ปีแล้ว เธอมีอารมณ์ขัน และเป็นมิตรอย่างมาก


    บานหน้าต่างที่เก๋ไก๋ ดอกไม้ที่สวยสดสะพรั่ง ถือเป็นความมีน้ำใจของเจ้าของบ้านที่ต้อนรับผู้ผ่านไปมา

    เบียร์หมดกระป๋อง ผมจึงไปอาบน้ำ และเตรียมเข้านอนเพราะรู้สึกเพลีย มีหนุ่มนักปั่นจักรยานชาวเยอรมันตัวใหญ่เปิดประตูเข้ามา เมื่อทำความรู้จักกันแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่าวางแผนจะปั่นจักรยาน 4 เดือนให้ทั่วยุโรปกลาง โดนใช้แผนที่แผ่นใหญ่นำทาง ไม่ใช้จีพีเอส หรือแผนที่กูเกิล พรุ่งนี้เช้าเขาจะออกเดินทางต่อ เป้าหมายต่อไปคือกรุงบูคาเรสต์ จากนั้นจะไปประเทศบัลแกเรีย แล้วมุ่งสู่ประเทศแถบชายทะเลอะเดรียติก เลาะขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะเข้าอิตาลี ต่อไปยังฝรั่งเศส แล้วกลับเข้าเยอรมนี เขาเล่าไปก็ใช้มีดเฉือนก้อนชีสออกมาเป็นแผ่นบางๆ กินทีละชิ้น บางทีก็หยิบขนมปังขึ้นมากินคู่กัน เมื่ออิ่มแล้วหนุ่มนักปั่นก็หลับลงบนเตียงเยื้องๆ กับผม

    โดยที่ยังใส่ชุดปั่นจักรยาน.

    หมายเหตุ : ดวงตาแห่ง "ซีบีอู" เขียนโดย "วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ" knotnumber10@gmail.com ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์คอลัมน์ "เบื้องหน้าที่ปรากฏ" วันที่ 13 สิงหาคม 2560

.....................................................

 

ดูทีวี ออนไลน์ Thai Live TV ONLINE

TV.GUCHILL.COM : ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีย้อนหลัง 
เว็บเดียวครบกับการรวบรวมทีวีทั้งทีวีดิจิตอล ฟรีทีวี สถานีเพลง และบันเทิงทั้งหมดไว้ที่นี้ ดูได้ทั้งในคอมพิวเตอร์ Iphone และ Android เพียงเข้าที่ tv.guchill.com 
เลือกดูรายการทีวีจากเมนูด้านล่าง
 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 13/08/2017 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

vinitvadee
................................................
ขอบคุณ 'ลุงตู่' ที่ระวังไม่ให้ 'เสียของ' ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/08/2017 เวลา : 13.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

คุณลุงขา
หนูมาเชียร์ลุงตู่ด้วยคนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน