*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2635
  • จำนวนผู้ชม : 1974796
  • จำนวนผู้โหวต : 423
  • ส่ง msg :
  • โหวต 423 คน
<< มกราคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 510 , 12:38:44 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

 

Happy National Children Day

สุขสันต์วันเด็กนะหนูๆ

ค่านิยมหลักคนไทย 12 ประการ - น้องใบพลู & น้องโมเนต https://youtu.be/r5jbk6ITDfY


ไทยโพสต์

"คิดใหม่ใน"วันเด็ก"กันดีมั้ย?


    
 

          วันนี้ "วันเด็ก"

          ทำความเข้าใจก่อน ไม่ใช่วันเสาร์ที่ ๑๓ มกราคมเป็น "วันเด็ก" นะ

            หากแต่มีกำหนดว่า........

            วันเสาร์ที่ ๒ ของเดือนมกราคม "ในแต่ละปี" ให้ถือเป็น "วันเด็ก"

          "ผู้ใหญ่" อย่าทะลึ่งทึกทักเป็น "วันหยุดราชการ" แล้วหยุดงานชดเชยในวันจันทร์เชียวล่ะ

          วันเด็กมีมาตั้งแต่ครั้งไหนก็ขี้คร้านไปค้นรื้อ จำได้แต่ว่า ๗ ขวบเข้าเกณฑ์เรียน

            แม่จูงมือไปฝากครูใหญ่ให้นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งในชั้นปฐม ก.กา ที่ศาลาวัด ก็มีวันเด็กแล้ว

            นับจากอายุผม ก็จะ ๑๐๐ ปี

            หลักการ-แนวคิด ที่ "ผู้ใหญ่" วางรูปแบบใน "วันเด็ก" เกือบร้อยปีที่แล้วเป็นอย่างไร วันนี้ ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น

            คาดว่า ผ่านไปอีก ๒๐ ปี

            ยุทธศาสตร์ ๔.๐ ของนายกฯ "ประยุทธ์" ครบ ๒ ทศวรรษแล้ว

            รูปแบบ "วันเด็ก" ในปี พ.ศ.๒๕๘๑ ก็คงไม่ต่างจากวันนี้แน่!?

            ทำให้ต้องคิดว่า............

            ในระยะเวลาอีก ๒๐ ปี ต่อจากนี้ จะมีนายกรัฐมนตรีซักคนมั้ย ที่เกิด "ปัญญานิมิต" ปฏิวัติรูปแบบการจัดงานวันเด็กใหม่ สมกับยุคนวัตกรรม?

            นอกเหนือ "คำขวัญ" รายปี ที่ไม่รู้จะจำไปทำไม?

            อย่างปีนี้ นายกฯ ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ออกคำขวัญอะไรมา ผมมันเฒ่าแล้ว ก็เลยไม่อยาก "แข่งจำ" กับเด็ก

            แต่ที่ไม่รู้ ก็ต้องเห็น คือ "กิจกรรมวันเด็ก" ซ้ำซาก

            จัดนิทรรศการให้เด็กดู-เด็กเที่ยว-เด็กนั่งเก้าอี้นายกฯ-เด็กดูรถถัง-เรือบิน-เรือรบ-พาเด็กกินไอติม

            ต่างจังหวัด ลึกเข้าไปในป่า-ในดง ไม่มีของอย่างนั้นให้เด็กดู ก็จัดให้เด็กเล่นเกม เล่นแข่งขัน ตี่จับ-วิ่งเปี้ยว-ปิดตาต่อหางสัตว์ไปตามเรื่องตามราว

            นี่จำลองนึกจาก "เด็กบ้านนอก" สมัยผม

            แต่สมัยนี้ มันสมัยไอที มีอินเทอร์เน็ตชายขอบ

            รูปแบบกิจกรรมวันเด็ก ตามบ้านนอก-บ้านนา คงพัฒนารูปแบบเป็นแต่งหน้า ทาก้นขาวกันไปตามเรื่อง-ตามราวแล้วกระมัง?

            ที่พูดนี่ ไม่ได้แอนตี้งานวันเด็ก หรือว่ากิจกรรมที่จัดให้เด็กไม่ดี

            ผมพูดในความหมายว่า โลกหมุนทุกวัน

            เด็กเปลี่ยนทุกวัย

            ในขณะที่สังคมโลกวิวัฒน์ไป วัยของเด็ก "แต่ละวัน" ก็พัฒนาตามไป

            และเด็กที่เกิดเข้าสู่ระบบวันเด็กใหม่ ก็หมุนตามรอยตีนโลกและสังคมที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่

            แล้วทำไมรูปแบบ "กิจกรรมวันเด็ก" จึงตายตัวอยู่กับที่?

            รูปแบบงานทุกวันนี้ ตรึงติดอยู่ในกรอบคิดผู้ใหญ่ "หลอมเด็กให้เป็นเด็ก"

            "ดูตาม-พูดตาม-คิดตาม-ทำตาม" ในสิ่งที่ผู้ใหญ่เข้าใจเอาเองว่า "เด็กต้องการ-เด็กอยากดู-อยากเห็น-อยากรู้" อย่างนี้

            จึงกำหนดรูปแบบ "วันเด็ก" ในหลักการ............

            ผู้ใหญ่จัดหามาให้ "เด็กดู-เด็กเล่น-เด็กสนุก"!

            ไหนๆ จะพัฒนาสังคมประเทศไปสู่ยุค ๔.๐ หลุด "กับดักความจน" พ้น "ความเหลื่อมล้ำ" สู่ความมั่งคั่ง-ยั่งยืนกันแล้ว

            ปีหน้า ถ้าผู้นำประเทศยังชื่อประยุทธ์และรัฐมนตรีศึกษาฯ ยัง "ธีระเกียรติ"

            เปลี่ยนมิติ สร้างแนวคิดใหม่ให้เด็กดีมั้ย?

            คือวันเด็ก แทนที่ผู้ใหญ่จะมองเด็กวันนี้ "ก็แค่เด็ก" แล้วจัดนิทรรศการให้เด็กดูเปลืองเปล่าไปปีๆ

            เปลี่ยนเป็น ผู้ใหญ่มองเด็กวันนี้ คือ "กำลังหลักของชาติวันหน้า" แล้วให้เด็กแสดงศักยภาพ

            ด้วยการให้เด็กๆ "จัดนิทรรศการให้ผู้ใหญ่ดู"

            ผมว่า แบบนี้..........

            เด็กๆ จะเกิดความรู้สึก ตื่นเต้น สนุกสนาน ได้ดู-ได้เล่น-ได้ทำ-ได้แข่งขัน จากนวัตกรรมคิดของเด็กๆ ด้วยกันเอง

            ซึ่งนั่น จะสอนให้เด็กรู้จัก "คิดเอง-พูดเอง-ทำเอง-มีความรับผิดชอบด้วยตัวเอง" ในทางสร้างสรรค์ขันแข่ง

            เท่ากับสร้างตัวทะยานรู้-ทะยานเรียนในสาขาวิทยาการต่อยอดตรงต้องการสังคมชาติ

            และที่สำคัญ เด็กได้แสดงออก เป็นประกายให้ได้สังเกต เด็กกลุ่มนี้-คนนี้ มีความชอบ-มีความถนัดจัดเจนด้านไหน?

            เป็นการเจียระไน ช่วยให้จัด "ระบบศึกษา" เกิดประสิทธิภาพ

            ถ้าเปลี่ยนรูปแบบงานวันเด็กไปในแนวนี้ได้ ผมว่า..........

            "ช็อกโลก" พอสมควรทีเดียว!

            เด็กอนุบาล-เด็กประถม-เด็กมัธยม ครูบาอาจารย์ ก็ให้แต่ละส่วนเขาปรึกษาหารือ กำหนดหัวข้อกิจกรรม ที่พวกเขาจะร่วมกันสร้างสรรค์

            แล้ววันเด็ก แทนที่ผู้ปกครองจะจูงมือเด็กไปเที่ยวงานวันเด็ก

            จะเปลี่ยนเป็น เด็ก คือลูกหลาน จูงมือพ่อ-แม่ คือผู้ปกครอง มาเที่ยวดูนิทรรศการที่พวกเขา คือพวกเด็กๆ สร้างสรรค์ขึ้นทันที

            ไม่ต้องมาก อยู่ท้องถิ่นไหน ให้เด็กใช้ "สิ่งมี-สิ่งเป็น" ในท้องถิ่นนั้นเป็นฐาน แล้วใช้ปัญญาสร้างสรรค์ออกมา

            น่าจะได้เห็น "นวัตกรรม" จากคิดเด็ก ที่ผู้ใหญ่ต้องตื่นตะลึงกันไปเลยก็ได้!      

            แทนที่จะไปปีน-ไปดู รถถัง-เรือบิน-เรือรบ ปีแล้ว-ปีเล่า นอกจากรูปถ่าย นอกนั้นก็ไม่ได้อะไร

            ก็จะได้เห็นไอเดียเด็กๆ ประดิษฐ์รถถัง-เรือบิน-เรือรบ จากวัสดุท้องถิ่นออกมาให้ดู

            ถึงขั้นอเมริกัน-จีน-รัสเซีย อาจต้องขอเป็น "ต้นแบบ" ในอนาคตบ้างก็ได้

            เนี่ย....เปลี่ยนวันเด็ก "เพื่อเด็กวันนี้" เป็นวันเด็ก "เพื่อผู้ใหญ่วันหน้า" กันบ้าง

            น่าจะมีสีสัน ตื่นตา-เร้าใจ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ใจจดจ่อรอถึงวันนั้น

            มากกว่า "วันเด็ก...ผู้ใหญ่จูงเด็กไปดูหมีที่นาตาหมอหลอ" ซ้ำซากเป็นร้อยเท่า!

            สรุป คือ...........

            "วันเด็ก" ควรเป็นวัน "เด็กเอาดีโชว์ผู้ใหญ่"

            ไม่ใช่............

            "วันเด็ก" ผู้ใหญ่เอาดีบ้าง-ไม่ดีบ้างโชว์เด็ก

            เรื่องการศึกษาของชาติ "ไม่ใช่เรื่องใหญ่" การสร้างเบ้าคิดของผู้ใหญ่ต่อเด็ก

            นั่นแหละ "เรื่องใหญ่"

            มุ่งให้เรียนตำรา รับประกัน ๑๐๐% เด็กต้อง "รู้" แน่

            แต่ถ้ามุ่งให้เรียนโลก รับประกัน ๑๐๐% อีกเหมือนกันว่า ต้อง "เป็น" แน่

            ทุกอย่าง ถ้า "เป็น" ในสิ่งนั้น แล้ว "รู้" จะตามมาเอง

            แต่ถ้า "รู้" ไม่แน่ว่า ในสิ่งนั้น จะ "เป็น" หรือ "ไม่เป็น"?

            เหมือนรู้ว่า นานั้น ต้องไถ-หว่าน แต่ไม่ทำ ไม่ฝึก-ไม่ฝน รู้ขนาดไหน นานั้น ก็ว่างเปล่า

            แต่ถ้าลงมือทำเรื่อยๆ ถึงไม่รู้ ความ "เป็น" นั้น จะพัฒนาสู่ขั้น "องค์ความรู้"

            จากฝึกฝน เป็นประสบการณ์ จากเข้าใจ เป็นชำนิ-ชำนาญ

            และจาก "ชำนิ-ชำนาญ" เกิดเป็น "ตำรา-หลักสูตร" ให้คนเรียน

            แต่ก็เรียนเพื่อรู้ ถ้าไม่ลงมือทำให้เป็น รู้ถึงขั้นศาสตราจารย์-ดอกเตอร์

            ก็ "ไม่เป็น" อยู่ดี!

            ฉะนั้น การให้ "การศึกษา" เด็ก ไม่ควรกำหนดหลักสูตร "สนองตอบตำรา" ซึ่งจบลงที่คำว่า "สำเร็จการศึกษา"

            การศึกษาน่ะ เกิดแล้วตาย-ตายแล้วเกิด ๗ รอบ ก็ยังไม่มีใครสำเร็จ เพราะยุค-สมัย มันมีอะไรให้ต้องไล่ตามตลอด

            ฉะนั้น มันผิดตั้งแต่ "คำแรก-คิดแรก" แล้ว

            เมื่อผิด ยุทธศาสตร์การศึกษาของเด็ก ผู้ใหญ่จึงวางผิดมาตั้งแต่แรกๆ ด้วย

            จบปริญญา แค่เครื่องไถนาเสีย ยังซ่อมไม่ได้ แล้วที่เรียนมา เพื่อสนองตอบอะไร?

            ถ้าใครคิดจะแก้เรื่องการศึกษาให้ตอบโจทย์ประเทศละก็ ผมมีข้อเสนอหนึ่ง คือ

            ขั้นแรก......

            ทุกกฎ-ทุกระเบียบ กระทั่งในรัฐธรรมนูญ เรื่องคุณสมบัติผู้สมัครเป็นนั่น-เป็นนี่

            เลิกบ้าปริญญากันที ที่เอะอะขั้นต่ำต้อง "ปริญญาตรี"

            เอาแค่ "จบอาชีวศึกษา" ประเทศก็เจริญแล้ว!

            ประเทศจะรอด-ไม่รอด ที่พลัง "อาชีวศึกษา" ไม่ได้อยู่ที่พวกจบปริญญาตรี

            ฉะนั้น รัฐต้องส่งเสริม ทุ่มทุกด้าน เพื่อสร้าง-พัฒนา-ผลิตทรัพยากรบุคคลด้าน "อาชีวศึกษา"

            ให้มากกว่า "ปั๊มปริญญา" ให้คนออกมาเป็นมนุษย์ "พันธุ์หยิบโหย่ง" อย่างทุกวันนี้

            ปัญหาการศึกษาเป็น "วงกลม" เริ่มตรงจุดไหน ถือเป็นจุดเริ่มได้ทั้งนั้น

            ฉะนั้น เอามันตรง "เปลี่ยนรูปแบบ" วันเด็กนี่แหละ.  

 

เรียกคืนเครื่องราชฯ-ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะพ้นตำแหน่ง


    

12 ม.ค.61- เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่อง ให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตําแหน่งและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ด้วยสํานักงานศาลยุติธรรมแจ้งว่า ประธานศาลฎีกาได้มีคําสั่งให้ นายณัฐพล จุลละเกศ ข้าราชการตุลาการ ตําแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานกลาง ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๐ เนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมองหากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ และต้องพ้นจากตําแหน่ง ตามมาตรา ๓๒ (๖) และมาตรา ๓๕ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงขอให้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตําแหน่ง และขอพระราชทานพระราชานุญาตเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นําความกราบบังคมทูล พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไปแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตําแหน่ง และพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาวชิรมงกุฎ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ทั้งนี้ ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๘) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

คลิกอ่าน

ศาลยกคำร้องขอหมายจับ 'เอกชัย' ชี้ตำรวจต้องออกหมายเรียกก่อน

    
 

12 ม.ค. 61 - เวลาประมาณ 16.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะเดินทางมา เพื่อยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับนายเอกชัย หงส์กังวาน เครือข่ายคนเสื้อแดง ที่ก่อนหน้านี้ไปทำกิจกรรมมอบนาฬิกาให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เดินทางกลับโดยกล่าวสั้นๆ ว่า "ศาลท่านไม่ให้ กลับ"

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ และคณะเดินทางมายื่นคำร้องขออนุญาตให้ศาลออกหมายจับวันนี้เป็นข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กของนายเอกชัย ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายลามกอนาจาร ซึ่งศาลพิจารณาคำร้องแล้วเห็นควรยกคำร้องขอออกหมายจับ เนื่องจากในชั้นนี้เห็นว่า ควรมีการออกหมายเรียกนายเอกชัย มารับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนก่อนที่จะมีการออกหมายจับ.

ประกาศราชกิจจาฯ 'เก๋ สุภิญญา' พ้นตำแหน่ง'กสทช.'


    
 

12 ม.ค. 61 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เเผยแพร่ประะกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ้นจากตําแหน่ง

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์เป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ นั้น เนื่องจากนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาส่งผลให้เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๗ ข. (๗) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓และต้องพ้นจากตําแหน่ง ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๐ และสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตําแหน่งต่อไปแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตําแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่๑๕ มีนาคม ๒๕๖๐

ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

คลิกอ่าน

ผวาล้างบางเพื่อแม้ว 'วรชัย' ปูดปปช.จ่อฟัน40สส.เข็นนิรโทษกรรม

    
 

วรชัย เหมะ แฟ้มภาพ

12 ม.ค. 61 - นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าได้ข่าวว่าคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ชุดที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธาน ตรวจสอบการทำหน้าที่ของอดีต ส.ส. 40 คนที่เสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อปี 2556  จะมีมติชี้มูลความผิดแล้วส่งเรื่องให้กรรมการป.ป.ช. โดยขั้นตอนต่อไปจะส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา

"ถ้าออกมาชี้ถูกชี้ผิดในสถานการณ์ที่จะมีการเลือกตั้ง ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้การประชุม ครม.สัญจร เดินสายลงพื้นที่พบนักการเมืองระดับบิ๊กในทุกภาค จึงเห็นได้ว่าใช้แผนทุกวิถีทางเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม และดึงเสียงหาพวกดูด อดีตส.ส.ไปเป็นเข้ากับพวกตนเอง ทุกองคาพยพนำไปสู่การสืบทอดอำนาจ เพื่อเป็นนายกฯ ต่อไป"นายวรชัย กล่าว.

ยูเอ็นประณาม'ทรัมป์' เหยียดผิว ดูถูกแอฟริกา

    
 

องค์การสหประชาชาติประณามปากของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า "น่าตกใจ น่าละอาย และเหยียดผิว" หลังจากมีรายงานในสื่อสหรัฐ ว่าทรัมป์ใช้คำหยาบคายดูถูกประเทศในแอฟริกาและเฮติว่าเป็น "แหล่งรวมปฏิกูล"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แฟ้มภาพ AFP

    รูเพิร์ต โคลวิลล์ โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวที่นครเจนีวาเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2561 ว่าหากรายงานที่ว่านี้ได้รับการยืนยัน ก็ถือเป็นทัศนะที่น่าตกใจและน่าละอาย จากปากของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และไม่มีคำอื่นใดสามารถใช้กล่าวถึงได้นอกจากคำว่า "เหยียดสีผิว"

    โฆษกของสำนักงานสังกัดยูเอ็นรายนี้ กล่าวถึงความคิดเห็นที่มีรายงานผ่านสื่อสหรัฐว่า เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ ระหว่างการประชุมกับสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านคนเข้าเมือง โดยทรัมป์ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐจึงควรยอมรับพลเมืองจากประเทศ "s - - - hole " (รูทวารหรือแหล่งรวมสิ่งปฏิกูล) เหล่านี้ด้วย

    คำกล่าวนี้ ซึ่งได้รับการเปิดเผยครั้งแรกในรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ สร้างความโกรธเคืองทั้งในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันไม่ต่างกัน และสะกิดให้เกิดคำถามอีกครั้ง ถึงอุปนิสัยของทรัมป์ที่มักกล่าวคำพูดที่เหยียดเชื้อชาติสีผิว

    "คุณเหมารวมไม่ได้ว่าคนทั้งประเทศหรือทั้งทวีปเป็น 'แหล่งรวมปฏิกูล' ฉะนั้น ประชากรทั้งหมดของดินแดนเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่คนผิวขาว จึงไม่เป็นที่ต้อนรับ" โคลวิลล์กล่าว

    โฆษกผู้นี้ยังกล่าวถึงรายงานคำกล่าวของทรัมป์ ที่แนะนำว่า สหรัฐควรจะต้อนรับผู้อพยพเข้าเมืองจากประเทศอย่างเช่น นอร์เวย์ ซึ่งมีประชากรผิวขาวเป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะรับคนจากประเทศในแอฟริกาและเฮติ

    "คำกล่าวถึงนอร์เวย์ในเชิงบวกยิ่งขับเน้นทัศนคตินี้ชัดเจนมาก" โคลวิลล์กล่าว

    "เหมือนกับความคิดเห็นหลายครั้งก่อนหน้านี้ ที่ใส่ความชาวเม็กซิกันและชาวมุสลิม, ข้อเสนอนโยบายที่พุ่งเป้าหมายเหมารวมทั้งกลุ่ม โดยอิงจากสัญชาติหรือศาสนา, การอึกอักที่ประณามอย่างชัดเจนต่อการกระทำที่ต่อต้านยิวและการเหยียดผิวโดยพวกลัทธิยกคนขาวเป็นใหญ่ที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ขัดแย้งกับค่านิยมสากล ที่โลกพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างให้เกิดขึ้น นับแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว"

    โฆษกรายนี้กล่าวต่อว่า ทัศนะของทรัมป์ไม่ใช่แค่เรื่องราวเกี่ยวกับภาษาที่หยาบคายเท่านั้น แต่ยังเปิดประตูกว้างสำหรับแง่มุมที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติ เกี่ยวกับการให้เหตุผลและการส่งเสริมลัทธิเหยียดผิวและความเกลียดชังต่างชาติ ที่อาจจะรบกวนและทำลายชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

    "คำกล่าวของทรัมป์อาจกลายเป็นหนึ่งความคิดเห็น ที่ลำพังคำกล่าวเดียวสามารถก่อผลลัพธ์ที่อันตรายและสร้างความเสียหายที่สุด จากบรรดาทัศนะที่ออกจากปากของนักการเมืองคนสำคัญ ก็เป็นได้".

เจนรบลั่นไม่ขอรับเงินอัดฉีด หากช้างศึกยู23ตกรอบ


    
 

"กัปตันเจนรบ" เจนรบ สำเภาดี  ออกมากระตุ้นเพื่อร่วมทีมเกมนี้"ขอทุบหม้อข้าว"  ลั่นแข้ง ยู23 ทุกคนสู้สุดใจ ยืนยันขอไม่รับเงินสนับสนุน หากไม่สามารถพาทีมเข้ารอบต่อไปได้ และขอทุ่มเททำผลงานในสนามให้เต็มที่    

ความเคลื่อนไหวของนักเตะทีมชาติไทยชุด ยู 23 ปี ที่กำลังร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่ประเทศจีน โดยทีมไทยอยู่ในสถานการณ์ไม่ดี หลังจากเกมแรกแพ้ให้กับทีม"โสมแดง"เกาหลีเหนือ และนัดที่ 2  จะพบทีมชาติญี่ปุ่นในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม นี้ เวลา 18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย และจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี และ Bugaboo    

หลังจากที่ พล.ต.อ. ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศมอบเงินสร้างขวัญกำลังให้กับทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท หากคว้าชัยชนะได้ และมอบเงิน 1 ล้านบาทให้กับทีมถ้าเสมอกับทีมคู่ต่อสู้ นั้น เจนรบ สำเภาดี กองหน้ากัปตันทีม “ช้างศึกยู23” ได้เปิดเผยกับ นายวรพจน์ ยศะทัตต์ ตัวแทนนายกสมาคมฯ ที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่แทน ในศึกชิงแชมป์เอเชีย ยู 23 ว่า    

“ก่อนอื่นผมในฐานะกัปตันทีมต้องขอขอบคุณท่านนายกสมาคมฯ ที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบ และคอยให้กำลังใจพวกเรา รวมทั้งประกาศมอบเงินเพื่อสร้างขวัญกำลังใจพวกเราในการแข่งขันครั้งนี้ แต่ผมและเพื่อนร่วมทีมได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลังเกมที่แพ้เกาหลีเหนือ และมีความเห็นตรงกันว่าจะขอไม่รับเงินสนับสนุนจากสมาคมฯ  ถ้าหากเราไม่สามารถพาทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”    

“ผมและเพื่อนๆ ร่วมทีมทุกคน พวกเราอยู่ด้วยกันมานาน ผ่านอะไรมามากมาย ทุกครั้งที่ลงสนามเรามุ่งมั่นตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ ผมในฐานะกัปตันทีมต้องขอบพระคุณท่านนายกสมาคมฯ แต่พวกเราจะขอไม่รับเงิน และขอมีสมาธิทุ่มเทให้กับเกมในสนามอย่างเดียว ซึ่งผลการแข่งขันจะออกมาเช่นไร ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว แต่เป้าหมายของเราทุกคนคือการผ่านเข้ารอบต่อไปให้ได้ อีกสองเกมที่เหลือ กับญี่ปุ่น และปาเลสไตน์พวกเราทุกคนพร้อมใจกันขอทุบหม้อข้าวสู้สถานเดียวเท่านั้น เพื่อเอาชนะผ่านเข้รอบต่อไปให้ได้ แม้จะเป็นงานหนักก็ตาม”    

ทางด้าน"เต๋านินโญ่"ธนาสิทธิ์ ศิริผลา ดาวเตะสารพัดประโยชน์ของทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ยืนยันว่า "สำหรับผมพร้อมเต็มที่หากได้โอกาสลงสนาม สภาพจิตใจตอนนี้ก็โอเคขึ้น เพราะคุณพ่อก็อาการดีขึ้น แต่ก็ต้องให้ยา และฟอกไตอย่างต่อเนื่อง ทางครอบครัวก็ให้กำลังใจเสมอ สภาพความพร้อมตอนนี้สำหรับผม ผมก็พร้อมเสมอ หากได้โอกาส ตอนนี้ก็เตรียมร่างกายให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะได้ลงตัวจริงและตัวสำรอง ผมก็พร้อมเสมอครับ"

"ถ้าเรามองโอกาสที่จะเข้ารอบต่อไปเราก็ต้องไม่ยอมแพ้ในเกมต่อไป ถ้าหากเราชนะญี่ปุ่นได้ก็ถือเป็นกำลังใจชั้นดี โบนัสก่อนพบกับ ปาเลสไตน์ ทุกคนก็คาดหวังว่าทีมชาติไทย จะมีผลงานที่ดี ทางครอบครัวก็ให้กำลังใจ ทุกคนก็อยากเห็นเราสร้างประวัติศาสตร์ คว้าชัยชนะและผ่านเข้าสู่รอบสอง เขาก็รอและให้กำลังใจเราเสมอ ฝากแฟนบอลชาวไทย ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม และฝากเชียร์แมตช์ต่อไปในเกมใหญ่และถือเป็นเกมสำคัญ ในการพบกับ ญี่ปุ่น ก็ฝากแฟนบอลส่งกำลังใจ เราจะทำให้เต็มที่และให้มันดีที่สุด"

บ้านพอเพียงชนบท : รูปธรรมจากพื้นที่และการสร้างกองทุนให้ยั่งยืน


    
 


จากการสำรวจข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2556 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือนประมาณ 20.167 ล้านครัวเรือน เป็นครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยประมาณ 15.510 ล้านครัวเรือน ส่วนที่เหลือยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยจำนวนประมาณ 4.657 ล้านครัวเรือน และในกลุ่มนี้เป็นผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 2.726 ล้านครัวเรือน 

โดยในพื้นที่ชนบทมีประชาชนประสบปัญหาความเดือดร้อนที่อยู่อาศัยและที่ดิน ทั้งบ้านที่ก่อสร้างมานานแล้วมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ก่อสร้างด้วยวัสดุที่ไม่มั่นคง ไม่ได้ปรับปรุง ซ่อมแซม บ้านเรือนประสบภัย และครอบครัวขยายที่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ  

ดังนั้นโครงการบ้านพอเพียงชนบทจึงสนับสนุนให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการซ่อมแซม ปรับปรุง ต่อเติมบ้านเรือนที่มีสภาพทรุดโทรมทั่วประเทศ เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มีสภาพที่ดีขึ้น มีความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความพอเพียง รวม 325,000 ครัวเรือน ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) ภายใต้งบประมาณไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท (รวมงบประมาณทั้งโครงการ 5,850 ล้านบาท)

“เงิน  18,000 บาทจะซ่อมอะไรได้?”

โครงการบ้านพอเพียงชนบทมีงบสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 18,000 บาท แม้ว่าจะเป็นงบประมาณที่ไม่มากนัก แต่หากรวมทั้งโครงการ จำนวน 325,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ จะต้องใช้งบประมาณถึง 5,850 ล้านบาท ดังนั้นด้วยงบประมาณที่มีจำกัด หลายตำบลหลายพื้นที่ที่มีโครงการนี้จึงต้องคิดค้นวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้งบประมาณที่จะได้รับมาไม่หมดไป รวมทั้งยังสามารถนำกลับไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในตำบลได้อีก

เกรียงศักดิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ คณะกรรมการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าว่า ขบวนองค์กรชุมชน จ.ฉะเชิงเทรา แบ่งการทำงานเรื่องบ้านพอเพียงชนบทออกเป็นโซนๆ ซึ่งในส่วนของตนรับผิดชอบ 3 อำเภอ คือ อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน และ อ.บางน้ำเปรี้ยว โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลในแต่ละตำบลเป็นเวทีในการดำเนินโครงการ ซึ่งก่อนที่จะทำโครงการก็ได้เข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. เพื่อทำความเข้าใจกับโครงการ
หลังจากนั้นจึงกลับมาประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจกับพื้นที่ 3 อำเภอ โดยเอาตำบลที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้วมาทำความเข้าใจว่า โครงการบ้านพอเพียงชนบทคืออะไร มีขั้นตอนเป็นอย่างไร เช่น ต้องทำการสำรวจข้อมูลผู้ที่เดือดร้อน ผู้ที่ยากจน บ้านเรือนทรุดโทรม ฯลฯ งบประมาณที่สนับสนุนให้มาเป็นแบบไหน หลังคาเรือนละเท่าไร ตำบลหนึ่งไม่เกินกี่ครัวเรือน พอทำความเข้าใจเสร็จ ทุกตำบลก็กลับไปสำรวจข้อมูลตัวเอง เสร็จแล้วจึงนำข้อมูลมานั่งคุยกัน แล้วมาเรียนรู้เรื่องการเขียนโครงการเพื่อเสนองบประมาณจาก พอช. ดังนั้นทุกตำบลจึงสามารถทำโครงการมานำเสนอได้ 

“โครงการบ้านพอเพียงนี้ เราไม่ได้ช่วยเหลือหรือให้เงินชาวบ้านเป็นเงินสด แต่จะสำรวจข้อมูลว่าบ้านที่จะได้รับการช่วยเหลือมีกี่หลัง จะซ่อมแซมอะไรบ้าง เช่น เปลี่ยนหลังคาที่ผุพังกี่แผ่น ซ่อมฝาบ้าน ใช้ไม้ ใช้วัสดุอะไร จำนวนเท่าไหร่ ปูนกี่ถุง รวมเป็นราคาเท่าไหร่ ใช้วิธีสืบราคาดูจากหลายร้านๆ แล้วสั่งซื้อวัสดุส่งไปให้บ้านที่จะซ่อมแซม โดยเราจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น ฝ่ายสืบราคา ฝ่ายตรวจรับวัสดุ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายช่าง เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส ชาวบ้านที่เดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือจริง” เกรียงศักดิ์อธิบาย

ส่วนเกณฑ์การคัดเลือกผู้ที่เดือดร้อนและสมควรได้รับความช่วยเหลือนั้น เกรียงศักดิ์บอกว่า แต่ละตำบลจะกำหนดกติกาเอง เช่น ต้องมีฐานะยากจนและต้องอาศัยอยู่ในตำบลนั้นอย่างน้อย 1 ปี บางตำบลก็ 3 ปีจึงจะมีสิทธิ์เข้าโครงการ และการช่วยเหลือก็จะมี 2 แบบ แบบที่หนึ่ง คือ ‘ให้เปล่า’ สำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ คนพิการ ไม่มีญาติพี่น้องดูแล ฯลฯ 

โดยผู้ที่จะได้รับการช่วยแบบให้เปล่าจะต้องผ่านการประชาคมจากหมู่บ้าน เมื่อประชาคมหมู่บ้านให้ความเห็นชอบแล้วจะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อกลั่นกรองให้ได้ผู้ที่เดือดร้อนและสมควรให้การช่วยเหลือแบบให้เปล่าจริงๆ ซึ่งผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือซ่อมบ้านแบบให้เปล่านี้ คนในชุมชนจะช่วยกันลงแรง ลงขันสร้างบ้านให้ หากขาดเหลือวัสดุก่อสร้างใดๆ คนในชุมชน รวมทั้ง อบต.หรือเทศบาลอาจจะช่วยกันสมทบเงินหรือจัดหาวัสดุมาให้

แบบที่สอง คือ “ต้องชำระคืน” สำหรับผู้เดือดร้อนทั่วไปที่มีฐานะยากจน แต่มีกำลังความสามารถที่จะสมทบเงินกลับคืนเข้าสู่กองทุนได้ โดยแต่ละตำบลจะมีการจัดตั้ง ‘กองทุนบ้านพอเพียง’ ขึ้นมา ผู้ที่ได้การช่วยเหลือจะต้องออมเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาท เมื่อซ่อมบ้านเสร็จแล้วจะต้องสมทบเงินกลับคืนเข้ากองทุนเดือนละ 300 บาท ตามที่ได้รับการช่วยเหลือไป เช่น ได้รับการช่วยเหลืองบประมาณซ่อมบ้านหลังละ 18,000 บาท จะต้องสมทบคืนเข้ากองทุนเดือนละ 300 บาทจนครบ 18,000 บาท เพื่อนำเงินนี้ไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนคนอื่นๆ ต่อไป

“ตอนแรกที่มีโครงการบ้านพอเพียง พอรู้ว่ามีเงินช่วยเหลือเพียงหมื่นแปด หลายคนบอกไม่เอาหรอก จะเอาไปทำอะไรได้ ผู้นำพูดอย่างนี้ทุกคนเลย ผมก็พยายามยกตัวอย่างให้ผู้นำเข้าใจว่า อย่างคนเป็นผู้นำ เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็น ส.ท.หรือ อบต. พวกนี้ฐานะค่อนข้างดี เขาก็จะไม่เดือดร้อน แต่ว่าเงินหมื่นแปด สำหรับคนจน คนที่เดือดร้อน มันมีความสำคัญมาก เงินหมื่นแปดช่วยเขาได้เยอะ บางบ้านหลังคาหลุด หลังคารั่ว ฝาบ้านแตก พอฝนตกก็เปียกปอนกันทั้งบ้าน พอเงินหมื่นแปดมาได้หลังคาใหม่เลย ได้ฝาผนังบ้านมาอีกแถบหนึ่ง อย่างนี้มันก็ช่วยเขาได้เยอะ เพราะจะหาเงินก้อนทีเดียวมาหมื่นแปดก็คงหาไม่ได้” เกรียงศักดิ์ยกตัวอย่าง

“กองทุนบ้านพอเพียงเพื่อความยั่งยืน”

โครงการบ้านพอเพียงชนบทในจังหวัดฉะเชิงเทราเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 จนถึงปัจจุบันนี้มีพื้นที่ที่ดำเนินการไปแล้ว 10 ตำบล 3 อำเภอ คือ อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน และ อ.บางน้ำเปรี้ยว รวมทั้งหมด 358 ครัวเรือน โดยเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ได้มีพิธีมอบของขวัญปีใหม่ ‘บ้านพอเพียงชนบท’ ให้แก่ประชาชนใน 3 อำเภอดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการมอบงบประมาณสนับสนุนบ้านพอเพียงชนบทที่จะซ่อมแซมในปี 2561 อีกจำนวน 2,081 ครัวเรือน สำหรับ 7 จังหวัดภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด (จังหวัดละ 5 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม โครงการบ้านพอเพียงชนบท แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นการช่วยเหลือหรือสงเคราะห์แบบให้เปล่าสำหรับคนที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการที่จำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้มีสภาพที่ดีขึ้น เหมาะสมกับการอยู่อาศัย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วโครงการบ้านพอเพียงชนบทนี้ยังสามารถต่อยอดหรือพัฒนาไปสู่โครงการอื่นๆ ในตำบลได้อีก ไม่ใช่มีลักษณะแบบการทุ่มงบประมาณลงมาในพื้นที่ เมื่อหมดเงิน หมดงบประมาณแล้ว โครงการก็จบลงไป  
ดังเช่นที่ ต.ปากน้ำ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจัดตั้ง ‘กองทุนบ้านพอเพียง’ ขึ้นมา โดยให้ผู้ที่ได้การช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านจะต้องออมเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาท เมื่อซ่อมบ้านเสร็จแล้วจะต้องสมทบเงินกลับคืนเข้ากองทุนเดือนละ 300 บาท ตามที่ได้รับการช่วยเหลือไป เช่น ได้รับการช่วยเหลืองบประมาณซ่อมบ้านหลังละ 18,000 บาท จะต้องสมทบคืนเข้ากองทุนเดือนละ 300 บาทจนครบ 18,000 บาท เพื่อนำเงินจากกองทุนนี้ไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ

เกรียงศักดิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ ในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลปากน้ำ ซึ่งใช้สภาองค์กรชุมชนฯ ขับเคลื่อนโครงการบ้านพอเพียง และจัดตั้งกองทุนบ้านพอเพียงขึ้นมา บอกว่า ต.ปากน้ำมีชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือซ่อมบ้านพอเพียงทั้งหมด 63 ราย ใช้งบซ่อมบ้านรายละ 7,000-18,000 บาท แต่ทุกรายจะต้องออมเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาท และสมทบเงินค่าซ่อมบ้านกลับเข้ากองทุนเดือนละ 300 บาท ทำให้แต่ละเดือนจะมีเงินเข้ากองทุนประมาณเดือนละ 18,000 บาท

“ตอนนี้กองทุนมีเงินประมาณสองแสนบาท และจะนำเงินกองทุนนี้ไปช่วยเหลือชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เดือดร้อนต่อไปอีก คิดว่าคงจะช่วยได้อีกประมาณ 6 ครอบครัว รวมทั้งจะทำให้กองทุนนี้ยั่งยืนคู่กับ ต.ปากน้ำต่อไป และจะไม่ทำเฉพาะเรื่องบ้านเท่านั้น”  เกรียงศักดิ์พูดถึงอนาคตของกองทุน  

นอกจากกองทุนบ้านพอเพียงแล้ว ที่ ต.ปากน้ำยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อให้การช่วยสมาชิกกองทุน เช่น กรณีเกิด รับขวัญเด็กเกิดใหม่ 1,000 บาท มารดานอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 200 บาท คนเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 200 บาท ไม่เกิน 5 คืนต่อ 1 ปี สมาชิกเสียชีวิตช่วยเหลือ 5,000 บาท ฯลฯ ขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 600 คน สมาชิกต้องสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท หรือปีละ 365 บาท ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 700,000 บาทเศษ

“สำหรับสมาชิกกองทุนบ้านพอเพียงที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการ เราจะชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการด้วย แม้ว่าเงินช่วยเหลือจะไม่มากนัก  แต่ก็ถือว่าเป็นกองทุนเพื่อเอาไว้ช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน ช่วยกันแบบพี่แบบน้อง ส่วนคนที่ด้อยโอกาส กองทุนก็จะให้เป็นสมาชิกฟรี ไม่ต้องสมทบเงินรายปี ตอนนี้ในตำบลเรามีสมาชิกประเภทนี้ 60 คน” เกรียงศักดิ์พูดถึงการเชื่อมโยงกองทุนบ้านพอเพียงไปสู่กองทุนสวัสดิการ
เช่นเดียวกับที่ ต.มหาราช อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีโครงการบ้านพอเพียงชนบทและมีการจัดตั้ง ‘กองทุนแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลมหาราช’ ขึ้นมา เนื่องจากพื้นที่ ต.มหาราชเป็นที่ราบต่ำ ถูกน้ำท่วมแทบจะทุกปี ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย

ฌาณราเมศวร์ กลมกล่อม หรือ ‘ผู้ใหญ่เทือง’ แกนนำในการดำเนินโครงการบ้านพอเพียง เล่าว่า กองทุนนี้เกิดจากพี่น้องที่มีบ้านเรือนทรุดโทรมที่ได้รับการช่วยเหลือซ่อมบ้านพอเพียงจำนวน 26 ราย มาร่วมกันออมทรัพย์ครอบครัวละ 85 บาทต่อเดือน และสมทบเงินกลับคืนเข้าสู่กองทุนแก้ไขปัญหาที่ดินฯ เดือนละ 490 บาท ตอนนี้มีสมาชิกใหม่มาสมัครเข้ากองทุนประมาณ 60 ราย มีเงินทั้งหมดประมาณ 120,000 บาท 

“เงินที่เราสนับสนุนซ่อมบ้านไปนี้ คนที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้วก็จะชำระคืนกลับมาเข้ากองทุน เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในงวดต่อๆ ไป ซึ่งตอนนี้เรามีประมาณ 50 ครัวเรือนที่รอรับการช่วยเหลือ ก็จะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดภายใน 5 ปีจากกองทุนนี้ เพราะทุกๆ เดือนจะมีการคืนเงินกลับมาสู่กองทุน เป็นการช่วยเหลือกัน เอาผู้ที่เดือดร้อนมาออมร่วมกัน สนับสนุนกันให้เป็นกองทุนใหญ่เพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ หรือผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว ถ้าหากว่าบ้านทรุดโทรมหรือเสียหายจากน้ำท่วม ก็สามารถกลับเข้ามาใช้เงินจากกองทุนได้อีก” ผู้ใหญ่เทืองบอก และว่า สำหรับผู้ที่ยังไม่เดือดร้อนหรือยังไม่ได้รับการช่วยเหลือซ่อมบ้าน หากจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนก็สามารถทำได้ เมื่อยามเดือดร้อนก็สามารถนำเงินจากกองทุนนี้ไปใช้ได้

นอกจากนี้ กองทุนยังนำเงินไปช่วยเหลือสมาชิกด้านอาชีพ เช่น กู้ไปหมุนเวียนค้าขาย หรือกู้ฉุกเฉิน ในยามเจ็บป่วยหรือเดือดร้อนเร่งด่วน โดยกองทุนจะกันเงินเอาไว้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินทั้งหมด แล้วนำมาให้สมาชิกที่เดือดร้อนกู้ยืมไม่เกินรายละ 3,000 บาท มีสมาชิกกู้ยืมไปแล้ว 12 ราย โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราที่ถูก คือร้อยละ 50 สตางค์ต่อเดือน

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของการจัดตั้งกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ต่อยอดมาจากโครงการบ้านพอเพียงชนบท ซึ่งไม่ใช่เป็นการให้งบประมาณมาแบบให้เปล่า เมื่อหมดเงิน หมดงบประมาณ โครงการก็จบลงไป แต่สามารถขยายผลไปสู่การจัดตั้งกองทุนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน สามารถนำเงินกองทุนไปช่วยเหลือสมาชิกที่เดือดร้อน หรือต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ในชุมชนต่อไปได้...!!.

บ้านพอเพียงชนบท ต.บางคล้า อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา มีชื่อเสียงโด่งดังมานานในเรื่องของมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีสีเหลืองทอง เป็นผลไม้ส่งออกที่ทำรายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท รวมทั้งการเลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำก็ทำรายได้นับพันล้านบาทต่อปีเช่นกัน ทำให้ดูเหมือนว่าคนบางคล้าจะมั่งคั่งร่ำรวยกันทั้งอำเภอ...

แต่ในความเป็นจริง ความเหลื่อมล้ำทั้งเรื่องรายได้และฐานะความเป็นอยู่ของสังคมไทยมีให้เห็นอยู่ทุกจังหวัด ที่ อ.บางคล้าก็เช่นกัน ยังมีครัวเรือนที่มีฐานะยากจน ต้องสร้างบ้านเรือนในที่ดินสาธารณะ บ้านเรือนทรุดโทรม โย้เย้ หลังคาผุพัง บางหลังก็ต้องหาเศษไม้ แผ่นสังกะสีเก่า นำมาปะคลุมเพื่อกันแดดกันฝนไปวันๆ 

สาคร รุ่งศรีรำไพ อายุ 47 ปี ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่กับครอบครัวบนที่ดินสาธารณะ หมู่ที่ 12 ต.ปากน้ำ อ.บางคล้า เล่าว่า เธอมีอาชีพเป็นลูกจ้างทำขนมเปี๊ยะอยู่ในตลาดบางคล้า มีรายได้วันละ 280 บาท สามีมีอาชีพรับจ้างทั่วไป มีรายได้วันละ 300 บาท มีลูก 3 คนกำลังเรียนตั้งแต่ชั้นประถม-มัธยม เป็นวัยกำลังกินกำลังนอน รายได้จึงหมดไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

บ้านที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อด้วยอิฐบล็อกขนาดกว้างยาวประมาณ 5x6 ตารางเมตร ปลูกสร้างมานาน 8 ปีแล้ว สภาพทรุดโทรม สาครบอกว่า บ้านที่ปลูกอยู่แถบนี้ส่วนใหญ่จะถูกน้ำท่วมทุกปี เพราะมีลำคลองไปเชื่อมกับแม่น้ำบางปะกง เมื่อแม่น้ำบางปะกงเอ่อล้น น้ำก็จะไหลเข้ามาในคลองและท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน ซึ่งในปี 2554 น้ำเคยท่วมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1.30-1.50 เมตร ทำให้บ้านได้รับความเสียหาย พื้นปูนซีเมนต์แตก หลังคาสังกะสีก็ผุพัง อยากจะซ่อมแซม แต่ยังไม่มีเงิน เพราะรายได้ในแต่ละวันจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว

ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา น้าเกรียงศักดิ์ (ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลปากน้ำ) มาบอกว่ามีโครงการบ้านพอเพียงชนบท มีงบประมาณมาช่วยเหลือให้บ้านเรือนที่ยากจน มีความเดือดร้อน ได้ซ่อมแซมบ้าน แต่จะต้องสมทบเงินออมทรัพย์ทุกเดือน เดือนละ 30 บาท และส่งคืนเงินที่ซ่อมบ้านเดือนละ 300 บาทเข้ากองทุน

“ดีใจที่มีโครงการนี้มาช่วยเหลือ เพราะลำพังรายได้ในครอบครัวไม่พอที่จะซ่อมบ้าน เพราะต้องกิน ต้องใช้ เด็กๆ กำลังเรียน แต่บ้านมันโทรมแล้ว พื้นปูนก็แตก น้ำจากใต้ดินก็ซึมขึ้นมา ถ้าฝนตก ฝนก็จะสาดเข้ามา” สาครบอก
ครอบครัวของสาครได้รับการช่วยเหลือเป็นวัสดุก่อสร้างต่างๆ เช่น อิฐ ปูนซีเมนต์ ทราย และกระเบื้องปูพื้น ในวงเงิน 18,000 บาท และใช้แรงงานในครอบครัวช่วยกันซ่อมพื้นบ้านที่แตกร้าว และปูพื้นด้วยกระเบื้อง ใช้เวลากว่า 2 เดือนจึงแล้วเสร็จ

“ตอนนี้ยังเหลือหน้าต่างที่ยังไม่ได้ทำอีก 3 บาน เพราะเงินไม่พอ คงต้องรอให้ส่งเงินคืนกองทุนหมดเสียก่อน แล้วจะขอยืมเงินกองทุนเอามาทำหน้าต่าง เวลาฝนตกจะได้ไม่เปียก” สาครพูดถึงแผนการซ่อมบ้านในอนาคต...
ห่างจากบ้านของสาครเข้าไปในสวนมะพร้าว สวนมะม่วง และบ่อเลี้ยงกุ้ง ราว 2 กิโลเมตร สุดปลายสวนมีบ้านของ ‘ป้าประจวบ ชาวนา’ วัย 70 ปีเศษ ตั้งอยู่ แกอยู่ลำพังเพียงคนเดียว ไม่มีสามี แต่เดิมป้าประจวบเคยทำสวน ทำไร่ แต่เมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บเริ่มมาเยี่ยมเยียน ป้าประจวบจึงต้องอยู่เฝ้าบ้าน โดยมีหลานๆ มาช่วยดูแล หาข้าวหาน้ำมาให้กิน

บ้านที่ป้าประจวบอยู่อาศัยเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนโล่ง ปลูกสร้างมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ อายุบ้านคงไม่ต่ำกว่า 70 ปี พอๆ กับอายุของป้าประจวบ สภาพบ้านจึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา คือเสาเรือนทรุด ทำให้บ้านโย้เย้ เพราะไม่มีเสารับน้ำหนัก หลังคารั่วผุพัง ฝาบ้านแตกหัก

เกรียงศักดิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ ในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลปากน้ำที่ขับเคลื่อนโครงการบ้านพอเพียงชนบท บอกว่า ก่อนหน้าจะมีโครงการนี้ขึ้นมา ชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมแซมบ้านให้ป้าประจวบมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะสภาพเดิมพื้นบ้านทรุด ไม้ผุ หลังคารั่ว แต่เมื่อหลายปีผ่านไป สภาพบ้านก็ทรุดโทรมอีก เมื่อมีโครงการบ้านชนบทพอเพียงขึ้นมา ชาวบ้านจึงเสนอให้ซ่อมแซมบ้านให้ประจวบอีก โดยผ่านการพิจารณาของสภาองค์กรชุมชนตำบลปากน้ำเพื่อซ่อมบ้านแบบให้เปล่า โดยใช้งบทั้งหมดกว่า 20,000 บาท เป็นงบจากบ้านพอเพียง 18,000 บาท ส่วนที่เหลือชาวบ้านร่วมกันสมทบ ใช้วัสดุ ใช้แรงงานจากคนในชุมชน ซ่อมพื้นบ้าน หลังคา และครัว ใช้เวลา 3 วันจึงแล้วเสร็จ

ป้าประจวบยิ้มกว้างอย่างคนอารมณ์ดี บอกสั้นๆ ว่า “อยู่ดีกว่าเดิม นอนสบาย ฝนตกก็ไม่รั่ว”.

เกรียงศักดิ์ สมบูรณ์ทรัพย์

 

 

..................................................

13 มกราคม 2561

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน