*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 2936
  • จำนวนผู้ชม : 2099300
  • จำนวนผู้โหวต : 430
  • ส่ง msg :
  • โหวต 430 คน
<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 14 มีนาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 664 , 13:20:41 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คุณเปลว สีเงิน วันนี้พูดถึงบรรดาตำรวจที่ 'วุฒิภาวะต่ำ' แต่ทำหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบสูง ซึ่งต้องร่ายกันยาวทีเดียว

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ยิ่งช่วงนี้ตำรวจมีปฏิกริยาในการดำเนินคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างเข้มข้นด้วย

แล้ว หลายๆอย่างก็เป็นของใหม่ที่ประชาชนไม่เคยเห็นมาก่อน

ไทยโพสต์

 

คน 'วุฒิภาวะต่ำ' ถือกฎหมาย

    
 

     บอกก่อน.........

     วันนี้ ไม่ได้มาเว้าวอนให้ใครปฏิรูปตำรวจ

      เพราะตำรวจ "ดี" ทุกคน

      เพียงแต่มี "คนชั่ว" ซุกคราบตำรวจมากหน่อยเท่านั้น!

      และก็แปลก ระบบตำรวจนี่ ตำรวจดีไม่มีความก้าวหน้า ที่ชั่วช้า แต่เข้าตานาย

      พรวดๆ ทั้งยศ-ทั้งตำแหน่ง!?

      ก็ช่างกระไร "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"..........

      มีทั้งคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ดูแลการบริหารงานบุคลากร มีหลักเกณฑ์แต่งตั้ง-โยกย้ายมากมาย

      แต่ไฉน การแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจ แต่ละปี

      จึงทำกันเหมือนถอดกางเกงแทนจิตดุลยธรรมพินิจในการพิจารณา

      หรือว่า.........

      กรรมการแต่ละคน "วุฒิภาวะต่ำ"?

      ตลอดมา สิ่งเดียวที่ประชาชนร้องขอจากตำรวจ คือ...ใช้กฎหมายเป็นธรรม

      แต่ตำรวจผู้ปฏิบัติ จะเอา "ความเป็นธรรม" จากที่ไหนมาให้ประชาชนได้ล่ะ?

      ในเมื่อ สถาบันตำรวจ..........

      ก็ยังไม่มี "ความเป็นธรรม" ให้ตำรวจด้วยกันเองเลย!?

      เปรียบท้องฟ้าเป็น "สถาบันตำรวจ"

      และตำรวจทั้งหมดกว่า ๒ แสนนาย เป็นดาวน้อยใหญ่ พราวฟ้าในคืนแรม

      ด้วยระบบ "แต่งตั้ง-โยกย้าย" ทุกวันนี้

      ปลิดดาวประกายพรึกหรือให้ร่วงลาฟ้าไปทีละดวง-สองดวง

      นับวัน "สถาบันตำรวจ" จะดำมืดด้วยดาวเดน!

      ผมสะท้อนคิด............

      จากความในใจ "พ.ต.อ.กันตพงษ์ นิลขำ" ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

      ท่านเขียนโซเชียลเวียนอ่านในหมู่พี่ๆ น้องๆ ตำรวจวันก่อน อ่านแล้วยังสะทก-สะท้อนไม่หาย

      ตำรวจน่ะ ดีๆ มีมาก........

      แต่ระบบบริหารตำรวจทุกวันนี้ "ตำรวจดี" คือตำรวจ "มีปลอกคอ"!

      ตำรวจมีคุณภาพอย่าง พ.ต.อ.ดร.กันตพงษ์.........

      ปริญญาตรีโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

      ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ Kentucky State University สหรัฐอเมริกา

      ปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ Nothern Phillippines สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

      กลับเป็นตำรวจที่ "ระบบตำรวจ" ไม่ต้องการ!

      เป็นผู้กำกับที่บางบาล.......

      ได้รับรางวัล "โรงพักดีเด่น" เด่นทั้งด้านปราบอาชญากรรม และด้านมวลชนสัมพันธ์

      พ.ต.อ.กันตพงษ์ ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านกับตำรวจ "เหมือนญาติ" ร่วมบางเท่านั้น ยังสานสามัคคีร่วมทำกิจกรรมทางสังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน

      ในฐานะตำรวจดอกเตอร์.......

      ว่างท่านก็กวดวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ การกีฬา ให้ทั้งกับตำรวจและชาวบ้าน

      พวกขี้ยาหนีหาย หาไม่เจอ

      จนบางบาล ห้องขังแทบว่าง.......

      ในเมื่อตำรวจกับชาวบ้านเป็นอันหนึ่ง-อันเดียวกัน แล้วใครที่ไหน จะเป็นโจร?

      นอกจากรางวัลด้านบริหารที่ท่านได้รับเยอะแยะแล้ว เดือนหน้า ก็จะได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดอยุธยา และรางวัล "คนไทยตัวอย่าง" อีก

      แต่เมื่อต้นเดือน...........

      "คณะกรรมการตำรวจ" ชิงให้รางวัลความเป็น "ตำรวจคุณภาพ" ตัดหน้าก่อน

      ย้าย พ.ต.อ.ดร.กันตพงษ์ จากตำแหน่งผู้กำกับบางบาล เข้าไปนั่งทำงานตัดแปะอยู่ใน "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"!

      "..............ถ้าย้ายผมไปเป็นครูในโรงเรียนนายร้อยยังทำประโยชน์ได้มากกว่า

        ผมจะขอเป็นบทเรียนให้น้องๆ และ นรต.ทุกคนเห็นว่า ทำดีไม่มีผล สนองตอบนโยบาย ไม่มีความก้าวหน้า ช่วยเหลือประชาชน ไม่มีความเจริญในอาชีพ

      ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องทำงาน ...........

      'มีนาย-มีเงิน-มีตั๋ว' ท่านจะได้ทุกอย่างในระบบนี้"

      นี่คือใจที่เจ็บปวดของตำรวจดี ก่อนต่อด้วยบทรำพึง ว่า

     "ประเทศชาติจะอยู่อย่างไร .......

     อย่าหลอกพวกผม อย่าหลอกน้องผม ให้ทำงานให้องค์กร ในเมื่อทำแล้วเป็นแบบนี้ นายไม่ผิด ผิดที่ผมเข้าหานายไม่เป็น"

      ครับ............

      ความเห็นต่อเรื่องนี้จากผม..มี

      มีประโยคเดียว........

      ถ้าผมเป็น "ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ" (ก.ตร.)

      จะไม่อยู่เป็นคน!

      และนี่ อีกราย....

      "พ.ต.อ.สุรชาติ ขำเพชร" ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการจังหวัดจันทบุรี

      ๓-๔ วันก่อน คำสั่งออกมา

      ถูกย้ายไปเป็น "ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ ๒ กองบังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค ๓" คือที่นครราชสีมา

      ท่านไม่พูด-ไม่บ่น-ไม่ต่อว่าใคร........

      ทำหนังสือถึง "ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี" ทันที

      "..........ไม่สะดวกในการดูแลครอบครัว เนื่องจากบุตรที่ยังเล็ก เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนตน จึงขอลาออกจากราชการ ซึ่งข้าฯ ได้พิจารณาแล้วว่า

      การลาออกครั้งนี้ ข้าฯ ไม่มีหนี้สินต่อทางราชการ และไม่ได้ดำรงตำแหน่งในสังกัด ภ.จว.จันทบุรี อีกแล้ว จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการอีกต่อไป........."

      นี่คือ "เหตุผลเบื้องหน้า"...........

      การย้ายน่ะ ตำรวจทุกคน "เข้าใจ" และรับได้อยู่แล้ว แต่ย้ายนั้น ย้ายในเจตนาและความหมายไหน

      ตำรวจทุกคนไม่ใช่ควาย ที่จะไม่ประสาเสียเลย!

      แต่ละปี ก็มีเช่นนี้

      ไม่อยากให้สรุปว่า ไม่ได้อย่างใจก็ประชด "ลาออก"!

      รับราชการมาถึงระดับนี้ ถ้าไม่คับแค้น "สุดทน-หมดหวัง" ในระบบตำรวจ ไม่มีใครลาออกหรอก

      ผมก็ไม่ทราบจะพึ่ง-จะหวังจากใครเหมือนกัน ที่พอมีสำนึกด้วยจิตละอาย เพื่อทบทวน-แก้ไขระบบแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจ

      ที่ได้ชื่อ "ไร้มาตรฐาน" อัปยศที่สุดแห่งชาติ!

      ก็จะหวังได้ไง ตำรวจระดับนายพล อย่าง "พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล" ที่กาญจนบุรี

      "พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์" ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประทับตราวันก่อนว่า

       "......การดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี นั้น

        เบื้องต้น ไม่พบว่ามีการทุจริต แต่ทำงานด้วยวุฒิภาวะที่ต่ำ ขาดประสบการณ์ และทักษะในการสอบสวนคดี"

      โธ่...เวรกรรมของชาติ........

      "วุฒิภาวะต่ำ-ขาดประสบการณ์-ไม่มีทักษะในการสอบสวน" แต่กลับเจริญก้าวหน้าได้ ในระบบตำรวจวันนี้

      แถม "คณะกรรมการตำรวจ" ยังคัดสรรให้เป็นถึง "ผู้บังคับการตำรวจจังหวัด"!?

      แล้วสถาบันตำรวจวันนี้ มีอะไรเหลือให้ประชาชนเชื่อถือ?

      คุณภาพ "คนได้รับแต่งตั้ง" สะท้อน "คุณภาพคนแต่งตั้ง"

      ในเมื่อคนได้รับแต่งตั้ง "วุฒิภาวะต่ำ"

      ก็ไม่ต้องคิด-ต้องพูดเลยว่าคนแต่งตั้ง คือ "คณะกรรมการตำรวจ"

      จะมีใครที่ "วุฒิภาวะสูง"?

      จากบนถึงล่าง ตำรวจอุดมด้วย "วุฒิภาวะต่ำ" ทั้งน่าห่วงและน่ากลัว

      วานซืน เห็นข่าวกันแล้วมิใช่หรือ

      เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

      ซ้อนแผนล่อจับ "ส.ต.ต.เฉลิมชัย ยอดแก้ว" ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจร วิภาวดีรังสิตทางพิเศษ  กองกำกับการ ๒ กองบังคับการตำรวจจราจร

      คือรีดไถคนขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อก ๑ หมื่น

      ไปแจ้ง ป.ป.ท.มาร่วมกัน "ซ้อนแผน" จับได้คาหนัง-คาเขา

      "พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า......

      ".........กรณีดังกล่าว ถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวมี 'วุฒิภาวะต่ำ' ได้รับการฝึกฝนอบรมมาค่อนข้างน้อย เหมือนกับไม่ได้เป็นตำรวจเต็มขั้น เป็นพวกสีกากีกลาย......."

      คำว่า "วุฒิภาวะต่ำ"

      เป็นข้อหา "บัญญัติใหม่สามัญ" ของตำรวจวันนี้ไปแล้ว

      เมื่อตั้งแต่ระดับนายพลตำรวจ ลงมาถึงระดับนายสิบตำรวจ เต็มไปด้วยตำรวจ "วุฒิภาวะต่ำ"

      คน "วุฒิภาวะต่ำ" ถือกฎหมาย คิดกันเองละกัน.......

      บ้านเมืองจะรอดมั้ย?

 

ส่งฟ้องกปปส.ชุด2ข้อหากบฏ 'หลวงปู่-กำนัน' ฉะอัยการเหวี่ยงแห

    
 

14 มี.ค. 61 - เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 นำตัวพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ และแนวร่วม กปปส. รวม 16 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกันเป็นกบฏ, กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดที่มิใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และข้อหาอื่นๆ จากการร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาส่งฟ้องต่อศาลอาญา หลังกลุ่มผู้ต้องหาเดินทางมาพบพนักงานอัยการเพื่อฟังคำสั่งคดี ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา อัยการได้ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแกนนำไปแล้ว 9 คน รวม 8 ข้อหา

 โดยในวันนี้นายสุเทพเดินทางมาศาลเพื่อให้กำลังใจผู้ต้องหาแนวร่วม กปปส. ที่ถูกส่งฟ้องในวันนี้ โดยมีมวลชนหลายสิบคนเดินทางมาให้กำลังใจนายสุเทพและแนวร่วม กปปส. ที่บริเวณหน้าศาลอาญาด้วย

นายสุเทพ กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่อัยการนำตัวมาฟ้องในวันนี้เป็นผู้ต้องหาชุดที่ 2 ที่อัยการคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องคดีร่วมกันเป็นกบฏ ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซ่องโจร บุกรุกสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนกับแกนนำทั้ง 9 คน ได้มารายงานตัวต่ออัยการและยื่นคำร้องขอให้อัยการดำเนินคดีแกนนำทั้ง 9 ก่อน เนื่องจากเห็นว่าบุคคลที่ถูกนำมาฟ้องชุดที่ 2 เหล่านี้ ที่โดนข้อหาร่วมกับตนและพวกทั้ง 9 ก่อกบฏ จึงเห็นว่าหากอัยการใจกว้างก็ควรจะฟ้องตนกับพวก 9 คนว่ามีความผิดฐานกบฏ ก่อการร้ายจริงหรือไม่ ซึ่งหากจริงก็ยังไม่สายที่จะฟ้องผู้ต้องหาชุดที่ 2 ในภายหลัง กรณีนี้ตนก็ไม่ทราบว่าอัยการใช้ดุลพินิจอย่างไร เพราะจะเห็นว่าผู้ต้องหาบางคนอย่างนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ขึ้นเวทีให้ความรู้ทางวิชาการ ไม่เคยปลุกระดมให้บุกรุกสถานที่ราชการหรือขัดขวางการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องถูกลากตัวเข้ามาฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ ซึ่งคดีเหล่านี้ก็ต้องใช้ระยะเวลา 4-5 ปี กว่าจะเสร็จสิ้น มันก็เป็นการเสียประโยชน์ แทนที่จะได้ไปสอนนักศึกษาก็ต้องมาขึ้นศาล

“ผมขอฝากคำถามไปถึงท่านอัยการสูงสุดและบรรดาอัยการทั้งหลายวันนี้ว่าท่านเคยใช้สิทธิสั่งไม่ฟ้องบุคคลบางกลุ่ม โดยอ้างว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม วันนี้ช่วยตอบผมหน่อยว่าฟ้อง อ.แก้วสรร ฟ้องคุณอัญชะลี ไพรีรักษ์ ฟ้องคุณรังสิมา รอดรัศมี ฟ้องหลวงปู่พุทธะอิสระ เป็นประโยชน์อะไรกับสังคม” นายสุเทพ กล่าวและว่า นี่จึงเป็นสาเหตุที่มวลมหาประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นประเด็นที่ประชาชนเรียกร้อง เราเห็นกันแล้วว่าตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นอย่างไร และวันนี้เราเห็นแล้วว่าอัยการเป็นอย่างไร การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยน้ำมือประชาชน มิฉะนั้นไม่มีทางที่จะเห็นประเทศนี้ดีขึ้นได้ ประชาชนต้องรวมพลังกันให้มีการปฏิรูปประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้ต้องหาชุดที่ 2 ในวันนี้มารายงานตัวครบตามที่อัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังมีอีก ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าอัยการเหวี่ยงแหฟ้องทุกคนหรือไม่ มีคนมาชุมนุมเป็นล้านคนจะฟ้องทั้งล้านคนหรือไม่ ถ้าคนล้านคนมาศาลพร้อมกันไม่ได้ คนพวกนี้ก็ต้องมารายงานตัวที่ศาลทุกวัน พระพุทธอิสระไม่ต้องไปเทศนาสั่งสอนคน นายแก้วสรรก็ไม่ต้องไปสอนลูกศิษย์ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหา โดยผู้ต้องหาที่ถูกส่งตัวฟ้องวันนี้มี 17 คน ส่วนที่เหลือจะต้องมารายงานตัวส่งฟ้องอีกกี่คน ตนไม่ทราบ ต้องไปถามอัยการ ให้อัยการตอบคำถามมา ตนไม่ได้เป็นอัยการตอบไม่ได้ และก็ไม่เข้าใจดุลพินิจของอัยการ

ส่วนเรื่องการประกันตัว นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่หนักใจ ผู้ต้องหาบางคน เพื่อนฝูงก็ต้องไปวิ่งหาเงินมาค้ำประกัน บางคนไม่มีหลักทรัพย์ไปขอกองทุนยุติธรรมก็ไม่ได้ ตนต้องให้บริษัทวิริยะประกันภัยมาประกันให้ โดยเสียเงินจำนวน 7 หมื่นบาทเป็นค่าหลักทรัพย์ในการประกัน ในการฟ้องแกนนำ 9 คนคราวก่อน ศาลตีราคาประกันคนละ 6 แสนบาท

เมื่อถามถึงแนวทางการต่อสู้คดี นายสุเทพ กล่าวว่า เราสู้ตามความเป็นจริง เรามีความบริสุทธิ์ใจ ความจริงใจ เราไม่ใช่พวกนอกกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรผิด เราจะเอาหลักฐานความเป็นจริงไปสู้คดีภายในศาล แต่ที่สำคัญคือกว่าคดีจะสิ้นสุดต้องใช้เวลาหลายปี ตนให้ความร่วมมือกับศาลทุกอย่าง ศาลมีคำสั่งอย่างไรเราทำอย่างนั้น

ถามว่าหากอัยการยื่นคำร้องขอรวมสำนวนกับ 9 แกนนำ จะทำอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า หากเป็นไปได้เราจะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาแยกสำนวน

ด้านพระพุทธะอิสระ กล่าวว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ หากการสืบสวนสอบสวนที่ไม่เกี่ยวกับจำเลยคนใด แล้วจำเลยคนนั้นไม่ต้องมาศาล ตนอยากจะขอความกรุณาต่อศาลให้มีการแยกสำนวนกับพฤติการณ์ของจำเลย ไม่ใช่เหมากันมานั่งฟังทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งตนก็จะปรึกษาทนายว่าจะยื่นคำร้อง ก็ต้องดูว่าศาลจะเมตตาอย่างไร

มีรายงานว่า ผู้ต้องหากลุ่มแนวร่วม กปปส.ที่ส่งฟ้องศาลในวันนี้ ได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ยื่นประกันตัวคนละ 6 แสนบาท ทั้งนี้ ในวันนี้ นายสาธิต ปิตุเดชะ อดีต ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมเหตุการณ์ชุมนุมฯ ได้เดินทางมาพบอัยการและเดินทางมาศาลด้วย เนื่องจากอัยการสั่งฟ้องในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดที่มิใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116  และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ  ตามมาตรา 215 นั้น ซึ่งอัยการเตรียมแยกฟ้องเป็นอีกสำนวนเพียงคนเดียว จึงนัดให้มาพร้อมฟ้องคดีต่อศาลอาญาอีกครั้งในวันที่ 19 เม.ย.นี้.

อัยการภาค7อบรมเดือด'ศรีวราห์'

    
 

"ศรีวราห์" หอบสำนวน 2 แฟ้ม 857 แผ่นเสนออัยการสั่งฟ้อง "เปรมชัย" กับพวก 9 ข้อหา ขึงขังเสือดำต้องไม่ตายฟรี "อสส." ตั้งคณะทำงานพิจารณาคดี "อัยการภาค 7" การันตีไม่มีดองสำนวน ชี้ไม่สบายใจมีคนให้สัมภาษณ์รายละเอียดสำนวนคดี หวั่นอีกฝ่ายนำไปเป็นข้อต่อสู้  "ผบก.ปทส" ระบุ "เจ้าสัว" เข้ารับทราบอีก 2 ข้อหา 14 มี.ค.นี้

เมื่อวันอังคาร พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล  รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ สภ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี  เพื่อติดตามความคืบหน้าสำนวนการสอบสวนคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวก ลักลอบเข้าล่าสัตว์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวก่อนเดินทางว่า เดินทางไปตรวจสำนวนที่ สภ.ทองผาภูมิ ในคดีนายเปรมชัย ซึ่งแจ้งข้อหาไว้ 9 ข้อหา ซึ่งหากสำนวนครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะประสานกับพนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิส่งฟ้องนายเปรมชัยในบ่ายวันนี้ทันที

"ขณะนี้สำนวนมีความสมบูรณ์เรียบร้อย 99 เปอร์เซ็นต์ ครบถ้วนทั้งพยานหลักฐาน ส่วนการตรวจซากสัตว์ ชิ้นเนื้อ และวัตถุพยานอื่นๆ ทางกรมอุทยานฯได้ส่งรายงานเบื้องต้นมาแล้ว" พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว 

ถามว่า ดีเอ็นเอไม่ระบุชัดว่าเป็นของใคร จะกระทบต่อสำนวนหรือทำให้หลักฐานอ่อนหรือไม่ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก็อยู่ที่เกิดเหตุ ดีเอ็นเอของคนไม่ใช่ปัญหา เราสามารถใช้พยานบุคคล ซึ่งเป็นตัวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลักฐานมีเพียงพอที่จะสามารถฟ้องได้

ซักว่านายเปรมชัยจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาก่อนกำหนดที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  (บก.ปทส.) พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวน แต่ถ้าประสงค์จะเดินทางมาก่อนก็สามารถกระทำได้ พนักงานสอบสวนก็ดำเนินการไปตาม ป.วิอาญา มารับทราบข้อกล่าวหา แล้วก็นำส่งศาล  ขอคัดค้านการประกันตัว ใช้มาตรฐานเดียวกัน ขอยืนยันคดีนี้เสือดำต้องไม่ตายฟรี

จากนั้นเมื่อถึง สภ.ทองผาภูมิ พล.ต.อ.ศรีวราห์เข้ารับฟังรายงานการสรุปสำนวนคดีนายเปรมชัยจากพนักงานสอบสวน 

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 9 ข้อหา กรณีนายเปรมชัย พร้อมพวกรวม 4 คน ร่วมกันล่าสัตว์ป่าฯ ทุ่งใหญ่นเรศวร โดยพนักงานสอบสวนมีการสอบปากคำพยานทั้งสิ้น 51 ปาก ส่งหลักฐานและวัตถุพยานไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ 28 รายการ จำนวน 225 ชิ้น เอกสารสำนวน 2 แฟ้ม รวมทั้งสิ้น 857 แผ่น

ต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์พร้อมพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนส่งมอบให้กับนายทนง ตะภา อัยการจังหวัดทองผาภูมิ พร้อมคณะ เพื่อพิจารณามีคำเห็นต่อไป

อัยการตั้งทีมดูสำนวน

ด้านนายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองเลขานุการอัยการสูงสุดและรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 และนายทนง ตะภา อัยการจังหวัดทองผาภูมิ แถลงข่าวการรับสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของ สภ.ทองผาภูมิ ซึ่งเป็นคดีระหว่างนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก กล่าวหานายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), นายยงค์ โดดเครือ, นางนที เรียมแสน และนายธานี ทุมมาศ ผู้ต้องหาที่ 1-4 

โดยกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 4 ว่า ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่า อันได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมาย, ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร รวม 9 ข้อหา ซึ่งในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้ให้การปฏิเสธ 

นายธรัมพ์กล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนพร้อมความเห็นเสนอให้สั่งฟ้องนายเปรมชัย ผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 8 ข้อหา ส่วนข้อหาที่ 9 ที่เป็นข้อหาพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากอาวุธปืนของกลางเป็นของนายเปรมชัยที่ได้รับอนุญาตให้มีไว้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดข้อหาร่วมกันกระทำอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าการกระทำไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย และพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-4 ใน 9 ข้อกล่าวหา

ส่วนนางสมศรีกล่าวว่า เนื่องจากคดีนี้สื่อให้ความสนใจ และเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ได้เรียนอัยการสูงสุด ไปว่า ได้ตั้งคณะทำงานจะทำคดีให้ดีที่สุด ให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อถือในองค์กรอัยการ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานประกอบด้วย นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมด้วยนายทนง ตะภา อัยการจังหวัดทองผาภูมิ, พ.ต.ท.อำนาจ สุจริตชัย รองอัยการจังหวัดกาญจนบุรี และนายกฤษฎา ชูโต รองอัยการจังหวัดทองผาภูมิ เป็นคณะทำงาน ซึ่งเมื่อคณะทำงานพิจารณาและมีความเห็นเสนอตน และมีคำสั่งทางคดีเรียบร้อยแล้ว จะได้มีการแถลงความคืบหน้าคดีนี้ให้ทราบต่อไป

"คดีนี้บางท่านไม่รู้อะไรไปออกทีวีว่าอัยการจะดองสำนวน ขอเรียนว่านโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุดทุกสมัยให้เร่งรัดคดี และรัฐธรรมนูญเองก็ระบุว่าการอำนวยความยุติธรรมต้องไม่ล่าช้า ซึ่งเร็วหรือช้าอยู่ที่เนื้อหาในสำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมา ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ หรือสั่งฟ้องได้เลย ถ้าสั่งสอบสวนเพิ่มเติมจะล่าช้าหรือไม่อยู่ที่พนักงานสอบสวน แต่เราจะเร่งรัดทุกๆ 7 วัน เพราะพนักงานอัยการไม่สามารถลงไปสอบสวนคดีเองได้ เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน จึงอยู่ที่ตำรวจว่าเขาทำให้เราได้รวดเร็วแค่ไหน" นางสมศรีกล่าว 

อธิบดีอัยการภาค 7 กล่าวว่า บางครั้งพนักงานอัยการไม่สบายใจ การให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสำนวนการสอบสวน คือพนักงานอัยการเองเป็นผู้พิจารณา สิ่งที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สำนวนการสอบสวนรายละเอียดต่างๆ ไม่ควรเปิดเผย เพราะจะเป็นประเด็นให้อีกฝ่ายนำไปเป็นข้อต่อสู้ หลักๆ แล้วรายละเอียดในสำนวนเขาจะไม่พูดกัน 

แจ้งข้อหาเพิ่ม 'เปรมชัย'

"ไม่ได้หมายความปล่อยให้อึมครึม แต่ทางทีมโฆษกจะแถลงเป็นระยะๆ ถ้าสำนวนการสอบสวนสมบูรณ์ ไม่ช้าแน่นอน ขอให้สบายใจได้ เรื่องจะล่าช้านั้นไม่ต้องกลัวพวกพี่อ่านเร็ว ทำคดีชูวิทย์มากกว่านี้อีก สำนวนผู้ต้องหากว่า 200 คน พยานกว่า 200 คน แต่คดีนี้สำนวนน้อยกว่ามาก ยังตกใจเลย" อธิบดีอัยการภาค 7 กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 มาพร้อมกับสำนวน เนื่องจากตัวผู้ต้องหาได้มีการฝากขังไว้ที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ ฝ.34/2561 โดยจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 25 มี.ค.นี้

ที่ บก.ปทส. พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ผบก.ปทส. เรียกประชุมพนักงานสอบสวนเตรียมความพร้อมในการรับตัวนายเปรมชัยที่จะเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาคดีเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและครอบครองงาช้างโดยผิดกฎหมาย 

พล.ต.ต.ปัญญากล่าวว่า ทางทนายความของนายเปรมชัยได้ติดต่อมายืนยันนายเปรมชัยจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น. แต่ไม่ได้แจ้งว่าจะนำหลักฐานใดมาบ้าง ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่ามีการขอเลื่อนนัดนั้น ตนไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด

"ได้แบ่งพนักงานสอบสวนเป็น 2 คดี เพื่อความสะดวกในการสอบสวน โดยกำหนดประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืนและงาช้าง เพื่อให้พนักงานสอบสวนได้สรุปพยานหลักฐาน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเรื่องของสำนวนคดี ในขณะนี้เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่จะกล่าวหา ส่วนจะมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ต้องรอพิจารณาก่อน" พล.ต.ต.ปัญญากล่าว

ผบก.ปทส.กล่าวว่า การออกหมายเรียกกรณีครอบครองงาช้างทั้ง 3 คน คือ นายเปรมชัย, นางคณิตา ภรรยาของนายเปรมชัย ซึ่งเป็นผู้แจ้งครอบครอง และน.ส.วันดี ที่เป็นพยานเซ็นรับรองการแจ้งว่าเป็นงาช้างไทย เจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนผู้ที่รับแจ้งการครอบครองงาช้าง คือเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ที่รับแจ้งด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ทราบว่ารับแจ้งไว้เมื่อปี 58 แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเรื่องของสำนวนคดี ส่วนครอบครองตั้งแต่เมื่อใดนั้นต้องรอสอบถามจากตัวเจ้าของงาช้าง 

ถามว่า จะมีการอายัดตัวนายเปรมชัยในคดีพยายามติดสินบนเจ้าพนักงานหรือไม่ ผบก.ปทส.กล่าวว่า ยังไม่มีคำสั่งจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ แต่ตนได้ประสานไปยัง บก.ปปป.แล้วว่านายเปรมชัยจะมา บก.ปทส.ตามหมายเรียก จึงให้ บก.ปปป.เข้ามาแจ้งข้อกล่าวหาพยายามติดสินบนเจ้าพนักงานในคราวเดียวกัน.  

ปธ.เร่งรัดสร้างสภาใหม่ ฟ้องหมิ่น'วัชระ' กล่าวหาดันงบ8พันล้าน

    
 

14 มี.ค. 61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายชัชวาล อภิบาลศรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และประธานคณะกรรมการเร่งรัดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มอบอำนาจให้นายชัยวุฒิ พรกระแส ทนายความผู้รับมอบอำนาจ เดินทางมายื่นฟ้องนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนโจทก์เป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีนายวัชระให้ข่าวเรื่องการเสนอใช้งบประมาณสร้างรัฐสภาใหม่โดยพาดพิงนายชัชวาล

คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2561 จำเลยได้ร่วมจัดรายการในรายการ “สามัคคีประชาชน” สถานีโทรทัศน์สยามไทยช่อง 13 กล่าวทำนองว่าโจทก์เป็นขาใหญ่ใน สนช. อาละวาดในที่ประชุมคณะกรรมการเร่งรัดฯ จะเอาเงิน 5,000 ล้านบาท โดยผลักดันงบไอทีจาก 3,000 ล้านบาท ไปเป็น 8,000 ล้านบาท กำลังจะโกงประชาชนทั้งประเทศ ต่อมาวันที่ 10 มี.ค. 2561 จำเลยแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ทำนองว่าโจทก์เป็นผู้มีอำนาจเหนือนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ไม่ให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา และกล่าวยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สั่งให้เพิ่มโป่งพองงบสูงซึ่งเป็นเท็จ จากนั้นในวันที่ 12 มี.ค. 2561 จำเลยให้สัมภาษณ์ในรายการ “นิวส์หมายข่าว” กล่าวทำนองว่าโจทก์ผลักดันงบประมาณโป่งพอง และรังแกข้าราชการรัฐสภา 18 คน ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และวันที่ 13 มี.ค. 2561 จำเลยกล่าวในรายการ “นิวส์หมายข่าว” ช่อง New 18 ทำนองว่าโจทก์เป็นผู้มีบารมีตัวจริงใน สนช. ทั้งหมดที่จำเลยกล่าวหาไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

 โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.838/2561 เพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไปในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น.

 

'มาร์ค' คุยสื่อนอก 'ประยุทธ์' นายกฯคนนอกไม่ง่าย

    
 

14 มี.ค. 61 - พรรคประชาธิปัตย์เผยแพร่ความเห็น ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาถึงการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า สื่อต่างประเทศให้ความสนใจในเรื่องซ้ำๆ เพราะเขาไม่ได้รายละเอียดสถานการณ์ในประเทศไทย เมื่อเห็นว่าประเทศไทยมีการยึดอำนาจรัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติในสายตาของเขาในเรื่องความถดถอยในแง่ของการเมือง การปกครอง ก็จึงอยากรู้ว่าจะกลับมาเลือกตั้งเมื่อไหร่

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อขณะนี้กฎหมาย 2 ฉบับสุดท้ายได้ผ่านความเห็นชอบของ สนช. แล้ว ก็น่าจะมีความแน่นอนมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อประเมินจากแรงกดดันทั้งภายใน และภายนอก ก็ทำให้เชื่อได้ว่าการที่จะมีความพยายามจะเลื่อนเลือกตั้งออกไปไม่จบไม่สิ้นนั้นคงทำได้ยาก

นอกจากนี้สื่อต่างประเทศยังให้ความสนใจกรณีหลังการเลือกตั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯ ได้หรือไม่ ซึ่งตนก็ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไร ซึ่งเส้นทางหาก พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้มี 2 แบบ แบบที่ 1 คือการเป็นคนนอก หมายความว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จ ไม่มีใครได้เสียง 375 รัฐสภาตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นต้องไปเอาคนนอกบัญชีเข้ามา ซึ่งก็ต้องใช้เสียง 500 เสียง จาก 750 หมายความว่าหากได้รับเสียง 250 ส.ว. ก็ต้องไปหาอีกครึ่งนึงของสภาล่าง ซึ่งก็ไม่ง่าย

เส้นทางที่ 2 ก็คือยินยอมให้พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งเสนอชื่อ แต่พรรคการเมืองนั้นก็ต้องได้เสียงร้อยละ 5 เพื่อที่จะนำชื่อไปเสนอ และหวังที่จะได้ 375 เสียง ในการลงคะแนน ส่วนขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเส้นทางไหน แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่เคยปฏิเสธทั้ง 2 เส้นทาง.

 

'สมศรี'อัยการคนเก่ง จากคดี'เสี่ยอ่างชูวิทย์'ถึงคดี'เจ้าสัวเปรมชัย'

    

13 มี.ค.61 - จากกรณีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด พร้อมพรรคพวก ลักลอบล่าเสือดำ และถลกหนังเสือดำ และสัตว์อื่นๆในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร นั้นซึ่งล่าสุดพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิเดินทางไป ที่สำนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อส่งมอบสำนวนคดีฆ่าเสือดำให้ แก่นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 และนายทนง ตะภา อัยการจังหวัดทองผาภูมิ นั้น สังคมคาดหวังว่าอัยการจะเร่งรัดทำคดีอย่างรวดเร็วแอละเที่ยงตรง

ภาระนี้ตกอยู่ที่นางสมศรี  ซึ่งแถลงข่าวระหว่างการรับมอบสำนวนว่า  จะทำคดีให้ดีที่สุด  ให้ประชาชนเชื่อมั่น  เชื่อถือในองค์กรอัยการ ซึ่งว่านางสมศรี เป็นอัยการที่มีผลงานที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเคยทำคดีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ กับพวกรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิท  จนสามารถส่งเข้าคุกมาแล้ว

คดีดังกล่าวมีจับกุมผู้ต้องหา 131 คนส่งอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยทั้งหมด อาทิ นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ และ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือ เสธ.แอ๊ป ฯศาลชั้นต้นยกฟ้องผู้ต้องหาเกือบหมด แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้นายชูวิทย์, เสธ.หิ และ เสธ.แอ๊ป กับพวกรวม 66 คนมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกคนละ 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา

วันที่ 15 ตุลาคม 2558  ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา  นายชูวิทย์ ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเปลี่ยนเป็นรับสารภาพตามฟ้องเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบา  เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียตัวเองต้องติดคุกแน่นอน

สุดท้ายศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ 66 คนๆ ละ 2 ปี และนั่นทำให้นายชูวิทย์เดินทางเข้าแดนแรกรับ ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ  ปัจจุบันพ้นโทษแล้วและหันมาเอาดีด้วยการเป็นสื่อมวลชน

นางสมศรี  เป็นพี่น้องในตระกูล ไกรวัตนุสสรณ์  เป็นน้องสาว นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร หลายสมัย.

 .........................................................

14 มีนาคม 2561

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน