*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3108
  • จำนวนผู้ชม : 2151990
  • จำนวนผู้โหวต : 460
  • ส่ง msg :
  • โหวต 460 คน
<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 14 มีนาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 709 , 20:22:18 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ข่าวเล็กๆที่คนมองข้ามกันไปหมด เช่น ข่าว 'ดัน‘เขื่อนผาจุก’ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกรมชล-กฟผ.ร่วมพัฒนา-ได้ไฟฟ้าปี

ละ 90 ล.หน่วย' นั้น ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ 2 องค์กร คือ กรมชลประทาน กับกฝผ.จะต้องนำเอาพลังน้ำมาใช้ให้คุ้มค่าเลยทีเดียว

เช่นเดียวกับพลังงานทดแทนอื่นๆบรรดามีนั้นเทียว แต่ทั้งนี้ ข่าวไม่ได้บอกว่าจะมีการนำน้ำที่ผ่านเทอร์ไบน์ปั่นไฟฟ้าแล้ว สูบกลับ

มาหมุนวนใช้อีกหรือเปล่า

เขื่อนทดน้ำผาจุก https://youtu.be/AA6zpRzhNhI


การแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก https://youtu.be/XmOqb4GoFK8


เขื่อนผาจุก กั้นแม่น้ำน่าน อุตรดิตถ์ Diversion Dam Cliff Cork https://youtu.be/i0wdQjVVaHA


 

 

'บิ๊กตู่'ยิ้ม'ทูตโปแลนด์'เข้าใจการเมืองไทย เผยทุกประเทศล้วนมีปัญหาภายใน

'บิ๊กตู่'ยิ้ม'ทูตโปแลนด์'เข้าใจการเมืองไทย เผยทุกประเทศล้วนมีปัญหาภายใน

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 19.39 น.

14 มี.ค.61 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายวัลแดมาร์ ดูบายอฟสกี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยภายหลังการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการหารือว่า นายกฯ แสดงความยินดี และชื่นชมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นมายาวนานกว่า 100 ปี โดยเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ฯ จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของทั้งสองประเทศ รวมทั้งผลักดันให้มีการจัดทำความตกลงที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และส่งเสริมผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

พล.ท.วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวแสดงความประทับใจต่อคำกล่าวของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ฯ ที่ว่า "ทุกประเทศล้วนมีปัญหาภายใน ซึ่งมีเหตุผล ความจำเป็น บริบท และความคาดหวังของประชาชนแตกต่างกัน" สะท้อนให้เห็นว่าโปแลนด์มีความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองของไทยมาโดยตลอด รวมทั้งการสนับสนุนให้ปรับข้อมติสหภาพยุโรป (EU) ต่อไทย จนสามารถรื้อฟื้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกระดับ 

พล.ท.วีรชน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงศักยภาพเศรษฐกิจของไทยภายใต้นโยบาย Thailand+1 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ทั้งสำหรับไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยไทยมีความพร้อมและศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของอาเซียน และเชิญชวนโปแลนด์ให้สนับสนุนและลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติในหลายด้าน ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยก็ให้ความสนใจที่จะลงทุนในภูมิภาคยุโรปกลางเพิ่มมากขึ้นด้วย

พล.ท.วีรชน เปิดเผยอีกว่า ด้านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ฯ ชื่นชมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีที่ผ่านมา และยืนยันความสำคัญของความร่วมมือทางการค้าการลงทุนระหว่างโปแลนด์ – ไทย โดยทั้งสองประเทศสามารถเป็นประตูการค้าให้กันและกันสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคของตนได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังพร้อมส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และสนับสนุนให้ประชาชนของทั้งสองประเทศเดินทางไปมาหาสู่กันมากยิ่งขึ้น โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ฯ เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปโปแลนด์เช่นกัน 

พล.ท.วีรชน กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตโปแลนด์ ยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งไทยสนใจแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือด้านการศึกษา เทคโนโลยีทางการแพทย์ เกษตร อาหาร และยานยนต์ ซึ่งเป็นสาขาที่โปแลนด์มีศักยภาพอีกด้วย

ขอบคุณภาพ : www.thaigov.go.th

 
 
'แผน' บุกสภาทนายฯยื่นสอบหมอความบิดเบือนข้อมูล

'แผน' บุกสภาทนายฯยื่นสอบหมอความบิดเบือนข้อมูล

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.23 น.

วันนี้ (14 มี.ค.) นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือ แผน พยานในคดีลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาทที่เป็นข้อพิพาทระหว่างนายปรีชา ใคร่ครวญ และ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ เดินทางเข้าร้องเรียนต่อสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ตรวจสอบทนายคนหนึ่ง หลังพบว่ามีการไปออกรายการบิดเบือนข้อเท็จจริง จนทำให้ได้รับความเสียหาย กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งต้องออกจากงาน โดยมีนายพัฒนา จาติเกตุ อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียน

นายฐนุกร เปิดเผยว่า ตนเองต้องลาออกจากงาน เพราะไม่อยากสร้างความเสียหายให้กับบริษัท ยืนยัน ไม่ได้รู้จักกับครูปรีชา หรือ หมวดจรูญ เป็นการส่วนตัว พร้อมชี้แจงว่าตนเองไม่ได้กล่าวพาดพิงไปถึง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง

นายพัฒนา จาติเกตุ อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษฯ เปิดเผยว่า ทางสภาทนายความจะมีการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียนดังกล่าวเพื่อความเป็นธรรมของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากพบทนายกระทำความผิดจริงก็จะมีโทษใน 3 ระดับ คือ โทษภาคทัณฑ์ หรือ ห้ามประกอบวิชาชีพทนายความเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพทนายความ พร้อมฝากถึงทนายความทั่วประเทศ ให้คำนึงถึงกฎ ระเบียบ และมรรยาทของสภาทนายความฯ ประกอบวิชาชีพภายในกรอบ กฎ และระเบียบที่กำหนด แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย รวมถึงระมัดระวังคำพูดในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำเมืองเลย ไฟฟ้าดับบ้านพังเสียหายกว่า20หลัง

พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำเมืองเลย ไฟฟ้าดับบ้านพังเสียหายกว่า20หลัง

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.29 น.
 

14 มี.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.45 น. ที่ผ่านมา ในพื้นที่อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ได้เกิดพายุฤดูร้อนกระหน่ำ ทำให้ไฟฟ้าดับประมาณ 1 ชั่วโมง บ้านเรือนถูกพายุพัดหลังคาเปิดรวม 20 หลัง 

นายจักรกฤษณ์ พงษ์อินทร์วงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เล่าว่า ตนหลังทำธุระที่บ้านเสร็จ ก็เดินทางมาทำงานที่มหาวิทยาลัย เพื่อนข้างบ้านส่งภาพมาให้ดูว่า ที่บ้านพักนั้นถูกต้นตีนเป็ดหรือต้นพญาสัตบรรณ โค่นทับบ้านพังทั้งหลัง หลังจากพายุโหมกระหน่ำประมาณ 30 นาที ซึ่งขณะนั้นตนประชุมอยู่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งบ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านพักอาจารย์ บ้านเลขที่ 234/058 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่อื่นๆรอบอำเภอเมืองเลย มีการรับแจ้งบ้านเรือนราษฏร ที่ถูกพายุพัดหลังคาเปิดรวมประมาณ 20 หลัง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเข้าไปช่วยเหลือ

 
 
 
เหยียบซากเสือดำสู้คดี!เปรมชัยลั่นบริสุทธ์ ตัดพ้อกระทบจิตใจอึดอัดสังคมรอบข้าง

เหยียบซากเสือดำสู้คดี!เปรมชัยลั่นบริสุทธ์ ตัดพ้อกระทบจิตใจอึดอัดสังคมรอบข้าง

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 18.24 น.
 

14 มี.ค.ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว "นายเปรมชัย กรรณสูต" คดีครอบครองงาช้างโดยผิดกฎหมายแล้ว

ระหว่างที่นายเปรมชัยกำลังรอรถยนต์ เพื่อมารับเดินทางกลับบ้านนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามติดตาม นายเปรมชัย พร้อมสอบถามว่า เหตุการณ์คดีครอบครองซากเสือดำส่งผลกระทบกับชีวิตอย่างไรบ้าง นายเปรมชัย กล่าวว่า รู้สึกอึดอัดเพราะกระทบต่อจิตใจมากจากสังคมรอบข้างจากสิ่งแวดล้อมที่ต้องเจอ

เมื่อถามอีกว่า สังคมจับจ้องเรื่องจากทำคดีของพนักงานสอบสวน แล้วยืนยันหรือไม่ว่า ไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางธุรกิจเพื่อให้ได้ความช่วยเหลือจากทางฝ่ายการเมือง นายเปรมชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีครับ

เมื่อถามว่าถึงแนวทางการต่อสู้คดี เพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล นั้น นายเปรมชัยกล่าวว่า เรื่องการต่อสู้คดีต้องถามทนายความ แต่ยืนยันว่า ตัวผมบริสุทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งศาลอาญาในการให้ประกันตัว นายเปรมชัย ชั้นฝากขังคดีครอบครองงาช้างแอฟริกาโดยไม่ชอบฯนั้น ศาลยังได้กำหนดนัดให้ "นายเปรมชัย" มารายงานตัวเมื่อครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 ซึ่งจะครบกำหนด 48 วัน ในวันที่ 30 เม.ย.61 นั้น โดยให้นายเปรมชัยมารายงานตัวศาลในวันที่ 1 พ.ค.61 นี้ เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

 
ไทยลุยเวทีประมงโลกย้ำปลอดไอยูยู ‘บิ๊กฉัตร’ส่งทูตวีระชัยนำทัพสร้างความเชื่อมั่นนานาชาติ

ไทยลุยเวทีประมงโลกย้ำปลอดไอยูยู ‘บิ๊กฉัตร’ส่งทูตวีระชัยนำทัพสร้างความเชื่อมั่นนานาชาติ

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เปิดเผยว่า นอกจากรัฐบาลไทยจะเน้นดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม หรือประมงไอยูยู และปัญหาแรงงานในภาคประมงอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการมีทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนแล้ว รัฐบาลไทยยังได้เห็นความสำคัญในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ถึงความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูของประเทศสู่เวทีระดับโลกในหลายๆ เวทีอย่างต่อเนื่องด้วย โดยในงานแสดงสินค้า Seafood Expo North America 2018 ซึ่งสหรัฐอเมริกากำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2561 ณ กรุงบอสตัน สหรัฐอเมริกา รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงเข้าร่วมการจัดงาน เนื่องจากเป็นงานแสดงสินค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกาเหนือซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่มีทั้งผู้ซื้อขายและจำหน่ายอาหารทะเลทั่วโลกเข้าร่วม อาทิ สหภาพยุโรป สเปน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างเครือข่ายและหารือธุรกิจ ระหว่างผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม บริษัทด้านอาหาร ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์สินค้าประมงของไทยที่ได้มาตรฐานสากลและประชาสัมพันธ์ถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการประมงของไทย ต่อผู้นำเข้าและผู้สนใจที่เข้าร่วมงาน อันจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้สนใจสินค้าประมงไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงสื่อมวลชนด้านการประมงระดับโลกที่เข้าร่วมงานและหาข้อมูลข่าวคราวความเคลื่อนไหวด้านการประมงจากงานนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ National Fisheries Institute และ Seafoodsorce.com ซึ่งเป็นสื่อมวลชนหลักในการสนับสนุนในการจัดงานครั้งนี้อย่างเป็นทางการด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงานนอกจากการจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงใหม่ๆ รวมทั้งการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ บริการด้านสินค้าอาหารทะเล โซนนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการประมงของทั่วโลกแล้ว ยังมีกิจกรรมที่สำคัญ คือ การเสวนาเกี่ยวกับสถานการณ์ สถานะ ข้อมูลปัจจุบันด้านการประมงระดับภูมิภาคและระดับโลก

โดยคณะผู้แทนไทย ที่ได้รับมอบหมายไปร่วมงานและจะร่วมเสวนาในงานเลี้ยงรับรองผู้นำเข้าอาหารทะเลและสื่อมวลชนในหัวข้อ เส้นทางสู่การประมงที่ยั่งยืนของประเทศไทย หรือ “Thailand’s Path to Sustainable Fisheries”อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ประกอบด้วย นายวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการเจรจากับสหภาพยุโรป เป็นหัวหน้าคณะ นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง พล.ต.ท. จารุวัฒน์ ไวศยะ ประธานคณะอนุกรรมการกฎหมายและการดำเนินคดี ศปมผ. รวมถึงนางอภิญญา ทาจิตต์ รองผู้อำนวยการศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทางทะเล (Stella maris) องค์กรเอ็นจีโอ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยที่ได้เชิญเอ็นจีโอเข้ามาร่วมทำงานอย่างเป็นอิสระด้านการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิของแรงงานประมงกว่า 30 ปี มานำเสนอการทำงาน เพื่อให้เวทีการประมงระดับโลก ได้รับรู้ รับทราบเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริงและถูกต้องของประเทศไทยด้วย ขณะที่ภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ได้แก่ นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกกิตติคุณสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ประธานอนุกรรมการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

'ราเมศ'โกอินเตอร์ตามรอยชวน หลีกภัยได้รับเลือกให้บินไปศึกษาการเมืองการปกครองที่อเมริกา

'ราเมศ'โกอินเตอร์ตามรอยชวน หลีกภัยได้รับเลือกให้บินไปศึกษาการเมืองการปกครองที่อเมริกา

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 18.20 น.

14 มี.ค.61 มีรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายราเมศ รัตนะเชวง อดีตรองโฆษก และคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปศึกษาระบบการเมืองการปกครอง ระบบกฎหมาย ระบบศาล และรัฐธรรมนูญ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้หัวข้อ U.S. Politics, Law, and the Constitution A Project for Thailand ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561 เข้ารายงานตัวและปฐมนิเทศเปิดหลักสูตร ต่อกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และรับฟังการบรรยายการเมืองการปกครองในประเทศอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี

หลักสูตรดังกล่าวเป็นการเดินทางไปศึกษาในหลายรัฐ เช่น WASHINGTON DC, BOSTON, MASSACHUSETTS, RAPID CITY, SOUTH DAKOTA, SACRAMENTO, CALIFORNIA, SAN FRANCISCO และมีกำหนดการเข้าพบ รัฐมนตรี สมาชิกสภาครองเกรซ คณะกรรมาธิการ หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูง ผู้บริหาร LAW SCHOOL พรรคเดโมแครต พรรครีพลับลิกัน องค์กรตำรวจ และราชทัณฑ์ รวมทั้งภาคเอกชนที่ทำงานด้านกฎหมาย

อนึ่ง หลักสูตรที่นายราเมศ มีโอกาสเข้าร่วมนี้ เป็นโครงการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดขึ้นภายใต้ชื่อ International Visitor Leadership Program (IVLP) ตั้งแต่ปี 2483 เป็นเวลากว่า 78 ปีแล้วที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่รัฐบาลติดตามดูพฤติกรรมจากการแสดงความเห็น แนวคิด และคิดว่า ในอนาคตจะทำประโยชน์ให้กับประเทศของบุคคลนั้นได้ สำหรับในปีนี้มีผู้ได้รับการคัดเลือกเพียงหนึ่งคนจากหลายประเทศ

ทั้งนี้ มีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงต่างเคยเข้าศึกษาโครงการนี้มาแล้ว อาทิ นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร, นายเซบาสเตียน คูร์ซ นายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลีย, นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย และยังมีผู้นำจำนวนมากจากอีกหลายสิบประเทศ

ขอบคุณภาพ : ราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

สาวออฟฟิศ ระวังโรคฮิต ‘เนื้องอกในมดลูก’

สาวออฟฟิศ ระวังโรคฮิต ‘เนื้องอกในมดลูก’

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อได้ยินชื่อ “เนื้องอกในมดลูก” ก็อาจทำให้สาวๆทั้งหลายตกใจหรือมีความกังวลอยู่มิใช่น้อย แต่จริงๆ แล้วโรคนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะการตรวจพบตั้งแต่แรก ย่อมรักษาได้เร็วกว่าและปลอดภัยกว่า

แพทย์หญิงจิติมา ติยายน นายแพทย์ชำนาญการงานมะเร็งนรีเวช กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อมูลว่า เนื้องอกในมดลูก เป็นเนื้องอกธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้าย (มะเร็ง) ส่วนใหญ่เนื้องอกมดลูกจะมีขนาดเล็กไม่มีอาการแสดง ไม่มีอันตรายใดๆ ซึ่งโรคเนื้องอกในมดลูก เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการชัดเจน เกิดขี้นโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่จะพบมากในผู้หญิงวัยทำงานอายุระหว่าง 30-40 ปี หรือประมาณ 20-25% คิดเป็น 1 ใน 4 ที่ต้องเจออย่างแน่นอน อาทิ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร ผู้หญิงที่น้ำหนักตัวมาก เป็นต้น

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงที่พบว่าเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก คือ 1.กรรมพันธุ์ ถ้าคนในครอบครัวเคยเป็นเนื้องอกในมดลูกอยู่ก็มักจะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นเพิ่มมากขึ้น 2.การรับประทานอาหารจำพวกเนื้อ หรือเนื้อแดง (ตัวเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกได้สูงขึ้น) โดยโรคเนื้องอกในมดลูกมีอาการเด่นๆ คือ ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ, มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน,ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก และมีอาการท้องผูกผิดปกติ

ความรุนแรงของอาการเนื้องอกในมดลูกนั้น ไม่ส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งอาจจะทำให้ เช่น การเลือดออกมากผิดปกติตอนมีประจำเดือน หรือถ้ามีการกดเบียดของก้อนเนื้อก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรบกวนการทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ป่วยโรคเนื้องอกในมดลูกนั้น ก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจไปตรวจ เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการปวดประจำเดือนธรรมดา และบางส่วนมีความเขินอายที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ถึงแม้ว่าอาการโรคเนื้องอกในมดลูก ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่จากสถิติแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื้องอกในมดลูก 1,000 คนจะพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 1 คน ซึ่งส่วนมากมักพบในผู้หญิงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ดังนั้นสาวๆ ควรสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง ควรตรวจสุขภาพ และตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อพบว่ามีความผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที

การรักษาโรคเนื้องอกในมดลูกนั้น อันดับแรกจะรักษาตามอาการ อาจจะด้วยการให้ฮอร์โมน แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ก็จะทำการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถีมีการพัฒนาเทคโนโลยีจากการผ่าตัดใหญ่ที่จะต้องเปิดแผลหน้าท้อง ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน 7-10 วัน มาเป็นการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องคลอด ทำให้คนไข้ไม่มีแผลหน้าท้องเลย แล้วก็เอาก้อนออกหรือมดลูกออกทางช่องคลอด จะเจ็บแผลน้อยกว่า การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง และใช้เวลาในการพักฟื้นน้อยกว่า ใช้เวลาพักฟื้น 2-3 วันก็สามารถกลับไปทำงานได้แล้ว สำหรับการดูแลตัวเองหลังการรักษาควรงดกิจกรรมหนัก 2 สัปดาห์ ดูแลแผลผ่าตัด และกลับมาตรวจติดตามอาการตามนัดของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา

สำหรับการดูแลสุขภาพตนเองให้ห่างไกลโรคเนื้องอกในมดลูก สามารถทำได้โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้ดี คือ 1.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 2.พักผ่อนให้เพียงพอ 3.ลดความเครียด 4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์จำพวกผัก ผลไม้ เนื้อปลาให้มากขึ้น และลดอาหารจำพวกเนื้อแดง (ซึ่งมีพวกสารเคมี ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคได้)

ทั้งนี้ หน่วยนรีเวชโรงพยาบาลราชวิถี ได้เปิดทำการตรวจรักษาโรคเกี่ยวกับนรีเวชมามากกว่า 60 ปี ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยเข้าทำการรักษา กว่า 50,000 คนและต้องรักษาด้วยการผ่าตัดกว่า 1,500 คน โดย 80% เป็นผู้ป่วยส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถี มีพื้นที่ในการอำนวยความสะดวก และพื้นที่ในการรักษาค่อนข้างจำกัด ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการรักษา แต่ในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีสร้างเสร็จ ก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันน้ำใจสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02–3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org 

ตอก'ศรีวราห์'! กรมอุทยานฯโต้ทำหลักฐานฆ่า'เสือดำ'ปนเปื้อน จนไม่พบ'ดีเอ็นเอ'ฆาตกร

ตอก'ศรีวราห์'! กรมอุทยานฯโต้ทำหลักฐานฆ่า'เสือดำ'ปนเปื้อน จนไม่พบ'ดีเอ็นเอ'ฆาตกร

วันเสาร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561, 13.33 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 10 มีนาคม  ดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Kanita Ouitavon” ชี้แจงรายละเอียดการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอจากวัตถุพยานคดีล่าสัตว์ป่าที่ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวก 4 คน ตกเป็นผู้ต้องหา โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. อ้างว่า มีการตรวจพบดีเอ็นเอเสือดำที่มีดพก มีดอีโต้ และเขียง แต่ไม่สามารถระบุดีเอ็นเอผู้ใช้ได้ เพราะกรมอุทยานฯนำไปตรวจหาดีเอ็นเอเสือดำก่อน ทำให้ไม่พบดีเอ็นเอของผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย

โดย ดร.กณิตา ระบุว่า การให้ข้อมูลลักษณะดังกล่าว เป็นการให้ข้อมูลที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอสััตว์ป่าในคดีนี้ จึงขอชี้แจงดังนี้

1.กรมอุทยานฯ โดยหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า ได้รับตัวอย่างวัตถุพยาน ซึ่งมีมีด 6 เล่ม และชิ้นส่วนของเขียงรวมอยู่ด้วย จาก สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งมีการระบุว่า ได้ผ่านการตรวจลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของมนุษย์จากตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานมาเรียบร้อยแล้ว ในนั้นมีอุจจาระที่ตรวจแล้วว่าเป็นดีเอ็นเอของ นายเปรมชัย แต่มีการแจ้งความประสงค์ว่า ต้องการนำมาตรวจหาดีเอ็นเอสัตว์ป่าต่อ และต้องการให้หาว่ามีดีเอ็นเอของเสือดำอยู่ด้วยหรือไม่? โดยทางหน่วยฯได้รับตัวอย่างไว้ตรวจตามที่ร้องขอ จึงแสดงว่า กรมอุทยานฯ มิได้นำตัวอย่างวัตถุพยานดังกล่าวมาตรวจหาดีเอ็นเอเสือดำก่อนแต่อย่างใด แต่เป็นการตรวจตามที่ฝ่ายตำรวจร้องขอและเป็นผู้นำมาส่งให้ หลังจากที่ทางตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้ดำเนินการตรวจดีเอ็นเอของมนุษย์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว

2.ในเนื้อข่าวที่ระบุว่า มีการปนเปื้อนจากสารเคมีที่เจ้าหน้าที่ กรมอุทยานฯ ใช้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเสือดำตั้งแต่แรก ทำให้ตรวจดีเอ็นเอบุคคลไม่ได้ เพราะถูกทำลายไปแล้ว (อันนี้..เป็นคำกล่าวที่ตลกมากและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดนะคะ คือไม่มีการใช้สารเคมีอะไรเลยค่ะ) ขอเรียนว่าทางหน่วยฯ ตรวจดีเอ็นเอจาก SWAB หรือก้านสำลีที่ทางตำรวจป้ายคราบเลือดมาให้เรียบร้อยแล้ว เพียงก้านเดียวก็พบดีเอ็นเอของเสือดำแล้ว ส่วนตัวมีดทั้ง 6 เล่ม ทางหน่วยฯเป็นผู้เก็บรักษาไว้ให้ (ตั้งแต่วันที่ได้รับมาคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ส่งคืนคือวันนี้ 9 มีนาคม 2561) โดยที่มิได้มีการแตะต้องที่ด้ามมีด หรือตัวมีดแต่อย่่างใด อีกทั้งยังใส่ถุงมือเวลาทำงาน ดังนั้นลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของมนุษย์ที่จะมีก่อนหน้านั้น จึงยังมิได้ถูกทำลายแต่อย่างใดค่ะ ซึ่งก็ได้ส่งคืนให้แล้วในวันนี้ ดังนั้นทางตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานก็สามารถนำไปตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2 ได้อย่างแน่นอนค่ะ

“คดีนี้เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจมาก ในท่ามกลางการสูญเสีย คือ ชีวิตที่กลับคืนมาไม่ได้ของเสือดำตัวนี้นั้น สิ่งที่เราได้กลับคืนมาอย่างเข้มแข็งในตอนนี้ คือ จิตสำนึกร่วมของประชาชนในการหวงแหนและอยากจะปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ดูบอบบางของชาติให้คงอยู่ตลอดไป ในฐานะที่ดิฉันก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีจิตสำนึกร่วมนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่คนตรวจดีเอ็นเอสัตว์ป่า ก็อยากจะเห็นความถูกต้อง ความยุติธรรม และการไม่บิดเบือนความจริงใดใด รวมทั้งก็อยากเห็นทุกท่านที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้แม้แต่น้อยนึงก็ตาม ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา และบริสุทธิ์ใจ อยากเห็นทุกคนช่วยกันแสดงออกเพื่อเป็นปากเสียงให้กับสัตว์ป่าผู้น่าสงสารที่ต้องมาตาย เพราะถูกมนุษย์ใจร้ายล่าอย่างแท้จริงค่ะ...ได้โปรดช่วยกันเพื่อให้เสือดำตัวนี้ไม่ตายฟรีนะคะ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ดร.กณิตา ยังได้โพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงกรณีที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า มีดที่ตรวจพบดีเอ็นเอของเสือดำ อาจไม่ใช่อาวุธทีค่ใช้ชำแหละเสือดำได้ ว่า “ที่ท่านกล่าวว่ามีดพก 2 เล่ม (คงหมายถึงมีดเหน็บหรือมีดเดินป่า) ที่ทางแล็บนิติวิทยาศาสตร์ของกรมอุทยานฯ ตรวจพบดีเอ็นเอของเสือดำซึ่งเป็นเสือดำตัวเดียวกันแล้ว แต่ท่านคิดว่าไม่น่าจะใช่อาวุธที่ใช้ชำแหละเสือดำได้....ตรงนี้อ่านแล้วไม่ทราบและไม่เข้าใจจริงๆค่ะว่าท่านใช้หลักการใดในการสรุปเช่นนั้น? แล้วอะไรถึงจะใช้ชำแหละเสือดำได้คะ? อย่างไรก็ตาม ก็ขอเป็นคนหนึ่งที่อยากรอฟังผลการตรวจพิสูจน์และคำชี้แจงจากตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเช่นเดียวกับประชาชนท่านอื่นเหมือนกันค่ะ”

 
 
นายกฯสั่งจนท.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน หากพบบิดเบือนเร่งทำความเข้าใจทันที

นายกฯสั่งจนท.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน หากพบบิดเบือนเร่งทำความเข้าใจทันที

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 15.31 น.

โฆษกกอ.รมน.เผย"นายกฯ"สั่งจนท.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน ต้องยอมรับความคิดเห็นหลากหลาย บอกหากพบข้อมูลบิดเบือนเร่งทำความเข้าใจทันที

14 มี.ค.61 พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน.ครั้งที่ 3/2561 ว่า ในที่ประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน ทั้งยาบ้ายา ยาไอซ์ กัญชา กระท่อม โดยทาง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการกองทัพบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รนม.เน้นย้ำให้ กอ.รมน.ภาค และจังหวัด บูรณาการกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ให้ความรู้สร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยให้ความสำคัญถึงสถาบันครอบครัวสีขาว ชุมชนสีขาวให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง รวมทั้งให้เครือข่ายภาคต้องเป็นหูเป็นตาในการเฝ้าระวังตรวจสภาพภายในพื้นที่ ตลอนจนการติดตามประเมินผลเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาทางสังคมให้เกิดความมั่นคง

พล.ต.พีรวัชฌ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน กอ.รมน.เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยเลขาธิการ กอ.รมน.ได้เน้นย้ำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ในการพบปะประชาชนได้นำหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนามาใช้ในการปฏิบัติ และให้เก็บข้อมูลเพื่อให้ กอ.รมน.ได้ใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติงานต่อไป

"ส่วนกรณีมีการแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน.หลอกลวงหาผลประโยชน์ ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายโดยย้ำให้ทุกหน่วยงานของ กอ.รมน.ได้เข้มงวดกวดขันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ทำงานด้วยความสุภาพอ่อนน้อม โปร่งใส เป็นข้าราชการที่ดีพร้อมทั้งขอให้มีการตรวจสอบหากพบเห็นมีคนแอบอ้างให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที" พล.ต.พีรวัชฌ์ กล่าว

โฆษก กอ.รมน.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะ ผอ.รมน.ได้สั่งการในการปฏิบัติงานของ กอ.รมน.ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส และให้เจ้าหน้าที่ก็ทุกคนเมื่อลงพื้นที่ต้องตรวจสภาพความเป็นอยู่ปัญหาของสังคม และนำปัญหาเหล่านั้นมาบูรณาการประสานงานในการแก้ไขปัญหาให้สมกับคำที่ว่าเป็นที่พึ่งของประชาชน ขณะเดียวกัน เมื่อลงพื้นที่พบปะประชาชนแล้วรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ ที่มีความหลากหลาย และแตกต่างกัน ก็ขอให้รับฟังและเก็บข้อมูลไว้ แต่ถ้าพวกที่บิดเบือนความเห็นที่สร้างความแตกแยก ให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนโดยทันที

ขยายผลคลองสวยน้ำใส กรมชลชูต้นแบบกำจัดผักตบลุ่มเจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น. 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการคลองสวยน้ำใสร่วมใจกำจัดวัชพืชทุ่งหลวงรังสิต ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 6 โดยใช้นวัตกรรมการดูแลทางน้ำแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดกรอบปฏิทินการดูแลวัชพืชที่ชัดเจน มีการติดตาม ควบคุม กำจัดวัชพืชทางน้ำร่วมกัน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ จนได้รับรางวัลดีเด่นในเรื่องการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมในปีพ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับพื้นที่รังสิตใต้ มีคลองชลประทานความยาวรวมกันประมาณ 300 กม. มีวัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวาที่ต้องเก็บปีละกว่า 200,000 ตัน ใช้งบประมาณกำจัดปีละ 1-2.5 ล้านบาท แต่ในปี 2560 ได้นำนวัตกรรมการดูแลทางน้ำแบบบูรณาการมาใช้ ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณในการกำจัดผักตบชวาเลย ซึ่งกรมชลประทานจะนำแนวทางการทำงานดังกล่าว ไปขยายผลกับโครงการชลประทานอื่นๆ ในลุ่มเจ้าพระยาอีกกว่า 30 แห่ง เช่น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต เป็นต้น คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐไปได้อีกจำนวนมาก

นายพฤทธิพงศ์ ทัศน์อัญชุลีกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ เปิดเผยว่า โครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทำงาน เช่น ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) บินสำรวจคลอง ทำให้เห็นสภาพวัชพืชทางน้ำชัดเจนโดยไม่ต้องลงทุนมาก และใช้กล้อง cctv ติดอยู่ตามหน้าอาคารบังคับน้ำที่สำคัญ 11 แห่ง เป็นจุดควบคุมผักตบชวา จากนั้นใช้เครือข่ายเกษตรกรที่เป็นอาสาสมัครสายตรวจผักตบชวาคอยรายงานสภาพวัชพืชทางน้ำว่าตรงไหนเริ่มมีการสะสมผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ทุกอาทิตย์ ทำให้ปัจจุบันปัญหาเรื่องวัชพืชกีดขวางทางน้ำ น้ำเน่าเสีย น้ำล้นตลิ่งแทบจะหมดไปจากคลองรังสิตแล้ว

ดัน‘เขื่อนผาจุก’ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกรมชล-กฟผ.ร่วมพัฒนา-ได้ไฟฟ้าปีละ90ล.หน่วย

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทานจับมือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนาม MOU ร่วมกันพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ คาดได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดถึงปีละ 90 ล้านหน่วย

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง คือ เขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตรวม 14 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดละ 7 เมกะวัตต์ ชุดแรกจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนธันวาคม 2563 ส่วนชุดที่ 2 จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานดังกล่าว เป็นการบูรณาการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนทดน้ำผาจุก มาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยจะไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และการรักษาระบบนิเวศ หรือกิจกรรมใช้น้ำในภาคส่วนอื่นๆ

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก นอกจากจะผลิตพลังงานไฟฟ้าเข้าระบบได้ปีละ 90 ล้านหน่วยแล้ว ยังจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 45,833 ตัน ถือเป็นพลังงานที่สะอาด ต้นทุนต่ำ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เป็นการส่งเสริมให้ใช้ทรัพยากรในประเทศ และยังมีการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ให้กับชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

“กรมชลประทานและกฟผ. พร้อมที่จะบูรณาการ เพื่อพัฒนาและสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทาน อ่างเก็บน้ำ และฝายต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง ที่มีศักยภาพ และพร้อมที่จะพัฒนานำพลังงานจากน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

...............................................

14 มีนาคม 2561

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน