*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2795945
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< กรกฎาคม 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 533 , 12:48:41 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ni_gul โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ข่าวนักดำน้ำนานาชาติให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ออสเตรเลีย ABC บอกว่าได้เตรียมทำใจที่เด็กอาจจะเสียชีวิต 3 - 5 คน

อ่านข่าวแล้วยังสยองขวัญไม่หาย แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีเด็กเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว

 

 

 

'แดงอีสาน' โดมิโนการเมือง

    
 

      "สามมิตร" ชื่อนี้ต้องจำให้ขึ้นใจ

      เพราะกำลังเล่นบทหอกข้างแคร่ เขย่าทักษิณ

      เขาบอกว่าเศรษฐกิจมีวงรอบ

      ขาขึ้นก็รวยกันเละ

      เมื่อไหร่ถึงขาลง น้ำตาเช็ดหัวเข่า

      การเมืองก็ไม่ต่างกัน มีวงรอบ จะเรียกว่าวงจรอุบาทว์หรือไม่ก็ตามแต่

      แต่ในโลกความเป็นจริง พรรคการเมืองเกิดแล้วดับ มีมาโดยตลอด

      หากพรรคการเมืองนั้น ไม่ใช่พรรคตัวแทนประชาชน  

      เป็นพรรคนายทุน หรือไม่ก็พรรคทหาร

      ใช่ครับ...ถ้าจะบอกว่า พรรคพลังประชารัฐ จะมีจุดจบไม่ต่างจากพรรคเฉพาะกิจอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้

      เพียงแต่อาจมีอายุยืนยาวแตกต่างกันออกไป

      บางพรรคเทอมเดียววงแตก

      บางพรรคแจกไว้เยอะ ก็อยู่นานหน่อย

      โดยรวมแล้ว ทุกพรรคที่อยู่ในข่ายนี้ มีจุดกำเนิดไม่ต่างกันนัก

      ดูด ส.ส.

      พรรคเสรีมนังคศิลา หรือที่รู้จักกันว่า พรรคอุดมสตางค์ ใช้เงินหว่านซื้อตัวผู้แทน ทุ่มซื้อเสียงจนการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๐๐ ถูกเรียกว่า

      การเลือกตั้งสกปรกกึ่งพุทธกาล

      จาก ๘๖ เก้าอี้ เหลือแค่ ๔ ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งถัดมา

      พรรคเสรีมนังคศิลาก็หายวับกับตา

      แต่ตัวสมาชิกไม่ได้หายไปไหน ไปโผล่ที่พรรคสหประชาไทย ที่จอมพล ถนอม กิตติขจร ดูดมาจาก พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนชนะการเลือกตั้งในปี ๒๕๑๒

      เปรียบแล้วคล้ายๆ พรรคสามัคคีธรรม ที่ถอดแบบมาจากพรรคเสรีมนังคศิลา

      ใช้เงินระดม ส.ส.เข้าพรรคตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนแกนนำ รสช.

      อายุไม่ได้ยืนยาว หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แตกฉานซ่านเซ็นไปหลายพรรค

      มีทั้ง ชาติไทย เสรีธรรม ความหวังใหม่ เอกภาพ ชาติพัฒนา ฯลฯ

      และการมาของพรรคไทยรักไทย ดูดเอา ส.ส.จากพรรคที่แตกมาจากพรรคสามัคคีธรรม

      ที่ต่างไปจากเสรีมนังคศิลา สหประชาไทย และสามัคคีธรรมคือ "ทักษิณ" ใช้วิธีซื้อทั้งพรรค ดูดเหี้ยนไม่มีเหลือ

      หลายพรรคถึงกับต้องเรียกประชุม เพื่อมีมติยุบพรรค แม้จะมีเสียงด่าไล่หลังว่า "ทรยศ" บรรพบุรุษ ก็ตามที

      จากไทยรักไทย พลังประชาชน มาถึงเพื่อไทย นักการเมืองยังเป็นคนเดิม หรือไม่ก็เปลี่ยนถ่ายให้ทายาทในตระกูลเล่นแทน

      การมาของ พรรคพลังประชารัฐ ย่ำรอย ทั้ง เสรีมนังคศิลา สหประชาไทย สามัคคีธรรม และไทยรักไทย 

      ดี-เลว ไว้แยกย่อยกันอีกที

      แต่...นั่นคือการก่อเกิดพรรคการเมืองในกลุ่มนี้

      เมื่อเข้าใจทั้งหมดนี้แล้ว.....

      การจะอธิบายว่า ที่บรรดาสมุนทักษิณ ในพรรคเพื่อไทย ออกมาตะโกนด่าว่า รัฐบาล คสช.เดินสายดูด ส.ส. นั้นก็ง่ายขึ้น

      ก็ให้รู้ว่า....

      คนพวกนี้เคยทำมาก่อน!

      และหลายคนเป็นฝ่าย "ถูกดูด" จากพรรคเก่ามาด้วยซ้ำ

      ใช่...มันคือการเมืองแบบเก่า

      พรรคเพื่อไทยดูจะเป็นเดือดเป็นแค้นมากที่สุด หาว่านั่นไม่ใช่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย

      เป็นการดูดเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร คสช.     

      ก็ว่ากันไป....

      แต่หากย้อนกลับไปสมัยพรรคไทยรักไทย การดูด ส.ส. การควบรวมพรรคการเมือง มันจบที่ผลประโยชน์ทับซ้อน และทุจริตเชิงนโยบาย

      ผลจากการรวมพรรคเป็นไทยรักไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้จารึกไว้ว่า เป็นยุคที่มีการโกงกันมากที่สุด

      โกงถึงระดับดีเอ็นเอ

      โกงลามไปถึงระดับฐานเสียง

      โกงไม่เป็นไรขอให้แบ่งกัน

      นั่นคือผลงานที่ระบอบทักษิณทิ้งเอาไว้

      และมาถึงยุค "สามมิตร" ที่ร่วมสังฆกรรมกับระบอบทักษิณมาก่อน

      วันนี้กำลังเดินสายดูด นักการเมือง เข้าสังกัดพรรค พลังประชารัฐ

      ถามว่าทำไมต้องเดินเส้นทางนี้?

      "ตถตา" มันเป็นเช่นนั้นเอง!

      ตกปลาบ่อเพื่อน ก็ถูกตกกลับ

      บางคนอาจไม่รู้ว่า ภาพรวมของการก่อกำเนิด พรรคพลังประชารัฐ อาจต้องย้อนกลับไปดู "พรรคชาติพัฒนา" เฟสสอง ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๐

      แกนนำพรรคมีใครบ้าง

      สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, ดร.พิจิตต รัตตกุล, รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, นายอุทัย พิมพ์ใจชน, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

      โฟกัสไปที่ รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 

      ๒ คนนี้ คือ จิกซอว์สำคัญ

      รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คือแกนของพรรครวมพลังประชาชาติไทย มีศูนย์กลางอยู่ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

      ส่วน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์  คือแกนกลางของกลุ่มสามมิตร และพรรคพลังประชารัฐ

      จะบอกว่านี่คือแม่น้ำสายที่ ๖ และ ๗ คงไม่ผิดนัก

      กลุ่มสามมิตร ไม่ได้ดูด นักการเมืองในพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเขย่าระบอบทักษิณ

      ก็ไม่แปลกที่แกนนำพรรคเพื่อไทยพากันโจมตีการดูดในครั้งนี้ว่า เล่นการเมืองแบบเก่า ล้าหลัง  เพราะรู้ดีว่านี่คือชะตากรรมที่ต้องเจอ

      หลังทุกคนล้วนผ่านประสบการณ์ดูด และถูกดูด มาแล้วทั้งสิ้น

      ประเด็นที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากคือ กลุ่มสามมิตร เจาะฐานแดงอีสาน ผ่านผู้นำมวลชนแดงโดยตรง

      เพราะคนเหล่านี้คือคนกุมเสียงมวลชนที่แท้จริง

      กับประโยคคุ้นๆ ผิดจากเราไม่ใช่แดง หรือ แดงเทียม แดงปลอม

      แกนนำแดง หัวโจก นปช.ที่นั่งอยู่ในเมืองหลวง ใช้บ่อย เมื่อเห็นว่าแดงภูธรแตกแถว

      เช่นที่ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ใช้กับแดงสุรินทร์ว่า เป็นแดงเทียม เพราะหันไปซบกลุ่มสามมิตร

      ไฮไลต์ของเรื่องอยู่ที่ "เทพพนม นามลี" แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สุรินทร์

      ย้อนศรได้เจ็บแสบ

      ประชาธิปไตยคืออะไร?

      ตั้งคำถามไว้น่าสนใจ หลังถูก ณัฐวุฒิ ด่าเช็ด เป็นการผละจากขบวนการประชาธิปไตยไปอยู่ในกลไกสืบทอดอำนาจ

      ".....ที่นายณัฐวุฒิ ที่ยืนยันนักหนาว่าทำเพื่อประชาธิปไตย เคยมีการเลือกตั้งเข้าไปเป็นแกนนำ นปช.หรือไม่ ซึ่งไม่มีเลย นายณัฐวุฒิแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาโดยตรง และแกนนำที่อยู่เคียงข้าง ก็มีแต่พวกมาจากการแต่งตั้งทั้งนั้น ใครไม่มีเส้นไม่มีสาย ไม่มีทางได้ขึ้นเวทีพูดแน่นอน

        ดังนั้นจะเชื่อได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นรักประชาธิปไตยจริง ขณะที่ผมเองนั้น เป็นแกนนำ นปช.สุรินทร์ ที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก นปช.สุรินทร์กว่า ๒๐,๐๐๐ คน แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า นปช.เทียมได้อย่างไร...."

      ไม่ต้องอธิบายเพิ่ม ทุกอย่างชัดเจนไม่ว่าจะมองมุมไหน

      จากนี้ต้องจับตาแรงกระเพื่อม เพราะพรรคเพื่อไทยยิ่งด่า แดงอีสานยิ่งถอยห่าง กระทบเป็นโดมิโน

      คาดหวังอะไรจากกลุ่มสามมิตร ภายใต้การนำของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน?

      ลืมเรื่องปฏิรูปการเมืองไปก่อน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้แน่นอน

      นี่คือความเป็นจริงของการเมืองไทย

      กลุ่มสามมิตร ไม่ใช่ฮีโร่การเมืองไทย แต่นี่คือกลุ่มนักการเมืองที่ร่วมสร้างตำนานโคตรโกงกับระบอบทักษิณ

      แล้วที่พูดกันมาเยอะแยะจะได้อะไร?

      คำตอบคือไม่รู้ เหมือนที่ผ่านๆ มา ดี-เลว แยกได้เมื่อนักการเมืองปล้นชาติไปแล้ว

      แต่...วันนี้เริ่มมีสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า นั่นคือ กลุ่มสามมิตร กำลังเป็นสาเหตุในการล่มสลายของระบอบทักษิณ

      จะหนีเสือปะจระเข้หรือไม่นี่ก็ยังตอบไม่ได้

      แต่รัฐบาลหน้ามาจากการเลือกตั้ง และได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยในสายตาฝรั่งต่างชาติแน่นอน

      ครับ...เย็นวานนี้ (๑๘ กรกฎาคม) ดูรายการเดินหน้าประเทศไทย ถ่ายสดสัมภาษณ์ทีมหมูป่าจนจบ  คุณสุทธิชัย หยุ่น รับบทเป็นพิธีกร

      ความจริงเรื่องเล่าจากถ้ำมีทั้งเฮฮา และน่ากลัว แต่ได้ข้อสรุปอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือ...

      อย่าใช้ชีวิตอย่างประมาท

      และฉับไว ปานกามนิตหนุ่ม หลัง "ป๋าเปลว" เกริ่นเรื่อง คอลัมน์ "กาแฟดำ" ของคุณสุทธิชัย จะมาประจำการที่ไทยโพสต์ 

      ไม่พูดพร่ำทำเพลง คุณสุทธิชัยส่งต้นฉบับมาเรียบร้อย ลุยกันเลย!

      ที่หน้า ๓ ไทยโพสต์

      นอกจากต้นฉบับแล้ว คุณสุทธิชัยยังส่งข้อความสั้นๆ ถึง "ป๋าเปลว" ว่า

      ...คุณต้องเป็น The Last Man Standing นะครับ ห้ามถอย!

                                                   ผักกาดหอม

 

ABCออสเตรเลียสัมภาษณ์นักดำถ้ำนานาชาติสุดระทึก!เตรียมใจอาจมีเด็กเสียชีวิต3-5คน

    
 

18 ก.ค.61- เพจ ThaiArmedForce.com  ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (non-profit organization) ซึ่งมุ่งหวังที่จะเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูล เผยแพร่ และอ้างอิง ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการทหารทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ มีผู้ติดตามมากกว่า 4.3 หมื่นคนได้   เผยแพร่ บทแปลสารคดีของสำนักข่าว ABC (ของออสเตรเลีย ) ซึ่งทำสารคดีเรื่องการกู้ภัยที่ถ้ำหลวงในรายการ Four Corners โดยมีไฮไลต์คือการสัมภาษณ์สัมภาษณ์ทีมกู้ภัยออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐ  พาทีมหมูป่ากลับบ้าน เผยนาทีที่ขออนุมัติแผนจากรัฐมนตรีของไทยซึ่งทุกคนเตรียมใจไว้ว่าน่าจะต้องมีผู้เสียชีวิตในระหว่างการดำน้ำออกมาราว 3 - 4 คน 

Jason Mallinson นักดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษที่เราน่าจะจำกันได้ให้กล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุด อันตรายที่สุด และเสี่ยงที่สุดที่เขาเคยทำ ไม่ใช่ในแง่ของความปลอดภัยของเขา แต่เป็นในแง่ของความปลอดภัยของคนที่เขาจะต้องรับผิดชอบ เขาไม่เคยทำอะไรที่เสี่ยงขนาดนี้มาก่อน และคิดว่าคงจะไม่ต้องทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว แต่นั่นเป็นทางเลือกเดียวในตอนนั้น

เขาเสริมว่าตัวเขาเองมั่นใจว่าจะพาตัวเองออกมาได้ มั่นใจว่าจะเชือกนำทางจะไม่หลุดมือ มั่นใจว่าจะนำเด็กออกมาได้ แต่เขาไม่มั่นใจ 100% ว่าเด็กที่นำออกมาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่

เช่นเดียวกับนาวาอากาศตรี Charles Hodges ของกองทัพสหรัฐ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมกู้ภัยของสหรัฐที่ทำหน้าที่รับเด็กจากนักดำน้ำและตรวจสอบสุขภาพเด็กในโถง 3 กล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่ภารกิจนี้จะสำเร็จนั้นต่ำมากเท่าที่จะนึกออก เขาทำใจไว้ว่าอาจจะต้องมีเด็ก 3 4 หรือ 5 คนที่เสียชีวิตในระหว่างการกู้ภัย และเขาก็บอกกับท่านผู้ว่าไปว่าเขามั่นใจว่ามีโอกาสที่ภารกิจจะสำเร็จ 60 - 70%

เขายังเผยว่าการดำน้ำพาเด็กออกมานั้นเป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ แต่ถ้าให้เด็กอยู่ในนั้นเป็นเวลา 4 - 5 เดือน และประมาณการว่าจะต้องเตรียมอาหารแห้งให้เด็กขั้นต่ำสุดวันละ 1 มื้อ เท่ากับจะต้องเตรียมอาหารถึง 1,800 มื้อเป็นอย่างน้อยเข้าไปข้างใน ซึ่งไม่มีที่พอในถ้ำ และจะต้องใช้การดำน้ำเข้าออกถึง 18 เที่ยว ดังนั้นการให้เด็กรอคนหมดหน้าฝนจึงเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากฝนที่กำลังเข้ามาซึ่งอาจทำให้นักดำน้ำไม่สามารถส่งอาหารได้ครบตามที่คำนวณไว้

เขาเสริมว่าเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ไม่เพียงแต่มันจะเป็นข่าวดี แต่เด็ก ๆ ยังได้กลับไปพบผู้ปกครอง และนั่นคือสิ่งสำคัญที่อยู่ในใจของเขา

และหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือ Dr. Richard Harris และคู่บัดดี้ดำน้ำคือ Craig Challen ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสุขภาพเด็ก ๆ และให้ยาระงับอาการตกใจก่อนที่จะนำเด็กออกมา รวมถึงประเมินสุขภาพเด็กตลอดทาง ซึ่งเขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จของภารกิจนี้

Jason Mallinson ยังบอกอีกว่าถ้าไม่มี Dr. Richard Harris ภารกิจนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะเขาอยู่กับเด็ก ๆ พูดกับเด็ก ๆ ทำให้เด็กสงบลง ด้วยความเชี่ยวชาญจากการเป็นแพทย์ฉุกเฉิน (คุณหมอ Harris เป็นแพทย์ในบริษัท medSTAR ซึ่งเป็นบริษัทขนย้ายผู้ป่วย - ผู้แปล)

ส่วนคู่บัดดี้ของคุณหมอคือ Craig Challen เผยว่าพวกเขาเกือบพลาดรับโทรศัพท์จากรัฐบาลไทยที่โทรมาขอความช่วยเหลือ เพราะเขาจัดกระเป๋าเตรียมไปเที่ยวทุ่ง Nullarbor ในออสเตรเลียใต้เรียบร้อยแล้ว แต่กลับกันพวกเขาต้องรื้อของทุกอย่างออก เตรียมอุปกรณ์ดำน้ำให้พร้อม และไปสนามบินภายใน 45 นาที

ทั้งสองเดือนทางมาถึงถ้ำหลวงในวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ จ่าเอกสมาน กุนัน (ยศในขณะนั้น) เสียชีวิต เมื่อถูกถามว่าข่าวการเสียชีวิตของจ่าเอกสมานทำให้ตระหนักถึงอันตรายของภารกิจมากขึ้นหรือไม่ Craig Challen กล่าวว่า ไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นภารกิจที่อันตราย แต่เราซึ่งเป็นนักดำน้ำในถ้ำนั้นสามารถดูแลตัวเองได้เพราะนี่คือสิ่งที่เราทำมาตลอด แต่สำหรับคนอื่น ๆ และ #หน่วยซีล ของ #กองทัพเรือไทย ซึ่งแม้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถสูงมากแต่นี่ไม่ใช่สภาวะแวดล้อมที่พวกเขาคุ้นเคยและได้รับการฝึกมา

นาวาอากาศตรี Charles Hodges เสริมว่าเมื่อจ่าเอกสมานเสียชีวิต ทุกคนพักภารกิจ ถอยออกมา และมาประเมินความเสี่ยงกันใหม่ว่ามีความเสี่ยงใดที่ยอมรับได้ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ตระหนักว่ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะสุดท้ายก็ยังมีเด็ก ๆ และโค้ชที่ต้องช่วยออกมาอยู่ดี ดังนั้นยังไงเราก็ต้องเดินหน้าต่อ ดังนั้น แม้ว่าการเสียชีวิตของจ่าเอกสมานจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและในใจของเขาก็ระลึกว่าจ่าเอกสมานคือวีรบุรุษของคนไทยและคนทั้งโลก แต่พวกเขาก็รอช้าไม่ได้ และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้การเสียชีวิตของจ่าเอกสมานต้องสูญเปล่า

หลังจากการค้นพบเด็ก ๆ แล้ว ทีมกู้ภัยทุกคนเริ่มรู้ตัวลึก ๆ ว่าการนำเด็กออกมาด้วยการดำน้ำคงต้องเป็นทางเลือกเดียว ทางหน่วยซีลของไทยได้เข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของไทยเพื่ออธิบายให้ท่านฟัง รวมถึงทีมกู้ภัยทั้งหมดที่อธิบายแผนการเป็นขั้นเป็นตอนให้กับท่านรัฐมนตรีฟัง ซึ่งตัวนาวาอากาศตรี Charles Hodges มั่นใจว่าแผนจะได้รับการอนุมัติเพราะเขาเชื่อว่าแผนการนี้ได้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี

นาวาอากาศตรี Charles Hodges กล่าวกับท่านรัฐมนตรีว่า ท่านครับ โลกทั้งโลกกำลังดูเราอยู่ เรามีเด็ก 12 คนและโค้ชติดอยู่ในถ้ำ และเรามีความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์เป็นอย่างมาก แต่โชคร้ายที่ในสถานการณ์แบบนี้เราจะไม่ใช้อารมณ์ ดังนั้นเราตัดสินใจทุกอย่างด้วยเหตุและผลและพยายามเอาอารมณ์ออกทั้งหมด และตอนนี้สถานการณ์มาถึงจุดที่เหลือทางเลือกเพียงทางเลือกเดียว และถ้าไม่ตัดสินใจที่จะดำน้ำพาเด็กออกมา สถานการณ์จะกลายเป็นผู้ตัดสินใจให้เราแทน

เขาคิดว่าท่านรัฐมนตรีเข้าใจในเหตุและผล ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานหน่วยซีลของไทยก็มาบอกกับเขาว่า แผนการทั้งหมดได้รับการอนุมัติและเราจะเดินหน้าทันที

พันจ่าอากาศเอก Derek Anderson หนึ่งในนักดำน้ำจากกองทัพอากาศสหรัฐกล่าวว่า หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มฝึกกันในสระน้ำที่ได้รับอนุเคราะห์จากโรงเรียนละแวกนั้น และได้เด็ก ๆ มาเป็นตัวอย่างฝึก การฝึกเริ่มจากง่าย ๆ และใช้อุปกรณ์จำลอง และเป็นการฝึกความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มใช้อุปกรณ์จริง และเด็กตัวอย่างจริง ซึ่งก็จะเริ่มฝึกจากการใส่อุปกรณ์ให้เด็ก การนำเด็กดำน้ำ การส่งผ่านเด็กไปยังนักดำน้ำคนอื่น และพยายามลงรายละเอียดไปเรื่อย ๆ จนมั่นใจว่าทุกคนได้ฝึกมากที่สุดเท่าที่ทักษะของตนจะมี ทุกคนได้ฝึกร่วมกัน และทุกคนจะทำให้ดีที่สุดแม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากก็ตาม

จุดเล็ก ๆ อย่างข้อความของเด็ก ๆ ที่ Jason Mallinson เกิดไอเดียให้เด็ก ๆ เขียนออกมาให้ผู้ปกครองได้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สร้างกำลังใจชั้นดีที่ทำให้ทีมกู้ภัยมั่นใจมากขึ้น Jason Mallinson ยังย้ำถึงความกล้าหาญที่น่าทึ่งของเด็ก ๆ ที่เมื่อพวกเขาอธิบายแผนการให้เด็ก ๆ ฟัง ไม่มีใครเลยที่แสดงอาการตกใจหรือร้องไห้ เด็ก ๆ ยอมปฏิบัติตามภารกิจทั้งหมด ซึ่งมันน่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับอายุของพวกเขา

Craig Challen เสริมอีกว่าในบ่ายวันเสาร์ เขาและหมอ Harris เข้าไปตรวจสอบเด็ก ๆ และพบว่าพวกเขามีกำลังใจดีมาก โดยหน่วยซีลทั้ง 4 นายที่อยู่กับเด็ก ๆ ทำหน้าที่ได้ดีมากในการเสริมกำลังใจให้เด็ก ๆ ดังนั้นทุกอย่างดูพร้อมมาก แม้ว่า Jason Mallinson จะซ่อนความกังวลไว้ข้างในว่า ถ้าฝนจะตกหนักอย่างที่พยากรณ์ไว้จริง ทุกอย่างมันจะยิ่งยุ่งยากขึ้นก็ตาม

และนั่นเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านผู้ว่าตระหนักว่าปฏิบัติการจะต้องเริ่มภายในวันอาทิตย์นั้น และท่านก็ประกาศวัน D-Day นักดำน้ำต่างชาติ 13 คนพร้อมหน่วยซีลของไทย 5 คนเริ่มดำน้ำเข้าไปหาเด็ก ๆ

เช่นเดียวกับการแถลงข่าวของทีม #หมูป่า ที่คงจะได้ฟังกันไปแล้ว นักดำน้ำออสเตรเลียบอกว่าผูุ้ที่ตัดสินใจว่าใครจะออกมาเป็นกลุ่มแรกคือเด็ก ๆ และหน่วยซีลของไทย โดยพวกเขารอรับการตัดสินใจเท่านั้น หลังจากนั้น เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการดำน้ำของเด็ก ๆ อุปสรรคทางภาษา และอายุของเด็ก ๆ ทำให้ทุกคนตัดสินใจที่จะต้องทำทุกอย่างให้เด็ก ๆ โดยเด็ก ๆ ไม่ต้องทำอะไร

พันจ่าอากาศเอก Derek Anderson จากกองทัพอากาศสหรัฐกล่าวว่าทีมกู้ภัยแบ่งถ้ำออกเป็น 9 โถง ในส่วนที่ซับซ้อนที่สุดจะเป็นหน้าที่ของนักดำน้ำอังกฤษซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในส่วนอื่น ๆ ก็จะแบ่งกันไปตามความเชี่ยวชาญและทักษะของแต่ละคน เรื่อยไปจนถึงคนเกือบ 150 คนที่รับผิดชอบตามจุดต่าง ๆ ตั้งแต่โถง 9 จนถึงหน้าถ้ำ ทุกคนทำงานกันเป็นทีมเดียวกันแต่มีหน้าที่ต่างกัน

Jason Mallinson หนึ่งในนักดำน้ำอังกฤษที่รับหน้าที่พาเด็ก ๆ ดำน้ำออกมากล่าวว่าในวันแรก ๆ ทัศนวิสัยยังดีอยู่ แต่ในวันสุดท้ายเขามองไม่เห็นอะไรเลย นั่นทำให้พวกเขาเหนื่อยมากในแง่ของจิตใจ

Dr. Richard Harris จะดำน้ำมากับเด็ก ๆ ในช่วง 350 เมตรแรก และเมื่อมาถึงช่วงแห้งที่ยาว 200 เมตร Craig Challen จะรับหน้าที่ถอดหน้ากากของเด็ก ๆ ออก ตรวจสอบอุปกรณ์ และพาเด็ก ๆ สไลด์ข้ามเนินดินไปจนถึงช่วงที่จะต้องดำน้ำอีกครั้ง ใส่อุปกรณ์ และพากลับลงน้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าจะต้องใช้นักดำน้ำ 2 คนต่อเด็ก 1 คนมันจะต้องใช้เวลานานมาก สุดท้ายก็เลยกลายเป็นการดูแลหนึ่งต่อหนึ่ง

และก็จะมีช่วงแห้งที่เป็นช่วงสูงชันที่จะต้องแขวนเด็กเอาไว้บนเชือกกู้ภัยและค่อย ๆ พาเด็กไปราว ๆ 150 เมตร เพราะมันอันตรายเกินไปที่จะให้เด็กลงเดินและข้ามช่วงสูงชันนั้น โดยเด็ก ๆ จะถูกแขวนด้วยเชือกแขวนที่ปรับปรุงพิเศษเพื่อการนี้ Jason Mallinson เสริมว่าจะมีช่วงที่ต้องดำน้ำขึ้นตรง ๆ ซึ่งนักดำน้ำไม่มีทางรู้ว่าจะถึงช่วงนั้นเมื่อไหร่จนกว่าจะเอาหัวโขกกับผนังถ้ำ ซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้น นักดำน้ำก็จะรู้ว่าจะต้องดำขึ้นตรง ๆ ไปตามช่องแคบ ๆ นักดำน้ำต้องลองว่าจะพาเด็กกับนักดำน้ำไปพร้อมกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องถอย และลองให้นักดำน้ำดำคนเดียวดู ถ้าไม่ได้ก็ต้องถอย ลองดันเด็กไปตามช่องดู ถ้าไม่ได้ก็ต้องถอยอีก มันเป็นกระบวนการที่กินเวลานานและน่ากลัวมาก เพราะถ้าเกิดดันเด็กไปชนผนังถ้ำและกระแทกหน้ากากของเด็ก ๆ หลุด เด็กก็จะต้องเสียชีวิต หรือถ้านักดำน้ำทำเชือกนำทางหลุดมือ พวกเขาก็จะตกอยู่ในอันตรายมาก

แต่เมื่อทุกคนพาเด็กสี่คนแรกออกมาได้ทุกคนก็ทั้งโลงใจและรู้สึกหมดแรงในเวลาเดียวกัน แต่ความกดดันก็ยังมีอยู่เพราะทุกคนรู้ว่าฝนกำลังมาแล้ว และนั่นไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงลดลงเลย พันจ่าอากาศเอก Derek Anderson กล่าวว่ามันจึงเป็นการฉลองสั้น ๆ หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องกลับไปตั้งสมาธิ ทำตัวเป็นมืออาชีพ เพราะทุกคนรู้ว่านี่เป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ในภารกิจที่ใหญ่กว่า และรู้ว่าถ้าฝนตกลงมาก่อนหน้าที่คาดไว้แม้เพียงนิดเดียว ภารกิจกู้ภัยจะต้องยุติลง เพราะมันจะเสี่ยงมากเกินไปต่อทั้งเด็ก ๆ และนักดำน้ำเอง และแม้เด็กชุดที่สองจะออกมาสำเร็จซึ่งหมายถึงความสำเร็จ 8 ครั้งจากความพยายาม 8 ครั้ง มันก็ไม่ทำให้พวกเขาเบาใจลง

เขาจำได้ว่าหลังจากวันที่สอง เขาเข้าไปบอกกับนักดำน้ำอังกฤษว่า พวกคุณสุดยอดอย่างกะ Rock Star และนี่จะต้องถูกจารึกในประวัติศาสตร์แน่นอน

ในภารกิจวันสุดท้าย Dr. Richard Harris เลือกที่จะอยู่กับเด็ก ๆ และหน่วยซีลของไทยเป็นกลุ่มสุดท้าย ซึ่ง Craig Challen บอกว่าทำงานของหมอ Harris ว่ายอดเยี่ยมมาก ๆ

นาวาอากาศตรี Charles Hodges เล่าถึงช่วงสุดท้ายของภารกิจว่า เมื่อคุณรู้ว่าเด็ก ๆ ออกมากันหมดแล้ว หน่วยซีลของไทยออกมากันแล้ว ในตอนสี่ทุ่มที่ทุกคนยืนอยู่ตรงนั้นทุกคนก็ปล่อยให้อารมณ์กลับเข้ามาในจิตใจอีกครั้ง มันรู้สึกได้ว่าทุกคนได้ทำอะไรสักอย่างสำเร็จ ทุกคนที่มาจากต่างที่กันมาทำงานด้วยกัน และโลกก็เฝ้ามองอยู่ Craig Challen เสริมว่าเขารู้สึกโลงมาก แต่หน่วยซีลของไทยยังมีงานต้องจัดการ ดังนั้นเขาจึงออกมากันช้ากว่า 2-3 ชั่วโมง

ซึ่งนั่นก็ทำให้มีเรื่องดราม่าในตอนสุดท้ายของภารกิจจนได้ พันจ่าอากาศเอก Derek Anderson สารภาพตามตรงว่ามันอาจจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ ณ วินาทีนั้นปั้มน้ำหนึ่งตัวในโถง 3 เสีย และยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งรอรับหน่วยซีลกลุ่มสุดท้ายให้ออกมา เมื่อได้รับแจ้งว่าระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนตื่นเต้นมาก แต่สุดท้าย ทุกคนออกออกมาได้อย่างปลอดภัย

Craig Challen บอกว่านักดำน้ำได้ไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เด็ก ๆ นั่งกินอาหารกันอย่างมีความสุข พวกเราไม่สามารถบรรยายได้ว่าพวกเรามีความสุขมากขนาดไหน เพราะตอนแรกทุกคนคาดว่าภารกิจนี้จะเป็นภารกิจกู้ศพแทนที่จะเป็นภารกิจนำผู้ป่วยออกมาทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิต เขายังต้องถามตัวองว่าสิ่งนี่มันเป็นความจริงหรือเปล่า เพราะมันดูเหมือนจะดีเกินกว่าที่จะเป็นความจริง

เรืออากาศเอก Jessica Tait มาเสริมเป็นคนสุดท้ายว่า เธอจำได้ว่าเมื่อมาถึงที่ถ้ำใหม่ ๆ มีใครในทีมบางคนที่แม้จะเป็นคนที่แข็งแกร่งมากบ่นว่า เขาไม่รู้ว่าแม้แต่ตัวเขาเองจะมีชีวิตรอดจากเหตุการณ์แบบนี้ได้ไหม แต่นี่เป็นแค่เด็ก ๆ เท่านั้น และสำหรับเธอ มันแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะมีชีวิตรอดของเด็ก ๆ และโค้ชที่คอยนำเด็ก ๆ ให้รอดชีวิตได้ คนพวกนี้คือผู้ที่กล้าหาญและเธอรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์สำหรับความกล้าหาญของพวกเขา.

 

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

..................................................

 ........................................................

 

 
 

 

 

 

 
19 กรกฎาคม 2561
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน