*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2569
  • จำนวนผู้ชม : 1946002
  • จำนวนผู้โหวต : 422
  • ส่ง msg :
  • โหวต 422 คน
<< ธันวาคม 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 583 , 11:57:45 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         สมัยก่อนมีเพียงประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่นักการเมืองจอมโกงหอบเอาเงินไปฝาก เพราะสวิสเป็นประเทศที่เป็นกลาง

แต่เมื่อไม่นานนักประเทศนี้มีความละอายจึงยอมคืนเงินให้รัฐบาลเจ้าของเงินที่รู้เบาะแสแล้วมีหลักฐานขัดเจน แต่กลับมีบางประเทศ

ที่มีพฤติกรรมสวนทางกับสวิส โดยรับฝากเงินโกง เงินฟอก ให้เป็นความลับสุดยอด อย่างประเทศอังกฤษ เป็นต้น ชึ่งขณะนี้ 'ยิ่ง

ลักษณ์' และนักการเมืองชั่วๆของไทยได้รับการอารักขาเงินฝาก มิหนำซ้ำ ยังจะอนุุญาตให้มีฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกด้วย

 

 

 Home »

อาวุธสงครามกับการเมือง

 Thursday, December 7, 2017 - 00:00

  • ไม่มีอะไรในกอไผ่หรอกครับ....

    เห็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขึงขังจะตรวจสอบ นาฬิกายี่ห้อ Richard Mille กับแหวนทองคำขาว ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

    จะเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช. เพราะสาธารณชนให้ความสนใจ

    เอาเข้าจริง....เรื่องนาฬิกากับแหวน มันจบไม่ยาก

    เรื่องคนแย่งกันถูกหวยจบยากกว่าเป็นไหนๆ

    กล้วยๆ ครับ อ้างส่งเดชไปก็ได้

    ที่ไม่มีในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินตอนเข้ารับตำแหน่ง ก็เพราะเพิ่งจะได้มาทีหลัง จะแสดงอีกทีก็โน้นเลย

    หลังพ้นตำแหน่ง

    มันก็แค่นั้น

    วานนี้ก็การันตีตัวเองไปเรียบร้อย บริสุทธิ์ผุดผ่อง!

    "ผมทำงานมาไม่เคยมีเรื่องทุจริต”

    ฉะนั้นใครที่คิดว่างานนี้ "บิ๊กป้อม" ตายแน่

    ถูกเชือดแน่

    ผิดครับ!

    ยังไม่ใช่ตาจนของ "บิ๊กป้อม"

    ไม่เชื่อลองไปถาม พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ดู

    ช่วงนี้อย่าเพิ่งเบื่อ ที่ต้องพูดถึง "บิ๊กป้อม" กันแบบรายวัน เพราะโฟกัสของข่าวสารมันไปอยู่ที่ตัวท่านทุกวันจริงๆ

    ดูอย่างคดีวางระเบิด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    ศาลสั่งคุกนายวัฒนา ภุมเรศ ๒๖ ปี ๑๒ เดือน และปรับ ๕๐๐ บาท

    คงจำกันได้ นายวัฒนา เอาระเบิด ไปป์บอมบ์ ใส่ไว้ในท่อพีวีซี ไปติดไว้ที่ฝาผนังภายในห้อง "วงษ์สุวรรณ"

    ก็เกี่ยวพันกับ "บิ๊กป้อม"

    ส่วนอีก วัฒนา นั่นคือ วัฒนา ทรัพย์วิเชียร ที่วิ่งไปมอบตัวกับตำรวจ แสดงตัวเป็นเจ้าของอาวุธสงคราม ที่แปดริ้ว ก็ไปพันกับ "บิ๊กป้อม"

    เพราะใช้เป็นเหตุเลื่อนปลดล็อกพรรคการเมือง

    เก็บไว้เป็นความรู้..........

    "บิ๊กป้อม" นั่งยันนอนยันว่า คสช.จะไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้นักการเมืองแน่นอน

    จึงเป็นไปได้สูงว่า จะลากยาวกันไปอีกสักพัก

    ฉะนั้นที่ไม่ทันแน่นอนแล้วคือ บทเฉพาะกาล มาตรา ๑๔๑ ที่กำหนดสาระสำคัญให้พรรคการเมืองดำเนินการต่างๆ

    เช่น ภายใน ๙๐ วัน หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๑ ที่พรรคการเมืองต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ

    แต่รัฐบาล คสช.มีทางออกให้

    ก็มาจากคำให้สัมภาษณ์ของ "บิ๊กป้อม" นั่นเอง

    "ประเด็นการปลดล็อกช้ารัฐบาลจะจัดการให้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามกรอบของกฎหมาย ผมยืนยันว่า พรรคการเมืองจะไม่เสียโอกาส ทั้งนักการเมืองหน้าใหม่และนักการเมืองหน้าเก่า"

    ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่ารัฐบาลจะใช้วิธีไหน

    หากเอาคำสัญญาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยบอกไว้ว่า

    "ผมไม่ต้องการที่จะหน่วงเวลาอะไรไว้ทั้งสิ้น ในส่วนตรงนี้พูดได้ว่า ประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ ก็จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง

    และประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ จะมีการเลือกตั้ง วันนี้ก็มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมือง ขอให้อยู่ในความสงบ ซึ่งก็จะมีผลต่อการพิจารณามาตรการในการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย"

    ซึ่งนั่นเป็นการประมาณการ เงื่อนเวลาจริงอาจขยับได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรเลยไปสี่เดือนห้าเดือน

    ถ้า...ต้นปีหน้ายังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง ทางออกที่รัฐบาลพอจะทำได้คือ

    อำนาจตาม ม.๔๔ ปลดเงื่อนเวลาในรัฐธรรมนูญ

    แต่...จะกลายเป็นว่า ม.๔๔ ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

    อีกทางออกที่ง่ายกว่า ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชี้โพรงให้เรียบร้อยแล้วนั่นคือ

    เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขบทเฉพาะกาลของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

    ขยายเวลาส่วนที่เป็นปัญหาออกไป

    ก็คงทำได้แค่นั้น จะพิสดารนอกเหนือจากนี้คงจะลำบาก

    มาพูดถึงประเด็นอาวุธสงครามกันหน่อย

    วานนี้ การที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่าจากการสืบสวนยังเชื่อได้ว่า มีระเบิด และอาวุธสงครามซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนมาก

    เป็นอาวุธสัญชาติรัสเซีย ไม่มีการใช้ในราชการไทย

    ที่ตรวจพบเจอในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

    พร้อมกับบอกว่า ให้เจ้าหน้าที่ได้เร่งค้นหาระเบิด และอาวุธสงครามดังกล่าวให้พบเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการนำมาก่อเหตุความวุ่นวายในอนาคต

    นี่ขนาดยังหาไม่เจอ ท่านสรุปเรียบร้อยเป็นอาวุธรัสเซีย

    แสดงว่าการข่าวชั้นเอกที่หนึ่งจริงๆ

    ประเด็นอาวุธสงคราม มองไปมันเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ไม่รู้จักโตเสียที

    ทำเป็นเด็กเล่นขายของ

    ย้อนกลับไปดูเหตุระเบิดกลางกรุงหลายๆ คดี จนถึงวันนี้ยังเงียบกริบ จับมือใครดมไม่ได้

    จนแทบกลายเป็นบทสรุปสำหรับระเบิดการเมืองแล้ว

    ที่จับได้ไม่กี่คดี ล่าสุดก็คดี "วัฒนา" นี่แหละ

    แน่นอนครับ อาวุธสงครามมันยังหลงเหลืออยู่เยอะ มีทั้งพวกที่เก็บเอาไว้สร้างสถานการณ์ทางการเมือง

    และพวกที่ส่งขายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

    ก็เป็นเรื่องที่รับรู้กันมาโดยตลอด

    แต่ตลอดระยะเวลาที่รู้ อาวุธสงครามก็เยอะอยู่อย่างนั้น

    วันนี้ถ้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ จะเอาจริงเอาจัง ในการปราบปรามอาวุธสงคราม ก็ขอให้ดำเนินการให้สิ้นซาก

    คนที่ครอบครอง มันก็มีอยู่ไม่กี่พวกหรอกครับ

    การข่าวฝ่ายความมั่นคงก็พอจะรู้ ว่ากลุ่มไหนครอบครองอาวุธสงครามไว้บ้าง

    แต่ถ้าจะอ้างว่าต้องจับอาวุธสงครามให้หมดก่อน แล้วค่อยเลือกตั้ง

    อีก ๑๐ ปีก็คงไม่มีการเลือกตั้ง

    ฉะนั้นต้องแยกให้ออก อย่าเอาปัญหามาซ้อนปัญหา ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมตามมา

    พูดถึงการเลือกตั้ง เมื่อถึงเวลามันก็ต้องเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่า เลือกตั้งเสร็จแล้ว ทุกอย่างอาจกลับไปเหมือนเดิม

    แต่การที่รัฐบาล คสช.อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด แม้จะถูกใจคนจำนวนมาก แต่ข้อเสียมันก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

    เพราะคนใน คสช. ไม่ได้เหมือนกันทุกคน

    จะบอกว่ารอปฏิรูปก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

    ถ้าเป็นเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว แนวคิดนี้ยังน่าสนับสนุนอยู่

    แต่มาถึงวันนี้ อาจไม่จำเป็นแล้ว

    มันมีหลายปัจจัย!

    เอาง่ายๆ แค่ปฏิรูปตำรวจ ยังหาความคืบหน้าไม่ได้

    ขนาดคนเป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจบางคน ยังเข้าใจผิดคิดว่าการขึ้นเงินเดือนให้ตำรวจถือว่าได้ทำงานปฏิรูปตำรวจเสร็จแล้ว

    อีกสาเหตุหนึ่งการปฏิรูปมีความชัดเจนในส่วนของกระบวนการ นั่นคือมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บท มี

    คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน เป็นผู้จัดทำแผนปฏิรูปประเทศ

    ไม่มีทางที่จะฉีกไปจากนี้ได้

    ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องรับไปทำต่อ เพราะมันถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ

    ที่สำคัญคือ ประชาชนจับตามองอยู่

    วันนี้ นักการเมือง เป็นจำเลยสังคม ถูกมองเป็นเสนียดของระบอบประชาธิปไตย

    สิ่งที่นักการเมืองควรทำ ไม่ใช่เอาแต่จะเลือกตั้ง อ้างประชาธิปไตย ตะพึดตะพือ แต่ไม่ปรับปรุงตัวเอง

    เมื่อไหร่ที่นักการเมืองทำให้ประชาชนเห็นว่าคุ้มค่าที่จะหย่อนคะแนนให้

    วันนั้นแหละครับประชาชนจะไม่เรียกหาทหารอีก

    ส่วน "ลุงตู่" ก็อยู่ในข่ายกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกตามกลไกรัฐธรรมนูญ

    ฉะนั้นเดินหน้าเถอะครับ

    แบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า.

    ผักกาดหอม

Home »

แก้ปลดล็อกช้า ประวิตรแบไต๋งัดคำสั่งพิเศษพรรคไม่เสียโอกาส

 Thursday, December 7, 2017 - 00:00

  • "ประวิตร" ย้ำยึดคลังแสงบางน้ำเปรี้ยวไม่จัดฉาก ย้อนถามอาวุธเยอะหมายจับอื้อควรปลดล็อกหรือยัง แบไต๋รัฐบาลเตรียมคำสั่งพิเศษแก้ปมล่าช้าไว้แล้ว ไม่การันตีเลือกตั้งปลายปี 61 "กรธ." เชื่อใช้ "สนช." แก้ไขบทเฉพาะกาล พ.ร.ป.พรรคการเมืองขยายเวลาเป็นทางออก "ศรีวราห์" ชี้ยังมีระเบิดซุกอีกจำนวนมาก

    เมื่อวันพุธ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) ยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีการจัดฉาก ในคดีตำรวจตรวจยึดอาวุธสงคราม ระเบิดขว้างสังหาร และกระสุนปืนขนาดต่างๆ จำนวนมากภายได้ในริมคลองข้างนา พื้นที่หมู่ 15 ต.ดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นนายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร อายุ 54 ปี เดินทางเข้ามาขอมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ในพื้นที่รับผิดชอบของกองร้อยรักษาความสงบ ศูนย์ป้องกันภัยทางอากาศ ทบ.1 (ศปภอ.ทบ.1) ในพื้นที่วังน้อย-ปทุมธานี ยอมรับเป็นเจ้าของอาวุธดังกล่าว

    "ใครจัดฉาก เจ้าหน้าที่จะจัดฉากไปทำไม ไม่มีจัดฉาก เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างตรงไปตรงมา มีแต่ผู้สื่อข่าวที่บอกว่าจัดฉาก" พล.อ.ประวิตรกล่าว

    ถามว่า การตรวจพบอาวุธสงครามที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นปัจจัยทำให้ไม่สามารถปลดล็อกทางการเมืองใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่าไม่รู้ พิจารณาเอาเองแล้วกัน ตอนนี้มีการออกหมายจับกี่คน และก็ยังไม่เห็นมีความพร้อมอะไรเลย

    พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ประเด็นการปลดล็อกช้ารัฐบาลจะจัดการให้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามกรอบของกฎหมาย ยืนยันว่าพรรคการเมืองจะไม่เสียโอกาส ทั้งนักการเมืองหน้าใหม่และนักการเมืองหน้าเก่า ส่วนจะออกเป็นคำสั่งพิเศษรองรับการปลดล็อกที่ล่าช้าออกไปหรือไม่นั้น ตนยังไม่รู้

    "ไม่รู้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 61 หรือไม่ แต่จะทำตามโรดแมป" ถามว่าเมื่อพรรคการเมืองไม่สามารถทำตามขั้นตอนกฎหมายโรดแมปก็อาจจะขยับได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าก็ไม่รู้ ก็ดูไป เราทำตามโรดแมป

    ซักถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุจะเสนอนายกรัฐมนตรีให้ปลดล็อกทางการเมืองเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้นักการเมือง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการคุยกัน ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปลดล็อกเป็นของขวัญปีใหม่ให้นักการเมือง

    ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ สื่อได้ถาม พล.อ.ประวิตรว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับให้คณะรัฐมนตรีพูดน้อยลงหรือไม่ เนื่องจากตัวนายกฯ ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนน้อยลงเหมือนกัน โดย พล.อ.ประวิตรระบุว่านายกฯ ไม่ได้กำชับเรื่องนี้แต่อย่างใด

    ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมากในพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทราว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช., พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 กับพวกรวม 5 คน หลังพบความเชื่อมโยงคดีภายในสัปดาห์นี้

    "ผู้ต้องหาทั้งหมดจะเกี่ยวข้องอย่างไรไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่จากการตรวจสอบระเบิดและอาวุธสงครามที่ตรวจพบมีสภาพพร้อมใช้งานทันที ส่วนจะเตรียมใช้ก่อเหตุที่ใดไม่สามารถระบุได้ อย่างไรก็ดีพยานหลักฐานพบความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุความวุ่นวายเมื่อปี 2557 เนื่องจากเลขรหัสของระเบิดและอาวุธสงครามตรงกัน" พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว

    รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า จากการสืบสวนยังเชื่อได้ว่ามีระเบิดและอาวุธสงครามซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนมาก ที่ตรวจพบเจอในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทราเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งค้นหาระเบิดและอาวุธสงครามดังกล่าวให้พบเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการนำไปก่อเหตุความวุ่นวายในอนาคต โดยอาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธสัญชาติรัสเซีย ไม่มีการใช้ในราชการไทย

    ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้แล้ว มีเงื่อนไขต้องให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกฎหมาย โดยมีกรอบระยะเวลาบังคับเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้มีแนวทางที่สามารถทำได้ 2 อย่าง คือ นายกฯ มีอำนาจมาตรา 44 แต่ก็อาจถูกมองว่าในเมื่อมี รธน.แล้วก็ไม่ควรใช้กลไกดังกล่าวนี้

    "ดังนั้นสิ่งที่ง่ายกว่าคือเสนอให้ สนช.แก้ไขบทเฉพาะกาลของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองในส่วนที่มีปัญหาเรื่องเงื่อนระยะเวลาขยายออกไป ซึ่งถือเป็นขั้นตอนตามกระบวนการปกติ" นายอุดมกล่าว

    โฆษก กรธ.กล่าวว่า เมื่อแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพราะต้องรอให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้เสียก่อน โดยขณะนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.กำลังพิจารณาอยู่ในชั้น สนช.

    ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงปัญหาการปลดล็อกพรรคการเมืองช้าว่า ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 60 วัน หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับ เหลือเวลาแค่ 30 วัน สำหรับพรรคการเมืองเดิมในการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกของพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งหากไม่แจ้งและไม่ขอขยายเวลา กกต.จะสั่งให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพไป

    นายสมชัยกล่าวว่า ยังมีโจทย์ใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าของพรรคการเมืองต่างๆ คือภายใน 180 วันหรือวันที่ 5 เม.ย.61 พรรคขนาดเล็กต้องหาสมาชิกให้ครบ 500 คน ต้องจัดหาทุนประเดิมให้ได้หนึ่งล้านบาท ให้สมาชิก 500 คนชำระค่าสมาชิกให้ครบถ้วน ต้องจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบ 4 ภาค และให้มีตัวแทนพรรคในจังหวัดที่ประสงค์จะส่งผู้สมัคร และต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคและเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งหากทำไม่เสร็จในอีก 4 เดือนข้างหน้า และหากไม่ขอขยายเวลา กกต.ก็จะสั่งให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพเช่นกัน

    "เวลา 4 เดือนที่เหลือพรรคบางพรรคอาจมีขีดความสามารถในการดำเนินการ แต่หากปลดล็อกการเมืองช้าไปอีกหนึ่งเดือนก็จะเหลือ 3 เดือน ปลดล็อกช้าไปอีกเดือนก็จะเหลือ 2 เดือนตามลำดับ สำหรับพรรคบางพรรคอาจดำเนินการทัน แต่สำหรับพรรคที่ไม่ทันและขอขยายเวลา ต้องอย่าลืมว่าจะไม่มีสิทธิ์ในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งหากปี่กลองการเลือกตั้งดังขึ้น" นายสมชัยกล่าว

    กกต.ผู้นี้ระบุว่า ลองสมมติดูหาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ไม่มีปัญหามากนัก สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาประมาณปลายเดือน มี.ค. การรับสมัคร ส.ส.อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงต้นเดือน พ.ค. พรรคเดิมที่ทำทุกอย่างได้ภายใน 5 เม.ย.61 เท่านั้นที่น่าจะมีสิทธิ์ส่งผู้สมัคร ส่วนพรรคใหม่ถึงท่านทำทุกอย่างได้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ต้องอย่าลืมว่า กกต.ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ก่อนให้ความเห็นชอบเป็นพรรคการเมือง ซึ่งหมายความว่าหากจะให้ทันขบวนรถ 5 เม.ย.61 พรรคใหม่ต้องยื่นหลักฐานทั้งหมดต่อ กกต.ในต้น ก.พ.61 หรือหากเผื่อเหนียวว่าอาจมีหลักฐานไม่ถูกต้องต้องแก้ไขอีก 60 วัน ท่านต้องยื่นจดทะเบียนพรรคใหม่ภายในต้น ธ.ค.60

    "ทั้งหมดนี้เป็นการประมาณการในเชิงเวลาโดยคร่าวๆ ไม่ได้บอกให้เชื่อและไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆกับใคร แค่อ่านกฎหมายและประมาณการเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนเท่านั้น ส่วนเมื่อ กกต.ชุดใหม่มาเมื่อไร ถึงวันนั้นอาจมีความชัดเจนที่เป็นทางการ" กกต.ผู้นี้ระบุ

    ที่รัฐสภา นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีมติเลือก พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิก สนช.เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พร้อมกับกำหนดกรอบเวลาการประชุมสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้เสร็จทันตามกำหนดเวลาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

    นายทวีศักดิ์กล่าวว่า เบื้องต้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไปแล้วทั้งสิ้น 10 มาตรา จากทั้งหมด 178 มาตรา โดยยังไม่มีการปรับแก้ไขเนื้อหาไปจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ มายัง สนช.

    "คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะดำเนินการพิจารณาเนื้อหาให้เสร็จและจะส่งให้ สนช.พิจารณาลงในวาระที่ 2 และ 3 เพื่อให้ความเห็นชอบในวันที่ 18 ม.ค.61 ต่อไป" นายทวีศักดิ์กล่าว

    โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้หารือกันเบื้องต้นว่า จะยังไม่เชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้ามาให้ความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แต่พรรคการเมืองและประชาชนสามารถนำเสนอความเห็นมายังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ตลอดเวลา ซึ่งยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย.

 

 Home »

ตั้ง"เฉลิมชัย-ศิริเดช"เป็นกรรมการอิสระฯ

 Thursday, December 7, 2017 - 00:00
  • นพ.จรัส สุวรรณเวลา

    บอร์ดอิสระฯ ตั้ง “เฉลิมชัย” นั่งประธานคณะอนุฯ โครงสร้าง “ศิริเดช” ประธานคณะอนุฯ ครู หมอจรัสเผยเหลือเวลาอีกปีครึ่งต้องรีบเดินหน้าขับเคลื่อนงานปฏิรูป โดยวาง 4 เป้าหมาย ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพการศึกษา มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งนางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ เป็นรองประธานคนที่ 1 และให้ นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานคนที่ 2 รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วย สำหรับประธานอนุกรรมการครู ที่ประชุมได้มีมติให้ นายศิริเดช สุชีวะ เป็นประธาน พร้อมทั้งให้ นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ นอกจากนี้ที่ประชุมได้นำข้อสรุปที่ได้จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการของคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะ มาวางแผนเดินหน้าการปฏิรูปในภาพรวม ซึ่งจะต้องนำไปรวมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปด้านอื่นๆ ซึ่งมีระยะเวลาในการทำงาน 5 ปี แต่เนื่องจากคณะกรรมการอิสระฯ มีระยะเวลาในการทำงาน 2 ปี ปัจจุบันทำงานมาแล้วราว 6 เดือน ดังนั้นการทำงานจะต้องเห็นผลทั้งในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปีครึ่ง และในอีก 5 ปีข้างหน้า

    นพ.จรัสกล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการกำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนการปฏิรูปไว้ 4 เป้าหมายหลัก คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ทั้งเรื่องโอกาสการเข้าถึง, โอกาสในการได้รับทางเลือกในการศึกษา ในการเรียนรู้ได้ตามความถนัด แต่ที่คืบหน้าในขณะนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าเร็วๆ นี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และน่าจะประกาศใช้ในเดือนเมษายน 2561 ตามกรอบเวลาที่กำหนด 2.คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ทั้งการยกระดับให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่พึงประสงค์ ตามความต้องการของตนเองและของประเทศ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 3.มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะเน้นกลุ่มอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา และ 4.การปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรเพิ่มความคล่องตัว นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในการนำสื่อดิจิทัลมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วย.

     

     Home »

    สวิสคืนเงินโกงกว่าหมื่นล้านบาทให้ไนจีเรีย

     Wednesday, December 6, 2017 - 00:00

    • ซานี อบาชาอดีตผู้นำเผด็จการไนจีเรีย (ภาพ pulse.ng)

      ทางการสวิตเซอร์แลนด์เผยว่า จะส่งมอบเงินหลวงที่อดีตจอมเผด็จการซานี อาบาชา ยักยอกไปคืนให้กับไนจีเรียราว 321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,463 ล้านบาท

      เงินก้อนนี้แต่เดิมฝากไว้ที่ธนาคารในลักเซมเบิร์ก แต่เมื่อปลายปี 2557 ศาลสวิสสั่งอายัดเงินก้อนนี้ และเดือนมีนาคมปีที่แล้ว สวิสและไนจีเรียลงนามข้อตกลงส่งเงินก้อนนี้คืนไนจีเรีย

      รัฐบาลสวิสแถลงว่าเพื่อปฏิบัติตามนโยบายส่งคืนทรัพย์สินของชาติที่ได้รับมาอย่างผิดกฎหมาย สวิตเซอร์แลนด์ทำข้อตกลงกับรัฐบาลไนจีเรียและธนาคารโลกที่จะคืนเงินเกือบ 321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไนจีเรีย

      เงินก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของเงินจำนวน 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 71,694 ล้านบาท ที่จอมเผด็จการพลเอกซานี อาบาชา ยักยอกไปจากธนาคารกลางไนจีเรีย ซึ่งอาบาชาปกครองประเทศตั้งแต่ปี 2536 และเสียชีวิตในปี 2541

      ทางการสวิสแถลงเงินก้อนนี้อัยการสวิสสั่งอายัดจากอับบา อาบาชา ลูกชายของซานี การส่งคืนเงินหลวงกลับไปยังไนจีเรียได้รับการสนับสนุนและตรวจสอบโดยธนาคารโลก ซึ่งเงินก้อนนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงทางสังคมให้กับประชาชนที่ยากจนในไนจีเรีย

      ดิดิเยร์ เบอร์คัลเตอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสวิสกล่าวถึงข้อตกลงที่สวิสจะส่งคืนเงินก้อนนี้ให้กับไนจีเรียว่าเพื่อปฏิบัติตามนโยบายของสวิสที่ต้องการขจัดคอร์รัปชัน ส่วนประธานาธิบดีมูฮัมบาดู บาฮารี แห่งไนจีเรียตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2558 ประกาศกวาดล้างคอร์รัปชัน และจะนำเงินหลวงที่โดนขโมยไปช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมากลับคืนประเทศ.

 
 Home »

"พีตา"ยกลิงกังถ่ายเซลฟี เป็นบุคคลแห่งปี2560

 Thursday, December 7, 2017 - 00:00

  • ภาพเซลฟีของนารุโตะ

    เมื่อวันพุธ พีตาองค์กรพิทักษ์สิทธิสัตว์ประกาศให้ "นารุโตะ" ลิงที่ถ่ายเซลฟีบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียเป็นบุคคลแห่งปี

    พีตาแถลงเมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคมถึงการยกย่องนารุโตะ ลิงกังดำตัวนี้ที่ถ่ายเซลฟีให้เป็นบุคคลแห่งปี 2560 เพื่อโลกจะได้จดจำมันในฐานที่เป็นบุคคลไม่ใช่บางสิ่ง

    เมื่อปี 2554 ลิงกังตัวนี้กดชัดเตอร์ถ่ายภาพตัวมันเองขณะที่มันจ้องเลนส์กล้องของเดวิด สเลเตอร์ ช่างภาพธรรมชาติชาวอังกฤษ ที่นำกล้องถ่ายภาพมาตั้งไว้บนขาตั้งกล้องกลางป่าของเกาะสุลาเวสีในอินโดนีเซีย ซึ่งรูปนี้กลายเป็นรูปที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว ต่อมาพีตาออกมายื่นฟ้องต่อศาลระบุว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ของภาพถ่ายนี้ต้องเป็นของนารุโตะลิงอายุ 6 ปีตัวนี้

    อิงกริด นิวเกริก ผู้ก่อตั้งองค์กรพีตากล่าวในการแถลงเรื่องนี้เมื่อวันพุธว่า ภาพถ่ายเซลฟีของนารุโตะท้าทายนิยามที่ระบุว่าใครคือบุคคลและใครที่ไม่ใช่บุคคล ซึ่งนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลครั้งแรกในโลกเพื่อต่อสู้เรียกร้องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินให้กับสัตว์

    การยื่นฟ้องเรียกร้องลิขสิทธิ์ภาพถ่ายนี้ให้กับลิงตัวนี้ทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในเรื่องความเป็นบุคคลของสัตว์ชนิดต่างๆ และพวกมันสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้หรือไม่

    ในการตัดสินคดีนี้ครั้งแรกที่แคลิฟอร์เนีย ช่างภาพชาวอังกฤษเป็นผู้ชนะ แต่พีตายื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลสูง และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสิน โดยสเลเตอร์ระบุว่าจะบริจาครายได้ 25% ที่เขาจะได้รับในอนาคตเมื่อนำภาพเซลฟีของนารุโตะไปใช้ประโยชน์หรือไปขาย ซึ่งเงินดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อปกป้องถิ่นที่อยู่ของลิงกังในอินโดนีเซีย.

    .................................................

    7 ธันวาคม 2560

     

     



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน